วันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
วิถีชีวิตหลังสละโสด( ตอนที่1 ) Pitipee Ruammake (แปะไว้อ่าน)
ปัจจุบัน หนุ่มสาวไทยหวงแหนคำว่า "โสดและอิสระ" กว่าจะยอมสละโสดเข้าพิธีวิวาห์ต้องคิดทบทวนกันหลายคราว หลายท่านอาจตั้งคำถามว่า แต่งงานแล้วชีวิตจะเป็นอย่างไร การแต่งงานทำให้ขาดความเป็นอิสระจริงหรือ ถ้าคิดว่าจะแต่งงานควรแต่งงานเข้าหรือแต่งออกดี ในขณะเดียวกัน บางท่านอาจตัดสินใจแต่งงานเพื่อค้นหาบางสิ่งที่ขาดหายไปในชีวิต ด้วยความหวังว่าการแต่งงานจะช่วยเติมเต็มชีวิตของเขา ดังนั้น ดิฉัน อาจารย์ปิติพีร์ รวมเมฆ จากภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ทำการศึกษาถึงวิถีชีวิตของหนุ่มสาวไทยที่กล้าที่จะทิ้งความโ สดและก้าวสู่อีกช่วงหนึ่งของชีวิตไปสู่ช่วง"เริ่มต้นชีวิตคู่ "
บทความนี้จะกล่าวถึงผลจากการวิจัย ที่ดิฉันได้มุ่งเน้นการศึกษาถึงแบบแผนการดำรงชีวิตของผู้บริโภค ไทยในช่วงเริ่มต้นชีวิตคู่ (Newly Married Couples) ซึ่งเป็นช่วงที่ 2 ของงานวิจัยชุดวงจรชีวิตครอบครัวไทยทั้ง 8 ช่วง ที่ดิฉันได้ทำการศึกษาร่วมกับคณะซึ่งประกอบด้วย รองศาสตราจารย์วิทวัส รุ่งเรืองผล และอาจารย์วิทยา จารุพงศ์โสภณ จากภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ก่อนที่จะเข้าสู่ผลการวิจัย จะขอกล่าวถึงวิธีการศึกษาในครั้งนี้ก่อน ในการวิจัยครั้งนี้ดิฉันได้เก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-depth Interview) ร่วมกับการให้กลุ่มตัวอย่างบันทึกกิจวัตรประจำวันเป็นเวลา 2 สัปดาห์ผ่านทางกระดานบันทึกส่วนตัว (Diary Board) โดยกลุ่มตัวอย่างสำหรับการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย สามีหรือภรรยาที่แต่งงานแล้วแต่ยังไม่มีบุตร จำนวน 24 ราย แบ่งเป็น ชาย 11 ราย หญิง 13 ราย โดยมีอายุอยู่ในช่วง 25-37 ปี และมีรายได้ต่อครอบครัวตั้งแต่10,000 บาทต่อเดือน จนถึง 500,000 บาทต่อเดือน โดยเฉลี่ยแล้วจัดได้ว่าเป็นกลุ่มที่มีฐานะระดับปานกลางถึงระดับ สูง ประกอบอาชีพหลากหลายตั้งแต่รับราชการ ลูกจ้างบริษัทเอกชน จนถึงเจ้าของกิจการ
จากการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่กระทบการดำรงชีวิตของคู่สมรสที่เพิ่งเริ่มต้นชีวิตคู่ ปัจจัยแรกคือ สถานะการพึ่งพิงครอบครัวเดิม โดยลักษณะการพึ่งพิงแบ่งได้ดังนี้
การพักอาศัยร่วมกันกับครอบครัวเดิมหรือแต่งเข้า
ครอบครัวไทยส่วนใหญ่เป็นครอบครัวขยายซึ่งเน้นการสร้างความสัมพั นธ์ที่ดีในครอบครัว ความใกล้ชิด ความอบอุ่น และความผูกพันในครอบครัวค่อนข้างสูง การแต่งงานมักจะเป็นการแต่งเข้า คือ การแต่งสามีหรือภรรยาเข้ามาอยู่ร่วมกับครอบครัวเดิม สาเหตุหลักของการแต่งเข้าประการแรก คือ หลายคู่ยังไม่พร้อมที่จะรับภาระค่าใช้จ่ายและการดูแลที่อยู่อาศ ัยเอง ยังต้องพึ่งพาครอบครัวเดิมในด้านการเงินในส่วนของค่าใช้จ่ายในบ ้าน อาทิ ค่าอาหาร ค่าเครื่องครัว ค่าไฟฟ้า ค่านํ้าประปา ค่าแรงแม่บ้านและคนสวน ประการที่สอง บางรายเป็นลูกคนเดียว หรือ พี่น้องของตนได้แต่งงานแยกออกไปอยู่กันเอง จึงเป็นหน้าที่ของตนเองที่จะต้องแต่งเข้าเพื่ออยู่เป็นเพื่อนพ่ อแม่ของตนเอง ดังที่ คุณเอ๋ กล่าวว่า "แฟนเค้าเป็นลูกคนเดียว ถ้าไม่แต่งเข้าไปอยู่บ้านเค้าก็คงรู้สึกผิดที่ต้องทิ้งให้พ่อแม ่อยู่กันเองสองคน" ประการที่สาม คู่สมรสเป็นหัวหน้าครอบครัวที่รับภาระเลี้ยงดูพ่อแม่และคนในครอ บครัวตั้งแต่ก่อนแต่งงาน เมื่อแต่งงานแล้วจึงต้องแต่งเข้าเพราะยังคงต้องรับภาระเลี้ยงดู คนในครอบครัวต่อไป
คู่สมรสที่แต่งเข้าส่วนใหญ่รู้สึกอึดอัดโดยเฉพาะผู้หญิง
การแต่งงานเข้าไปอยู่ในบ้านของครอบครัวอีกฝ่ายหนึ่งทำให้คู่สมร สบางรายรู้สึกอึดอัดและมีความคิดที่ต้องการจะย้ายออกไปอยู่กันเ อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิง เนื่องจากผู้หญิงมักจะเป็นเพศที่มีความเกรงใจสูง มีแบบแผนการใช้ชีวิตที่ยุ่งยาก และต้องการความเป็นส่วนตัวสูงเพราะปกติมักทำกิจกรรมในบ้านค่อนข ้างมาก เช่นทำอาหาร จัดบ้าน ดังที่ คุณอร กล่าวว่า "ครอบครัวแฟนแตกต่างกับครอบครัวของตนเองเยอะมาก ทางครอบครัวเค้าจะค่อนข้างอนุรักษ์นิยม คุณแม่เป็นแม่บ้าน คุณพ่อทำงานบริษัท แต่คนในครอบครัวของตนเป็นนักธุรกิจ ทำให้มีวิถึชีวิตที่ต่างกัน ตนรู้สึกอึดอัด ความเป็นส่วนตัวจำกัดอยู่แค่ในห้องนอนของตนเองเพราะบ้านแฟนค่อน ข้างเล็ก อยากแยกออกไปอยู่เองแต่แฟนไม่ยอมเพราะเค้าติดแม่มาก" ส่วนคุณวิกกี้ กล่าวว่า "ไม่ได้รู้สึกอึดอัดมากเพราะรู้จักปรับตัว แต่ยังมีความเกรงใจทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตของคนได้อย่างเต็มที่ เช่น ตนเองเป็นคนต้องใส่เสื้อผ้าที่ต้องตากแดด แต่บ้านฝ่ายชายใช้ระบบอบผ้า ไม่มีที่ตากผ้า ทำให้ต้องนำเสื้อผ้ากลับไปซักที่บ้านของครอบครัวเราเอง"
สำหรับฝ่ายชายที่ไม่ค่อยรู้สึกอึดอัดที่ต้องแต่งงานเข้า เนื่องจากเป็นคนใช้ชีวิตที่เรียบง่าย ต้องทำงานเป็นหัวหน้าครอบครัว มักจะกลับบ้านดึกกว่าฝ่ายหญิง จึงมีเวลาใช้ชีวิตในบ้านค่อนข้างน้อย เช่น คุณกึ้ง กล่าวว่า "ไม่รู้สึกอึดอัดเลยเนื่องจากพ่อแม่แฟนดีกับตนมากๆ และรู้จักคุ้นเคยกันตั้งแต่ก่อนแต่งงานแล้ว"
สิ่งที่ผู้แต่งเข้าทำเมื่อรู้สึกอึดอัด คือ ต้องอดทนและพยายามปรับตัวให้เข้ากับคนในบ้านมากขึ้น บางรายหลีกเลี่ยงการใช้ชีวิตในบ้านโดยการไปทำกิจกรรมต่างๆนอกบ้ าน เช่น ทานอาหาร ออกกำลังกาย แล้วกลับมาบ้านเพื่อนอนเท่านั้น บางรายถึงกับวางแผนว่าจะย้ายออกไปอยู่กันเองกับสามีเมื่อมีลูก เพราะการมีลูกทำให้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการใช้ชีวิตในบ้านได้
การพึ่งพาการสนับสนุนทางการเงินจากครอบครัวเดิม
ลักษณะที่เด่นชัดของครอบครัวไทย โดยเฉพาะสำหรับคนชั้นกลางขึ้นไป พ่อแม่มักจะให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ลูกของตน ถึงแม้ว่าลูกจะมีงานทำและมีรายได้เป็นของตัวเอง หรือแต่งงานแยกออกไปสร้างครอบครัวใหม่แล้วก็ตาม ในกรณีที่แต่งเข้ามาอยู่ในบ้านก็จะได้รับการสนับสนุนทางการเงิน ในเรื่องของค่าใช้จ่ายในบ้านทั้งหมด และให้เงินแก่ลูกของตนบ้างเป็นครั้งคราวแล้วแต่โอกาส เช่น การให้เงินช่วยเป็นครั้งคราว การจ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิตแบบออมทรัพย์ให้ เป็นต้น
ส่วนคู่ที่แต่งงานและแยกออกไปอยู่กันเองตามลำพังสามีภรรยา หรือ ที่เรียกว่าแต่งออกนั้นมักจะได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากครอ บครัวทั้งสองฝ่ายเพื่อใช้ในการสร้างครอบครัวใหม่ทั้งทางตรงและท างอ้อม ได้แก่ การพักผ่อนหรือซื้อบ้านและรถยนต์ให้ และการให้เงินก้นถุงเพื่อเอาไปดูแลและจัดสรรเองสำหรับเป็นค่าใช ้จ่ายในบ้าน
ความเปลี่ยนแปลงจากวงจรชีวิตครอบครัวช่วงโสดอิสระ (Bachelor) ไปสู่ช่วงเริ่มต้นชีวิตคู่ (Newly Married Couples)
คนทั่วไปมักคิดว่าการแต่งงานเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในชีว ิตจุดหนึ่งเนื่องจากคู่สมรสต้องปรับตัวอย่างมากจากการที่ต้องมา ใช้ชีวิตร่วมกัน แต่จากการวิจัยพบว่า คู่สมรสไม่ได้รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงมากนักจากการแต่งงานและต้ องใช้ชีวิตร่วมกับคนอีกหนึ่งคน เนื่องจากได้คบหาและเริ่มปรับตัวเข้าหากันอยู่แล้วก่อนที่จะแต่ งงาน การที่ตัดสินใจแต่งงาน ส่วนหนึ่งเกิดจากการปรับตัวเข้ากันได้ ความเข้าใจ และความไว้ใจซึ่งกันและกัน กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่คบหากันนานกว่า 3 ปี บางรายนานถึง 11 ปี เช่น คุณนก กล่าวว่า "รู้สึกว่าชีวิตเปลี่ยนแปลงตอนที่เจอแฟนแล้วรู้สึกว่าใช่ ส่วนหลังจากแต่งงานรู้สึกว่าเฉยๆ ไม่ได้รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงใดๆเลย" นอกจากนี้ จากการวิจัยกลับพบว่าปัจจัยที่มีผลกระทบโดยตรงต่อการเปลี่ยนแปล งวิถีชีวิตคือ
1. การย้ายบ้านและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปหลังจากการแต่งงาน
เกิดจากการแต่งเข้าไปอยู่ในครอบครัวของอีกฝ่ายหรือการแต่งงานแย กออกไปอยู่กันสองคนตามลำพัง การย้ายบ้านเข้าไปอยู่ในบ้านคนอื่นทำให้ต้องมีการปรับตัวอย่างม ากจากการที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป การปรับตัวให้เข้ากับครอบครัวใหม่ การแต่งงานไม่ได้แค่เปิดรับใครหนึ่งคนเข้ามาในชีวิตแต่รวมถึงกา รเปิดรับครอบครัวของคู่สมรสด้วย
2. การเพิ่มขึ้นของความรับผิดชอบ ภาระค่าใช้จ่ายและการดูแลบ้าน
การแต่งออกมาอยู่กันเองตามลำพัง ส่งผลให้คู่สมรสต้องปรับตัวอย่างมากเนื่องจากต้องรับภาระค่าใช้ จ่ายในบ้านที่เพิ่มขึ้น จากเดิมที่เคยอาศัยอยู่กับครอบครัว ไม่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายใดๆ นอกจากค่าใช้จ่ายส่วนตัวของตนเอง ทำให้เริ่มมีการวางแผนการเงิน ทั้งในส่วนของการใช้จ่ายและการออม รวมถึงการให้ความสำคัญกับการทำประกันชีวิตและประกันสุขภาพดัวย (สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้จ่ายและการออมจะกล่าว ถึงในตอนต่อไป) เช่น คุณสุภาพร ที่แต่งงานแล้วย้ายออกมาอยู่คอนโดกับสามี 2 คนกล่าวว่า "จุดเปลี่ยนของชีวิตคือการแต่งงาน เพราะต้องแยกออกมาอยู่กันตามลำพังกับสามี ซึ่งต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเอง ต้องเริ่มวางแผนอนาคต การเงิน การงาน เพื่อที่จะมีรายได้พอที่จะรับผิดชอบครอบครัวของตนเองได้"
ผู้ชายรู้สึกเปลี่ยนมากกว่าผู้หญิงหลังแต่งงาน
การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและทัศนคติของผู้ชายหลังแต่งงานมีค่อนข ้างสูง เนื่องจากความรู้สึกว่าต้องเริ่มเป็นหัวหน้าครอบครัว ถึงแม้ว่าสังคมไทยในปัจจุบันสามีและภรรยาจะช่วยกันทำงานหารายได ้ให้ครอบครัวแล้วก็ตาม เช่น คุณต้นกล่าวว่า "หลังการแต่งงานรู้สึกว่าการใช้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างเยอะ มีความรับผิดชอบสูงขึ้น ต้องเป็นหัวหน้าครอบครัว ระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น คิดก่อนซื้อทุกครั้ง" ในขณะที่คุณสมคิด กล่าวว่า "การแต่งงานทำให้รู้สึกอยากทำประกันชีวิต เพราะอุ่นใจ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นก็มีหลักประกันให้คนที่เรารับผิดชอบอยู่"
โดยเฉพาะผู้ชายที่รักอิสระ ในวัยโสดชอบสังสรรค์กับเพื่อนฝูง จะรู้สึกว่าชีวิตของตนเองขาดความเป็นอิสระ ต้องแบ่งเวลาให้ภรรยาและครอบครัวมากขึ้น เช่น คุณกึ้ง กล่าวว่า "สิ่งที่ชอบมากที่สุดจากการแต่งงานคือ มีภรรยาคอยดูแลและได้ภรรยาที่ดี แต่สิ่งที่เสียดายจากการแต่งงานคือความอิสระ" เช่นเดียวกับคุณสมศักดิ์ที่กล่าวว่า "จุดเปลี่ยนของชีวิตผมคือการแต่งงานเนื่องจากขาดอิสระ จริงๆแล้วยังไม่อยากแต่งงาน ยังอยากใช้ชีวิตอิสระให้คุ้มค่าก่อน และอยากมีความมั่นคงในหน้าที่การงานให้พร้อมกว่านี้ สาเหตุที่แต่งงานเร็วกว่าที่วางแผนไว้เพราะผู้ใหญ่อยากให้รีบแต ่ง"
นอกจากนี้ผู้ชายหลายคนเริ่มปรับตัวตั้งแต่ตอนที่เริ่มมีการวางแ ผนชีวิตคู่ เมื่อผู้ชายเริ่มมีความรู้สึกว่าต้องการที่จะแต่งงานและสร้างคร อบครัวของตัวเอง ทำให้มีทัศนะคติและค่านิยมที่เปลี่ยนไป เริ่มมีการวางแผนโดยเฉพาะด้านการงานเพื่อเตรียมความมั่นคงให้กั บครอบครัวที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ดังเช่นที่คุณประจวบ ซึ่งทำงานประจำอยู่ที่ธนาคารแห่งหนึ่ง มีตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดี มีความก้าวหน้าดี ได้กล่าวว่า "ประมาณ 2 ปีก่อนแต่งงานก็เริ่มคิดจริงจังกับแฟน รู้สึกอยากแต่งงานกับคนนี้ ทำให้มีเรื่องที่ต้องถามตัวเองว่าควรจะเป็นลูกจ้างหรือออกไปทำธ ุรกิจเองดี"
ถ้าเปรียบเทียบกับผู้หญิงแล้ว การเปลี่ยนแปลงของทัศนะคติและความคิด รวมถึงวิถีชีวิตจะไม่มากเท่ากับผู้ชาย ธรรมชาติของผู้หญิงไทยยังคงเป็นผู้ตามและให้เกียรติสามีในการเป ็นผู้นำครอบครัว เมื่อแต่งงาน ผู้หญิงจะรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยมากกว่าที่จะรู้สึกว่าขาดอิสระ ผู้หญิงหลายคนแต่งงานเพราะรู้สึกว่าต้องการคนดูแลและต้องการหลั กประกันชีวิต การแต่งงานจึงเปรียบเสมือนการช่วยเติมเต็มความรู้สึกนี้ให้แก่ผ ู้หญิง เช่น คุณจิ๋ม กล่าวไว้ว่า "ปัจจัยที่ทำให้ตัดสินใจแต่งงานคือรู้สึกว่าพ่อแม่เป็นห่วงเพรา ะเป็นลูกคนเดียว ท่านจะได้หมดห่วงถ้าลูกเป็นฝั่งเป็นฝา" อีกทั้งยังกล่าวว่า "รู้สึกว่าพอแต่งงานแล้วมีพันธะ ถ้าหย่าก็จะเกิดปัญหาต่อพ่อแม่ สังคม ทำให้เลิกยากกว่าตอนเป็นแฟนกัน"
กรณีที่วิถีชีวิตไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากการแต่งงาน
สำหรับคู่สมรสที่แต่งสามีหรือภรรยาเข้ามาอยู่ในบ้านตนเองนั้น ไม่ทำให้รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง เนื่องจากตนเองยังคงอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดิมพร้อมกับสมาชิกในคร อบครัวเดิม จึงไม่ต้องมีการปรับตัวใดๆเลย และยังไม่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในบ้านอีกด้วย ตัวอย่างเช่นที่คุณใหม่ กล่าว "ดิฉันไม่รู้สึกเปลี่ยนแปลงอะไร ยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม ทำงานเหมือนเดิม อยู่กับพ่อแม่พี่น้องเหมือนเดิม แค่มีสามีเพิ่มเข้ามาในบ้านเท่านั้น"
ที่กล่าวไปทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนแรกของผลวิจัยนี้เท่านั้น ในตอนต่อไปจะกล่าวถึง การบริหารเวลาและการเงินของครอบครัวเพิ่งเริ่มต้นชีวิตคู่ รวมถึง การวางแผนเรื่องการมีลูกว่าส่งผลให้วิถีชีวิตของคู่สมรสพลิกผัน ไปอย่างไร ทำไมคู่สมรสบางคู่ใช้ชีวิตและจับจ่ายใช้สอยอย่างสะดวกสบาย ในขณะที่บางคู่ต้องใช้เงินอย่างกระเบียดกระเสียด ถ้าท่านสนใจอยากทราบ ต้องติดตามตอนต่อไปของ วิถีชีวิตหลังสละโสดตอน 2 คะ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2042 08 ก.ย. - 10 ก.ย. 2548
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
+colour.jpg)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น