“หนังสายลับอย่างบอนด์หรือบอร์นนั้นเหมือนมีสปอตไลท์สาดส่องตลอดเวลา ต่างจากเรื่องนี้ที่เหมือนผู้ชมจ้องดูลาวาในความมืด”
- แกรี โอลด์แมน
“ผมต้องการถ่ายทอดให้เห็นโลกที่แท้จริงของคนในแวดวงสายลับ ไม่ใช่โลกแฟนตาซีที่สายลับพกเครื่องมือไฮเทคหรือเที่ยวประกาศไปทั่วว่าเขาชื่ออะไร!”
- จอห์น เลอ คาร์เร
“ลอนดอนในหนังเรื่องนี้ออกมาในรูปแบบที่ตัวผมเองเคยเห็นในยุค 70 นั่นคือ บ้านเมืองเต็มไปด้วยสีเทาและน้ำตาล รอบกายมีแต่หมอกควันและคราบสกปรก โดยต้นแบบด้านภาพของผมก็คือหนังเรื่อง The Conversation (ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา, 1974) และ Il conformist (แบร์นาโด แบร์โตลุชชี, 1970)”
- โทมัส อัลเฟร็ดสัน
“ผมไม่ต้องการให้หนังมองย้อนอดีตแบบถวิลหา เพราะมันจะทำให้มุมมองของหนังเป็นแบบอุเบกขาไม่ยินดียินร้าย แต่ผมเลือกวิธีเล่าเรื่องแบบนี้เพราะเรารู้ตอนจบของเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นจริงนี่อยู่แล้ว ผมจึงต้องการให้คนดูรู้สึกเหมือนว่าคนในยุคนั้นเป็นคนสร้างหนังเรื่องนี้เอง เขาจึงได้เต็มไปด้วยความอ่อนไหวมากต่อประเด็นซ้าย-ขวา”
- โทมัส อัลเฟร็ดสัน
หนังมีรายละเอียดที่ซับซ้อน และอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจำนวนมาก แต่ก็มีความเป็นเหตุเป็นผลและเชื่อมโยงกัน โดยที่หนังไม่ได้สนใจความเข้าใจของผู้ชมเป็นอันดับแรก แต่เน้นไปที่ความเป็นไปได้ที่ข้อมูลเหล่านั้นจะถูกถ่ายทอดออกมา
กว่า 80 % จะเป็นเรื่องราวในมุมมองของ Smiley ดังนั้นหนังจึงไม่เล่าเรื่องตามลำดับเวลาที่เหตุการณ์เกิดขึ้น แต่จะเล่าเรื่องตามลำดับเวลาของ Smiley เป็นหลัก
ข้อมูลบางอย่างถ้าไม่มีเหตุผลดีๆให้ตัวละครพูดออกมา มันก็ไม่ควรถูกเผยออกมา อย่างข้อมูลของตัวละคร Karla ซึ่งทุกคนในเรื่องรู้จักกันดี และถูกเอ่ยถึงมาตั้งแต่ช่วงต้นเรื่อง หนังก็จะไม่พยายามยัดเยียดหรือใส่บทพูดให้ตัวละครได้อธิบายให้ผู้ชมเข้าใจ หรือใส่ฉาก flashback เพื่ออธิบายถึงตัวละครตัวนี้ แต่ข้อมูลของ Karla จะถูกคายออกมาแบบอ้อมๆ ในฉากต่างๆที่มีเหตุผลสมควรว่าตัวละครนี้จะต้องถูกพูดถึง
ดังนั้นใน Tinker Tailor Soldier Spy ผู้ชมจะเหมือนผู้สังเกตุการณ์ ที่คอยปะติดปะต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นด้วยตัวเอง (ราวกับการนั่งฟังการสนทนาของนักฟิสิกส์ 2 คน โดยที่คุณไม่เคยเรียนฟิสิกส์มาก่อน แถมพวกเขาก็ไม่หันมาอธิบายศัพท์เฉพาะทางให้ฟัง)
ภายใต้การกำกับของ Tomas Alfredson ที่เล่าเรื่องราวแบบเรื่อยๆ ไม่พยายามเร่งเร้าอารมณ์จนเกินงาม โดยให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นตัวสร้างความเข้มข้นน่าติดตามด้วยตัวของมันเอง ถือเป็นการ “ให้เกียรติ” เรื่องราวของ le Carre ให้ได้แสดงศักยภาพอย่างที่มันควรจะเป็น และนี่ยังเป็นการขับเน้นถึงประเด็นของเรื่องได้อย่างเต็มที่
สิ่งที่ Alfredson เลือกใช้ในการสร้างอารมณ์อันตึงเครียด ก็คือการสร้างบรรยากาศโดยรวมที่ไม่น่าไว้วางใจ คาดเดาไม่ได้ ผ่านการถ่ายภาพ และการเคลื่อนกล้องที่ชวนอึดอัด
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=navagan&month=04-2012&date=02&group=2&gblog=100
+colour.jpg)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น