วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

NOTE ของเหลือจากคำกล่าวเปิดของประธาน



ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการพลวัตรแห่งการพัฒนา ทั้งภายในประเทศและอิทธิพลจากภายนอก การเตรียมตัวเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนในปีได้เป็นจุดเร่งให้ภาครัฐต้องดำเนินการพัฒนาและลงทุนในโครงการต่างๆมากมาย ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ การพัฒนากฎหมายและการเสริมสร้างความมั่นคง ตลอดจนการส่งเสริมด้านศิลปวัฒนธรรม นอกจากนี้ ประเทศไทยยังต้องเตรียมตัวเข้าเป็นรัฐภาคีในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมกันขับเคลื่อนหน่วยงานให้มีความโปร่งใสสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น

การสร้างความโปร่งใสในหน่วยงานภาครัฐจึงถือเป็นด่านหน้าในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติและประชาคมโลกที่จะเข้ามาร่วมลงทุนและดำเนินโครงการต่างๆในประเทศไทย อีกทั้งยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนไทยด้วย ซึ่งที่ผ่านมาองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ หรือ Transparency International ได้สำรวจและจัดอันดับภาพลักษณ์ปัญหาการคอร์รัปชันของประเทศต่างๆทั่วโลก มีการกำหนดเกณฑ์การให้คะแนนตั้งแต่ 1 – 10 คะแนนผลการสำรวจพบว่าที่ผ่านมา (พ.ศ. 2538 – 2554) ประเทศไทยมีภาพลักษณ์การคอร์รัปชันค่อนข้างมาก ทั้งนี้ ในการสำรวจครั้งล่าสุดเมื่อปี 2554 พบว่าประเทศไทยได้คะแนนเพียง 3.4 คะแนน

การจัดทำดัชนีวัดความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐ จึงนับเป็นจุดเริ่มต้นครั้งสำคัญที่หน่วยงานภาครัฐจะได้ทบทวนตรวจสอบการปฏิบัติราชการในหน่วยงานของตนว่ามีความโปร่งใสมากน้อยเพียงใด มีจุดแข็งและจุดอ่อนในด้านใดบ้างที่ต้องเร่งแก้ไข เพื่อให้ทุกหน่วยงานมีความพร้อมต่อการตอบสนองความต้องการของประชาชนและองค์กรต่างๆ ทั้งในด้านการให้บริการและความพร้อมต่อการตรวจสอบของภาคประชาชน อันจะนำมาสู่ความเชื่อมั่นในประสิทธิภาพและความโปร่งใสของหน่วยงานาภาครัฐ
 
การดำเนินการในระยะต่อไป คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีนโยบายที่จะบูรณาการการประเมินดัชนีวัดความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐ กับการประเมินคุณธรรมการดำเนินงาน (Integrity Assessment) โดยจะบูรณาการทั้งสองเครื่องมือเข้ารวมกัน เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อส่วนราชการ สำหรับการประเมินดัชนีความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐ ประจำปี 2555 ใคร่ขอความร่วมมือจากหัวหน้าส่วนราชการต่างๆ กำชับเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบในเรื่องดังกล่าวด้วย   

หากหน่วยงานต่างๆไม่ร่วมมือกันเร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าวแล้ว ท้ายที่สุดอาจส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์แห่งชาติ (National Interest) และกลายเป็นผลพวงจนนำมาสู่การสูญเสียเกียรติภูมิของประเทศในที่สุด  

วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2555

เตรียมสอบศูนย์วิจัย เรื่อง การวิจัย


[1] การวิเคราะห์เครือข่ายทางสังคม (Social Network Analysis)

อ้างอิงจาก SpatialPolicy Makers :  http://spatialpolicymakers.blogspot.com/2008/07/social-network-analysis.html

การวิเคราะห์เครือข่ายทางสังคมไม่ใช่เรื่องใหม่ อันที่จริงเป็นแนวคิดที่มีการศึกษากันอย่างแพร่หลายในแวดวงวิชาการทางสังคมศาสตร์ มานานแล้วหลายทศวรรษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางมานุษยวิทยาและสังคมวิทยา เช่น การจัดช่วงชั้นทางสังคม สังคมวิทยาเมือง สังคมวิทยาเกี่ยวกับสุขภาพจิต หรือสังคมวิทยาองค์กร แต่เมื่อสังคมเราเข้าสู่ยุคสังคมเครือข่ายขนาดใหญ่แบบอินเตอร์เน็ตที่ประกอบด้วยเครือข่ายย่อยจำนวนมากต่อเชื่อมกัน ซึ่งค่อนข้างสลับซับซ้อน ยากที่จะอธิบาย นักวิชาการเมื่อมาค้นในลิ้นชักพบกับศาสตร์แขนงนี้เข้าแล้ว เอาไปประยุกต์ใช้ จึงได้เห็นพลังในการอธิบายเรื่องเครือข่ายค่อนข้างสูง ถึงขนาดที่ว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยตลาดระดับโลกอย่างบริษัทการ์ตเนอร์ (Gartner) ได้ทำการวิเคราะห์ไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 ว่า เทคโนโลยีที่เชื่อว่าจะสร้างผลกระทบอย่างมากแก่ภาคธุรกิจในช่วง 10 ปีต่อจากนี้หนึ่งในนั้น ได้แก่ การวิเคราะห์เครือข่ายทางสังคม

การวิเคราะห์เครือข่ายทางสังคมเป็นการศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์หรือความเชื่อมโยง(linkage)ต่างๆของผู้กระทำทางสังคมทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นบุคคล กลุ่ม หรือองค์กร ศึกษากระบวนการ(process) ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและระหว่างกลุ่ม เน้นถึงกระบวนการปรับตัวและความสามารถในการปรับตัวของมนุษย์ เพราะฉะนั้นความสัมพันธ์ทางสังคมจึงไม่ได้ถูกกำหนดให้มีลักษณะตายตัวตามแบบแผนทางวัฒนธรรมหรือตามลักษณะองค์กรทางสังคม แต่แปรเปลี่ยนไปตามสถานภาพ บทบาทของบุคคลและสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา นอกจากนี้การวิเคราะห์เครือข่ายยังให้ความสนใจกับความสัมพันธ์ต่างๆระหว่างผู้กระทำหรือกลุ่มทั้งหลายมากกว่าจะเน้นที่คุณลักษณะต่างๆ (attributes) ของผู้กระทำหรือลักษณะของสมาชิกในกลุ่มของผู้กระทำเหล่านั้น ลักษณะเด่นของการวิเคราะห์เครือข่ายทางสังคมคือเป็นความพยายามที่จะศึกษา อธิบายโครงสร้างทางสังคม โดยพิจารณาลักษณะการกระทำความสัมพันธ์ทางสังคมของปัจเจกหรือกลุ่มที่นำไปสู่ โครงสร้างสังคมและลักษณะที่โครงสร้างสังคมก่อให้เกิดหรือจำกัด(constrain) การกระทำและความสัมพันธ์ทางสังคมของปัจเจกหรือกลุ่ม รวมทั้งลักษณะที่ทัศนคติและพฤติกรรมต่างๆของผู้กระทำทั้งหลายที่มีความสัมพันธ์ทางสังคมต่อกันถูกกำหนดภายในบริบททางสังคมที่การกระทำนั้นๆเกิดขึ้น

การใช้การวิเคราะห์เครือข่ายทางสังคมในการวิเคราะห์ปัญหาความสัมพันธ์ด้านข้อมูลในเครือข่ายขององค์กร เพื่อทำให้หน่วยงานต่างๆ ในองค์กรร่วมมือกันทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวางแผนหรือการวางผังสมัยใหม่ที่คำนึงถึงบทบาทขององค์กรด้านสังคมที่หลากหลาย ผู้มีส่วนได้เสียที่มากมาย จากเดิมที่นักวางแผนเป็นผู้เชี่ยวชาญ ที่เสมือนต้องรู้ทุกเรื่องราวในการวางแผนแบบองค์รวม (Comprehensive planning) มาเป็นการวางแผนแบบประสานร่วมมือกัน (Collaborative planning) ที่ต้องอาศัยความร่วมมือด้านข้อมูลจากภาคีต่างๆ เป็นจำนวนมาก โดยการวิเคราะห์เครือข่ายทางสังคมสามารถตอบปัญหาสำคัญๆ เช่น ใครมีบทบาทสำคัญในองค์กรในด้านต่างๆ, แต่ละหน่วยงานทั้งในและนอกองค์กร มีความสัมพันธ์กันอย่างไร, ข้อมูลในองค์กรและระหว่างองค์กร ถูกส่งจากใคร ไปหาใคร, ข้อมูลไปกระจุกตัวอยู่ที่ไหน เกิดปัญหาคอขวดของข้อมูลหรือไม่, ทำไมข้อมูลไปไม่ถึงผู้ต้องการรับ, ใครหรือหน่วยงานไหน มีศักยภาพ แต่ถูกละเลย เป็นต้น

ความร่วมมืออย่างกว้างขวางระหว่างองค์กร เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ภารกิจสามารถบรรลุวัตถุประสงค์โดยเฉพาะงานขนาดใหญ่ (เช่น การแสวงหาความร่วมมือกับท้องถิ่น และ/หรือ องค์กรภาคเอกชนในการสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งตลอดลำน้ำโขง) เพราะแต่ละกลุ่มและแต่ละองค์กรก็มีความรู้ความถนัดที่ต่างกัน และความรู้เหล่านั้นจะเกิดประโยชน์ก็ต่อเมื่อเกิดสะพานเชื่อมความรู้ทั้งหมดเข้าด้วยกันอย่างมีความหมาย แต่ความพยายามในการเชื่อมโยงความรู้ของเครือข่ายเข้าด้วยกัน มักประสบอุปสรรคหลากหลาย เช่นการที่ผู้มีอำนาจ ตัดสินใจไม่ทราบว่าแหล่งความรู้ที่ต้องการอยู่ที่หน่วยงานไหน ใครควรจะส่งข้อมูลให้ใคร ทำไมข้อมูลที่ดูเหมือนจะมีพร้อมไม่สามารถถูกรวบรวมและสังเคราะห์ เมื่อรวบรวมปัญหาดังกล่าวเข้าด้วยกัน จะเห็นว่า เกิดจากการที่องค์กรมองไม่เห็นโครงสร้างที่แท้จริงของเครือข่ายของตน ทำให้ไม่เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยต่างๆ ในเครือข่าย การวิเคราะห์เครือข่ายทางสังคมสามารถตอบปัญหาสำคัญๆ ดังกล่าว ได้โดยการแปลงข้อมูลเป็นแผนภาพที่ผู้อ่าน สามารถทำความเข้าใจคุณลักษณะต่างๆ ของความสัมพันธ์ทั้งในและนอกองค์กรได้

อาจกล่าวได้ว่าการวิเคราะห์เครือข่ายทางสังคม สามารถเปิดเผยให้เห็น
- การติดขัดของข้อมูล หรือการที่ข้อมูลไปกระจุกตัวอยู่ในหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง
- จำนวนเส้นทางความสัมพันธ์ ซึ่งหากแต่ละหน่วยงานมีจำนวนเส้นทางความสัมพันธ์กันน้อยย่อมหมาย ความว่าข้อมูลไม่เชื่อมถึงกัน
- ระยะห่างระหว่างหน่วยงาน หากหน่วยงานอยู่ห่างกันมาก ย่อมต้องใช้เวลานานในการส่งข้อมูลถึงกัน
- หน่วยงานที่หลุดออกจากเครือข่าย บ่งบอกถึงการเป็นหน่วยงานที่ไม่เชื่อมข้อมูลกับใครเลย เป็นการสูญเสียทรัพยากรในระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากหน่วยงานนั้นมีความสามารถมาก

การวิเคราะห์เครือข่ายทางสังคม ทำกันอย่างไรกันบ้าง ตอบเลยว่าง่ายนิดเดียวครับ โดยปกติแล้วจะประกอบด้วยขั้นตอนสำคัญๆ ดังต่อไปนี้
1. เลือกกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการศึกษา เช่น คลัสเตอร์อุตสาหกรรมไหมภาคอีสาน หรือกลุ่มภาคีต่างๆในการวางผังภาค หรือแผนกต่างๆ ในสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัด
2. เลือกประเภทความสัมพันธ์ที่ต้องการศึกษา เช่น การไหลของวัตถุดิบ, การสื่อสาร, ความเชื่อถือ หรือการไหลของข้อมูล
3. ศึกษากลุ่มเป้าหมายและความสัมพันธ์ดังกล่าว โดยใช้วิธีการต่างๆ เช่น ทำแบบสำรวจ การสังเกตการณ์
4. นำข้อมูลที่ได้มาบันทึกเป็นรูปแบบที่โปรแกรมสร้างแผนภาพเครือข่ายทางสังคมเข้าใจได้ เช่น ใน MsExcel
5. นำข้อมูลที่บันทึกแล้วมาเปิดในโปรแกรมสร้างแผนภาพเครือข่าย เช่น UciNET, NetDRAW ฯลฯเพื่อให้โปรแกรมสร้างแผนภาพออกมา
6. นำแผนภาพที่ได้มาวิเคราะห์เพื่อหาคำตอบปัญหาที่ถาม โดยอาจใช้โปรแกรมช่วยวิเคราะห์
7. นำผลลัพธ์ที่ได้มาปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาหรือปรับปรุงต่อไป

ขอทิ้งท้ายกับสุดยอดเคล็ดวิชากับประสบการณ์ที่โดนกรรมการให้ใบเหลืองประจำ คือ การวิเคราะห์เครือข่ายไม่ใช่การวิเคราะห์โครงสร้างขององค์กร และ(สำคัญ)ต้องมีพื้นฐานของหลักสถิติอยู่เป็นนิจ
รายการอ้างอิง

Knoke D. and Kuklinski J.H. (1990) Network Analysis. Newbury Park London, SAGE publications.

Wasserman S. and Faust K. (1994) Social Network Analysis: Methods and Applications. Cambridge, Cambridge University Press.

*******************************************

[2] social network analysis (SNA)

อ้างอิงจาก Ruchareka’s Diary : http://ruchareka.wordpress.com/2012/03/11/social-network-analysis-sna/

social network analysis (SNA)
หลักการคือ นักวิเคราะห์เครือข่ายจะทำการเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์และปฏิสัมพันธ์ของ nodes ต่างๆ ที่อยู่ภายในเครือข่ายมาทำการวิเคราะห์ nodes หมายถึงคน ส่วน links หมายถึง ความสัมพันธ์ระหว่างคน แต่ที่จริง nodes อาจเป็นสิ่งไม่มีชีวิตก็ได้ เช่น เป็นวัตถุ สิ่งของ เหตุการณ์ หรือแนวคิด นำมาวัดและวิเคราะห์ด้วยเทคนิคทางคณิตศาสตร์ด้วยโปรแกรมประเภท SNA softwares ซึ่งปัจจุบันมีมากมายหลายชนิด จากนั้นนำมาสร้างเป็นกราฟหรือแผนที่อธิบายแบบแผนของการเชื่อมโยงระหว่าง nodes ต่างๆ ภายในเครือข่ายนั้นๆ เทคนิค SNA นิยมนำมาประยุกต์ใช้กันหลายวงการ ทั้งวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศาสตร์ทางด้านการบริหารจัดการ ตัวอย่างเช่น การวิเคราะห์และประเมินเครือข่ายความเป็นผู้นำหรือ leadership network เป็นต้น

ดัชนีวัดเครือข่าย (metrics) ที่สำคัญ มีอะไรบ้าง?

1. Bonding และ bridging
ทั้งสองคำนี้จะนิยมใช้บ่อย ในเรื่องทุนทางสังคม (social capital) โดย Robert Putnam เป็นตัววัดความเชื่องโยง (connectivity) โดย bonding จะเป็นบริเวณที่มีการเชื่อมโยงภายในกลุ่มที่เกาะกันแน่น ทำให้เกิดชุมชนหรือเครือข่ายที่ไว้วางใจกัน ส่วน bridging จะเป็นบริเวณที่มีการเชื่อมโยงข้ามต่อออกไปยังกลุ่มอื่น ซึ่งเป็นช่องที่จะทำให้นำนวัตกรรมและความรู้ใหม่ๆเข้ามาสู่ชุมชนหรือเครือข่ายได้
Ronald S.Burt ใช้คำว่า closure และ brokerage ส่วน Mark Granovetter ใช้คำว่า strong ties และ weak ties

2.Clusters
เป็นกลุ่มย่อยในเครือข่าย ที่เกาะตัวกันหนาแน่น วัดได้จาก ค่าความหนาแน่น (density) และจำนวน links per node

3. Core / Periphery structure
รูปแบบโครงสร้างของเครือข่าย ที่แสดงให้เห็นว่า nodes ใดมีลักษณะเป็น core คือมีการเกาะกลุ่มหนาแน่นอยู่ตรงกลาง และ nodes ใดมีลักษณะเป็น periphery คือกระจายตัวอยู่รอบนอกและมีการเชื่อมโยงไปยัง nodes อื่นๆ น้อย

4. Density และ links per node
density หมายถึง จำนวน links ที่มีอยู่จริงในเครือข่าย หารด้วยจำนวน links ที่มีโอกาสเป็นไปได้ (ในภาพ density = 6/10 = 0.6) ส่วน Links per node หมายถึง จำนวน links ที่มีอยู่จริงในเครือข่าย หารด้วยจำนวน nodes ทั้งหมดที่มีอยู่ในเครือข่าย (ในภาพ links per node = 6/5 = 1.2) ซึ่งจะช่วยวัดการเชื่อมโยงของเครือข่ายได้ถูกต้องแม่นยำ มากกว่าการใช้ density เพียงอย่างเดียว

5. Bridgers และ Betweenness Centrality
Bridgers เป็น nodes หรือคนที่มีการติดต่อเชื่อมโยงออกไปยัง clusters กลุ่มอื่น คนที่เป็น Bridgers จะสามารถนำโอกาสดีๆ เช่น นวัตกรรมใหม่ สร้างผลกระทบและนำความเจริญเข้ามาในกลุ่มได้ การหาตัว bridgers ทำได้โดยการคำนวณค่า betweenness centrality ซึ่งจะวัดว่าคนๆนั้นทำตัวเป็นจุดถ่ายทอดระหว่างสมาชิกเครือข่ายคนอื่นๆ มากน้อยแค่ไหน ดัชนีอีกตัวหนึ่งที่ใช้หาคนที่เป็น bridgers คือค่า network constraint ซึ่งวัดจำนวน links ที่คนๆนั้นทำการเชื่อมโยงต่อไปยัง nodes อื่นที่มีการเชื่อมโยงกันอยู่แล้ว แต่ถ้าค่า network constraint ต่ำ หมายถึงจำนวน links ที่เขาทำการเชื่อมโยงต่อไปยัง nodes ต่างๆ ที่ยังไม่ได้มีการเชื่อมโยงกันเอง สรุปว่า คนที่เป็น bridgers คือคนที่มีค่า betweenness centrality สูง และมีค่า network constraint ต่ำ

6. Hubs และ Indegree Centrality
Hubs คือ คนที่มีอิทธิพลที่สุดในเครือข่าย ไม่ว่า hub นั้นจะสร้างสะพานเชื่อมระหว่าง clusters ที่แตกต่างกัน หรือเชื่อมภายใน clusters เดียวกัน หรือเชื่อมทั้งสองอย่าง เขาจะเป็นบุคคลที่พึงประสงค์ของสมาชิกเครือข่ายรายอื่นๆ การค้นหาว่าใครเป็น hub หรือมีอิทธิพลต่อเครือข่าย จะใช้ค่า indegree centrality คือการนับจำนวน directed links ที่เข้ามาหาคนๆนั้น จากการเป็นคนที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก หรือให้คำปรึกษาแก่คนอื่น เป็นต้น

7. Structural Equivalence
ตัวอย่างชัดเจนของ Structural Equivalence คือ วิธีการขายหนังสือของ Amazon ที่กล่าวว่า คนซื้อหนังสือ A และ B ไปแล้ว มักมีแนวโน้มที่จะซื้อหนังสือ C และ D ด้วยเช่นกัน .. ทั้งหนังสือและคนซื้อล้วนเป็น nodes ที่เชื่อมโยงกันภายในเครือข่ายเดียวกัน คนที่ซื้อหนังสือชนิดเดียวกันจะมีค่า Structural Equivalence สูง ส่วนคนที่ซื้อหนังสือต่างชนิดกัน จะมีค่า Structural Equivalence ต่ำ

สำหรับในกรณีของเครือข่ายองค์กร ค่า Structural equivalence ที่สูง จะแสดงถึงกลุ่มคนจำนวนมากที่ share เป้าหมาย วัตถุประสงค์ ทำกิจกรรม และมีความสนใจร่วมกัน หรือแสดงถึงกิจกรรมที่ share สมาชิกจำนวนมากร่วมกัน ค่า Structural equivalence เป็นดัชนีวัดเครือข่ายที่สำคัญ คล้ายๆกันการหา กลุ่มย่อยหรือ clusters แต่มีความแตกต่างกันคือค่า structural equivalence ไม่จำเป็นต้องสอบถามว่าใครรู้จักกับใครมาก่อน (เหมือนกับการที่ Amazon.com แนะนำเราว่า มีใครบ้างที่ซื้อหนังสือเล่มเดียวกับที่เราสนใจ เป็นต้น) ทำให้การเก็บข้อมูลเพื่อหา structural equivalence ทำได้ง่ายกว่าการหา clusters

สำหรับผู้เชี่ยวชาญที่จัดว่าเป็นกูรูของศาสตร์นี้ หลายท่านมีผลงานที่น่าสนใจและได้รับการอ้างอิงบ่อยในวงการ SNA ท่านที่สนใจสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ อาทิ John Scott, Stephen P. Borgatti & Martin G Everett, Stanley Wasserman & Katherine Faust, Mark Granovetter, Linton C. Freeman เป็นต้น

อ้างอิงจากบทความ Hoppe B. and Reineltb C. (2010). Social Network Analysis and the Evaluation of Leadership Networks. The Leadership Quarterly. 21, 4: 600-619.

*******************************************

[3] ประเภทของการวิจัย

อ้างอิงจาก Ruchareka’s Diary : http://ruchareka.wordpress.com/2011/06/17/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%97%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2/

วันจันทร์ที่ 20 มิ.ย. 54 นี้ จะเริ่มโครงการสนับสนุนบุคลากรให้ทำวิจัยเพื่อพัฒนาองค์กร .. กิจกรรมดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการความรู้ของหน่วยงานเรา (Stang Library KM) ดังนั้น ต้องเตรียมข้อมูลไปเสวนากันหน่อย หาหัวข้อเพื่อขอทุนทำโครงการวิจัย R2R กันดีกว่า อันดับแรกต้องปูพื้นความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการวิจัยก่อน

ประเภทของการวิจัย 

จำแนกตามศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง
- การวิจัยเฉพาะศาสตร์ (Monodisciplinary Research)
- การวิจัยสหสาขาวิชา หรือสหวิทยาการ (Interdisciplinary Research)

จำแนกตามสาขาวิชา
- การวิจัยทางวิทยาศาสตร์
- การวิจัยทางสังคมศาสตร์
- การวิจัยทางมนุษยศาสตร์

จำแนกตามลักษณะของข้อมูล
- การวิจัยเชิงปริมาณ (Quanlitative Research) ข้อมูลเป็นตัวเลข สมการ สัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ อาศัยเทคนิคทางสถิติมาช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูล
- การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ข้อมูลที่ไม่เป็นตัวเลข แต่เป็นข้อความบรรยายคุณลักษณะ สภาพเหตุการณ์ของสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
- การวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method Research)

จำแนกตามสมมุติฐาน
- การวิจัยเชิงอนุมาน (นิรนัย, deductive Research) – hypothesis-testing method
- การวิจัยเชิงอุปมาน (อุปนัย, inductive research) – hypothesis-generating method

จำแนกตามประโยชน์ของการนำผลการวิจัยไปใช้
- การวิจัยพื้นฐาน (Basic Research) หรือการวิจัยบริสุทธิ์ (Pure Research) เป็นการวิจัยที่ค้นหาหลักการ กฎ ทฤษฎี เพื่อขยายพื้นฐานความรู้ทางวิชาการให้กว้างขวางออกไป
- การวิจัยประยุกต์ (Applied Research) เป็นการวิจัยและพัฒนาเพื่อนำผลไปใช้เพื่อปรับปรุงสภาพของสังคม และความเป็นอยู่ของมนุษย์ให้ดีขึ้น เช่น ด้านเศรษฐกิจ การเมือง และการศึกษา
- การวิจัยเชิงปฎิบัติการ (Action Research-AR) เป็นการวิจัยเพื่อนำผลมาใช้แก้ปัญหาในการปฏิบัติงาน
- การวิจัยดำเนินงาน หรือการวิจัยปฏิบัติการ (Operations Research-OR) การนำเอาปัญหาข้อจำกัดในการปฏิบัติ มาวิเคราะห์และสรุปออกมาเป็นตัวเลขเพื่อใช้ในการตัดสินใจ
- การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research-PAR)
- การวิจัยชุมชน (Community-based Research)

จำแนกตามความมุ่งหมายของการทำวิจัย
- การวิจัยเพื่อค้นหา หรือการวิจัยเชิงบุกเบิก (Exploratory Research)
- การวิจัยเชิงตีความ (interpretive research) เป็นความพยายามที่จะขุดค้นทฤษฎีจากตัวข้อมูล มากกว่าจากสมมุติฐานที่ตั้งไว้
- การวิจัยเชิงพรรณนา หรือเชิงบรรยาย (Descriptive Research)
- การวิจัยเชิงอรรถาธิบาย หรือการวิจัยเชิงวิเคราะห์ (Explanatory Research / Analytical Research) ศึกษาเหตุการณ์ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร มีสาเหตุจากอะไร ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
- การวิจัยเชิงพยากรณ์ หรือคาดการณ์ (Predictive Research) ศึกษาสภาพเหตุการณ์ในอดีตจนถึงปัจจุบัน เพื่อทำนายอนาคต

จำแนกตามระเบียบวิธีวิจัย
- การวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ (Historical Research) เป็นการวิจัยเพื่อค้นหาความจริงในอดีตที่ผ่านมา
- การวิจัยเชิงพรรณนา หรือเชิงบรรยาย (Descriptive Research) เป็นการวิจัยเพื่อค้นหาความจริงในสภาพปัจจุบัน
- การวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) หรือการวิจัยสำรวจตัวอย่าง (Sample survey research)
- การวิจัยเชิงความสัมพันธ์ของตัวแปร (Interrelationship Research)
- การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ (Correlational Research) ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร 2 ตัวขึ้นไป เช่น ความคิดสร้างสรรค์ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีสหสัมพันธ์กันหรือไม่?
- การวิจัยเชิงทฤษฎี (Theoretical research) ค้นคว้าหาทฤษฎีใหม่
- การวิจัยเชิงประจักษ์ (Empirical Research) เก็บรวบรวมข้อมูลหลักฐานจากแหล่งปฐมภูมิ ใช้วิธีการทางสถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ทางวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสิ่งที่มีจริงคือสิ่งที่สังเกตได้
- การวิจัยเชิงวิพากษ์วิจารณ์ หรือไม่ประจักษ์ (Non-empirical Research) อาศัยข้อมูลที่มีอยู่แล้วในเอกสาร มักใช้การวิพากษ์วิจารณ์แทนการใช้วิธีการทางสถิติ
- การวิจัยเชิงทดลอง (Experimantal Research) ควบคุมตัวแปรต่าง ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้อง แล้ววัดผลตัวแปรตาม
- การวิจัยเชิงกึ่งทดลอง (Quasi-expertimental Research) ควบคุมตัวแปรอิสระที่ไม่ต้องการได้เพียงบางตัว
- การวิจัยเชิงทดลองที่แท้จริง (True-Experimental Research)
- การวิจัยเชิงธรรมชาติ (Nationalistic Research) ค้นหาความจริงของสภาพการณ์ ใช้การสังเกตการณ์เป็นสำคัญ
- การวิจัยเชิงเหตุผลเปรียบเทียบ (Causal-comparative research) / การวิจัยย้อนรอย (Expost facto research) จากผลไปเหตุ
- การวิจัยเอกสารและการวิเคราะห์เนื้อหา (Documentary Research)
- การวิจัยกรณีศึกษา (Case Study Research) เก็บข้อมูลในกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็กหรือบุคคล แบบเจาะลึก
- การวิจัยเชิงพัฒนาการ (Developmental Research)
- การวิจัยเชิงพัฒนาระบบ (Research and Development)
- การวิจัยแนวโน้ม (Trend Research)
- การวิจัยเชิงก่อ หรือเชิงพัฒนาสร้างสรรค์ (Constructive Research) เป็นการพัฒนาทางแก้ปัญหา
- การวิจัยปรับใช้ (Adaptive Research)
- การวิจัยประเมินผล (Evaluation Research)
- การวิจัยโดยการสังเกตการณ์ หรือการวิจัยเชิงสังเกต (Observational Research)
- การวิจัยแบบตัดขวาง (Cross sectional Research) เก็บข้อมูลเพียงครั้งเดียวแล้ววิเคราะห์หาความแตกต่างหรือความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่างๆ
- การวิจัยระยะยาว (Longtitudinal Research) มีการเก็บข้อมูลมากกว่า 1 ครั้ง แล้วนำข้อมูลมาเปรียบเทียบ เป็น growth study
- การวิจัยเชิงชาติพันธุ์วรรณนา (Ethnographic Research) สังเกตพฤติกรรม วิถีชีวิต ความเชื่อ ค่านิยม ของกลุ่มคนในสังคมและวัฒนธรรมกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
- การวิจัยทางมานุษยวิทยา (Anthropological Research)
- การวิจัยภาคสนาม (Field Research)
- การวิจัยเพื่อการวางแผน (Planning Research)
- การวิจัยแบบสำมะโน (Census Research) เก็บข้อมูลจากทุกหน่วยของประชากรที่ต้องการศึกษา
- การวิจัยนโยบาย (Policy Research)
- การวิจัยเชิงจำลอง (simulation Research)
- การวิจัยเชิงอนาคต (Futures / Futuristic Research) เป็นการวิจัยเพื่อวางแผนหรือคาดคะเนอนาคต

*******************************************




วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ตกหลุมรัก Mocca


โดยไม่รู้ตัวก็ตกหลุมรัก Mocca เข้าแล้วอย่างจัง
ถ้าตะวันตกมี She & Him  เอเชียตะวันออกมี Linus' Blanket  เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็มี Mocca ที่เล่น Swing ได้จับใจไม่แพ้กัน

Artist : Mocca
Album : My Diary
Year : 2002
Genre : Jazz - Pop
Tracklist :

1. Once upon a time ( Plus secret admirer )
2.  Twist me around
3. What if
4. Me & my boyfriend
5. Telephone
6. Dream
7. When the moonlight shines
8. And rain will fall
9. Life keeps on turning
10. What if ( acoustic )
11. Me & my boyfriend ( acoustic ) Plus goodnight song


Artist : Mocca
Album : Friends
Year : 2004
Genre : Jazz - Pop
Tracklist :

1. On The Night Like This
2. I Think I'm In Love
3. My Only One
4. Friend
5. Lucky Man
6. I Would Never ( Feat. Kalor )
7. You And Me Against The World
8. Buddy Zeus
9. This Conversation ( Feat.Bob Tutup )
10. How Wonderful Life Would Be
11. Swing It Bob ( Feat.Bob Tutup )
12. It's Over Now
13. Me & My Boyfriend
14. Life Keeps On Turning
15. I Remember


Artist : Mocca
Album : Ost.Untuk Rena
Year : 2005
Genre : Jazz - Pop
Tracklist :

1. Sunday Afternoon
2. Sebelum Kau Tidur
3. Hanya Satu
4. Friend ( acoustic )
5. Happy
6. Sunday Afternoon ( Acoustic )


Artist : Mocca
Album : Colours
Year : 2007
Genre : Jazz - Pop
Tracklist :

1. Intro
2. I Love You Anyway
3. You Don't Even Know Me
4. ( I Can't Believe ) You've Cheated On Me !
5. Dear Diary
6. You
7. Do What You Wanna Do
8. Seven Days Ago
9. The Best Thing)
10. Hyper-Ballad
11. Sing
12. The Object Of My Affection
13. Let Me Go
14. Ode For The Love Ones

วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ขอบ่น เรื่องปลุกกระแสน้ำมัน

สำหรับผู้ที่นิยมต่อว่ารัฐว่า "ไม่มีหน่วยงานไหน มาอธิบาย" ความเป็นจริงแล้ว หน่วยงานรัฐชี้แจงหลายรอบแล้วคับ แต่ปัญหาคือกลุ่มการเมืองบางสี ส.ว. และนักเคลื่อนไหวต่างๆ เอาแต่ปลุกประเด็นที่ตัวเองไปเสิร์ชในอินเตอร์เน็ตมาวิจารณ์แล้วเผยแพร่ปลุกระดม พอหน่วยงานรัฐเขาไปชี้แจงในสภาฯหรือชี้แจงข้อมูลผ่านสภาาฯหรือทำหนังสือชี้แจงกลุ่มแอ๊คติวิสท์เหล่านี้กลับไม่ยอมเอามาเผยแพร่ให้ประชาชนได้ทราบ อีกอย่างคือตัวผู้รับสื่อเองก็เลือกที่จะฟังแต่อะไรที่มันเร้าใจอย่างเดียว เช่นคลิปข้างบน แต่ไม่เคยที่จะเข้าไปสืบค้นข้อเท็จจริงบ้างเลย สงสัยก็ถามซิกระทรวงซิครับ ไม่ใช่เอาแต่ฟังข้อมูลที่เค้านำเสนอด้านเดียว กฎหมายก็เปิดช่องให้ซักถามแล้วตาม พรบ.ข้อมูลข่าวสาร 

วันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2555

รำลึกชุมนุม


หลังเรียนจบผมมองชุมนุมในแง่ค่อนข้างลบ โดยเอาไปเปรียบเทียบน้ำหนักกับกิจกรรมทางวิชาการ
วันนี้กลับมาดูรูปทีละรูปแล้วฉุกคิดขึ้นมาได้ บางทีผมอาจจะคิดถึงแต่เรื่องผลประโยชน์ทางการเรียนมากเกินไป
จนลืมความสุขความทรงจำดีๆที่ได้จากชุมนุม การดูแลที่เสมอต้นเสมอปลายจากพี่เป้พี่พัต ความตื่นเต้นความสนุกจากการได้เรียนรู้อะไรใหม่เสมอจากพี่ตุน ความมุ่งมั่นของต่ายและน้องหนุ่ม ความจริงจังจากพี่เบนและน้องเปา ความไม่จริงจัง(ฮา)จากน้องตูน ความขยันซ่อมดาบของไอ่นัท ความแมนจากน้องเตยและโม สีสันแบบสาวๆจากเอิงเอยและแตงโม ความเป็นกันเองของน้องๆมัธยมจากจุฬาภรณ์ ลพบุรี

ตอนนั้นพี่เป้สวยและน่ารักมาก
ตอนนั้นตุนๆเสน่ห์เหลือร้ายแท็คติคเหลือล้น
ตอนนั้นพี่เบนจริงจังเหลือเกิน
ตอนนั้นพี่พัตฟิตแบบโหดสัดวินัยจัด
ตอนนั้นไอ่ต่ายก็อดทนรอโค้ชสุดๆ
ตอนนั้นเตยโมเป็นความหวังทั้งใจของผม
ตอนนั้นตูนรับปากว่าจะลดน้ำหนักให้ได้10โล
ตอนนั้นทุกคนอยากมีตาเหมือนน้องแชมป์
ตอนนั้นเรากินเลี้ยงกันบ่อยจัด
ตอนนั้นกล้าพูดได้เลยว่าชุมนุมนี้หรูที่สุดในมหาลัย
ตอนนั้นยิมเจ็ดแม่งชอบตุกติกเล่นการเมืองเลยต้องเล่นคืน
ตอนนั้นน้องนุ๊กแม่งหายไปจากวงโคจรเกือบปีตามรอยน้องโม
ตอนนั้นเกิดภาวะdilemmaเมื่อระหว่างผู้หญิงของนัท
ตอนนั้นน้องหนุ่มแลน้องตูนต้องแดกหญ้า
ตอนนั้นเราพยายามเหลือเกินที่จะให้เด็กใหม่อยู่เกินเทอม
ตอนนั้นเรามีทีมกายภาพบำบักประจำด้วย
ตอนนั้นเป็นครั้งแรกที่งบของฟันดาบสูงกว่าฟุตบอล
ตอนนั้นเกิดศึกชิงนาง
ตอนนั้นผมทำผิดพลาดหลายอย่างและยังไม่กล้าขอโทษ
ตอนนั้นผมกับน้องๆภูมิใจมากกับการเข้ารอบชิงเนวีของตุนๆ
ตอนนั้นก๋วยเตี๋ยวเนื้อบ้านน้องดุ๊กอร่อยที่สุด
ตอนนั้นหลังแข่งเสร็จเราจะไปโยนโบว์กัน
ตอนนั้นผมเลยออกเวรทำความสะอาดห้องชุมนุมแต่ก็ไปได้ไม่นาน
ตอนนั้นพี่เป้เป็นคนพาชุมนุมเข้าสู่วงการก๋วยเตี๋ยวลุงป้าหลังอนเตอร์ปาร์ค
ตอนนั้นเราประชุมกันที่ระเบียงห้องเปาเป็นประจำ
ตอนนั้นข้างแกงน้องแอมสองอย่างสิบแปดและพี่พัตไม่กินน้ำอัดลม
......

(เขียนไม่จบเมื่อ 22 พ.ค. 2555)
หมายเหตุ ข้อความทั้งหมดนี้อยู่ในใจ ความจริงไม่อยากเปิดเผยออกสู่สาธารณะ แต่คิดว่ายังไงก็คงไม่มีใครเข้ามาอ่านในนี้อยู่แล้ว จึงเก็บไว้ในโลกออนไลน์ประกันความทรงจำไว้ด้วยอีกทางหนึ่ง

วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ม็อบคนรวยกับม็อบคนจนในเดือนเดียวกัน


All roads lead to Government House!!
สัปดาห์ที่แล้วเกษตรกรม็อบคูโบต้าชุมนุมประท้วงเรื่องเครื่องมือทำการเกษตร
สัปดาห์นี้ม็อบพ่อค้าและนักบิดบิ๊กไบท์ชุมนุมประท้วงเรื่องเครื่องมือผ่อนคลาย(+ทำกิน)
...คนชั้นกลางในเมืองหลวงขับรถแอร์เย็นฉ่ำเวลาเจอม็อบมักกร่นด่าเป็นฝืนไฟ ตราบใดที่ตนเองยังไม่เดือดร้อนฉันนั้นไม่มีวันเข้าใจ
...มาทำไมพวกม็อบคนจน??

วันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

วิถีชีวิตหลังสละโสด( ตอนที่1 ) Pitipee Ruammake (แปะไว้อ่าน)




ปัจจุบัน หนุ่มสาวไทยหวงแหนคำว่า "โสดและอิสระ" กว่าจะยอมสละโสดเข้าพิธีวิวาห์ต้องคิดทบทวนกันหลายคราว หลายท่านอาจตั้งคำถามว่า แต่งงานแล้วชีวิตจะเป็นอย่างไร การแต่งงานทำให้ขาดความเป็นอิสระจริงหรือ ถ้าคิดว่าจะแต่งงานควรแต่งงานเข้าหรือแต่งออกดี ในขณะเดียวกัน บางท่านอาจตัดสินใจแต่งงานเพื่อค้นหาบางสิ่งที่ขาดหายไปในชีวิต ด้วยความหวังว่าการแต่งงานจะช่วยเติมเต็มชีวิตของเขา ดังนั้น ดิฉัน อาจารย์ปิติพีร์ รวมเมฆ จากภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ทำการศึกษาถึงวิถีชีวิตของหนุ่มสาวไทยที่กล้าที่จะทิ้งความโ สดและก้าวสู่อีกช่วงหนึ่งของชีวิตไปสู่ช่วง"เริ่มต้นชีวิตคู่ "

บทความนี้จะกล่าวถึงผลจากการวิจัย ที่ดิฉันได้มุ่งเน้นการศึกษาถึงแบบแผนการดำรงชีวิตของผู้บริโภค ไทยในช่วงเริ่มต้นชีวิตคู่ (Newly Married Couples) ซึ่งเป็นช่วงที่ 2 ของงานวิจัยชุดวงจรชีวิตครอบครัวไทยทั้ง 8 ช่วง ที่ดิฉันได้ทำการศึกษาร่วมกับคณะซึ่งประกอบด้วย รองศาสตราจารย์วิทวัส รุ่งเรืองผล และอาจารย์วิทยา จารุพงศ์โสภณ จากภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ก่อนที่จะเข้าสู่ผลการวิจัย จะขอกล่าวถึงวิธีการศึกษาในครั้งนี้ก่อน ในการวิจัยครั้งนี้ดิฉันได้เก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-depth Interview) ร่วมกับการให้กลุ่มตัวอย่างบันทึกกิจวัตรประจำวันเป็นเวลา 2 สัปดาห์ผ่านทางกระดานบันทึกส่วนตัว (Diary Board) โดยกลุ่มตัวอย่างสำหรับการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย สามีหรือภรรยาที่แต่งงานแล้วแต่ยังไม่มีบุตร จำนวน 24 ราย แบ่งเป็น ชาย 11 ราย หญิง 13 ราย โดยมีอายุอยู่ในช่วง 25-37 ปี และมีรายได้ต่อครอบครัวตั้งแต่10,000 บาทต่อเดือน จนถึง 500,000 บาทต่อเดือน โดยเฉลี่ยแล้วจัดได้ว่าเป็นกลุ่มที่มีฐานะระดับปานกลางถึงระดับ สูง ประกอบอาชีพหลากหลายตั้งแต่รับราชการ ลูกจ้างบริษัทเอกชน จนถึงเจ้าของกิจการ

จากการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่กระทบการดำรงชีวิตของคู่สมรสที่เพิ่งเริ่มต้นชีวิตคู่ ปัจจัยแรกคือ สถานะการพึ่งพิงครอบครัวเดิม โดยลักษณะการพึ่งพิงแบ่งได้ดังนี้



การพักอาศัยร่วมกันกับครอบครัวเดิมหรือแต่งเข้า

ครอบครัวไทยส่วนใหญ่เป็นครอบครัวขยายซึ่งเน้นการสร้างความสัมพั นธ์ที่ดีในครอบครัว ความใกล้ชิด ความอบอุ่น และความผูกพันในครอบครัวค่อนข้างสูง การแต่งงานมักจะเป็นการแต่งเข้า คือ การแต่งสามีหรือภรรยาเข้ามาอยู่ร่วมกับครอบครัวเดิม สาเหตุหลักของการแต่งเข้าประการแรก คือ หลายคู่ยังไม่พร้อมที่จะรับภาระค่าใช้จ่ายและการดูแลที่อยู่อาศ ัยเอง ยังต้องพึ่งพาครอบครัวเดิมในด้านการเงินในส่วนของค่าใช้จ่ายในบ ้าน อาทิ ค่าอาหาร ค่าเครื่องครัว ค่าไฟฟ้า ค่านํ้าประปา ค่าแรงแม่บ้านและคนสวน ประการที่สอง บางรายเป็นลูกคนเดียว หรือ พี่น้องของตนได้แต่งงานแยกออกไปอยู่กันเอง จึงเป็นหน้าที่ของตนเองที่จะต้องแต่งเข้าเพื่ออยู่เป็นเพื่อนพ่ อแม่ของตนเอง ดังที่ คุณเอ๋ กล่าวว่า "แฟนเค้าเป็นลูกคนเดียว ถ้าไม่แต่งเข้าไปอยู่บ้านเค้าก็คงรู้สึกผิดที่ต้องทิ้งให้พ่อแม ่อยู่กันเองสองคน" ประการที่สาม คู่สมรสเป็นหัวหน้าครอบครัวที่รับภาระเลี้ยงดูพ่อแม่และคนในครอ บครัวตั้งแต่ก่อนแต่งงาน เมื่อแต่งงานแล้วจึงต้องแต่งเข้าเพราะยังคงต้องรับภาระเลี้ยงดู คนในครอบครัวต่อไป

 คู่สมรสที่แต่งเข้าส่วนใหญ่รู้สึกอึดอัดโดยเฉพาะผู้หญิง

การแต่งงานเข้าไปอยู่ในบ้านของครอบครัวอีกฝ่ายหนึ่งทำให้คู่สมร สบางรายรู้สึกอึดอัดและมีความคิดที่ต้องการจะย้ายออกไปอยู่กันเ อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิง เนื่องจากผู้หญิงมักจะเป็นเพศที่มีความเกรงใจสูง มีแบบแผนการใช้ชีวิตที่ยุ่งยาก และต้องการความเป็นส่วนตัวสูงเพราะปกติมักทำกิจกรรมในบ้านค่อนข ้างมาก เช่นทำอาหาร จัดบ้าน ดังที่ คุณอร กล่าวว่า "ครอบครัวแฟนแตกต่างกับครอบครัวของตนเองเยอะมาก ทางครอบครัวเค้าจะค่อนข้างอนุรักษ์นิยม คุณแม่เป็นแม่บ้าน คุณพ่อทำงานบริษัท แต่คนในครอบครัวของตนเป็นนักธุรกิจ ทำให้มีวิถึชีวิตที่ต่างกัน ตนรู้สึกอึดอัด ความเป็นส่วนตัวจำกัดอยู่แค่ในห้องนอนของตนเองเพราะบ้านแฟนค่อน ข้างเล็ก อยากแยกออกไปอยู่เองแต่แฟนไม่ยอมเพราะเค้าติดแม่มาก" ส่วนคุณวิกกี้ กล่าวว่า "ไม่ได้รู้สึกอึดอัดมากเพราะรู้จักปรับตัว แต่ยังมีความเกรงใจทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตของคนได้อย่างเต็มที่ เช่น ตนเองเป็นคนต้องใส่เสื้อผ้าที่ต้องตากแดด แต่บ้านฝ่ายชายใช้ระบบอบผ้า ไม่มีที่ตากผ้า ทำให้ต้องนำเสื้อผ้ากลับไปซักที่บ้านของครอบครัวเราเอง"

สำหรับฝ่ายชายที่ไม่ค่อยรู้สึกอึดอัดที่ต้องแต่งงานเข้า เนื่องจากเป็นคนใช้ชีวิตที่เรียบง่าย ต้องทำงานเป็นหัวหน้าครอบครัว มักจะกลับบ้านดึกกว่าฝ่ายหญิง จึงมีเวลาใช้ชีวิตในบ้านค่อนข้างน้อย เช่น คุณกึ้ง กล่าวว่า "ไม่รู้สึกอึดอัดเลยเนื่องจากพ่อแม่แฟนดีกับตนมากๆ และรู้จักคุ้นเคยกันตั้งแต่ก่อนแต่งงานแล้ว"

สิ่งที่ผู้แต่งเข้าทำเมื่อรู้สึกอึดอัด คือ ต้องอดทนและพยายามปรับตัวให้เข้ากับคนในบ้านมากขึ้น บางรายหลีกเลี่ยงการใช้ชีวิตในบ้านโดยการไปทำกิจกรรมต่างๆนอกบ้ าน เช่น ทานอาหาร ออกกำลังกาย แล้วกลับมาบ้านเพื่อนอนเท่านั้น บางรายถึงกับวางแผนว่าจะย้ายออกไปอยู่กันเองกับสามีเมื่อมีลูก เพราะการมีลูกทำให้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการใช้ชีวิตในบ้านได้

การพึ่งพาการสนับสนุนทางการเงินจากครอบครัวเดิม

ลักษณะที่เด่นชัดของครอบครัวไทย โดยเฉพาะสำหรับคนชั้นกลางขึ้นไป พ่อแม่มักจะให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ลูกของตน ถึงแม้ว่าลูกจะมีงานทำและมีรายได้เป็นของตัวเอง หรือแต่งงานแยกออกไปสร้างครอบครัวใหม่แล้วก็ตาม ในกรณีที่แต่งเข้ามาอยู่ในบ้านก็จะได้รับการสนับสนุนทางการเงิน ในเรื่องของค่าใช้จ่ายในบ้านทั้งหมด และให้เงินแก่ลูกของตนบ้างเป็นครั้งคราวแล้วแต่โอกาส เช่น การให้เงินช่วยเป็นครั้งคราว การจ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิตแบบออมทรัพย์ให้ เป็นต้น

ส่วนคู่ที่แต่งงานและแยกออกไปอยู่กันเองตามลำพังสามีภรรยา หรือ ที่เรียกว่าแต่งออกนั้นมักจะได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากครอ บครัวทั้งสองฝ่ายเพื่อใช้ในการสร้างครอบครัวใหม่ทั้งทางตรงและท างอ้อม ได้แก่ การพักผ่อนหรือซื้อบ้านและรถยนต์ให้ และการให้เงินก้นถุงเพื่อเอาไปดูแลและจัดสรรเองสำหรับเป็นค่าใช ้จ่ายในบ้าน



ความเปลี่ยนแปลงจากวงจรชีวิตครอบครัวช่วงโสดอิสระ (Bachelor) ไปสู่ช่วงเริ่มต้นชีวิตคู่ (Newly Married Couples)

คนทั่วไปมักคิดว่าการแต่งงานเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในชีว ิตจุดหนึ่งเนื่องจากคู่สมรสต้องปรับตัวอย่างมากจากการที่ต้องมา ใช้ชีวิตร่วมกัน แต่จากการวิจัยพบว่า คู่สมรสไม่ได้รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงมากนักจากการแต่งงานและต้ องใช้ชีวิตร่วมกับคนอีกหนึ่งคน เนื่องจากได้คบหาและเริ่มปรับตัวเข้าหากันอยู่แล้วก่อนที่จะแต่ งงาน การที่ตัดสินใจแต่งงาน ส่วนหนึ่งเกิดจากการปรับตัวเข้ากันได้ ความเข้าใจ และความไว้ใจซึ่งกันและกัน กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่คบหากันนานกว่า 3 ปี บางรายนานถึง 11 ปี เช่น คุณนก กล่าวว่า "รู้สึกว่าชีวิตเปลี่ยนแปลงตอนที่เจอแฟนแล้วรู้สึกว่าใช่ ส่วนหลังจากแต่งงานรู้สึกว่าเฉยๆ ไม่ได้รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงใดๆเลย" นอกจากนี้ จากการวิจัยกลับพบว่าปัจจัยที่มีผลกระทบโดยตรงต่อการเปลี่ยนแปล งวิถีชีวิตคือ



1. การย้ายบ้านและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปหลังจากการแต่งงาน

เกิดจากการแต่งเข้าไปอยู่ในครอบครัวของอีกฝ่ายหรือการแต่งงานแย กออกไปอยู่กันสองคนตามลำพัง การย้ายบ้านเข้าไปอยู่ในบ้านคนอื่นทำให้ต้องมีการปรับตัวอย่างม ากจากการที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป การปรับตัวให้เข้ากับครอบครัวใหม่ การแต่งงานไม่ได้แค่เปิดรับใครหนึ่งคนเข้ามาในชีวิตแต่รวมถึงกา รเปิดรับครอบครัวของคู่สมรสด้วย

2. การเพิ่มขึ้นของความรับผิดชอบ ภาระค่าใช้จ่ายและการดูแลบ้าน

การแต่งออกมาอยู่กันเองตามลำพัง ส่งผลให้คู่สมรสต้องปรับตัวอย่างมากเนื่องจากต้องรับภาระค่าใช้ จ่ายในบ้านที่เพิ่มขึ้น จากเดิมที่เคยอาศัยอยู่กับครอบครัว ไม่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายใดๆ นอกจากค่าใช้จ่ายส่วนตัวของตนเอง ทำให้เริ่มมีการวางแผนการเงิน ทั้งในส่วนของการใช้จ่ายและการออม รวมถึงการให้ความสำคัญกับการทำประกันชีวิตและประกันสุขภาพดัวย (สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้จ่ายและการออมจะกล่าว ถึงในตอนต่อไป) เช่น คุณสุภาพร ที่แต่งงานแล้วย้ายออกมาอยู่คอนโดกับสามี 2 คนกล่าวว่า "จุดเปลี่ยนของชีวิตคือการแต่งงาน เพราะต้องแยกออกมาอยู่กันตามลำพังกับสามี ซึ่งต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเอง ต้องเริ่มวางแผนอนาคต การเงิน การงาน เพื่อที่จะมีรายได้พอที่จะรับผิดชอบครอบครัวของตนเองได้"

 ผู้ชายรู้สึกเปลี่ยนมากกว่าผู้หญิงหลังแต่งงาน

การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและทัศนคติของผู้ชายหลังแต่งงานมีค่อนข ้างสูง เนื่องจากความรู้สึกว่าต้องเริ่มเป็นหัวหน้าครอบครัว ถึงแม้ว่าสังคมไทยในปัจจุบันสามีและภรรยาจะช่วยกันทำงานหารายได ้ให้ครอบครัวแล้วก็ตาม เช่น คุณต้นกล่าวว่า "หลังการแต่งงานรู้สึกว่าการใช้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างเยอะ มีความรับผิดชอบสูงขึ้น ต้องเป็นหัวหน้าครอบครัว ระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น คิดก่อนซื้อทุกครั้ง" ในขณะที่คุณสมคิด กล่าวว่า "การแต่งงานทำให้รู้สึกอยากทำประกันชีวิต เพราะอุ่นใจ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นก็มีหลักประกันให้คนที่เรารับผิดชอบอยู่"

โดยเฉพาะผู้ชายที่รักอิสระ ในวัยโสดชอบสังสรรค์กับเพื่อนฝูง จะรู้สึกว่าชีวิตของตนเองขาดความเป็นอิสระ ต้องแบ่งเวลาให้ภรรยาและครอบครัวมากขึ้น เช่น คุณกึ้ง กล่าวว่า "สิ่งที่ชอบมากที่สุดจากการแต่งงานคือ มีภรรยาคอยดูแลและได้ภรรยาที่ดี แต่สิ่งที่เสียดายจากการแต่งงานคือความอิสระ" เช่นเดียวกับคุณสมศักดิ์ที่กล่าวว่า "จุดเปลี่ยนของชีวิตผมคือการแต่งงานเนื่องจากขาดอิสระ จริงๆแล้วยังไม่อยากแต่งงาน ยังอยากใช้ชีวิตอิสระให้คุ้มค่าก่อน และอยากมีความมั่นคงในหน้าที่การงานให้พร้อมกว่านี้ สาเหตุที่แต่งงานเร็วกว่าที่วางแผนไว้เพราะผู้ใหญ่อยากให้รีบแต ่ง"

นอกจากนี้ผู้ชายหลายคนเริ่มปรับตัวตั้งแต่ตอนที่เริ่มมีการวางแ ผนชีวิตคู่ เมื่อผู้ชายเริ่มมีความรู้สึกว่าต้องการที่จะแต่งงานและสร้างคร อบครัวของตัวเอง ทำให้มีทัศนะคติและค่านิยมที่เปลี่ยนไป เริ่มมีการวางแผนโดยเฉพาะด้านการงานเพื่อเตรียมความมั่นคงให้กั บครอบครัวที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ดังเช่นที่คุณประจวบ ซึ่งทำงานประจำอยู่ที่ธนาคารแห่งหนึ่ง มีตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดี มีความก้าวหน้าดี ได้กล่าวว่า "ประมาณ 2 ปีก่อนแต่งงานก็เริ่มคิดจริงจังกับแฟน รู้สึกอยากแต่งงานกับคนนี้ ทำให้มีเรื่องที่ต้องถามตัวเองว่าควรจะเป็นลูกจ้างหรือออกไปทำธ ุรกิจเองดี"

ถ้าเปรียบเทียบกับผู้หญิงแล้ว การเปลี่ยนแปลงของทัศนะคติและความคิด รวมถึงวิถีชีวิตจะไม่มากเท่ากับผู้ชาย ธรรมชาติของผู้หญิงไทยยังคงเป็นผู้ตามและให้เกียรติสามีในการเป ็นผู้นำครอบครัว เมื่อแต่งงาน ผู้หญิงจะรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยมากกว่าที่จะรู้สึกว่าขาดอิสระ ผู้หญิงหลายคนแต่งงานเพราะรู้สึกว่าต้องการคนดูแลและต้องการหลั กประกันชีวิต การแต่งงานจึงเปรียบเสมือนการช่วยเติมเต็มความรู้สึกนี้ให้แก่ผ ู้หญิง เช่น คุณจิ๋ม กล่าวไว้ว่า "ปัจจัยที่ทำให้ตัดสินใจแต่งงานคือรู้สึกว่าพ่อแม่เป็นห่วงเพรา ะเป็นลูกคนเดียว ท่านจะได้หมดห่วงถ้าลูกเป็นฝั่งเป็นฝา" อีกทั้งยังกล่าวว่า "รู้สึกว่าพอแต่งงานแล้วมีพันธะ ถ้าหย่าก็จะเกิดปัญหาต่อพ่อแม่ สังคม ทำให้เลิกยากกว่าตอนเป็นแฟนกัน"

 กรณีที่วิถีชีวิตไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากการแต่งงาน

สำหรับคู่สมรสที่แต่งสามีหรือภรรยาเข้ามาอยู่ในบ้านตนเองนั้น ไม่ทำให้รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง เนื่องจากตนเองยังคงอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดิมพร้อมกับสมาชิกในคร อบครัวเดิม จึงไม่ต้องมีการปรับตัวใดๆเลย และยังไม่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในบ้านอีกด้วย ตัวอย่างเช่นที่คุณใหม่ กล่าว "ดิฉันไม่รู้สึกเปลี่ยนแปลงอะไร ยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม ทำงานเหมือนเดิม อยู่กับพ่อแม่พี่น้องเหมือนเดิม แค่มีสามีเพิ่มเข้ามาในบ้านเท่านั้น"



ที่กล่าวไปทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนแรกของผลวิจัยนี้เท่านั้น ในตอนต่อไปจะกล่าวถึง การบริหารเวลาและการเงินของครอบครัวเพิ่งเริ่มต้นชีวิตคู่ รวมถึง การวางแผนเรื่องการมีลูกว่าส่งผลให้วิถีชีวิตของคู่สมรสพลิกผัน ไปอย่างไร ทำไมคู่สมรสบางคู่ใช้ชีวิตและจับจ่ายใช้สอยอย่างสะดวกสบาย ในขณะที่บางคู่ต้องใช้เงินอย่างกระเบียดกระเสียด ถ้าท่านสนใจอยากทราบ ต้องติดตามตอนต่อไปของ วิถีชีวิตหลังสละโสดตอน 2 คะ


จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2042   08 ก.ย.  - 10 ก.ย. 2548

วันพุธที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2555

รวมข้อคิดเห็น NASA-อู่ตะเภา


พ.อ.ธีรนันท์ นันทขว้าง
ปัจจัยที่ทำให้เกิดผลกระทบจาก 3 มุม คือ มุมของจีน สหรัฐ และไทย ได้แก่ 

1.เพิ่มความหวาดระแวงระหว่างสหรัฐกับจีนในเวทีโลก
2.เป็นการตอกย้ำแนวคิดการปิดล้อมจีน
3.ไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเวทีความหวาดระแวงระหว่างสหรัฐกับจีน
4.ไทยอาจสร้างความไม่พอใจให้กับจีน และอาจนำไปสู่การดำเนินนโยบายต่างประเทศที่เป็นผลลบต่อไทย
5.ในส่วนของไทยเองมีการใช้ประเด็นนี้เป็นประเด็นทางการเมือง สร้างเงื่อนไขชาตินิยมสุดโต่ง และอาจทำให้ไทยเสียโอกาสในการรับองค์ความรู้ นวัตกรรม และข้อมูลทางวิทยาศาสตร์
6.ไทยอาจสร้างความไม่พอใจให้กับสหรัฐ และอาจนำไปสู่การดำเนินนโยบายการต่างประเทศที่เป็นผลลบต่อไทย 7.หากไทยตัดสินใจให้สหรัฐใช้พื้นที่ ก็จะนำไปสู่การเพิ่มน้ำหนักการขยายอิทธิพลของสหรัฐในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้


ระวังปัญหาความมั่นคง
            ทั้งนี้ ประเด็นนี้ยังเป็นเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคงที่หลายฝ่ายมองว่า ไทยอาจจะถูกสหรัฐอเมริกาใช้เป็นเบี้ยในกระดานชิงอำนาจในสังคมโลกได้ โดย “วอชิงตันโพสต์” หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ออกมาวิเคราะห์ก่อนหน้านี้ว่า โครงการดังกล่าวเป็นยุทธศาสตร์ของรัฐบาล บารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่จะย้อนกลับมาใช้ฐานทัพเก่าของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชีย เพื่อสกัดกั้นการขยายอิทธิพลทางทหารของจีน
            ขณะที่ รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยถึงมติ ครม.นำเรื่องการขอใช้อู่ตะเภาขององค์การนาซาเข้าสภาฯ ว่า ถือเป็นทางออกที่ดี แต่ถ้าหากนำเรื่องเข้ารัฐสภาต้องทำให้เกิดความชัดเจนว่ารายละเอียดเป็นอย่างไร
       ทั้งนี้มองว่านักวิทยาศาสตร์ต้องทำความเข้าใจว่ายุคปัจจุบันความมั่นคงระหว่างประเทศก็มีความสำคัญมากขึ้น ซึ่งจะต้องตัดสินใจให้รอบคอบด้วย มองว่าหากมีการเข้ามาศึกษาสภาพอากาศของนาซา โดยศักยภาพของไทยอาจจะเสียเปรียบ อาจจะไม่ใช้ความรู้ข้อมูลที่ได้มาไปพัฒนาอย่างจริงจัง แม้แต่สหรัฐฯ เองก็ยังไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่
            กรณีความมั่นคงนี้ ทางทีม “Special Scoop” ได้ติดต่อขอสัมภาษณ์นักวิชาการด้านความมั่นคง พ.อ.ดร.ธีรนันท์ นันทขว้าง ผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์ทางการทหาร
            พ.อ.ดร.ธีรนันท์ นันทกว้าง กล่าวว่า ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของมหาอำนาจนั้น สามารถตีความเป็นเรื่องของความมั่นคงได้หมด เพราะเรื่องของความมั่นคงสามารถรวมอยู่ในเนื้อเดียวกันกับเรื่องทุกเรื่องได้อยู่แล้ว เพียงแต่ว่ารัฐบาลไทยจะต้องพิจารณาเรื่องนี้อย่างละเอียด โดยใช้หลักทางการทูตระหว่างประเทศที่มีชั้นเชิงดีพอ
            โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ของไทยจะต้องชัดเจน เช่น เดิมไทยเคยวางยุทธศาสตร์กับสหรัฐฯ ไว้ว่าเป็นภาพความร่วมมือทางการทหาร ส่วนจีนเป็นในภาพของความร่วมมือทางด้านสังคมวัฒนธรรม
       ดังนั้น การปฏิเสธสหรัฐอเมริกาเลยก็ทำได้ แต่สหรัฐฯ ก็จะไม่สนใจเพราะว่าสหรัฐฯ ได้เข้าใช้พื้นที่ในประเทศเวียดนาม กัมพูชา และกำลังจะเข้าพม่า ในเรื่องความร่วมมือด้านต่างๆ อยู่แล้ว รวมถึงไทยก็มีโครงการที่สหรัฐฯ เข้ามาในมิติความมั่นคงอย่างอื่นอยู่แล้ว
            ขณะที่จีน ไทยไม่แคร์จีนก็ไม่ได้เช่นกัน เพราะจีนก็เป็นมหาอำนาจและมีความร่วมมือกับไทยหลายด้านในเวลานี้ ดังนั้น ประเทศไทยสามารถดำเนินการทางการทูตเพื่อสร้างความเข้าใจกับทั้งสองฝ่ายได้ เช่น แม้ไทยจะร่วมมือกับนาซาเพื่อสำรวจสภาพอากาศ แต่ไทยก็ร่วมมือกับจีนในด้านการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงซึ่งเป็นผลดีกับเศรษฐกิจทั้งสองฝ่ายได้ เป็นต้น



อู่ตะเภา : ตกลงใคร ริเริ่มเรื่องนี้กันแน่?
กาแฟดำ

จะนำเรื่อง "อู่ตะเภา" เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีหรือไม่อย่างไร เป็นประเด็นน่าจับตาและวิเคราะห์ เพราะเกี่ยวพันกับเรื่องการเมืองการทูตและการทหารอย่างปฏิเสธไม่ได้

 อู่ตะเภา มีทั้งมิติองค์การนาซา และกระทรวงกลาโหมของสหรัฐ ที่เขาบอกว่าไม่เกี่ยวกันและไม่ได้รู้เรื่องกันมาก่อน

 เดิมทีดูเหมือนจะเร่งร้อน เพราะรัฐมนตรีกลาโหมและแม่ทัพนายกองพากันไปพบนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่พัทยา ก่อนการประชุม ครม. สัญจรเมื่อสัปดาห์ก่อนเพื่อจะหารือกันเรื่องนี้เมื่อคนระดับประธานคณะเสนาธิการทหารของสหรัฐ นายพลมาร์ติน เดมพ์เซย์ มาเมืองไทยเองเพื่อพบนายกฯ และพูดคุยเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ

 แต่แล้วก็ไม่ได้นำเข้าวาระการประชุม ครม. โดยมีเหตุผลทางการว่ายังต้องเก็บรายละเอียด เพื่อความรอบคอบในการพิจารณา

 แต่แล้วผ่านมาอีกไม่กี่วัน รัฐมนตรีต่างประเทศสุรพงษ์ ก็บอกนักข่าวว่าทางสถานทูตสหรัฐส่งสารมาบอกว่า ถ้ารัฐบาลไทยไม่ตัดสินภายในวันที่ 26 มิถุนายน (คือวันนี้) เห็นทีองค์การนาซาเขาจะขนอุปกรณ์มาอู่ตะเภาเพื่อทำเรื่องสำรวจชั้นเมฆและมรสุมไม่ทัน จึงจะถอนตัวจากโครงการนี้

 คุณสุรพงษ์ บอกว่าเมื่อเป็นเช่นนั้นจึงจะรีบนำเสนอ ครม. วันนี้เพราะเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อไทย
 เท่ากับว่านาซาขีดเส้นตายมาและเราก็กลัวตายจึงต้องรีบพิจารณาให้

 แต่ไม่แน่ชัดว่าประเด็นอู่ตะเภาอีกมิติหนึ่ง คือ ที่กระทรวงกลาโหม ของสหรัฐ จะขอใช้เพื่อเป็นศูนย์ปฏิบัติการด้านความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและภัยพิบัตินั้น จะนำเข้าเสนอ ครม. ในวันนี้เหมือนกันหรือไม่

 เรื่องนี้มีประเด็นที่ยังสับสนเพิ่มเติมว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร เพราะเดิมทีนั้นเข้าใจกันว่าสหรัฐเป็นผู้เสนอมา และกำลังอยู่ในการพิจารณาความเหมาะสมของฝ่ายไทย ที่ฝ่ายความมั่นคงของไทยก็มีประเด็นเป็นห่วงกังวลอยู่เพราะหวั่นว่า จีน จะมีความรู้สึกว่าไทยเราจะกลายเป็นเครื่องมือของอเมริกาในการปิดล้อมหรือสกัดกั้นจีนเขา

 ตอนผมสัมภาษณ์นายพลเดมพ์เซย์ ที่กรุงเทพฯ เมื่อสองสัปดาห์ก่อน น้ำเสียงก็เป็นไปในทำนองว่าฝ่ายสหรัฐเป็นผู้นำเสนอ เพื่อให้รัฐบาลไทยพิจารณา

 แต่ผมดูรายการ "ตอบโจทย์" ทางไทยพีบีเอส เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาได้ยินชัดๆ ที่ท่านเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย คริสตี้ เคนนี้ ตอบคำถาม คุณณัฏฐา โกมลวาทิน เรื่องอู่ตะเภา ว่า

 "เรื่องนี้ฝ่ายไทยเป็นผู้เสนอให้สหรัฐเข้ามา และเรากำลังหารือกันอยู่ อาจจะเกิดปีหน้า หรืออีกห้าปีก็ได้ เป็นเรื่องที่ต้องร่วมกันพิจารณา..."

 ซึ่งทำให้เกิดภาพอีกด้านหนึ่งว่าไทยเป็นฝ่ายเชิญชวนเขาเข้ามา ไม่ใช่เป็นการขอของสหรัฐเข้ามาที่อู่ตะเภาแต่ประการใด

 หากเป็นเช่นนี้ก็จะกลายเป็นคนละเรื่องกับความเข้าใจเดิมของคนที่ติดตามข่าวที่เข้าใจว่าฝ่ายสหรัฐเป็นผู้กดดันเรียกร้องและต้องการจะมาใช้อู่ตะเภา และฝ่ายไทยกำลังต้องใคร่ครวญอย่างรอบด้าน เพราะหวั่นว่าจีนจะเข้าใจผิดว่าไทยกระโดดไปอยู่ข้างสหรัฐ เพื่อจะมาล้อมจีนทางทะเล

 ท่านทูตเคนนี้ ย้ำหลายครั้งในการให้สัมภาษณ์นี้ว่า "เรื่องนี้ริเริ่มโดยฝ่ายไทย..." ซึ่งย่อมทำให้การวิเคราะห์เรื่องนี้ปรับเปลี่ยนไปอีกทิศทางหนึ่งอย่างมีนัยสำคัญยิ่ง

 และหากฝ่ายไทยเป็นคนเชิญชวนสหรัฐ ก็ต้องย้อนกลับไปค้นหาความจริงว่าเป็นเรื่องที่เริ่มต้นสมัยรัฐบาลใด และมีเหตุผลกลใดที่จะทำเช่นนั้น

 ข่าวอีกกระแสหนึ่งยืนยันว่าเรื่องนี้รัฐบาลไทยสมัย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นำเสนอต่อ "ที่ประชุมสุดยอดอาเซียน" เมื่อประมาณสองปีก่อน...และ คุณกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีต่างประเทศสมัยนั้นบอกวันก่อนว่าได้เสนอเรื่องนี้กับอาเซียนและสหรัฐ ไปพร้อมๆ กัน เพราะเห็นว่าเป็นประโยชน์กับไทย

 และไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลอภิสิทธิ์ หรือยิ่งลักษณ์ ก็จะต้องตอบคำถามประชาชนคนไทยว่ามีที่มาที่ไปและเหตุผลอันใด

 เพราะความกระจ่างและโปร่งใสเท่านั้น ที่จะทำให้เกิดความเข้าใจต่อเรื่องราวที่เริ่มจะก่อความสับสนมากขึ้นทุกที





ฟื้นฐานทัพมะกัน วอชิงตันโพสต์แฉเองแผนขอใช้‘อู่ตะเภา’ ส่งเรือลิตโทรัลเทียบ/2557โดรนรุกน่านฟ้า

วอชิงตันโพสต์แฉเอง “มะกัน” รุกเอเชียเพื่อสกัดจีน เล็งฟื้นใช้ฐานทัพเก่าทั้ง “อู่ตะเภา-เวียดนาม-ฟิลิปปินส์” แบบชั่วคราว อึ้ง! พร้อมส่งเรือลิตโทรัลลำใหม่เทียบท่า ปูดปี  57 ส่งเครื่องบินโพไซแดนพี-8 เอ พ่วง ”โดรนรุ่นใหม่” บินเหนือน่านฟ้า บิ๊กเพนตากอนเตรียมมาไทยเดือน ก.ค.นี้ “ธานี” ยกคำขู่นาซาย้ำต้องไฟเขียว 26 มิ.ย.นี้ ถาวรผิดหวัง ผบ.เหล่าทัพไม่ท้วงติง
    กรณีองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (นาซา)  ของสหรัฐอเมริกาขอใช้สนามบินอู่ตะเภาเพื่อศึกษาชั้นบรรยากาศนั้น ยังคงเป็นประเด็นที่สังคมถกเถียงกันในวงกว้าง โดยเฉพาะนัยแอบแฝงของสหรัฐ ซึ่งล่าสุดหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ รวมทั้งเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์ดังกล่าวซึ่งเป็นสื่อที่ทรงอิทธิพลในสหรัฐ ได้เขียนบทความในหัวข้อ "U.S. eyes return to some Southeast Asia military bases" (สหรัฐหมายตากลับมายังฐานทัพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) โดยเป็นการรายงานทิศทางนโยบายทางทหารของรัฐบาลประธานาธิบดีบารัก โอบามา ที่รุกคืบเข้ามายังภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกมากขึ้นตามยุทธศาสตร์หันเหสู่เอเชียที่ประกาศไว้เมื่อเดือนมกราคม  
บทความระบุว่า ขณะที่รัฐบาลโอบามาปรับปรุงยุทธศาสตร์เอเชียเพื่อตอบโต้การผงาดขึ้นของจีน กองทัพสหรัฐก็กำลังสนใจกลับมาใช้ฐานทัพหลายแห่งในภูมิภาคนี้ ที่เคยใช้เป็นฐานระหว่างการทำสงครามเวียดนาม ทั้งฐานบินอู่ตะเภา ฐานทัพเรือในเวียดนาม และฐานทัพอากาศที่ฟิลิปปินส์ แม้การเร่งเครื่องเจรจาและกระชับความสัมพันธ์ยังคงจำกัดเฉพาะความร่วมมือบางด้าน เช่น การฝึกทหารร่วมหรือการส่งเรือรบเข้าเทียบท่า แต่สหรัฐก็หวังว่าความร่วมมือเหล่านี้จะนำไปสู่การเข้ามามีบทบาททางทหารที่สม่ำเสมอและกว้างขวางขึ้น อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่สหรัฐอ้างว่า สหรัฐไม่มีความประสงค์จะกลับมาครอบครองฐานทัพที่เคยทิ้งไป และก็ไม่มีงบประมาณที่จะสร้างฐานทัพใหม่ในภูมิภาคนี้ สิ่งที่สหรัฐพยายามทำคำขออนุญาตดำเนินการในฐานทัพเก่าเหล่านี้ในฐานะแขก โดยส่วนใหญ่เป็นการขอใช้พื้นที่แบบชั่วคราว
    รายงานกล่าวว่า ช่วงไม่กี่สัปดาห์มานี้ เจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐได้เร่งหารือกับรัฐบาลไทยเกี่ยวการก่อตั้งศูนย์บรรเทาภัยพิบัติประจำภูมิภาค และพวกนายทหารยังแสดงความสนใจจะส่งเรือรบมาเทียบท่าที่ไทยเพิ่มขึ้น กับร่วมมือกับทางการไทยในด้านเที่ยวบินตรวจการณ์เพื่อเฝ้าระวังเส้นทางการค้าและความเคลื่อนไหวทางทหาร
ผู้นำเพนตากอนมาไทย
    พล.อ.มาร์ติน อี. เดมพ์ซีย์ ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วมสหรัฐ ก็เพิ่งเดินทางมาเยือนไทย, ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์เมื่อเร็วๆ นี้ โดยเดมพ์ซีย์ยังเป็นประธานเสนาธิการทหารสหรัฐคนแรกที่มาเยือนไทยในรอบเกินกว่าทศวรรษด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสหรัฐกลับมาให้ความสำคัญกับไทยอีกครั้ง และในเดือนหน้า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม (เพนตากอน) แอชตัน คาร์เตอร์ ก็มีกำหนดมาเยือน ในขณะที่รัฐบาลไทยเองก็ได้เชิญรัฐมนตรีกลาโหม ลีออน พาเน็ตตา มาเยือนอย่างเป็นทางการด้วย หลังจากพาเน็ตตาได้พบหารือกับรัฐมนตรีกลาโหมของไทยขณะไปร่วมการประชุมความมั่นคงภูมิภาคที่สิงคโปร์เมื่อต้นเดือน มิ.ย.
    ในช่วงเนื้อหาครึ่งท้ายของบทความยังกล่าวถึงการขอความร่วมมือใช้สนามบินอู่ตะเภาที่สหรัฐมาสร้างรันเวย์ยาว 2 ไมล์ไว้เมื่อยุคทศวรรษ 1960s เพื่อเป็นฐานส่งกำลังบำรุงสมัยสงครามเวียดนาม ก่อนถอนกำลังทหารออกไปเมื่อปี 2519 รายงานกล่าวว่า รัฐบาลของสองชาติกำลังหารือจะใช้สนามบินนี้เป็นศูนย์รวมทางทหารร่วมเพื่อรับมือภัยพิบัติ อาทิ ไซโคลน, สึนามิและหายนภัยทางธรรมชาติด้านอื่นๆ แต่พวกเจ้าหน้าที่ของสหรัฐกลับไม่ได้แสดงความชัดเจนต่อสาธารณะว่า กองทัพจะส่งกำลังทหารมาประจำที่อู่ตะเภาทั้งสิ้นกี่นาย หรือจะปฏิบัติภารกิจลักษณะใดบ้าง การขาดความชัดเจนของข้อมูล ทำให้สื่อและฝ่ายค้านของไทยแสดงความกังขาควบคู่กับโครงการของนาซาที่ใช้อู่ตะเภาเป็นฐานบินสำหรับปฏิบัติการตรวจสภาพภูมิอากาศ ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลจีนก็สงสัยการขยายบทบาททางทหารของสหรัฐเช่นกัน
    แคธรีน อัลปิโน ผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผู้เคยเป็นเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ กล่าวว่า ข้อตกลงทางทหารฉบับใหม่ระหว่างไทย-สหรัฐ น่าจะอยู่ในระดับพอประมาณ เนื่องจากไทยมีประวัติให้ความร่วมมือใกล้ชิดกับมหาอำนาจทั้งสหรัฐและจีน และไทยไม่น่าจะทำข้อตกลงใดที่ทำให้ต้องบาดหมางกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
    นายทหารสหรัฐบางรายกล่าวว่า สหรัฐยังต้องการจะยกระดับการส่งเรือของกองทัพเข้าเทียบท่าเรือของไทยด้วย ตอนนี้กองทัพเรือสหรัฐกำลังเตรียมการส่งเรือรบลิตโทรัลลำใหม่ 4 ลำไปประจำที่สิงคโปร์ และหวังจะสับเปลี่ยนมาเทียบท่าที่ไทยและชาติอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นบางครั้งบางคราวด้วย
เล็งส่งโดรนมาจอด
    นอกจากนี้ กองทัพเรือสหรัฐกำลังมองหาช่องทางปฏิบัติภารกิจตรวจตราทางอากาศร่วมกันทั้งจากเมืองไทย, ฟิลิปปินส์ และออสเตรเลีย พวกเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเพนตากอนกล่าวว่า สิ่งสำคัญลำดับสูงสุดในทางยุทธศาสตร์คือการปรับปรุงการตรวจตราเส้นทางเดินเรือ และความเคลื่อนไหวทางทหารทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และมหาสมุทรอินเดีย แผนหนึ่งในนั้นคือ ปี 2557 กองทัพเรือจะเริ่มส่งเครื่องบินลาดตระเวน โพไซแดน พี-8 เอ รุ่นใหม่และเครื่องบินต่อต้านเรือดำนำมาประจำภูมิภาคแปซิฟิก ทดแทนเครื่องบินโอไรออน พี-3 ซี จากยุคสงครามเย็น กองทัพเรือยังเตรียมจะส่งเครื่องบินสอดแนมไร้คนขับ (โดรน) รุ่นใหม่ที่บินได้ระดับสูงมาประจำที่เอเชีย-แปซิฟิกในช่วงเวลาเดียวกันด้วย โดยจะประจำที่ฐานทัพบนเกาะกวม แต่ขณะเดียวกันสหรัฐก็กำลังมองหาหุ้นส่วนในเอเชียที่เต็มใจจะเป็นฐานให้โดรนเหล่านี้
    ด้านนายธานี ทองภักดี อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีนาซาขอใช้สนามบินอู่ตะเภาว่า เรื่องอยู่ในขั้นตอนของคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว เข้าใจว่ากำลังรอความเห็นจากสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องส่งมาให้ครบอยู่ ส่วนของกระทรวงโดยเฉพาะกรอบสัญญาถือว่าเสร็จสิ้นขั้นตอนแล้ว แต่หากทางการไทยไม่สามารถให้คำตอบกับนาซาได้ภายในวันที่ 26 มิ.ย. นาซาก็จะขอยกเลิกโครงการแน่นอน เนื่องจากไม่สามารถขนเครื่องมือและอุปกรณ์เข้ามาทันตามกรอบเวลาที่ได้ตกลงไว้ในสัญญา
“หากเราไม่สามารถพิจารณาเรื่องนี้ให้เสร็จตามกำหนดที่เขาร้องขอมาคือ 26 มิ.ย. เราเองคงไม่สามารถเจรจาขอเลื่อนเวลากับนาซาออกไปได้ และนาซาคงยกเลิกโครงการสถานเดียว เพราะเขาได้ระบุไว้ชัดว่า ถ้าเลยกำหนดคงไม่สามารถขนอุปกรณ์เข้ามาได้ทัน” นายธานีกล่าว
    นายธานีกล่าวว่า ส่วนความกังวลเรื่องเครื่องบิน ER-2 ที่เกรงว่าจะเป็นเครื่องบินจารกรรมนั้น ขอชี้แจงว่า เครื่องบินประเภทนี้มีลักษณะคล้ายเครื่องบิน 737 ซึ่งเป็นเครื่องบินที่ขึ้นอยู่ว่าจะติดตั้งอุปกรณ์อะไรขึ้นไป ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวล เพราะหากเราสงสัยสามารถขอตรวจสอบได้ตลอดเวลา
       มีรายงานจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งด้วยว่า ในวันที่ 25 มิ.ย.นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เตรียมจะชี้แจงในเรื่องนี้ด้วย
    พล.ร.อ.ฆนัท ทองพูล ผู้บังคับการกองเรือยุทธการ กล่าวถึงกรณีนายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่าเว็บไซต์นาซาระบุว่ามีการขนอุปกรณ์เข้ามาตั้งแต่วันที่ 18 พ.ค.ที่ผ่านมานั้น ว่าจากการตรวจสอบไม่มีเครื่องบินที่ขนอุปกรณ์ใดๆ ของนาซาหรือสหรัฐเข้ามาที่อู่ตะเภา มีแต่เครื่องบินทางทหารของสหรัฐที่บินมาลงจอดขอเติมน้ำมันตามปกติตามข้อตกลงที่มีมานานแล้ว        
“เรื่องดังกล่าวเป็นเท็จ ไม่มีมูลความจริงเลย ไม่มีการขนอุปกรณ์ใดๆ มา เพราะอเมริกาจะขนอะไรมาอู่ตะเภาหรือจะมาจอด ก็ต้องแจ้งกองทัพเรือทราบก่อนทุกครั้ง แล้วเราก็ดูแลทุกครั้ง ไม่มีเครื่องบินลับใดมา ไม่มีลับลวงพรางแน่นอน ผมยืนยันขอให้มั่นใจและเชื่อมั่นในตัวผม ผมดูแลอยู่” พล.ร.อ.ฆนัทกล่าว และว่า ส่วนที่อ้างว่าข้อมูลจากเว็บไซต์นั้นไม่ทราบ เพราะสหรัฐไม่เคยแจ้งเรื่องนี้มาเลย อาจเป็นแผนงานเก่าหรือไม่ แต่ไม่เคยมีแผนการบินใดๆ ที่แจ้งให้เราทราบเลยในเดือน พ.ค.จนถึงปัจจุบัน มีแต่การบินปกติเท่านั้น
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวในเรื่องนี้ว่า การชี้แจงของกองทัพเป็นการตบหน้าพรรคประชาธิปัตย์ที่การกล่าวเท็จ มุ่งแต่ทำให้เป็นเรื่องการเมือง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ควรอบรมโฆษกพรรค เพราะทำให้ประชาชนสับสน และควรปลดนายชวนนท์ออกจากโฆษกพรรค และขอตั้งฉายาให้ว่าปลาบู่นาธาน เพราะสิ่งที่โฆษก ปชป.แถลงเป็นสิ่งที่ประชาชนรับไม่ได้
นายถาวร เสนเนียม รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า อยากให้รัฐบาลชัดเจนในเรื่องปฏิบัติภาคการบิน จะใช้เครื่องบินและอุปกรณ์รวมถึงเทคโนโลยีอะไร เพราะรัฐบาลต้องกำหนดอุปกรณ์และเงื่อนไขให้ชัดเจน ไม่เช่นนั้นเราจะได้รับผลกระทบทางด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ และการที่รัฐบาลชี้แจงว่าประเทศเพื่อนบ้านเห็นชอบนั้น ขอโต้แย้งว่า กัมพูชา สิงคโปร์ และมาเลเซียให้บินได้เฉพาะในเขตน่านน้ำทะเลอาณาเขตเท่านั้น แต่ไม่อนุญาตให้บินเหนือพื้นดินที่เป็นอาณาเขตประเทศเหล่านั้น
“รัฐบาลต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนเรื่องพลังงานและการขอวีซ่าเข้าสหรัฐของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และต้องปฏิบัติตามข้อเสนอของหน่วยงานความมั่นคงคือ สมช.อย่างเคร่งครัด”
ผิดหวัง ผบ.เหล่าทัพ
นายถาวรกล่าวอีกว่า ผิดหวังกับการที่ ผบ.เหล่าทัพไม่ได้แสดงบทบาทในการท้วงติงโครงการที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงเท่าที่ควร โดยเท่าที่ทราบมีเพียง พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผบ.ทอ. ที่ฝากข้อห่วงใยต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้ระมัดระวังเรื่องเครื่องบิน ER-2 ที่พัฒนาการจากเครื่องบินจารกรรม U2 ที่อาจสุ่มเสี่ยงต่อการนำผลที่ได้ไปใช้ประโยชน์ในยุทธศาสตร์ทางการทหารของสหรัฐ ทั้งนี้ จากที่ได้เห็นร่างสัญญาที่สหรัฐส่งไปให้นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.การต่างประเทศ ลงวันที่ 25 พ.ค. 55 นั้น พบว่า เป็นกรอบที่กว้างมากจนอาจกลายเป็นช่องโหว่ในภายหลังที่จะถูกนำไปใช้ในสิ่งที่จะกระทบต่อไทยได้ จึงเห็นว่าควรมีการปรับเนื้อหากำหนดรายละเอียดที่ชัดเจนเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศมากกว่านี้
นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำกลุ่มคนเสื้อหลากสี กล่าวว่า อยากให้สมาชิกรัฐสภาขอเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญเป็นการเฉพาะเพื่อหารือในเรื่องนี้ และอาจเป็นการประชุมลับก็ได้ เพื่อให้สมาชิกได้รับรู้ถึงข้อมูลข้อเท็จจริง เพราะที่ผ่านมารัฐบาลเองยังไม่เคยชี้แจงเรื่องดังกล่าวเลย
วันเดียวกัน สำนักวิจัยเอแบคโพล มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญได้เผยผลสำรวจประชาชน 1,284 ตัวอย่างใน 17 จังหวัด ในเรื่องเห็นด้วยหรือไม่ที่นาซาจะใช้สนามบินอู่ตะเภาเป็นศูนย์กลางศึกษาชั้นบรรยากาศ พบว่า 63.5% เห็นด้วย มีเพียง 36.5% ที่ไม่เห็นด้วย.


http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/politics/20120626/458508/%E0%B8%9E.%E0%B8%AD.%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%9C%E0%B8%A2%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%82%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B5%E0%B8%AD%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%B2.html

http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9550000078673

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/suthichaiyoon/20120626/458454/%E0%B8%AD%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%B2-:-%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%84%E0%B8%A3-%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B9%88-.html

วันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2555

รวมข้อวิจารณ์ Tinker Tailor Soldier Spy (ที่น่าสนใจ)


“หนังสายลับอย่างบอนด์หรือบอร์นนั้นเหมือนมีสปอตไลท์สาดส่องตลอดเวลา ต่างจากเรื่องนี้ที่เหมือนผู้ชมจ้องดูลาวาในความมืด”
- แกรี โอลด์แมน

“ผมต้องการถ่ายทอดให้เห็นโลกที่แท้จริงของคนในแวดวงสายลับ ไม่ใช่โลกแฟนตาซีที่สายลับพกเครื่องมือไฮเทคหรือเที่ยวประกาศไปทั่วว่าเขาชื่ออะไร!”
- จอห์น เลอ คาร์เร

“ลอนดอนในหนังเรื่องนี้ออกมาในรูปแบบที่ตัวผมเองเคยเห็นในยุค 70 นั่นคือ บ้านเมืองเต็มไปด้วยสีเทาและน้ำตาล รอบกายมีแต่หมอกควันและคราบสกปรก โดยต้นแบบด้านภาพของผมก็คือหนังเรื่อง The Conversation (ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา, 1974) และ Il conformist (แบร์นาโด แบร์โตลุชชี, 1970)”
- โทมัส อัลเฟร็ดสัน

“ผมไม่ต้องการให้หนังมองย้อนอดีตแบบถวิลหา เพราะมันจะทำให้มุมมองของหนังเป็นแบบอุเบกขาไม่ยินดียินร้าย แต่ผมเลือกวิธีเล่าเรื่องแบบนี้เพราะเรารู้ตอนจบของเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นจริงนี่อยู่แล้ว ผมจึงต้องการให้คนดูรู้สึกเหมือนว่าคนในยุคนั้นเป็นคนสร้างหนังเรื่องนี้เอง เขาจึงได้เต็มไปด้วยความอ่อนไหวมากต่อประเด็นซ้าย-ขวา”
- โทมัส อัลเฟร็ดสัน

หนังมีรายละเอียดที่ซับซ้อน และอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจำนวนมาก แต่ก็มีความเป็นเหตุเป็นผลและเชื่อมโยงกัน โดยที่หนังไม่ได้สนใจความเข้าใจของผู้ชมเป็นอันดับแรก แต่เน้นไปที่ความเป็นไปได้ที่ข้อมูลเหล่านั้นจะถูกถ่ายทอดออกมา

กว่า 80 % จะเป็นเรื่องราวในมุมมองของ Smiley ดังนั้นหนังจึงไม่เล่าเรื่องตามลำดับเวลาที่เหตุการณ์เกิดขึ้น แต่จะเล่าเรื่องตามลำดับเวลาของ Smiley เป็นหลัก

ข้อมูลบางอย่างถ้าไม่มีเหตุผลดีๆให้ตัวละครพูดออกมา มันก็ไม่ควรถูกเผยออกมา อย่างข้อมูลของตัวละคร Karla ซึ่งทุกคนในเรื่องรู้จักกันดี และถูกเอ่ยถึงมาตั้งแต่ช่วงต้นเรื่อง หนังก็จะไม่พยายามยัดเยียดหรือใส่บทพูดให้ตัวละครได้อธิบายให้ผู้ชมเข้าใจ หรือใส่ฉาก flashback เพื่ออธิบายถึงตัวละครตัวนี้ แต่ข้อมูลของ Karla จะถูกคายออกมาแบบอ้อมๆ ในฉากต่างๆที่มีเหตุผลสมควรว่าตัวละครนี้จะต้องถูกพูดถึง

ดังนั้นใน Tinker Tailor Soldier Spy ผู้ชมจะเหมือนผู้สังเกตุการณ์ ที่คอยปะติดปะต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นด้วยตัวเอง (ราวกับการนั่งฟังการสนทนาของนักฟิสิกส์ 2 คน โดยที่คุณไม่เคยเรียนฟิสิกส์มาก่อน แถมพวกเขาก็ไม่หันมาอธิบายศัพท์เฉพาะทางให้ฟัง)

ภายใต้การกำกับของ Tomas Alfredson ที่เล่าเรื่องราวแบบเรื่อยๆ ไม่พยายามเร่งเร้าอารมณ์จนเกินงาม โดยให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นตัวสร้างความเข้มข้นน่าติดตามด้วยตัวของมันเอง ถือเป็นการ “ให้เกียรติ” เรื่องราวของ le Carre ให้ได้แสดงศักยภาพอย่างที่มันควรจะเป็น และนี่ยังเป็นการขับเน้นถึงประเด็นของเรื่องได้อย่างเต็มที่

สิ่งที่ Alfredson เลือกใช้ในการสร้างอารมณ์อันตึงเครียด ก็คือการสร้างบรรยากาศโดยรวมที่ไม่น่าไว้วางใจ คาดเดาไม่ได้ ผ่านการถ่ายภาพ และการเคลื่อนกล้องที่ชวนอึดอัด




http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=navagan&month=04-2012&date=02&group=2&gblog=100

วันพุธที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2555

Academic Quotes - ในที่สาธารณะ

"หากพวกคุณมาเรียนมหาวิทยาลัย แล้วยังคิดอยู่ว่า พุทธศาสนาสอนทุกอย่างไว้หมดแล้ว ก็จงลาออกไปบวชซะ เพราะมหาวิทยาลัยเกิดขึ้นมาเพื่อเป็นปฏิปักษ์กับศาสนา เพื่อปลดปล่อยคนจากศาสนา..." 
By ยุกติ มุกดาวิจิตร

...เวลา quote ประโยคต่างๆมา สิ่งหนึ่งที่มักจะเป็นปัญหาแทบทุกครั้งคือ ผู้ที่รับสารมักจะปฏิเสธหรือไม่เข้าใจหรือไม่แน่ใจในประโยค

...ผมลองคิดๆดูว่าถ้าผมไม่เคยอ่าน/เรียนเรื่องพวกนี้เลย ผมคงจินตนาการไม่ออกถึงโลกในยุคที่มหาวิทยาลัยกำเนิดขึ้นมาด้วยสาเหตุอะไร แล้วมันเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับประเทศเราอย่างไร

...สุดท้ายแล้วผมว่า quote ต่างๆดูจะเป็นมีประโยชน์ก็แต่ในการตอกย้ำหรือให้ไอเดียในกลุ่มคนเฉพาะกลุ่ม มากกว่าบุคคลทั่วไปที่ไม่เคยรับรู้เรื่องราวก่อนที่จะมาถึงประโยคที่ได้quoteไว้เลย เพราะคงมีน้อยคนจริงๆที่สงสัยแล้วตามไปค้นหาคำตอบเชิงลึกจนเข้าใจ

วันจันทร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2555

Thai's crisis

"อำนาจที่ทรงพลังได้ตัดสินใจที่จะต่อต้านการถกเถียงอย่างตรงไปตรงมาต่อประเด็นที่ว่า ประชาชนต้องการเห็นประเทศเป็นเช่นใรในศตวรรษสมัยที่ 21 คนไทยไม่ได้รับอนุญาตแม้แต่จะรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นความจริงขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และการเมืองของพวกเขา


การพูดความจริงถูกทำให้เป็นอาชญากรรมได้อย่างง่ายดาย ประชาชนถูกคาดหวังให้เชื่อชุดข้อมูลแห่งเทพนิยายและตำนานขุนศึกต่างๆ - หรืออย่างน้อยก็ต้องแกล้งทำเป็นว่าพวกเขาเชื่อเรื่องเหล่านั้น - และปิดตาต่อปรากฎการณ์แห่งความรุนแรงที่เกิดขึ้นในประเทศ


ดังนั้นแล้ว ราวกับว่าติดอยู่อยู่ในห้วงแห่งความฝันร้ายที่ไม่อาจตื่น ประเทศไทยเดินอย่างเลื่อนลอยสู่อนาคตที่ทุกผู้คนต่างก็ประจักษ์ว่ามันคือสภาวะอันตรายยิ่ง แต่ก็รู้สึกว่าไร้ซึ่งอำนาจใดใดจะป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้น"


"Powerful forces are determined to strangle any open and honest national debate about what kind of country it should be in the 21st century. Thais are not even permitted to publicly acknowledge some of the most basic realities of their history and politics. Telling the truth has become, quite literally, a crime. People are expected to believe a set of idealized fairy tales and fables — or at least pretend that they do — and to close their eyes to the disaster unfolding in their country.


And so, as if trapped in a traumatic dream from which it is unable to awaken, Thailand wearily stumbles towards a calamity that everyone knows is coming but feels powerless to prevent. "


--Andrew MacGregor Marshall

วันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

คันคะเยอ ...ปัญญาชนเกรด A ในประเด็น AEC


Rachasit Kongnumut
คิดอยากจะบอกคนเห่อประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ไม่ว่าคุณจะไคร่จากการเรียน การส่งเสริมจากสถานศึกษา การสนับสนุนจากหน้าที่การงานของคุณ แต่ที่หลายคนอาจมองข้ามไปนั่นคือ ความไม่พร้อมทั้งหลายทั้งโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ซึ่งส่งผลให้ประชาคมอาเซียนเองอาจไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ขาดเอกภาพในความร่วมมือ ประวัติศาสตร์ที่ขัดแย้งกัน กฎหมายภายในหลายฉบับที่ไม่เอื้อต่อประชาคมเศรษฐกิจ วัฒนธรรมทางการเมืองที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนา ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่สมาชิกแห่งประชาคมยังไม่ได้พูดถึงอย่างจริงจัง แล้วทิศทางของประชาคมทางเศรษฐกิจอาเซียนจะไปในทิศทางใด

Dan Pinyoyot M 
ผมกลับคิดตรงข้ามนะบูม ผมเห็นว่าทั้งหมดนี้คือสิ่งที่สมาชิกแห่งประชาคมพูดถึงอย่างจริงจังจนเกร่อ-ซ้ำ-เยอะจนเริ่มเบื่อแล้ว จะว่าไม่พูดถึงอย่างจริงจังก็คงไม่น่าจะใช่ เพราะตอนนี้มีแผนงานรองรับทั้งในระดับอาเซียน พหุ ทวิ และของแต่ละประเทศเองเรียบร้อยแล้ว เหลือแค่แปลงแผนไปสู่การปฏิบัติตามลำดับขั้นตอนและความสำคัญของแต่ละภารกิจให้ครบตามที่วางไว้ แต่ครั้นจะให้ทำทั้งหมดที่ว่าให้เห็นพร้อมกันแบบพรึ๊บหนึ่งทุกมิติในความเป็นจริงคงเป็นไปได้ยาก ก็ต้องค่อยๆปรับค่อยๆเริ่มกันไป มันก็เลยดูเหมือนไม่มีอะไรเคลื่อนไหวมั๊ง อีกอย่างรายละเอียดในเรื่องนี้มันกว้างและกระจัดกระจายจนยากที่จะมองให้เห็นได้ชัดในภาพรวมถ้าไม่ติดตามสื่อหลายๆสำนักให้ครบถ้วนและต่อเนื่องจริงๆ (ซึ่งในเรื่องนี้ก็ได้มีการบรรจุไว้ในแผนของคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติแล้วที่มีแผนที่จะจัดทำสื่อให้สังคมไทยได้เห็นความเคลื่อนไหวของอาเซียนในภาพรวม)

ถ้าจะพิจารณาตามประเด็นที่บูมยกมา ผมเห็นว่า"สมาชิกแห่งประชาคม"ไม่น่าจะตาบอดจนมองข้ามเรื่องเหล่านี้ไปนะ อย่างเรื่องเอกภาพในความร่วมมือก็เริ่มเห็นผลชัดมากขึ้น ไม่ใช่ว่าขาดเอกภาพเลยเสียทีเดียว กรณีที่เห็นได้ชัดคือเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาลาวก็ได้ประกาศระงับโครงการสร้างเขื่อนไซยะบุรีอีกรอบ อันเป็นผลมาจากการประสานร่วมมือกันระหว่างไทย กัมพูชา เวียดนาม ทั้งในระดับรัฐและระดับประชาสังคม (เป็นเรื่องใหม่มากที่ภาคประชาสังคมที่มีการจัดตั้งในระดับอาเซียนแล้วร่วมมือกันผลักดันให้การพัฒนาอาเซียนเป็นไปอย่างมีเอกภาพ แต่ก่อนได้แค่ระดับทวิภาคีเอง) หรืออย่างเรื่องประวัติศาสตร์ที่ขัดแย้ง ในส่วนของไทยก็ได้มีการนำเรื่องนี้เข้าสู่ของกระทรวงศึกษาแล้ว ในระยะถัดไปก็น่าจะเริ่มเห็นความคืบหน้าในเรื่องนี้ชัดขึ้นแต่คงต้องใช้เวลา ส่วนเรื่องกฎหมายยิ่งชัดเจนมากว่ามีการแก้หรือออกกฎระเบียบใหม่ให้เอื้อต่อการลงทุนมากขึ้น ฟิลิปินส์เพิ่งแก้กฎหมายแรงงาน พม่าออกกฎหมายพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ลาวเองก็ปรับกฎหมายให้เปิดกว้างต่อการลงทุนจากกลุ่มประเทศอาเซียนเพื่อให้หลุดออกจากโผ Least developed country ของ UN แล้วก็มีความพยายามอย่างสูงจากอาเซียน(องค์กร)ที่จะเข้าไปช่วยกลุ่ม CLMV ให้มีการปรับกฎหมายให้สอดคล้องเท่าทันกลุ่มประเทศอื่นๆมากขึ้น เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าหากจะบอกว่า"ไม่ได้พูดถึงอย่างจริงจัง"ก็คงไม่น่าจะใช่นะ เพราะพูดกันมาเยอะเหมือนจนเริ่มลงมือทำแล้วในระดับหนึ่ง.....ผมคิดว่านะ

Rachasit Kongnumut 
ขอบคุณพี่แดนมาชี้แจงเพิ่มเติมนะครับ ผมเสนอประเด็นนี้โดยมุ่งถึงภาคประชาสังคม ที่กำลังเคลิบเคลิ้มกับความฝันโดยปราศจากการตระหนักรู้ ในแง่ของภาครัฐผมเองก็เข้าใจในสิ่งที่กำลังดำเนินการอยู่ แต่ทั้งนี้การดำเนินการของรัฐก็ไม่ได้ทำให้พลเมืองแห่งรัฐคิดตามไม่ วัฒนธรรมทางการเมืองของประชาชนยังคงยึดติดกับรูปแบบเดิม ที่สำคัญยังหวังพึ่งพาสิ่งใหม่จากผลที่จะเกิดขึ้นเมื่อเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ไม่กี่คนเท่านั้นที่ตระหนักในเรื่องเหล่านี้ อาจหมายถึงรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ นักวิชาการทั้งหลาย แต่การมองข้ามไปนี้ยังคงอยู่กับพลเมืองแห่งรัฐเป็นส่วนใหญ่ ผมเองมองว่าแม้รัฐจะดำเนินการเรื่องนี้แล้ว อย่างที่พี่แดนชี้แจงมา อันต้องขอขอบคุณในข้อมูลเพิ่มเติมครับ แต่ประชาชนเองยังไม่ได้ให้ความสนใจเลย พฤติกรรมทางการเมืองที่เกิดขึ้น ก็ยากที่จะทำให้นโยบายใดของรัฐประสบความสำเร็จได้ แต่นั่นก็ไม่อาจตอบได้ในเวลานี้ จึงได้กล่าวว่าทิศทางของอาเซียนจะเป็นอย่างไรต่อไป ทั้งนี้แล้วผมมองว่ายังงัยแล้วไม่เพียงแค่รัฐเท่านั้นที่จะดำเนินการให้บรรลุผลสำเร็จได้ จำเป็นต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมด้วย. --- ขอขอบคุณคำชี้แจงจากพี่แดนมากนะครับ ที่ทำให้เห็นว่ารัฐยังให้ความสำคัญกับการปรับปรุงโครงสร้างภายในอยู่ แต่ที่ผมยกมานั้นเป็นการสะท้อนให้เห็นจากคนภายนอกภาครัฐที่ยังไม่รู้ว่ารัฐทำอะไรกันไปบ้าง และพฤติกรรมทางสังคมที่เป็นอยู่เอื้อหรือไม่ต่อการพัฒนา ตลอดจนการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

Dan Pinyoyot M 
ผมคิดว่าภาคประชาสังคมยิ่งตระหนักรู้นะบูม...พวกเขาไม่ได้กำลังเคลิ้มกับความฝันแต่กำลังทำจริง!!!

ก่อนอื่นต้องแยกให้ชัดก่อนระหว่าง (1)ประชาชนพลเมืองทั่วไป!!! ที่ยังไม่รู้สึกว่าตนมีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เช่นคนชั้นกลางในเมืองหรือตามหัวเมือง เค้าก็ดำรงชีวิตอยู่ต่อไปได้โดยไม่มีความจำเป็นต้องตื่นตัวเพราะมันยังไม่กระทบกับชีวิตเขาในตอนนี้...ก็เป็นเรื่องปกติ กับ (2) ภาคประชาสังคมจริงๆ!!! ที่ได้รับผลกระทบหรือเริ่มได้รับจากปัญหาข้ามพรมแดน พวกเขาตื่นตัวกันมากอย่างไม่น่าเชื่อ เขาไปไกลกว่าที่ภาครัฐคิดเสียด้วยซ้ำ

เมื่อต้นเดือนเมษาถ้าจำไม่ผิด ผมไปงานเทศกาลภาพยนต์บินข้ามลวดหนามที่เชียงใหม่ ได้พูดคุยกับคนไร้รัฐ ผู้ลี้ภัย ผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาต่างๆภายในรัฐและระหว่างรัฐ พบว่าพวกเขามีการติดต่อสัมพันธ์ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้อมูล ให้ความช่วยเหลือ ให้เงินทุนสนับสนุนกันอย่างไม่น่าเชื่อ ตัวอย่างเช่น ในขบวนการต่อต้านการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ซึ่งเป็นโครงการภายในประเทศไทยแท้ๆ ไม่ได้สร้างผลกระทบไปประเทศอื่นเลย ใครจะไปคิดว่ามันมีการติดต่อเชื่อมประสานระหว่าง"ภาคประชาสังคมของไทย - ลาว - และพม่า" ในการให้คำปรึกษาและร่วมกันขับเคลื่อนผ่านทั้งกลไกของอาเซียนและกลไกของรัฐ ...ใครจะไปนึกว่ามันมีการให้ความช่วยเหลือกันถึงระดับนี้แล้ว เพราะสื่อหลักก็ไม่นำเสนออยู่แล้ว เลยอาจทำให้คิดไปได้ว่ามันไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรเลยในภาคประชาสังคมไทย ทั้งๆที่มันไปไกลแล้ว

หรืออีกตัวอย่างคือกรณีโครงการสร้างเขื่อนบ้านกุ่ม ก็สะท้อนความตื่นตัวของภาคประชาสังคมไทยต่อประเด็นอาเซียนได้เช่นกัน ชาวบ้านในพื้นที่ซึ่งเป็นชาวบ้านธรรมดาที่อาศัยอยู่ตรงเส้นขอบของชายแดนประเทศแท้ๆ ยังสามารถจัดการประชุมภาคประชาสังคมนานาชาติที่หมู่บ้านของตนเองได้ มีทั้งไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลย์ พม่า จีน เข้ามาล้อมวงพูดคุย คิด แลกเปลี่ยนข้อมูลที่จะร่วมกันปกป้องผลกระทบจากการพัฒนาที่เกิดขึ้นในพื้นที่และในอาเซียน พวกเขาร่วมกันดำเนินการเรียกร้องผ่านกลไกของอาเซียนและของรัฐควบคู่กันไป มันไม่เหมือนสมัยปากมูลอีกต่อไปแล้วที่มานั่งกันบนสันเขื่อนอย่างโดดเดี่ยว

หรืออย่างเมื่อสองเดือนก่อนก็เพิ่งมีการประชุมอาเซียนภาคประชาชน ตัวแทนจากภาคประชาสังคมไทยก็เข้าร่วมด้วย ก็สะท้อนอย่างเด่นชัดว่าเขาตื่นตัวล้ำหน้ารัฐบาล(กัมพูชา)ที่ไม่อยากให้ตื่นตัวเสียด้วยซ้ำ จริงๆน่าจะเรียกว่าการประชุมอาเซียนภาคประชาสังคมมากว่า เพราะตัวแทนที่เข้าร่วมก็เป็นภาคประชาสังคมที่มีการจัดตั้งกันทั้งนั้น แต่ถามว่าประชาชนทั่วไปรู้ไหม ...สื่อกระแสหลักยังไม่นำเสนอเลย มีแค่ในทีวีไทยสั้นๆนิดเดียว

เพราะฉะนั้น ผมขอเห็นต่างจากบูมอีกประเด็นหนึ่งนะ(ซึ่งผมอาจจะผิดก็ได้) ผมเห็นว่า"ภาคประชาสังคม"ตระหนักรู้และตื่นตัวแล้ว แต่ประชาชนทั่วไปยังไม่ตื่น ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่ไม่น่าตระหนก และเป็นเรื่องที่เราเองก็ไม่มีสิทธิไปเรียกร้องให้เขาตื่นตัวหรือตระหนักเหมือนเรา ผมคิดว่าเราอาจบอกอาจแนะนำเขาได้แต่ไม่เราไม่มีสิทธิไปเรียกร้อง ตรงกันข้าม ผมคิดว่าสิ่งที่เราควรทำ หากพอจะทำได้ ก็คือการเตรียมข้อมูล ความรู้หรือช่องทางการสนับสนุนต่างๆให้เพรียบพร้อมหากวันหนึ่งเขา(ประชาชน)ต้องการที่จะรู้หรือตระหนักขึ้นมา เพราะการเรียกร้องต่อประชาชนในลักษณะนี้(ให้ตระหนัก)มันเหมือนการเรียกร้องให้คนเงินเดือนสามพันกว่าบาทซึ่งไม่เคยเสียภาษีมาก่อนเลยให้มาตระหนักเรื่องการเสียภาษีอ่ะ ผมว่าเกินกว่าร้อยละ90ของคนทั่วไปจะเริ่มศึกษาความรู้ที่เกี่ยวกับเรื่องการเสียภาษีก็ต่อเมื่อเขาเองต้องเสียภาษี

ส่วนเรื่อง "การดำเนินการของรัฐก็ไม่ได้ทำให้พลเมืองแห่งรัฐคิดตาม" ผมคิดว่ามันหมดสมัยแล้วนะที่รัฐจะทำให้คนคิดตามได้ ยิ่งคิดตามในเรื่องลอยๆที่ยังไม่ได้กระทบกับชีวิตเขามันเป็นไปไม่ได้หรอก รัฐจะไปบังคับให้คนคิดตามได้ไงถ้ามันไม่กระทบความเป็นอยู่ของพวกเขาจริงๆ (อย่างที่เพิ่งได้ยินได้อ่านกันไปจากอาจารย์ธเนศ) และการจะเรียกร้องให้คนทำมาหาเช้ากินค่ำที่ไม่ได้ทำเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอาเซียน เช่นขายเต้าส่วน หรือ ขายอาหารเสริม หรือเป็นเสมียน มานั่งให้ความตระหนักความใส่ใจก็ดูเหมือนจะเป็นยูโทเปียเกินไปนะผมว่า

ผมคิดว่า...วันหนึ่งถ้ามันมาใกล้ตัวเขา เขาจะตื่นตัวเอง อีกตัวอย่างหนึ่งที่เป็นรูปธรรมคือ กรณี จ.กาญจนบุรี ที่ตื่นกันทั้งเมืองแล้วตอนนี้ แล้วก็เกิดการมีส่วนร่วมอย่างมากจากภาคประชาชนและหอการค้า คนกาญฯแต่ก่อนก็เหมือนคนกรุงฯ ไม่ได้สนใจอะไรเพราะมันไม่กระทบกับเขา แต่ว่าหนึ่งที่มันกระทบ แล้วเขารู้ว่ามันมีทั้งที่จะได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ เขาก็ตื่นขึ้นมา ตื่นแบบแซงหน้าภาครัฐด้วย หอการค้าดำเนินการเองโดยไม่รอรัฐแล้ว จัดสัมมนาทางวิชาการเอง จัดเดินทางไปศึกษาดูงานเอง ถึงเวลานั้นประชาชนก็อยากรู้ข้อมูลเหมือนกัน เขา(ประชาชน)ก็เข้าร่วมอย่างคับคั่งเอง ผมจึงคิดว่าที่บูมบอกว่าการที่ "ประชาชนเองยังไม่ได้ให้ความสนใจเลย พฤติกรรมทางการเมืองที่เกิดขึ้น ก็ยากที่จะทำให้นโยบายใดของรัฐประสบความสำเร็จได้" มันจึงดูตีคลุมไป

...อ้อ!! มีนโยบายหนึ่งที่ครั้งหนึ่งประชาชนไม่ได้ให้ความสนใจแล้วรัฐดำเนินการสำเร็จเสร็จสิ้นและได้ผลกำไรแล้วก็เช่น แม่เมาะกับมาบตาพุดไง บางนโยบายหากประชาชนไม่สนใจยิ่งสำเร็จง่าย โดยเฉพาะนโยบายจาก AEC ที่บูมพูดถึง (แต่ถ้าเป็น ASCC ผมเห็นด้วยว่า"ยากที่จะทำให้นโยบายใดของรัฐประสบความสำเร็จได้"แน่)

Rachasit Kongnumut 
ดีดีครับ ผมเห็นด้วยครับกับการชี้แจงที่บอกว่าภาคประชาสังคมตื่นตัวแล้ว และพี่แดนเองแยกประเด็นมาให้ผมเห็นจุดตัดอะไรบางอย่างที่ผมยังไม่ได้มอง คือ ประชาชนทั่วไป ซึ่งในส่วนของผมนั้นก็หมายถึงพลเมือง อันที่จริงคนเหล่านี้คือคนที่จะได้รับสิทธิได้เท่ากับคนอื่น ใช่ที่ว่าเราไม่ต้องไปปลุกให้เขาตื่น มันอาจไม่จำเป็นในหลายประการซึ่งวันนี้เขาอาจไม่ได้เป็นรับประโยชน์โดยตรง (เป็นการส่วนตัว เช่นการเสียภาษี) แต่ผมว่ายังคงมีประโยชน์ส่วนรวมอันเป็นประโยชน์ที่เขาจะได้รับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งนี้การที่เขาเพิกเฉยหรือสนใจกับความเป็นประชาคมอาเซียนมากแค่ไหนนั้น ย่อมเป็นเรื่องยากที่จะทำให้เขาเข้าใจได้ทั้งหมด เมื่อเป็นเช่นนี้หลายคนหรือโดยทั่วไป จึงให้ความสนใจกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเพียงมิติเดียว คือ ในทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องแรงงาน ฯลฯ สำหรับผมแล้ว การจะเป็นประชาคมเศรษฐกิจที่ดีนั้น จะต้องให้ความสำคัญกับด้านอื่นด้วย วันนี้ประชาชนทั่วไปยังไม่ให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมทางการเมืองที่ยังขัดแย้งต่อระบบบางอย่างอยู่ และเป็นสิ่งที่ผมมองว่าแค่ระเบียบราชการ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การวางแผนงานของรัฐ ตลอดจนกฎหมายทั่วไปเอง ก็ไม่อาจทำให้พลเมืองมีวัฒนธรรมทางการเมืองที่ดีได้ ต้องมาจากการกล่อมเกลาทางสังคม ซึ่งต้องอาศัยการตระหนักรู้และพัฒนาตนไปสู่พฤติกรรมทางการเมืองที่ดี และนี่จะเป็นประโยชน์ต่ออาเซียน นี่คือเหตุผลว่าทำไมผมจึงมองในมิติที่ต่างจากพี่แดน ซึ่งให้ความสำคัญกับคนมากกว่าระบบ --- ขอบคุณนะพี่แดน อยากให้ถกเถียงกันเปิดมุมมองดี 555

วันจันทร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ชะตากรรมของเด็กไทยใน Love 18+


เพิ่งจะแน่ใจผ่านข่าวนี้ว่า Love 18+ มาจากและส่งเสริมสนับสนุนโดยมหาลัยมหาวิทยาลัยโดยตรง....

"ขณะที่อาจารย์มานา คุณธาราภรณ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า นักศึกษาใหม่ระดับปริญญาตรีและระดับปริญญาโทที่เข้าเรียนในปีการศึกษา 2555 จะได้รับนิวไอแพดทุกคนแล้ว ยังมีการประชาสัมพันธ์มหาวิทยาลัยผ่านคลิปวิดีโอมินิซีรีส์ Love 18+ ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี เห็นได้จากจำนวนยอดคลิกและการแชร์ผ่านเฟซบุ๊ก ทั้งนี้ยังได้สื่อสารกับนักเรียนผ่านการจัดโรดโชว์ตามโรงเรียนต่าง ๆ"
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1336364118&grpid=00&catid=00


...ด้วยความเคารพเลยนะ ที่จะพูดถึงต่อไปนี้เป็นเรื่องการผลิตโฆษณา ไม่ใช่เรื่องการประเมินมหาวิทยาลัย ย้ำ!! อีกครั้งว่าเป็นเรื่องแนวคิดในการทำโฆษณาหรือการสร้างจุดขาย ซึ่งอยู่ที่ผู้ผลิตโฆษณารวมถึงผู้ว่าจ้าง(มหาลัย)ว่าจะเลือกนำเสนอมุมมองใดให้สังคมได้เห็น แต่อาจด้วยประสงค์จะเจาะกลุ่มตลาดเด็กวัยรุ่นฮอร์โมนพุ่งพร่านนนนนผลงานเลยออกมาเป็นเช่นนี้

...ด้วยความเคารพอีกครั้งนะ โฆษณาทั้ง 4 ตอนนี่คิดดีแล้วใช่ไหมครับถึงกล้าเอาชื่อเสียงของมหาลัยและศิษย์เก่าที่สั่งสมมาเสี่ยงแบบนี้?? แต่ละประเด็นที่หยิบมานอกจากจะไม่พูดเรื่องเรียนแล้ว ยังไม่สร้างสรรค์และเป็นองค์ประกอบของความเสื่อมโทรมของเด็กคนหนึ่งในชีวิตวัยเรียน ทั้งนี้ เท่าที่เห็นในโฆษณาชิ้นนี้มีจุดเด่นที่ดึงดูดผู้บริโภค (ซึ่งก็คือนักเรียนมัธยมหรือนักศึกษาที่คิดจะเปลี่ยนมหาลัย) ดังนี้ :::
1.สาวสวยเอ็กซ์เซ็กส์โคตรรรรร!!!!
2.ทุกคน!ใช้อุปกรณ์บังคับประกอบการเรียนทันสมัยแต่ราคาสูงลิ่ว (หลีกเลี่ยงไม่ได้)
3.E-learning
4.ตัวเอกสนใจเข้ามาเรียนมหาลัยนี้ด้วยแรงจูงใจเรื่องผู้หญิง
5.บุคลิกตัวเอก ดิบ หื่น หยาบคาย (นัยหนึ่งโฆษณาก็พยายามสะท้อนบุคลิกเพื่อนร่วมมหาลัยหากน้องๆที่ได้ดูคิดจะเข้าไปเรียน)
6.มหาลัยนี้เล็กและอบอุ่น (เน้นเพื่อน ย้ำ เน้นเรื่องเพื่อนไว้ก่อน)
7.ห้อง lab com (มหาลัยอื่นไม่มี?)
8.ห้องสมุด เงียบ สงบ เหมาะแก่การแอบมองสาว (เรื่องหนังสือ วารสารวิชาการ หรือการสืบค้นข้อมูลคงไม่สำคัญเท่าการแอบมองสาว)
9.โรงอาหารอร่อย
10.มีลานกิจกรรม
11.มีลานซ้อมลีด
12.โอกาสถูกแสงแดดน้อย (ผู้หญิงที่ตัดสินใจลาออกจากมหาลัยเดิมเนื่องจากเวลาเปลี่ยนตึกเรียนต้องโดนแดด ...ขออนุญาตหยาบนะ เมิงไม่เคยคิดเลยหรือว่าเมิงมาเรียนเพื่ออะไร)
13.เน็ตเร็ว
14.สาวหื่น (ไม่ยากหากคิดจะซั่ม)
15.อยู่กลางเมือง
16.มีสนามกีฬาบนดาดฟ้า
17.อาจารย์ก็สวยเอ็กซ์เซ็กส์ไม่แพ้นักศึกษา
18.ทุนเรียนเยอะทั้งตรี/โท/เอก
19.ย้ำอีกครั้งเรื่องเพื่อน "ที่นี่เพื่อนก็ดี!! อุปกรณ์การเรียนก็ดี ใครมาใครก็ชอบ"
20.สนับสนุนการเป็นผู้ประกอบการ และไม่สนับสนุน/ดูแคลนการเป็นลูกจ้าง
21.สอนให้เป็นคนดีและทำตัวให้มีประโยชน์ต่อสังคม
22.การเลือกที่ดีที่สุดคือการตัดสินใจเลือกด้วยตัวเราเอง (เพราะฉะนั้นน้องๆที่กำลังดูอยู่ควรตัดสินใจเองนะ อย่าไปฟังคนอื่น อย่าไปฟังคนที่เค้าทำงานในวงการต่างๆแล้ว การเลือกด้วยตัวเราเองจากข้อมูลที่โฆษณาหนังสั้นเรื่องนี้ให้มาเป็นการเลือกที่ดีที่สุด)
23.รับประกันคุณภาพเรื่องสาวสวยเอ็กซ์เซ็กส์โคตรอีกครั้งแม้ 1 เดือนผ่าน

...จุดเด่นเหล่านี้หรือที่ผู้ผลิตโฆษณารวมถึงผู้ว่าจ้าง(มหาลัย)ใช้เป็นจุดขายในการประชาสัมพันธ์มหาลัยและใช้เป็นเงื่อนไขเพื่อให้การประชาสัมพันธ์นั้นเกิด"การประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี"ตามที่อาจารย์มานา คุณธาราภรณ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสื่อสารองค์กรได้ว่าไว้ ภาพต่างๆเหล่านี้หรือที่มหาลัยและผู้ผลิตฯต้องการจะวาดไว้ให้อยู่ในความทรงจำของนักเรียนที่กำลังจะเลือกเข้าไปใช้ชีวิตศึกษาเล่าเรียนในอีกสี่ปีข้างหน้า อยากจะถามจริงๆ???  

วันพุธที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

เหตุใดนายกฯยิ่งลักษณ์ จึงเพิ่งตัดสินใจลงพื้นที่ชายแดนใต้


          ตั้งแต่รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 28 ของประเทศไทย เมื่อวันที่ 8 ส.ค.2554 นายกฯใช้เวลาเกือบ 9 เดือนกว่าจะเดินทางลงพื้นที่ชายแดนใต้ ซึ่งเป็นการทอดเวลายาวนานที่สุดหากเทียบกับนายกรัฐมนตรี 4 ท่านที่ผ่านมา หลังจากไฟใต้ได้ปะทุความรุนแรงขึ้นอีกครั้งเมื่อต้นปี 2547
          นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รับตำแหน่งนายกฯเมื่อวันที่ 17 ธ.ค.2551 เดินทางลงพื้นที่ชายแดนใต้เมื่อวันที่ 17 ม.ค.2552 หรือหลังจากเริ่มปฏิบัติงานเพียง 1 เดือน
          นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ แม้จะเป็นนายกรัฐมนตรีเพียง 75 วัน โดยรับตำแหน่งเมื่อวันที่ 18 ก.ย.2551 แต่เขาก็ลงใต้เมื่อวันที่ 28 ต.ค. หรือหลังรับตำแหน่งเพียงเดือนเศษ ทั้งๆ ที่มีสถานการณ์การชุมนุมขับไล่ของกลุ่มคนเสื้อเหลืองรุมเร้าจนเข้าทำเนียบรัฐบาลไม่ได้
          นายสมัคร สุนทรเวช เข้ารับหน้าที่นายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 ม.ค.2551 และเดินทางลงใต้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 พ.ค.ปีเดียวกัน หรือกว่า 3 เดือนหลังนั่งเก้าอี้นายกฯ แม้จะทอดเวลาค่อนข้างนาน แต่ก็ยังเร็วกว่านายกฯยิ่งลักษณ์กว่าเท่าตัว
          ขณะที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีหลังการรัฐประหาร เมื่อรับตำแหน่งวันที่ 1 ต.ค.2549 ก็เดินทางลงพื้นที่ชายแดนใต้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 2 พ.ย.2549 หรือราวๆ 1 เดือนเช่นกัน

เหตุใดนายกฯยิ่งลักษณ์ จึงเพิ่งตัดสินใจลงพื้นที่ชายแดนใต้

ข้อสังเกตที่อาจเป็นคำอธิบายของความสงสัยนี้มีอยู่ 2 ประการ
          หนึ่ง คือภารกิจล่องใต้ของนายกฯ เกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วนภายหลังเข้าพบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ เพื่อรดน้ำขอพรปีใหม่ไทยเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 เม.ย.ที่ผ่านมา
          สอง ภารกิจล่องใต้ของนายกฯ เกิดขึ้นก่อนการเดินทางเยือนประเทศไทยของเจ้าหน้าที่ระดับสูงโอไอซี เพียง 1 สัปดาห์เศษ เป็นที่ทราบกันในส่วนราชการที่เกี่ยวข้องแล้วว่า คณะเจ้าหน้าที่ระดับสูงขององค์การความร่วมมืออิสลาม หรือโอไอซี นำโดย นาย Sayed Kassem El Masry ที่ปรึกษาและผู้แทนพิเศษของเลขาธิการโอไอซี จะเดินทางเยือนประเทศไทยตามคำเชิญของกระทรวงการต่างประเทศของไทย ระหว่างวันที่ 7-12 พ.ค.นี้
          ท่าทีของรัฐบาลไทยทุกสมัยชัดเจนมาตลอดว่าไม่ต้องการให้โอไอซี หรือองค์กรระดับนานาชาติองค์กรใดแทรกแซงการแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในขณะที่ขบวนการที่อ้างอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนหลายกลุ่มที่เคลื่อนไหวอยู่ในต่างประเทศก็พยายามใช้ช่องทางของโอไอซี ยกระดับสถานการณ์ที่ชายแดนใต้ของไทยให้เป็นปัญหาระดับสากล



ประเด็นที่น่าสนใจและเป็นคำถามตามมาก็คือ นายกฯจะบูรณาการอะไร และสร้างเอกภาพอย่างไร?
          เพราะโดยข้อเท็จจริง ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาเป็นช่วง "สุญญากาศ" ของโครงสร้างการบังคับบัญชาเพื่อบูรณาการแก้ไขปัญหาภาคใต้ เนื่องจากโครงสร้างที่เสนอโดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ซึ่งรัฐบาลให้ความเห็นชอบในหลักการผ่านการประชุมหน่วยงานด้านความมั่นคงเมื่อวันที่ 22 ก.ย.2554 จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีผลบังคับใช้
          การจัดเวิร์คชอป (ประชุมเชิงปฏิบัติการ) ที่นายกฯพูดถึงนั้น แท้ที่จริงได้จัดไปแล้ว โดยมี กอ.รมน.เป็นเจ้าภาพ เมื่อวันที่ 18-19-ต.ค.2554 กระทั่งได้โครงสร้างที่ชัดเจนออกมา และพิมพ์เป็นคำสั่งเสนอนายกรัฐมนตรี แต่ผ่านมาครึ่งปีก็ยังไม่มีการลงนาม
          โครงสร้างที่ว่านั้นสรุปคร่าวๆ ก็คือ จะมีคณะกรรมการ หรือ "บอร์ด" 2 ระดับเพื่อขับเคลื่อนงานการแก้ไขปัญหาภาคใต้แบบบูรณาการ ได้แก่
          1. คณะกรรมการนโยบายแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ นชต.มีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีรัฐมนตรีและหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องรวม 27 หน่วยงานร่วมเป็นกรรมการ รวมถึง ศอ.บต. รับผิดชอบงานนโยบาย
          2.คณะกรรมการบูรณาการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ กบชต.เป็นหน่วยรับผิดชอบหลักเพื่อบูรณาการแก้ไขปัญหาระดับพื้นที่ มีแม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะ ผอ.รมน.ภาค 4 เป็นประธาน และมีผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส สงขลา รวมทั้งผู้แทน ศอ.บต.และผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นรองประธาน มีกรรมการคือผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจทุกจังหวัด (ทหาร) และหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง
          แต่โครงสร้างนี้ไม่ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาล ด้วยเหตุผลที่รับรู้กันวงในว่าสุ่มเสี่ยงขัดต่อพระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2553 หรือ พ.ร.บ.ศอ.บต.ฉบับใหม่ ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 กำหนดให้สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นผู้รับผิดชอบจัดทำนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้เสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้ความเห็นชอบ และ ครม.ยังต้องนำเสนอต่อรัฐสภาเพื่อทราบ แล้วให้หน่วยงานของรัฐใช้เป็นกรอบแนวทางในการปฏิบัติอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องด้วย
          โครงสร้างที่ กอ.รมน.จัดทำและจัดเวิร์คชอปเป็นการดำเนินการก่อนที่ สมช.จะคลอดนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ว่านี้ หลายฝ่ายจึงตีความว่าน่าจะขัดต่อกฎหมาย ทำให้โครงสร้างใหม่ชะงักงัน
          ฉะนั้นหากฟังจากสุ้มเสียงของนายกรัฐมนตรี และมติ ครม.ล่าสุด ย่อมสรุปได้ว่าต้องการให้ทำเวิร์คชอปกันใหม่ เพื่อจัดโครงสร้างบูรณาการทุกหน่วยงานขึ้นใหม่ (ซึ่งนายกฯบอกว่ามี 17 กระทรวง 66 หน่วยงาน) เพื่อความเป็นเอกภาพในการบริหารจัดการ และสอดรับกับนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้
          หากพลิกดูนโยบายดับไฟใต้ที่จัดทำโดย สมช. และจะใช้ต่อไปอีก 3 ปี จะพบว่าจุดเด่นที่สุดของนโยบายและเป็นเรื่องใหม่จริงๆ คือ "การเปิดพื้นที่เพื่อร่วมกันแปรเปลี่ยนแนวทางการต่อสู้ด้วยความรุนแรงมาเป็นแนวทางการต่อสู้ด้วยสันติวิธี" กับ "การสร้างสมดุลของโครงสร้างอำนาจการปกครองและการบริหารราชการระหว่างส่วนกลางกับพื้นที่ โดยการกระจายอำนาจภายใต้เจตนารณ์รัฐธรรมนูญ และยึดหลักการบริหารจัดการบนพื้นฐานของความหลากหลายในความเป็นพหุสังคม" ซึ่งเป็น 2 ข้อจาก 6 ข้อของกรอบนโยบาย  

http://www.isranews.org/south-news/talk-with-director/55-2009-11-15-11-19-53/6540-2012-05-01-09-09-13.html#.T5_kBf5mV00.facebook

วันอังคารที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

คัดประเด็น เขื่อนไซยะบุรี


เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง บุกยื่นหนังสือค้านสร้างเขื่อน “ไซยะบุรี” พร้อมขู่หลังยื่นหนังสือไม่มีอะไรคืบหน้า ปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแน่

คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission หรือ MRC) ได้จัดการประชุม “แม่น้ำโขงสู่ริโอ” เรื่อง การรักษาสมดุลระความความต้องการด้านอาหาร น้ำ และพลังงาน เมื่อ 1 พ.ค.55 ณ โรงแรมโมเวนพิค รีสอร์ท แอนด์ สปา จ.ภูเก็ต

วัตถุประสงค์ เพื่อหารือแนวทางส่งเสริมให้แม่น้ำข้ามพรมแดนสามารถตอบสนองต่อความจำเป็นด้านอาหาร น้ำ และพลังงานที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งแลกเปลี่ยนบทเรียน และแสวงหาทางแก้ปัญหาธรรมาภิบาล และการใช้ทรัพยากรน้ำร่วมกัน

ในการประชุมครั้งนี้ได้มีตัวแทนจากเครือข่ายภาคประชาชน 8 จังหวัดลุ่มแม่น้ำโขง นำโดยนายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว แกนนำเครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง ประกอบด้วย จังหวัดเชียงราย เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม อำนาจเจริญ มุกดาหาร และจังหวัดอุบลราชธานี เดินทางเข้ายื่นหนังสือเรียกร้องให้ทบทวนบทบาท ของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission หรือ MRC) ต่อโครงการเขื่อนไซยะบุรี และเขื่อนบนแม่น้ำโขง รวมทั้งเพื่อคัดค้านการสร้างเขื่อนไซยะบุรีของประเทศลาว เนื่องจากมองว่า การสร้างเขื่อนไซยะบุรี ที่จะสร้างกั้นแม่น้ำโขงจะสร้างความเสียหายแก่ระบบนิเวศ และวิถีชีวิตของคนลุ่มน้ำโขงทั้ง 4 ประเทศ ซึ่งในการยื่นหนังสือในครั้งนี้ได้ส่งสำเนาหนังสือร้องเรียนถึงคณะมนตรีแม่น้ำโขง 4 ประเทศ ทั้งประเทศไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม

สำหรับประเด็นสำคัญที่มายื่นครั้งนี้คือ 
1. MRC ไม่ทำหน้าที่รักษาข้อตกลงแม่น้ำโขงที่ทั้ง 4 ประเทศร่วมกันร่างขึ้นมาเมื่อปี 2538 ที่ว่าการจะกระทำการใดๆ อันเป็นผลกระทบต่อแม่น้ำโขง ต้องได้รับความเป็นชอบจากทั้ง 4 ประเทศก่อน
2. รัฐบาลลาว ที่สนับสนุนให้บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) เริ่มสร้างเขื่อนไซยะบุรีไปแล้ว อันเป็นการฝ่าฝืนมติที่ประชุมคณะมนตรีแม่น้ำโขง เมือวันที่ 8 ธันวาคม 2554 ที่บอกว่า ห้ามทำการใดๆ ในแม่น้ำโขงจนกว่าจะทำการศึกษาผลกระทบใหม่ให้แล้วเสร็จ
     
ดังนั้น ข้อเรียกร้องของเครือข่ายคือ 
1. ให้ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) ยุติการสร้างเขื่อนไซยะบุรีโดยทันที
2. ให้ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และธนาคารกสิกรไทย จำกัด ( มหาชน) ระงับการให้เงินกู้แก่บริษัทดังกล่าว และ
3. ให้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ยกเลิกสัญญาที่ได้แอบลงนามในการซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนแห่งนี้

หากการร้องขอคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงไม่เป็นผล เพราะผู้เกี่ยวข้องเริ่มการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรีไปบางส่วนแล้ว และทางเครือข่ายมีมาตรการสุดท้ายที่สำคัญคือ จำเป็นจะต้องรวมตัวกันปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ที่จังหวัดหนองคายต่อไป ซึ่งหลังจากยื่นหนังสือแล้วจะติดตามผลอย่างต่อเนื่อง ถ้าไม่มีอะไรคืบหน้าปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแน่นอน

http://www.manager.co.th/South/ViewNews.aspx?NewsID=9550000053978

งานเสวนา "ปัญหารากเหง้าของความขัดแย้งและแนวทางสู่ความปรองดอง


งานเสวนา "ปัญหารากเหง้าของความขัดแย้งและแนวทางสู่ความปรองดอง" เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 เม.ย.ที่ผ่านมา เวลา 08.30 น.ถึง 12.30 น. ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์

คอป.พบว่าสาระสำคัญที่เป็นปัจจัยหรือรากเหง้าหรือสาเหตุแห่งความขัดแย้ง ประกอบด้วย 5 ตัวแปรสำคัญ ประกอบด้วย
          1.โครงสร้างอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกัน
          2.การจัดการด้านความมั่นคง
          3.บริบทของสังคม วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และอัตลักษณ์
          4.การบังคบใช้กฎหมาย และ
          5.สื่อสารมวลชนในฐานะเครื่องมือผลิตซ้ำทางความคิด

1.โครงสร้างอานาจที่ไม่เท่าเทียมกันในสังคมไทย โดย ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ มธ.
โครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมากในรอบ 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมา จีดีพีกระจายออกไปเติบโตนอกกรุงเทพฯ โดยเฉพาะจังหวัดใหญ่ๆ ในภาคกลาง  ขณะที่พลวัตของชนบทมีแรงงานย้ายถิ่นออกจากพื้นที่อย่างถาวรมากขึ้น และมีการเติบโตของธุรกิจรายย่อยในชนบท เป็นผู้ประกอบการขนาดเล็กและแรงงานอิสระ มีที่มาของรายได้จากธุรกิจนอกภาคเกษตรกรรม ทำให้เกิดผลคือ
          - ประเทศไทยไม่มีชนบทแล้ว แต่กลายเป็นพื้นที่กึ่งผลิตกึ่งชนบทขยายตัวขึ้นแทน
          - เกิดคนชั้นใหม่ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชนบท
          - เกิดคนชั้นใหม่กับการเรียกร้องนโยบายสาธารณะ และ
          - มีการเติบโตของแรงงานเสรี ลดการครอบงำจากระบบอุปถัมภ์

“ขณะที่พลวัตของภาคชนบท ปัจจุบันผลผลิตการเกษตรเท่ากับ 1 ใน 10 ของ GDP ประชากรมากกว่า 40% ยังคงอยู่ในชนบท แต่แบบแผนการผลิตทางการเกษตรได้เปลี่ยนแปลงไปมาก เกิดการสะสมทุนในชนบท นำเทคโนโลยีมาใช้ การขยายตัวของฟาร์มธุรกิจ ร้านค้ารายย่อยต่างๆ ทำให้เกิดชนชั้นใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชนบท และเรียกร้องนโยบายสาธารณะ อาจเรียกได้ว่าขณะนี้ไม่มีชนบทแล้ว เพราะเมื่อเข้าไปในหมู่บ้านต่างๆ ก็ยากที่จะนิยามว่า หมู่บ้านนี้เป็นเกษตรหรือไม่ ประกอบกับการเติบโตของแรงงานเสรี  ช่วยลดการครอบงำจากระบบอุปถัมภ์ เพราะประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ไม่สามารถเกิดขี้นได้ในภาคเกษตร”


"โครงสร้างอำนาจ 3 ประเภทคือ โครงสร้างอำนาจทางด้านการเมือง อำนาจทางด้านเศรษฐกิจ และอำนาจทางอุดมการณ์ ซึ่งทั้งหมดเป็นความสัมพันธ์ทางตรงที่นำไปสู่การใช้หรือไม่ใช้อำนาจ อย่างไรก็ตามข้อสรุปพบว่า โครงสร้างอำนาจทางเศรษฐกิจมีบทบาทสูงมากต่อการเปลี่ยนแปลงความรู้สึก”




ในส่วนของการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง รัฐธรรมนูญปี 2540 ได้สร้างระบบการเมืองใหม่ ผู้นำทางการเมืองใหม่มีความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองกับประชาชนแบบทางตรง  การรัฐประหารเมื่อปี 2549 ไม่สามารถทำได้ เพราะมีคนชั้นกลางระดับล่างในชนบทที่พัฒนาและมีอิสระจากกรอบความคิดความรู้สึกแบบเดิมออกมาขัดขวาง

ทางออกที่เป็นข้อเสนอก็คือ ต้องสร้างระบบการเมืองแบบประชาธิปไตยที่มีส่วนร่วมมากที่สุด

2.การปฏิรูปองค์การด้านความมั่นคง โดย สุภณิตา พวงผกา มก.
การปฏิรูปภาคความมั่นคง หรือ เอสเอสอาร์ (Security Sector Reform) เป็นกุญแจสำคัญสำหรับการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง สังคมที่แตกแยกจากสงคราม และสังคมหลังความขัดแย้ง ซึ่งประเทศไทยน่าจะเข้าข่ายใกล้เคียงกับ "สังคมหลังความขัดแย้ง" มากที่สุด

เป็นการสร้างหลักประกันทั้งทางการเมืองและความมั่นคงว่า กองกำลังภายในรัฐจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการสร้างเสถียรภาพทางการเมืองและกระบวนการประชาธิปไตย

จุดมุ่งหมายและความคาดหวังของการปฏิรูปภาคความมั่นคงก็คือ นำไปสู่การควบคุมโดยพลเรือน
คือ การปลูกฝังประชาธิปไตยให้กับทหาร โดยใช้แนวคิด "พลเมืองในเครื่องแบบ" ด้วยการปลูกฝังประชาธิปไตยในระดับบุคคลและหลีกเลี่ยงการแยกทหารออกจากสังคม บูรณาการกองทัพเข้าสู่กรอบการเมืองในระบอบประชาธิปไตย และควบคุมโดยผ่านรัฐบาลพลเรือน

3.ความรุนแรงทางการเมือง: พลวัตสังคมและวัฒนธรรมและแนวทางแก้ไข  โดย สุริชัย หวันแก้ว จุฬา
สมมติฐานของมิติสังคมวัฒธรรมนี้ ได้แก่ ปมเงื่อนของความขัดแย้งทางสังคมการเมืองนั้นมีศักยภาพที่จะขยายกระจายจนกลายเป็นความรุนแรงเกินความคาดการณ์ใดๆ ความกระหายใคร่จะเอาชนะคะคานคู่ต่อสู้ฝั่งตรงกันข้ามแต่ถ่ายเดียว โดยมองข้ามประเด็นในเรื่องคุณค่าของการอยู่ร่วมกันอย่างร่มเย็นในสังคมไป ความพร่ามัวด้านค่านิยมคุณธรรมการอยู่ร่วมกันนี้ ปรากฏให้พบเห็นได้ในทุกระดับ ทั้งเศรษฐกิจการเมืองระดับประเทศ และแม้แต่วิกฤติเศรษฐกิจระดับโลกที่แพร่ระบาดมาจากการเสพติดเศรษฐกิจแบบเก็งกำไร ฉะนั้นทุกฝ่ายจะไขโจทย์ความรุนแรงทางการเมืองอันเกินความคาดหมายนี้ไม่ได้เลย หากไม่หันมาสำรวจตรวจสอบถึงมิติทางสังคม วัฒนธรรม และความขัดแย้งที่แปรเป็นความรุนแรงทางการเมืองในบริบทที่กว้างกว่าเคยเข้าใจกันมาแต่เดิม

4.กระบวนการยุติธรรมกับสถานการณ์ทางการเมืองที่มีความรุนแรง โดย ปกป้อง ศรีสนิท มธ.
สมมติฐานการวิจัย คือ กระบวนการยุติธรรมของไทยถูกตั้งข้อสังเกตว่าไม่เป็นอิสระ ถูกแทรกแซง และขาดกระบวนการตรวจสอบ การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและเสริมสร้างความปรองดองของคนในประเทศ ทั้งนี้ การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเพื่อสร้างความปรองดองของคนในชาติอาจทำได้ 2 ลักษณะ คือ
          - การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมอย่างเป็นระบบ ซึ่งได้แก่กระบวนการยุติธรรมทางมหาชน และกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
          - การดำเนินการกับปัญหาปัจจุบันโดยการบริหารจัดการกับกระบวนการยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน

5.ขอบเขตการใช้เสรีภาพของสื่อมวลชนในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารภายใต้บทบัญญัติของกฎหมาย โดย วนิดา แสงสารพัน ม.กรุงเทพ
สภาพปัญหาที่พบคือ ข้อมูลข่าวสารในปัจจุบันเข้าถึงง่าย รวดเร็ว และเยอะมาก มีทั้งข้อมูลที่ถูกต้องและไม่ถูกต้อง

ปัจจัยสำคัญคือ "ตัวกลาง" ที่ส่งผ่านข้อมูลข่าวสารสู่ประชาชน ปัจจุบันมีตัวกลางเกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นวิทยุชุมชน ทีวีดาวเทียม ไปจนถึงโซเชียลมีเดียทั้งหลาย

เหตุการณ์ความวุ่นวายที่ผ่านมา คือ ความรุนแรงทวีมากขึ้นส่วนหนึ่งมาจากการนำเสนอข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางหรือตัวกลางที่เรียกว่า "สื่อมวลชน" และมีลักษณะที่สื่อถูกใช้เป็นเครื่องมือของแต่ละฝ่ายด้วย

ที่มา http://www.kittipongforjustice.com/article/115-%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%9B-%E0%B8%9E%E0%B8%9A-5-%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%88%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%87%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%A2%E0%B9%89%E0%B8%87-%E0%B9%81%E0%B8%87%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81.html

วันจันทร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2555

โรงไฟฟ้าชีวมวล...ราวกับ EIA จะเป็นคำตอบ

...จากข่าว จี้แก้กฎหมาย-ลดปัญหา'โรงไฟฟ้าชีวมวล' ชุมชนกำหนดที่ตั้ง-1เมกกะวัตต์ทำอีไอเอ หลายจว.มั่ว-ให้ผุดกลางหมู่บ้านมลพิษอื้อ โดย วรลักษณ์ ศรีใย ศูนย์ข่าว TCIJ

...เขียนราวกับ EIA จะเป็นคำตอบ

...ก็ใช่ส่วนหนึ่ง แต่อาจไม่ใช่ทั้งหมด!!!

...สำหรับกรณีโรงไฟฟ้าชีวมวล ปัจจุบันตัวกระบวนการ EIA เองก็ยังเป็นปัญหา มีการปกปิดหรือให้ข้อมูลด้านเดียว แล้วไหนจะการข่มขู่บีบบังคับคนในพื้นที่ การจัดตั้งคู่ตรงข้ามให้เข้ามาทำการเมืองแบบปรปักษ์สร้างความแตกแยกในพื้นที่ การให้ความหวังชาวบ้านต่อการจ้างงานในชุมชนซึ่งสุดท้ายส่วนใหญ่ก็ไม่มีการจ้างงานคนในชุมชน แถมอาชีพเดิมก็ได้รับผลกระทบ การสัญญาว่าจะให้ผลประโยชน์หรือหรือเงินชดเชย หรือข้อกังขาต่อการดำเนินงานของสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดหลายจังหวัดในหลายกรณี หรือแม้กระทั่งว่าได้ทำการประเมินแล้วแต่ผลก็ไม่ออกมาตามที่ได้ประเมินไว้ก็มี เพราะฉะนั้น นอกจากการมุ่งผลักดันเรื่องจำนวนเมกกะวัตต์แล้ว ปัญหาพวกนี้ก็ควรจะนำเสนอด้วย เพราะต่อให้ลดจำนวนเมกกะวัตต์ได้จริง แต่ปัญหาที่ร่ายมายังคงอยู่ก็คงมีค่าไม่ต่างอะไรไปจากเดิม ที่สำคัญปัญหาที่ร่ายมามันไม่ใช่แค่ปัญหาเฉพาะพื้นที่แต่มันเป็นปัญหาที่หลายจังหวัดเผชิญร่วมกันด้วยหนะซิ

...ส่วนในทางนโยบาย แม้ว่าสังคมไทยจะเข้าสู่ยุคการมีส่วนร่วมของอย่างเข้มข้น (การบริหารราชการแบบมีส่วนรวม) แต่จากผลการดำเนินงานของภาครัฐในการจัดเวทีการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ผ่านมา งานวิจัยหลายชิ้นก็ชี้ให้เห็นกันอยู่ว่าไม่ได้ก่อให้เกิดประสิทธิผลในการแก้ไขปัญหาและการตัดสินใจ

...โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "การตัดสินใจ" ซึ่งถ้าสุดท้ายแล้วคนในพื้นที่บอกไม่เอาจริงๆน้ำเสียงเขาจะมีน้ำหนักซักแค่ไหน คำตอบคงไม่ได้ลอยอยู่กลางอากาศ เพียงแต่จะยอมมองให้เห็นหรือเปล่าเท่านั้นเอง!!!

http://www.tcijthai.com/TCIJ/view.php?ids=538

วันอาทิตย์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2555

รายการอาหารอินเดียที่จะกินในปีนี้

Mumbai Mast Tomato Pulao

Green Chutney (Mint and Coriander)

Mother's Chicken Curry

ORANGE ICE TEA http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=mFXnCfMVw1s

Babycorn Pepper Salt

Indian Butter Chicken ( Murgh Makhani )

ปล.ย้อนกลับไปสืบค้นใน ฟหกด. ถึงแค่วันที่ ๓ ธ.ค. ๒๐๐๑ ต้องค้นหาเพิ่มเติมย้อนกลับไปอีก

วันเสาร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2555

ทัศนะว่าด้วย "เขื่อนแม่วงก์" ของ ส.ศิวรักษ์

"สหประชาชาติ กำหนดปี 1960 เป็น decade of development (ทศวรรษแห่งการพัฒนา) 10ปีนี้ ทุกอย่างจะดีหมดเลย คนรวยจะเท่าคนจน คนจนจะเท่าคนรวย สิ่งแวดล้อมจะบริบูรณ์ เหลว เลวลงไปอีก เอ้า ปี1970 เป็น second decade of development เลวลงไปอีก เพราะฉะนั้นคำว่า "พัฒนา" เขาเลิกใช้เลย เขาว่าถ้าใครใช้คำนี้ เป็นคำ dirty word เลย ถ้าใช้คำนี้ต้องล้างปาก ใช้สบู่ถูเลย เขาเลยมาเปลี่ยนใช้คำว่า "globalization" อันเดียวกันมอมเมาทั้งนั้น"

--Sulak Sivaraksa  (สัมภาษณ์ วันที่ 28 เมษายน 2012)