วันพุธที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2555

รวมข้อคิดเห็น NASA-อู่ตะเภา


พ.อ.ธีรนันท์ นันทขว้าง
ปัจจัยที่ทำให้เกิดผลกระทบจาก 3 มุม คือ มุมของจีน สหรัฐ และไทย ได้แก่ 

1.เพิ่มความหวาดระแวงระหว่างสหรัฐกับจีนในเวทีโลก
2.เป็นการตอกย้ำแนวคิดการปิดล้อมจีน
3.ไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเวทีความหวาดระแวงระหว่างสหรัฐกับจีน
4.ไทยอาจสร้างความไม่พอใจให้กับจีน และอาจนำไปสู่การดำเนินนโยบายต่างประเทศที่เป็นผลลบต่อไทย
5.ในส่วนของไทยเองมีการใช้ประเด็นนี้เป็นประเด็นทางการเมือง สร้างเงื่อนไขชาตินิยมสุดโต่ง และอาจทำให้ไทยเสียโอกาสในการรับองค์ความรู้ นวัตกรรม และข้อมูลทางวิทยาศาสตร์
6.ไทยอาจสร้างความไม่พอใจให้กับสหรัฐ และอาจนำไปสู่การดำเนินนโยบายการต่างประเทศที่เป็นผลลบต่อไทย 7.หากไทยตัดสินใจให้สหรัฐใช้พื้นที่ ก็จะนำไปสู่การเพิ่มน้ำหนักการขยายอิทธิพลของสหรัฐในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้


ระวังปัญหาความมั่นคง
            ทั้งนี้ ประเด็นนี้ยังเป็นเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคงที่หลายฝ่ายมองว่า ไทยอาจจะถูกสหรัฐอเมริกาใช้เป็นเบี้ยในกระดานชิงอำนาจในสังคมโลกได้ โดย “วอชิงตันโพสต์” หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ออกมาวิเคราะห์ก่อนหน้านี้ว่า โครงการดังกล่าวเป็นยุทธศาสตร์ของรัฐบาล บารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่จะย้อนกลับมาใช้ฐานทัพเก่าของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชีย เพื่อสกัดกั้นการขยายอิทธิพลทางทหารของจีน
            ขณะที่ รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยถึงมติ ครม.นำเรื่องการขอใช้อู่ตะเภาขององค์การนาซาเข้าสภาฯ ว่า ถือเป็นทางออกที่ดี แต่ถ้าหากนำเรื่องเข้ารัฐสภาต้องทำให้เกิดความชัดเจนว่ารายละเอียดเป็นอย่างไร
       ทั้งนี้มองว่านักวิทยาศาสตร์ต้องทำความเข้าใจว่ายุคปัจจุบันความมั่นคงระหว่างประเทศก็มีความสำคัญมากขึ้น ซึ่งจะต้องตัดสินใจให้รอบคอบด้วย มองว่าหากมีการเข้ามาศึกษาสภาพอากาศของนาซา โดยศักยภาพของไทยอาจจะเสียเปรียบ อาจจะไม่ใช้ความรู้ข้อมูลที่ได้มาไปพัฒนาอย่างจริงจัง แม้แต่สหรัฐฯ เองก็ยังไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่
            กรณีความมั่นคงนี้ ทางทีม “Special Scoop” ได้ติดต่อขอสัมภาษณ์นักวิชาการด้านความมั่นคง พ.อ.ดร.ธีรนันท์ นันทขว้าง ผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์ทางการทหาร
            พ.อ.ดร.ธีรนันท์ นันทกว้าง กล่าวว่า ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของมหาอำนาจนั้น สามารถตีความเป็นเรื่องของความมั่นคงได้หมด เพราะเรื่องของความมั่นคงสามารถรวมอยู่ในเนื้อเดียวกันกับเรื่องทุกเรื่องได้อยู่แล้ว เพียงแต่ว่ารัฐบาลไทยจะต้องพิจารณาเรื่องนี้อย่างละเอียด โดยใช้หลักทางการทูตระหว่างประเทศที่มีชั้นเชิงดีพอ
            โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ของไทยจะต้องชัดเจน เช่น เดิมไทยเคยวางยุทธศาสตร์กับสหรัฐฯ ไว้ว่าเป็นภาพความร่วมมือทางการทหาร ส่วนจีนเป็นในภาพของความร่วมมือทางด้านสังคมวัฒนธรรม
       ดังนั้น การปฏิเสธสหรัฐอเมริกาเลยก็ทำได้ แต่สหรัฐฯ ก็จะไม่สนใจเพราะว่าสหรัฐฯ ได้เข้าใช้พื้นที่ในประเทศเวียดนาม กัมพูชา และกำลังจะเข้าพม่า ในเรื่องความร่วมมือด้านต่างๆ อยู่แล้ว รวมถึงไทยก็มีโครงการที่สหรัฐฯ เข้ามาในมิติความมั่นคงอย่างอื่นอยู่แล้ว
            ขณะที่จีน ไทยไม่แคร์จีนก็ไม่ได้เช่นกัน เพราะจีนก็เป็นมหาอำนาจและมีความร่วมมือกับไทยหลายด้านในเวลานี้ ดังนั้น ประเทศไทยสามารถดำเนินการทางการทูตเพื่อสร้างความเข้าใจกับทั้งสองฝ่ายได้ เช่น แม้ไทยจะร่วมมือกับนาซาเพื่อสำรวจสภาพอากาศ แต่ไทยก็ร่วมมือกับจีนในด้านการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงซึ่งเป็นผลดีกับเศรษฐกิจทั้งสองฝ่ายได้ เป็นต้น



อู่ตะเภา : ตกลงใคร ริเริ่มเรื่องนี้กันแน่?
กาแฟดำ

จะนำเรื่อง "อู่ตะเภา" เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีหรือไม่อย่างไร เป็นประเด็นน่าจับตาและวิเคราะห์ เพราะเกี่ยวพันกับเรื่องการเมืองการทูตและการทหารอย่างปฏิเสธไม่ได้

 อู่ตะเภา มีทั้งมิติองค์การนาซา และกระทรวงกลาโหมของสหรัฐ ที่เขาบอกว่าไม่เกี่ยวกันและไม่ได้รู้เรื่องกันมาก่อน

 เดิมทีดูเหมือนจะเร่งร้อน เพราะรัฐมนตรีกลาโหมและแม่ทัพนายกองพากันไปพบนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่พัทยา ก่อนการประชุม ครม. สัญจรเมื่อสัปดาห์ก่อนเพื่อจะหารือกันเรื่องนี้เมื่อคนระดับประธานคณะเสนาธิการทหารของสหรัฐ นายพลมาร์ติน เดมพ์เซย์ มาเมืองไทยเองเพื่อพบนายกฯ และพูดคุยเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ

 แต่แล้วก็ไม่ได้นำเข้าวาระการประชุม ครม. โดยมีเหตุผลทางการว่ายังต้องเก็บรายละเอียด เพื่อความรอบคอบในการพิจารณา

 แต่แล้วผ่านมาอีกไม่กี่วัน รัฐมนตรีต่างประเทศสุรพงษ์ ก็บอกนักข่าวว่าทางสถานทูตสหรัฐส่งสารมาบอกว่า ถ้ารัฐบาลไทยไม่ตัดสินภายในวันที่ 26 มิถุนายน (คือวันนี้) เห็นทีองค์การนาซาเขาจะขนอุปกรณ์มาอู่ตะเภาเพื่อทำเรื่องสำรวจชั้นเมฆและมรสุมไม่ทัน จึงจะถอนตัวจากโครงการนี้

 คุณสุรพงษ์ บอกว่าเมื่อเป็นเช่นนั้นจึงจะรีบนำเสนอ ครม. วันนี้เพราะเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อไทย
 เท่ากับว่านาซาขีดเส้นตายมาและเราก็กลัวตายจึงต้องรีบพิจารณาให้

 แต่ไม่แน่ชัดว่าประเด็นอู่ตะเภาอีกมิติหนึ่ง คือ ที่กระทรวงกลาโหม ของสหรัฐ จะขอใช้เพื่อเป็นศูนย์ปฏิบัติการด้านความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและภัยพิบัตินั้น จะนำเข้าเสนอ ครม. ในวันนี้เหมือนกันหรือไม่

 เรื่องนี้มีประเด็นที่ยังสับสนเพิ่มเติมว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร เพราะเดิมทีนั้นเข้าใจกันว่าสหรัฐเป็นผู้เสนอมา และกำลังอยู่ในการพิจารณาความเหมาะสมของฝ่ายไทย ที่ฝ่ายความมั่นคงของไทยก็มีประเด็นเป็นห่วงกังวลอยู่เพราะหวั่นว่า จีน จะมีความรู้สึกว่าไทยเราจะกลายเป็นเครื่องมือของอเมริกาในการปิดล้อมหรือสกัดกั้นจีนเขา

 ตอนผมสัมภาษณ์นายพลเดมพ์เซย์ ที่กรุงเทพฯ เมื่อสองสัปดาห์ก่อน น้ำเสียงก็เป็นไปในทำนองว่าฝ่ายสหรัฐเป็นผู้นำเสนอ เพื่อให้รัฐบาลไทยพิจารณา

 แต่ผมดูรายการ "ตอบโจทย์" ทางไทยพีบีเอส เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาได้ยินชัดๆ ที่ท่านเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย คริสตี้ เคนนี้ ตอบคำถาม คุณณัฏฐา โกมลวาทิน เรื่องอู่ตะเภา ว่า

 "เรื่องนี้ฝ่ายไทยเป็นผู้เสนอให้สหรัฐเข้ามา และเรากำลังหารือกันอยู่ อาจจะเกิดปีหน้า หรืออีกห้าปีก็ได้ เป็นเรื่องที่ต้องร่วมกันพิจารณา..."

 ซึ่งทำให้เกิดภาพอีกด้านหนึ่งว่าไทยเป็นฝ่ายเชิญชวนเขาเข้ามา ไม่ใช่เป็นการขอของสหรัฐเข้ามาที่อู่ตะเภาแต่ประการใด

 หากเป็นเช่นนี้ก็จะกลายเป็นคนละเรื่องกับความเข้าใจเดิมของคนที่ติดตามข่าวที่เข้าใจว่าฝ่ายสหรัฐเป็นผู้กดดันเรียกร้องและต้องการจะมาใช้อู่ตะเภา และฝ่ายไทยกำลังต้องใคร่ครวญอย่างรอบด้าน เพราะหวั่นว่าจีนจะเข้าใจผิดว่าไทยกระโดดไปอยู่ข้างสหรัฐ เพื่อจะมาล้อมจีนทางทะเล

 ท่านทูตเคนนี้ ย้ำหลายครั้งในการให้สัมภาษณ์นี้ว่า "เรื่องนี้ริเริ่มโดยฝ่ายไทย..." ซึ่งย่อมทำให้การวิเคราะห์เรื่องนี้ปรับเปลี่ยนไปอีกทิศทางหนึ่งอย่างมีนัยสำคัญยิ่ง

 และหากฝ่ายไทยเป็นคนเชิญชวนสหรัฐ ก็ต้องย้อนกลับไปค้นหาความจริงว่าเป็นเรื่องที่เริ่มต้นสมัยรัฐบาลใด และมีเหตุผลกลใดที่จะทำเช่นนั้น

 ข่าวอีกกระแสหนึ่งยืนยันว่าเรื่องนี้รัฐบาลไทยสมัย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นำเสนอต่อ "ที่ประชุมสุดยอดอาเซียน" เมื่อประมาณสองปีก่อน...และ คุณกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีต่างประเทศสมัยนั้นบอกวันก่อนว่าได้เสนอเรื่องนี้กับอาเซียนและสหรัฐ ไปพร้อมๆ กัน เพราะเห็นว่าเป็นประโยชน์กับไทย

 และไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลอภิสิทธิ์ หรือยิ่งลักษณ์ ก็จะต้องตอบคำถามประชาชนคนไทยว่ามีที่มาที่ไปและเหตุผลอันใด

 เพราะความกระจ่างและโปร่งใสเท่านั้น ที่จะทำให้เกิดความเข้าใจต่อเรื่องราวที่เริ่มจะก่อความสับสนมากขึ้นทุกที





ฟื้นฐานทัพมะกัน วอชิงตันโพสต์แฉเองแผนขอใช้‘อู่ตะเภา’ ส่งเรือลิตโทรัลเทียบ/2557โดรนรุกน่านฟ้า

วอชิงตันโพสต์แฉเอง “มะกัน” รุกเอเชียเพื่อสกัดจีน เล็งฟื้นใช้ฐานทัพเก่าทั้ง “อู่ตะเภา-เวียดนาม-ฟิลิปปินส์” แบบชั่วคราว อึ้ง! พร้อมส่งเรือลิตโทรัลลำใหม่เทียบท่า ปูดปี  57 ส่งเครื่องบินโพไซแดนพี-8 เอ พ่วง ”โดรนรุ่นใหม่” บินเหนือน่านฟ้า บิ๊กเพนตากอนเตรียมมาไทยเดือน ก.ค.นี้ “ธานี” ยกคำขู่นาซาย้ำต้องไฟเขียว 26 มิ.ย.นี้ ถาวรผิดหวัง ผบ.เหล่าทัพไม่ท้วงติง
    กรณีองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (นาซา)  ของสหรัฐอเมริกาขอใช้สนามบินอู่ตะเภาเพื่อศึกษาชั้นบรรยากาศนั้น ยังคงเป็นประเด็นที่สังคมถกเถียงกันในวงกว้าง โดยเฉพาะนัยแอบแฝงของสหรัฐ ซึ่งล่าสุดหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ รวมทั้งเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์ดังกล่าวซึ่งเป็นสื่อที่ทรงอิทธิพลในสหรัฐ ได้เขียนบทความในหัวข้อ "U.S. eyes return to some Southeast Asia military bases" (สหรัฐหมายตากลับมายังฐานทัพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) โดยเป็นการรายงานทิศทางนโยบายทางทหารของรัฐบาลประธานาธิบดีบารัก โอบามา ที่รุกคืบเข้ามายังภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกมากขึ้นตามยุทธศาสตร์หันเหสู่เอเชียที่ประกาศไว้เมื่อเดือนมกราคม  
บทความระบุว่า ขณะที่รัฐบาลโอบามาปรับปรุงยุทธศาสตร์เอเชียเพื่อตอบโต้การผงาดขึ้นของจีน กองทัพสหรัฐก็กำลังสนใจกลับมาใช้ฐานทัพหลายแห่งในภูมิภาคนี้ ที่เคยใช้เป็นฐานระหว่างการทำสงครามเวียดนาม ทั้งฐานบินอู่ตะเภา ฐานทัพเรือในเวียดนาม และฐานทัพอากาศที่ฟิลิปปินส์ แม้การเร่งเครื่องเจรจาและกระชับความสัมพันธ์ยังคงจำกัดเฉพาะความร่วมมือบางด้าน เช่น การฝึกทหารร่วมหรือการส่งเรือรบเข้าเทียบท่า แต่สหรัฐก็หวังว่าความร่วมมือเหล่านี้จะนำไปสู่การเข้ามามีบทบาททางทหารที่สม่ำเสมอและกว้างขวางขึ้น อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่สหรัฐอ้างว่า สหรัฐไม่มีความประสงค์จะกลับมาครอบครองฐานทัพที่เคยทิ้งไป และก็ไม่มีงบประมาณที่จะสร้างฐานทัพใหม่ในภูมิภาคนี้ สิ่งที่สหรัฐพยายามทำคำขออนุญาตดำเนินการในฐานทัพเก่าเหล่านี้ในฐานะแขก โดยส่วนใหญ่เป็นการขอใช้พื้นที่แบบชั่วคราว
    รายงานกล่าวว่า ช่วงไม่กี่สัปดาห์มานี้ เจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐได้เร่งหารือกับรัฐบาลไทยเกี่ยวการก่อตั้งศูนย์บรรเทาภัยพิบัติประจำภูมิภาค และพวกนายทหารยังแสดงความสนใจจะส่งเรือรบมาเทียบท่าที่ไทยเพิ่มขึ้น กับร่วมมือกับทางการไทยในด้านเที่ยวบินตรวจการณ์เพื่อเฝ้าระวังเส้นทางการค้าและความเคลื่อนไหวทางทหาร
ผู้นำเพนตากอนมาไทย
    พล.อ.มาร์ติน อี. เดมพ์ซีย์ ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วมสหรัฐ ก็เพิ่งเดินทางมาเยือนไทย, ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์เมื่อเร็วๆ นี้ โดยเดมพ์ซีย์ยังเป็นประธานเสนาธิการทหารสหรัฐคนแรกที่มาเยือนไทยในรอบเกินกว่าทศวรรษด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสหรัฐกลับมาให้ความสำคัญกับไทยอีกครั้ง และในเดือนหน้า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม (เพนตากอน) แอชตัน คาร์เตอร์ ก็มีกำหนดมาเยือน ในขณะที่รัฐบาลไทยเองก็ได้เชิญรัฐมนตรีกลาโหม ลีออน พาเน็ตตา มาเยือนอย่างเป็นทางการด้วย หลังจากพาเน็ตตาได้พบหารือกับรัฐมนตรีกลาโหมของไทยขณะไปร่วมการประชุมความมั่นคงภูมิภาคที่สิงคโปร์เมื่อต้นเดือน มิ.ย.
    ในช่วงเนื้อหาครึ่งท้ายของบทความยังกล่าวถึงการขอความร่วมมือใช้สนามบินอู่ตะเภาที่สหรัฐมาสร้างรันเวย์ยาว 2 ไมล์ไว้เมื่อยุคทศวรรษ 1960s เพื่อเป็นฐานส่งกำลังบำรุงสมัยสงครามเวียดนาม ก่อนถอนกำลังทหารออกไปเมื่อปี 2519 รายงานกล่าวว่า รัฐบาลของสองชาติกำลังหารือจะใช้สนามบินนี้เป็นศูนย์รวมทางทหารร่วมเพื่อรับมือภัยพิบัติ อาทิ ไซโคลน, สึนามิและหายนภัยทางธรรมชาติด้านอื่นๆ แต่พวกเจ้าหน้าที่ของสหรัฐกลับไม่ได้แสดงความชัดเจนต่อสาธารณะว่า กองทัพจะส่งกำลังทหารมาประจำที่อู่ตะเภาทั้งสิ้นกี่นาย หรือจะปฏิบัติภารกิจลักษณะใดบ้าง การขาดความชัดเจนของข้อมูล ทำให้สื่อและฝ่ายค้านของไทยแสดงความกังขาควบคู่กับโครงการของนาซาที่ใช้อู่ตะเภาเป็นฐานบินสำหรับปฏิบัติการตรวจสภาพภูมิอากาศ ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลจีนก็สงสัยการขยายบทบาททางทหารของสหรัฐเช่นกัน
    แคธรีน อัลปิโน ผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผู้เคยเป็นเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ กล่าวว่า ข้อตกลงทางทหารฉบับใหม่ระหว่างไทย-สหรัฐ น่าจะอยู่ในระดับพอประมาณ เนื่องจากไทยมีประวัติให้ความร่วมมือใกล้ชิดกับมหาอำนาจทั้งสหรัฐและจีน และไทยไม่น่าจะทำข้อตกลงใดที่ทำให้ต้องบาดหมางกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
    นายทหารสหรัฐบางรายกล่าวว่า สหรัฐยังต้องการจะยกระดับการส่งเรือของกองทัพเข้าเทียบท่าเรือของไทยด้วย ตอนนี้กองทัพเรือสหรัฐกำลังเตรียมการส่งเรือรบลิตโทรัลลำใหม่ 4 ลำไปประจำที่สิงคโปร์ และหวังจะสับเปลี่ยนมาเทียบท่าที่ไทยและชาติอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นบางครั้งบางคราวด้วย
เล็งส่งโดรนมาจอด
    นอกจากนี้ กองทัพเรือสหรัฐกำลังมองหาช่องทางปฏิบัติภารกิจตรวจตราทางอากาศร่วมกันทั้งจากเมืองไทย, ฟิลิปปินส์ และออสเตรเลีย พวกเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเพนตากอนกล่าวว่า สิ่งสำคัญลำดับสูงสุดในทางยุทธศาสตร์คือการปรับปรุงการตรวจตราเส้นทางเดินเรือ และความเคลื่อนไหวทางทหารทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และมหาสมุทรอินเดีย แผนหนึ่งในนั้นคือ ปี 2557 กองทัพเรือจะเริ่มส่งเครื่องบินลาดตระเวน โพไซแดน พี-8 เอ รุ่นใหม่และเครื่องบินต่อต้านเรือดำนำมาประจำภูมิภาคแปซิฟิก ทดแทนเครื่องบินโอไรออน พี-3 ซี จากยุคสงครามเย็น กองทัพเรือยังเตรียมจะส่งเครื่องบินสอดแนมไร้คนขับ (โดรน) รุ่นใหม่ที่บินได้ระดับสูงมาประจำที่เอเชีย-แปซิฟิกในช่วงเวลาเดียวกันด้วย โดยจะประจำที่ฐานทัพบนเกาะกวม แต่ขณะเดียวกันสหรัฐก็กำลังมองหาหุ้นส่วนในเอเชียที่เต็มใจจะเป็นฐานให้โดรนเหล่านี้
    ด้านนายธานี ทองภักดี อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีนาซาขอใช้สนามบินอู่ตะเภาว่า เรื่องอยู่ในขั้นตอนของคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว เข้าใจว่ากำลังรอความเห็นจากสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องส่งมาให้ครบอยู่ ส่วนของกระทรวงโดยเฉพาะกรอบสัญญาถือว่าเสร็จสิ้นขั้นตอนแล้ว แต่หากทางการไทยไม่สามารถให้คำตอบกับนาซาได้ภายในวันที่ 26 มิ.ย. นาซาก็จะขอยกเลิกโครงการแน่นอน เนื่องจากไม่สามารถขนเครื่องมือและอุปกรณ์เข้ามาทันตามกรอบเวลาที่ได้ตกลงไว้ในสัญญา
“หากเราไม่สามารถพิจารณาเรื่องนี้ให้เสร็จตามกำหนดที่เขาร้องขอมาคือ 26 มิ.ย. เราเองคงไม่สามารถเจรจาขอเลื่อนเวลากับนาซาออกไปได้ และนาซาคงยกเลิกโครงการสถานเดียว เพราะเขาได้ระบุไว้ชัดว่า ถ้าเลยกำหนดคงไม่สามารถขนอุปกรณ์เข้ามาได้ทัน” นายธานีกล่าว
    นายธานีกล่าวว่า ส่วนความกังวลเรื่องเครื่องบิน ER-2 ที่เกรงว่าจะเป็นเครื่องบินจารกรรมนั้น ขอชี้แจงว่า เครื่องบินประเภทนี้มีลักษณะคล้ายเครื่องบิน 737 ซึ่งเป็นเครื่องบินที่ขึ้นอยู่ว่าจะติดตั้งอุปกรณ์อะไรขึ้นไป ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวล เพราะหากเราสงสัยสามารถขอตรวจสอบได้ตลอดเวลา
       มีรายงานจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งด้วยว่า ในวันที่ 25 มิ.ย.นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เตรียมจะชี้แจงในเรื่องนี้ด้วย
    พล.ร.อ.ฆนัท ทองพูล ผู้บังคับการกองเรือยุทธการ กล่าวถึงกรณีนายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่าเว็บไซต์นาซาระบุว่ามีการขนอุปกรณ์เข้ามาตั้งแต่วันที่ 18 พ.ค.ที่ผ่านมานั้น ว่าจากการตรวจสอบไม่มีเครื่องบินที่ขนอุปกรณ์ใดๆ ของนาซาหรือสหรัฐเข้ามาที่อู่ตะเภา มีแต่เครื่องบินทางทหารของสหรัฐที่บินมาลงจอดขอเติมน้ำมันตามปกติตามข้อตกลงที่มีมานานแล้ว        
“เรื่องดังกล่าวเป็นเท็จ ไม่มีมูลความจริงเลย ไม่มีการขนอุปกรณ์ใดๆ มา เพราะอเมริกาจะขนอะไรมาอู่ตะเภาหรือจะมาจอด ก็ต้องแจ้งกองทัพเรือทราบก่อนทุกครั้ง แล้วเราก็ดูแลทุกครั้ง ไม่มีเครื่องบินลับใดมา ไม่มีลับลวงพรางแน่นอน ผมยืนยันขอให้มั่นใจและเชื่อมั่นในตัวผม ผมดูแลอยู่” พล.ร.อ.ฆนัทกล่าว และว่า ส่วนที่อ้างว่าข้อมูลจากเว็บไซต์นั้นไม่ทราบ เพราะสหรัฐไม่เคยแจ้งเรื่องนี้มาเลย อาจเป็นแผนงานเก่าหรือไม่ แต่ไม่เคยมีแผนการบินใดๆ ที่แจ้งให้เราทราบเลยในเดือน พ.ค.จนถึงปัจจุบัน มีแต่การบินปกติเท่านั้น
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวในเรื่องนี้ว่า การชี้แจงของกองทัพเป็นการตบหน้าพรรคประชาธิปัตย์ที่การกล่าวเท็จ มุ่งแต่ทำให้เป็นเรื่องการเมือง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ควรอบรมโฆษกพรรค เพราะทำให้ประชาชนสับสน และควรปลดนายชวนนท์ออกจากโฆษกพรรค และขอตั้งฉายาให้ว่าปลาบู่นาธาน เพราะสิ่งที่โฆษก ปชป.แถลงเป็นสิ่งที่ประชาชนรับไม่ได้
นายถาวร เสนเนียม รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า อยากให้รัฐบาลชัดเจนในเรื่องปฏิบัติภาคการบิน จะใช้เครื่องบินและอุปกรณ์รวมถึงเทคโนโลยีอะไร เพราะรัฐบาลต้องกำหนดอุปกรณ์และเงื่อนไขให้ชัดเจน ไม่เช่นนั้นเราจะได้รับผลกระทบทางด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ และการที่รัฐบาลชี้แจงว่าประเทศเพื่อนบ้านเห็นชอบนั้น ขอโต้แย้งว่า กัมพูชา สิงคโปร์ และมาเลเซียให้บินได้เฉพาะในเขตน่านน้ำทะเลอาณาเขตเท่านั้น แต่ไม่อนุญาตให้บินเหนือพื้นดินที่เป็นอาณาเขตประเทศเหล่านั้น
“รัฐบาลต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนเรื่องพลังงานและการขอวีซ่าเข้าสหรัฐของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และต้องปฏิบัติตามข้อเสนอของหน่วยงานความมั่นคงคือ สมช.อย่างเคร่งครัด”
ผิดหวัง ผบ.เหล่าทัพ
นายถาวรกล่าวอีกว่า ผิดหวังกับการที่ ผบ.เหล่าทัพไม่ได้แสดงบทบาทในการท้วงติงโครงการที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงเท่าที่ควร โดยเท่าที่ทราบมีเพียง พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผบ.ทอ. ที่ฝากข้อห่วงใยต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้ระมัดระวังเรื่องเครื่องบิน ER-2 ที่พัฒนาการจากเครื่องบินจารกรรม U2 ที่อาจสุ่มเสี่ยงต่อการนำผลที่ได้ไปใช้ประโยชน์ในยุทธศาสตร์ทางการทหารของสหรัฐ ทั้งนี้ จากที่ได้เห็นร่างสัญญาที่สหรัฐส่งไปให้นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.การต่างประเทศ ลงวันที่ 25 พ.ค. 55 นั้น พบว่า เป็นกรอบที่กว้างมากจนอาจกลายเป็นช่องโหว่ในภายหลังที่จะถูกนำไปใช้ในสิ่งที่จะกระทบต่อไทยได้ จึงเห็นว่าควรมีการปรับเนื้อหากำหนดรายละเอียดที่ชัดเจนเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศมากกว่านี้
นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำกลุ่มคนเสื้อหลากสี กล่าวว่า อยากให้สมาชิกรัฐสภาขอเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญเป็นการเฉพาะเพื่อหารือในเรื่องนี้ และอาจเป็นการประชุมลับก็ได้ เพื่อให้สมาชิกได้รับรู้ถึงข้อมูลข้อเท็จจริง เพราะที่ผ่านมารัฐบาลเองยังไม่เคยชี้แจงเรื่องดังกล่าวเลย
วันเดียวกัน สำนักวิจัยเอแบคโพล มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญได้เผยผลสำรวจประชาชน 1,284 ตัวอย่างใน 17 จังหวัด ในเรื่องเห็นด้วยหรือไม่ที่นาซาจะใช้สนามบินอู่ตะเภาเป็นศูนย์กลางศึกษาชั้นบรรยากาศ พบว่า 63.5% เห็นด้วย มีเพียง 36.5% ที่ไม่เห็นด้วย.


http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/politics/20120626/458508/%E0%B8%9E.%E0%B8%AD.%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%9C%E0%B8%A2%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%82%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B5%E0%B8%AD%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%B2.html

http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9550000078673

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/suthichaiyoon/20120626/458454/%E0%B8%AD%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%B2-:-%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%84%E0%B8%A3-%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B9%88-.html

ไม่มีความคิดเห็น: