วันจันทร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2555

โรงไฟฟ้าชีวมวล...ราวกับ EIA จะเป็นคำตอบ

...จากข่าว จี้แก้กฎหมาย-ลดปัญหา'โรงไฟฟ้าชีวมวล' ชุมชนกำหนดที่ตั้ง-1เมกกะวัตต์ทำอีไอเอ หลายจว.มั่ว-ให้ผุดกลางหมู่บ้านมลพิษอื้อ โดย วรลักษณ์ ศรีใย ศูนย์ข่าว TCIJ

...เขียนราวกับ EIA จะเป็นคำตอบ

...ก็ใช่ส่วนหนึ่ง แต่อาจไม่ใช่ทั้งหมด!!!

...สำหรับกรณีโรงไฟฟ้าชีวมวล ปัจจุบันตัวกระบวนการ EIA เองก็ยังเป็นปัญหา มีการปกปิดหรือให้ข้อมูลด้านเดียว แล้วไหนจะการข่มขู่บีบบังคับคนในพื้นที่ การจัดตั้งคู่ตรงข้ามให้เข้ามาทำการเมืองแบบปรปักษ์สร้างความแตกแยกในพื้นที่ การให้ความหวังชาวบ้านต่อการจ้างงานในชุมชนซึ่งสุดท้ายส่วนใหญ่ก็ไม่มีการจ้างงานคนในชุมชน แถมอาชีพเดิมก็ได้รับผลกระทบ การสัญญาว่าจะให้ผลประโยชน์หรือหรือเงินชดเชย หรือข้อกังขาต่อการดำเนินงานของสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดหลายจังหวัดในหลายกรณี หรือแม้กระทั่งว่าได้ทำการประเมินแล้วแต่ผลก็ไม่ออกมาตามที่ได้ประเมินไว้ก็มี เพราะฉะนั้น นอกจากการมุ่งผลักดันเรื่องจำนวนเมกกะวัตต์แล้ว ปัญหาพวกนี้ก็ควรจะนำเสนอด้วย เพราะต่อให้ลดจำนวนเมกกะวัตต์ได้จริง แต่ปัญหาที่ร่ายมายังคงอยู่ก็คงมีค่าไม่ต่างอะไรไปจากเดิม ที่สำคัญปัญหาที่ร่ายมามันไม่ใช่แค่ปัญหาเฉพาะพื้นที่แต่มันเป็นปัญหาที่หลายจังหวัดเผชิญร่วมกันด้วยหนะซิ

...ส่วนในทางนโยบาย แม้ว่าสังคมไทยจะเข้าสู่ยุคการมีส่วนร่วมของอย่างเข้มข้น (การบริหารราชการแบบมีส่วนรวม) แต่จากผลการดำเนินงานของภาครัฐในการจัดเวทีการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ผ่านมา งานวิจัยหลายชิ้นก็ชี้ให้เห็นกันอยู่ว่าไม่ได้ก่อให้เกิดประสิทธิผลในการแก้ไขปัญหาและการตัดสินใจ

...โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "การตัดสินใจ" ซึ่งถ้าสุดท้ายแล้วคนในพื้นที่บอกไม่เอาจริงๆน้ำเสียงเขาจะมีน้ำหนักซักแค่ไหน คำตอบคงไม่ได้ลอยอยู่กลางอากาศ เพียงแต่จะยอมมองให้เห็นหรือเปล่าเท่านั้นเอง!!!

http://www.tcijthai.com/TCIJ/view.php?ids=538

วันอาทิตย์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2555

รายการอาหารอินเดียที่จะกินในปีนี้

Mumbai Mast Tomato Pulao

Green Chutney (Mint and Coriander)

Mother's Chicken Curry

ORANGE ICE TEA http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=mFXnCfMVw1s

Babycorn Pepper Salt

Indian Butter Chicken ( Murgh Makhani )

ปล.ย้อนกลับไปสืบค้นใน ฟหกด. ถึงแค่วันที่ ๓ ธ.ค. ๒๐๐๑ ต้องค้นหาเพิ่มเติมย้อนกลับไปอีก

วันเสาร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2555

ทัศนะว่าด้วย "เขื่อนแม่วงก์" ของ ส.ศิวรักษ์

"สหประชาชาติ กำหนดปี 1960 เป็น decade of development (ทศวรรษแห่งการพัฒนา) 10ปีนี้ ทุกอย่างจะดีหมดเลย คนรวยจะเท่าคนจน คนจนจะเท่าคนรวย สิ่งแวดล้อมจะบริบูรณ์ เหลว เลวลงไปอีก เอ้า ปี1970 เป็น second decade of development เลวลงไปอีก เพราะฉะนั้นคำว่า "พัฒนา" เขาเลิกใช้เลย เขาว่าถ้าใครใช้คำนี้ เป็นคำ dirty word เลย ถ้าใช้คำนี้ต้องล้างปาก ใช้สบู่ถูเลย เขาเลยมาเปลี่ยนใช้คำว่า "globalization" อันเดียวกันมอมเมาทั้งนั้น"

--Sulak Sivaraksa  (สัมภาษณ์ วันที่ 28 เมษายน 2012)

วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2555

เจ๊งครับ ที่คิดว่าจะเขียนได้ดี กลายเป็นเขียนได้ด้วนๆ (ทำได้ถึงแค่ 5+6)


ร่างแนวคิดที่จะเขียนตอบต่อข้อสังเกตของอ.ลิขิตว่าการเมืองไทยมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญทุก 40 ปี นั้นมีดังนี้

ทั้งหมดเป็นการวิเคราะห์ภายใต้กรอบสามประการ
(1) Socio-Economic Condition
(2) Structure & Process
(3) Democratic Political Culture

โดยมีทฤษฎีเพื่อประกอบการอธิบายทำความเข้าใจต่อข้อสมมติฐาน ดังนี้

(1) The Third Wave โดย Alvin Toffler เพื่อให้คำอธิบายถึงสภาวะสังคมไทยที่ค่อยๆเขยิบจากคลื่นที่1สู่2สู่3 โดยคงลักษณะของแต่ละคลื่นไว้ในสังคมไม่เปลี่ยนผ่านอย่างตัดขาด กล่าวโดยละเอียดคือ หลังจาก Agrarian Revolution สังคมก็เข้าสู่ลักษณะ hunter-gatherer จนมาถึงช่วงการเข้ามาของชาติตะวันตกพร้อมกับเครื่องจักรไอน้ำและเรือกลไฟทำให้สังคมสยามเริ่มปรับตัวตามสถานการณ์ในช่วง Industrial Revolution จนสังคมตะวันตกได้เข้ามาถึงยุค post-industrial society (1950) สังคมสยามยังคงอยู่ในช่วงปลุกปั่นกับการพัฒนาอุตสาหกรรมอยู่ กว่าจะเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงเป็นคลื่นที่3 ก็ล่วงประมาณ 1990 และในปัจจุบันที่ The World is flat ซึ่ง Wealth today, he argues, is created everywhere (globalisation), nowhere (cyberspace), and out there (outer space).

(2) วัฒนาธรรมการเมือง 3 แบบ อันเป็นตัวแบบบริสุทธิ์ที่ Almond & Verba ได้สร้างขึ้น แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ Parochial, Subject และ Participant ซึ่งในสภาพความเป็นจริงไม่มีสังคมใดที่จะมีวัฒนธรรมทางการเมืองเหมือนกับตัวแบบบริสุทธิ์ 100% สิ่งที่เป็นไปได้มากกว่าคือการมีวัฒนธรรมแบบผสมแบบ Parochial-Subject, Subject-Participant หรือ Parochial-Participant

(3) แนวคิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองให้เป็นสมัยใหม่ (Political Modernization) โดยยึดตามแนวคิดของ Samuel P. Huntington ใน Political Order in Changing Societies. pp.34-35 ซึ่งมีหลักเกณฑ์โดยย่อคือ จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองให้มีความแตกต่างซับซ้อนมากขึ้น (Structural Differentiation) จะต้องมีการขยายอำนาจการปกครองของรัฐบาลกลางให้ครอบคลุมไปทั่วทุกภาคส่วนในรัฐให้อยู่ภายใต้รัฐบาลเดียวกัน และจะต้องอยู่ภายใต้ระบบกฎหมายเดียวกัน (Rationalization of Authority)

(4) แนวคิดพัฒนาการทางการเมือง (Political Development) โดยยึดตามแนวคิดของ Lucian W. Pye ใน Aspects of Political Development. pp.33-45 ซึ่ง Pye ได้นำเสนอองค์ประกอบของพัฒนาการทางการเมืองไว้สามประการคือ
1.ความเท่าเทียม (equality) ทั้งในทางกฎหมาย การเมือง และการเข้าร่วมทางการเมือง
2.ความสามารถของระบบการเมือง (capacity) ในด้านการดำเนินนโยบาย (output) ของระบบทั้งในทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงการยึดหลักความเป็นเหตุเป็นผล (Rationality) และหลักของทางโลก (Secular) 3.ความชำนาญงาน (differentiation and specialization) เป็นการจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ในการจัดการปัญหาอย่างไม่ซ้ำซ้อน และแบ่งงานกันตามความสามารถความชำนาญ
หมายเหตุ แม้ว่าแนวคิดและทฤษฎีตลอดจนวิธีการศึกษาการพัฒนาทางการเมืองจะมีความหลากหลายหรือแตกต่างกันเอง แต่ก็มีประเด็นเห็นพ้องร่วมกันอยู่อย่างหนึ่งคือ เรื่องความสามารถของระบบการเมืองในการตอบสนองต่อข้อเรียกร้องต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปโดยไม่มีความรุนแรงหรือแตกสลายของระบบ เหมือนดังเช่นที่ Pye ได้พูดถึงความสามารถของระบบ Huntington ก็พูดถึงความเป็นสถาบันของระบบ Almond ก็พูดถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองให้มีความสลับซับซ้อน

(5) จุดร่วม-ตัวแปร-เงื่อนไขการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญทุก 40 ปีที่ค้นพบจากมิติทางประวัติศาสตร์และแนวคิดทฤษฎีข้างต้นมี 5 ประการ
1. การเปลี่ยนแปลงของบริบทโลก (ปัจจัยภายนอก การเมืองโลก+เศรษฐกิจโลก)
2. การเมืองภายในประเทศ (โครงสร้างอำนาจ + class conflict โดยเฉพาะ elite กับ middle class)
3. เศรษฐกิจภายในประเทศ ที่เชื่อมโยงกับภายนอก (แรงงาน+การพัฒนา+การผลิต)
4. สังคม-วัฒนธรรม (การศึกษา+วัฒนธรรมทางการเมือง+การขัดเกลาทางสังคม)
5. เทคโนโลยีและข้อมูลข่าวสาร (สื่อที่เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยอันเป็นชนวนนำทางสำนึกและปัญญา)
6. การนำโดยปัญญาชนแห่งยุคสมัย (ทั้งจาก ปัญญาชนจารีต หรือ Traditional intellectuals กับ ปัญญาชนจัดตั้ง หรือ Organic Intellectuals ตามแนวคิดของ Gramsci)

(6) โดยให้มิติทางประวัติศาสตร์ผ่านงานชิ้นสำคัญ สี่ชิ้น (เท่าที่มีติดตัว) คือ
1. 100 ปี แห่งการปฎิรูประบบราชการ : วิวัฒนาการของอำนาจรัฐและอำนาจการเมือง (The co-evolution of state power and political power) โดย ชัยอนันต์ สมุทวณิช
2. การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 โดย นครินทร์ เมฆไตรรัตน์
3. และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏ : การเมืองวัฒนธรรมของนักศึกษาและปัญญาชนก่อน 14 ตุลาฯ โดย ประจักษ์ ก้องกีรติ
4. รัฐประหาร 19 กันยา : รัฐประหารเพื่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  โดยมี ธนาพล อิ๋วสกุล เป็นกองบรรณาธิการ เน้นบทความของ ธงชัย วินิจจะกูล พิชช์ พงษ์สวัสดิ์ และ S.E. Finer

(7) ผลที่คาดว่าจะได้เห็นคือ รากเหง้าที่มาของความขัดแย้งทางการเมือง ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ  และความล้าหลังทางวัฒนธรรม-สังคม

(8) และเมื่อสังเคราะห์จากทั้งหมดแล้วจะได้ข้อสรุป 4 ประการ ดังนี้
1. วัฒนธรรมทางการเมืองไทยที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ไม่เอื้อต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจและการเมืองตามตัวแนวทาง Political Modernization และ Political Development
2. ความขัดแย้งทางการเมืองมีรากฐานมาจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจ (economic substructure) ที่ไม่เป็นธรรมจริงๆ
3. วัฒนธรรมทางการเมืองไทย + ความขัดแย้งทางการเมือง ส่งผลให้การขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวทันต่อความเปลี่ยนแปลงของคลื่นลูกต่อไป (IT.และ The World is flat) เกิด Dilemma ตัวอย่างจากการเปิดเสรีและการเพิ่มประสิทธิภาพด้านข้อมูลข่าวสารที่ไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่ หากไม่เปิดก็กระทบเศรษฐกิจ หากเปิดก็กระทบกับความมั่นคงของระบบที่ยังไม่มั่นคง
4. อย่างไรก็ตามคาดการณ์ได้ว่าในอนาคตคงไม่ถึงขนาดเกิด Political Decay อาจเกิดเพียง Political chaos ที่ระบบไม่สามารถรองรับต่อการเปลี่ยนแปลงได้ทัน อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่สังคมไทยพยายามผลักดันให้พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ตามแนวคิดวัฒนธรรมการเมืองแบบคับแคบมาแทนที่หลักความเป็นเหตุเป็นผล (Rationality) และหลักของทางโลก (Secular) ของวัฒนธรรมใหม่ (ประชาธิปไตย)

==============================================

แผนภาพ

2398_social mobilization_2435_political consciousness_
1.parocial                        1.parocial-subject                
2.คลื่นลูกที่1                   2.คลื่นลูกที่1+2                    
3.Monarchy                     3.Absolute Monarchy           


2475_political participation_2516_political modern_
1.parocial-participant          1.subject-participant
2.คลื่นลูกที่1+2                  2.คลื่นลูกที่1+2+3
3.Representative Democ.    3.Direct Democ.


วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2555

คณะกรรมการฯลฯ


ประเทศนี้ต้องมีอีกกี่คณะกรรมการ ถึงจะมีการรับข้อเสนอไปดำเนินการ...

คณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตย (คพป.) 2537  นพ.ประเวศ วะสี เป็นประธาน

คณะกรรมการปฏิรูปการเมือง (คปก.) 2538 นายชุมพล ศิลปอาชา เป็นประธาน

คณะกรรมการอิสระ ศึกษารับฟังความเห็น และเสนอแนะการพัฒนาประชาธิปไตยและการเมืองการปกครอง 2552 นายสุจิต บุญบงการ เป็นประธาน

คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการไขรัฐธรรมนูญ 2552 นายดิเรก ถึงฝั่ง เป็นประธาน

คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) 2553 นายคณิต ณ นคร เป็นประธาน

คณะกรรมการพิจารณาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2553 นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นประธาน

คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ (คปร.) 2553 นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน

คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศ (คสป.) 2553 นพ.ประเวศ วะสี เป็นประธาน

วันพุธที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2555

คัดประเด็น ข้อสังเกต 'ร่าง พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา' (ฉบับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ)

มาตรา 38 ผู้ใดก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในศาสนธรรม เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่พระพุทธศาสนา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เผลอๆ ถ้าใช้มาตรา 38 เพื่อ “คุ้มครองพระพุทธศาสนา” กันจริงๆ อาจต้องจับชาวพุทธกว่าครึ่งประเทศเข้าคุก เพราะมีเป็นจำนวนมากที่สอนผิดจากพระไตรปิฎก “ฆ่าเวลาบาปมากกว่าฆ่าคน” มีในพระไตรปิฎกไหม “ฆ่าคอมมิวนิสต์ได้บุญมากกว่าบาป” มีในพระไตรปิฎกไหม หรือเอาเข้าจริงๆ “เผด็จการโดยธรรม” อาจไม่มีในพระไตรปิฎกเลย

เห็นหรือไม่ว่า “เจตนาดี” ที่จะใช้กฎหมายคุ้มครองพุทธศาสนา แต่กฎหมายที่เขียนออกมาแบบนี้แหละจะกลายเป็น “อาวุธ” ที่ชาวพุทธใช้ฟาดฟันกันเองจนเลือดท่วมจอ!

มาตรานี้ย่อมกระทบต่อ “เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น” ตามที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน

เสียดายเหลือเกินครับที่พุทธศาสนาซึ่งมีพระศาสดาที่ไม่ยอมรับการมี “นักโทษทางความคิด” ให้เสรีภาพทางความคิดอย่างสูงสุด (ตามหลักกาลามสูตรเป็นต้น) ใครจะปฏิเสธไม่เชื่อพระศาสดาก็ได้ วิจารณ์ได้ ด่าได้ สอนผิดสอนถูกได้

http://www.prachatai3.info/journal/2012/04/40127

กรณีโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ กับ วันชัย ตัน(ทางความคิด)

"ขณะที่รัฐบาลไทยเดินหน้าสร้างเขื่อน แต่รัฐบาลพม่ากลับมีความก้าวหน้ามากกว่า โดยประกาศยกเลิกโครงการสร้างเขื่อนไฟฟ้ามิตโสนบนแม่น้ำอิรวดี  ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีนมูลค่าแสนล้านบาท เพราะสร้างความเสียหายให้กับพื้นที่ป่าที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก"
-- วันชัย ตัน

ผมค่อนข้างกังวลกับวิธีคิดและวิธีต่อต้านเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมในบ้านเรา โดยเฉพาะกรณีข้อความข้างต้นของคุณวันชัย ตัน ...โอเคแม้ "เป้าประสงค์" ในการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์กับโครงการต่างๆในพม่าอาจจะคนละอย่าง แต่เอาเข้าจริงมันก็อยู่ในชุดเหตุผลเดียวกันคือเพื่อ "การพัฒนา"

ขณะที่เราต้องการจะใช้ทุกอย่างใช้พลังงานทุกรูปแบบอย่างเต็มที่ แต่ทุกวันนี้ผู้คนก็ยังเดินเข้าออกเซ็นทรัล พารากอน เดอะ มอลล์ ราบ21 กันอย่างเย็นสบายใจโดยไม่นึกถึงปริมาณการใช้พลังงาน และไม่คิดที่จะเรียกร้องอย่างจริงจังให้มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องปริมาณการใช้พลังงานในพื้นที่กินไฟมหาศาลอย่างห้างที่ได้กล่าวข้างต้น ครั้นจะก่อสร้างโครงการต่างๆที่เอื้อต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจในประเทศก็มักจะถูกต่อต้านอย่างหนัก และครั้นจะให้เปลี่ยนวิถีชีวิตที่สิ้นเปลืองพลังงานสูงก็ไม่เอา (เรื่องเดินห้างเป็นตัวอย่าง) เราจึงเลือกที่จะปิดหูปิดตา ผลักภาระทางสิ่งแวดล้อมไปให้ประเทศที่กำลังเริ่มพัฒนาเป็นผู้แบกรับต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมตรงนี้แทน ทั้งท่อส่งก๊าซและน้ำมันเข้ามายังไทย เขตพัฒนาอุตสาหกรรมหนักแทนประเทศไทย โครงการสร้างเขื่อนต่างๆทั้งในพม่าและลาวที่จะส่งไฟเข้าไทย (เอาเฉพาะพม่าก็ปาไป 25 เขื่อนแล้วที่อยู่ในกระบวนการ) ไหนจะโรงงานไฟฟ้าที่เซ็นขายไฟให้ไทย เหมืองถ่านหินที่ขุดในพม่าแต่จะส่งเข้ามาในไทย และอีก ฯลฯ ที่กระทำโดยไม่มี EIA และ SIA

หากคิดจากฐานตรงนี้ด้วยก็จะเห็นได้ว่า วิธีคิดวิธีเขียนของคุณวันชัยมีปัญหา เพราะคุณวันชัยเลือกที่จะพูดความจริงเพียงด้านเดียวเพื่อใช้เป็นประเด็น เป็นเครื่องมือขับเคลื่อน เรียกร้อง ให้มีการระงับการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ แต่การใช้วิธีแบบนี้ (พูดไม่หมดแล้วยังสร้างอารมณ์เปรียบเทียบ) มันไม่ได้ช่วยให้เกิดความยั่งยืนในระดับภูมิภาคได้เลย แค่ความเข้าใจยังไม่เกิดเลยเสียด้วยซ้ำ คุณวันชัยเลือกที่จะบอกบางส่วนและไม่บอกอีกหลายส่วน ข้อดีก็คือมันช่วยให้เกิดภาพที่สามารถสร้างความรู้สึกเปรียบเทียบกับประเทศเผด็จการได้ชัดเจนดี แต่ข้อเสียก็อย่างที่ได้กล่าวไป มันคือการปิดหูปิดตาประชาชนต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเพื่อนบ้านไม่แพ้สิ่งที่รัฐบาลทำในกรณีเขื่อนแม่วงก์ นั่นก็คือการ "ไม่พูดกับประชาชนตรงๆ" ตามสำนวนที่คุณวันชัยใช้ ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่าปัญหาที่เราผลักไปประเทศเพื่อนบ้านก็ใช่ว่าจะพ้นตัว เหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบข้ามพรมแดนได้เช่นกัน

การมองปัญหาและการเขียนอธิบายให้สังคมทราบจึงควรทำให้เห็นปัญหาในภาพรวม ให้ประชาชนได้ตระหนักว่าเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างปัญหาที่เกิดขึ้น เขาก็เป็นส่วนหนึ่งของข้ออ้างทั้งหลายทั้งปวงในการที่จะสร้างเขื่อนต่างๆ เขาควรจะรู้ตัวได้แล้วและควรจะปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต เพื่อให้ชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่วางแผนก่อสร้างโครงการพ้นไปจากความเสี่ยง เพื่อให้ความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนความสมบูรณ์ของธรรมชาติยังคงอยู่ ไม่ใช่มาใช้วิธีพูดแบบเปิดอย่างปิดอย่างเพียงเพื่อปลุกระดมหรือกระพือโหมกระแสรักธรรมชาติรักโลกรักทู๊กกกโคนนน

=============================================

(ร่างที่ 1)

ผมค่อนข้างกังวลกับวิธีคิดและวิธีต่อต้านเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมในบ้านเรา โดยเฉพาะกรณีข้อความข้างต้นของคุณวันชัย ตัน ...โอเคแม้"เป้าประสงค์"ในการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์และโครงการต่างๆในพม่าอาจจะคนละอย่าง แต่เอาเข้าจริงมันก็อยู่ในชุดเหตุผลเดียวกันคือเพื่อ "การพัฒนา" ตัวอย่างเช่น ขณะที่เราต้องการจะใช้ทุกอย่างใช้พลังงานทุกรูปแบบอย่างเต็มที่ แต่ทุกวันนี้ผู้คนก็ยังเดินเข้าออกเซ็นทรัล พารากอน เดอะ มอลล์ ราบ21 กันอย่างเย็นสบายใจโดยไม่นึกถึงปริมาณการใช้พลังงาน และไม่คิดที่จะเรียกร้องอย่างจริงจังให้มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องปริมาณการใช้พลังงานในพื้นที่กินไฟมหาศาลอย่างห้างที่ได้กล่าวข้างต้น ครั้นจะก่อสร้างโครงการต่างๆที่เอื้อต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจในประเทศก็มักจะถูกต่อต้านอย่างหนัก และครั้นจะให้เปลี่ยนวิถีชีวิตที่สิ้นเปลืองพลังงานสูงก็ไม่เอา (เรื่องเดินห้างเป็นตัวอย่าง) เราจึงเลือกที่จะปิดหูปิดตา ผลักภาระทางสิ่งแวดล้อมไปให้ประเทศที่กำลังเริ่มพัฒนาเป็นผู้แบกรับภาระต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมตรงนี้แทน ทั้งท่อส่งก๊าซและน้ำมันเข้ามายังไทย เขตพัฒนาอุตสาหกรรมหนักแทนประเทศไทย โครงการสร้างเขื่อนต่างๆทั้งในพม่าและลาวที่จะส่งไฟเข้าไทย (เอาเฉพาะพม่าก็ปาไป 25 เขื่อนแล้วที่อยู่ในกระบวนการ) ไหนจะโรงงานไฟฟ้าที่เซ็นขายไฟให้ไทย เหมืองถ่านหินที่ขุดในพม่าแต่จะส่งเข้ามาในไทย และอีก ฯลฯ ที่กระทำโดยไม่มี EIA และ SIA ตรรกะของโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ก็ไม่ต่างกัน

ตรงนี้แหละที่ผมถึงย้ำว่ามันเป็นปัญหา เพราะคุณวันชัยเลือกที่จะพูดความจริงเพียงด้านเดียวเพื่อใช้เป็นประเด็น เป็นเครื่องมือขับเคลื่อน เรียกร้อง ให้มีการระงับการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ แต่การใช้วิธีแบบนี้มันไม่ได้ช่วยให้เกิดความยั่งยืนในระดับภูมิภาคได้เลย แค่ความเข้าใจยังไม่เกิดเลยเสียด้วยซ้ำ คุณวันชัยเลือกที่จะบอกบางส่วนและไม่บอกอีกหลายส่วน ข้อดีก็คือมันช่วยให้เกิดภาพที่สามารถสร้างความรู้สึกเปรียบเทียบกับประเทศเผด็จการได้ชัดเจนดี แต่ข้อเสียก็อย่างที่ได้กล่าวไป มันคือการปิดหูปิดตาประชาชนต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเพื่อนบ้านไม่แพ้สิ่งที่รัฐบาลทำในกรณีเขื่อนแม่วงก์ นั่นก็คือการ "ไม่พูดกับประชาชนตรง ๆ" ตามสำนวนที่คุณวันชัยใช้ ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่าปัญหาที่เราผลักไปประเทศเพื่อนบ้านก็ใช่ว่าจะพ้นตัว เหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบข้ามพรมแดนได้เช่นกัน การมองปัญหาและการเขียนอธิบายให้สังคมทราบจึงควรทำให้เห็นปัญหาในภาพรวม ให้ประชาชนได้ตระหนักว่าเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างปัญหาที่เกิดขึ้น เขาก็เป็นส่วนหนึ่งของข้ออ้างทั้งหลายทั้งปวงในการที่จะสร้างเขื่อนต่างๆ เขาควรจะรู้ตัวได้แล้วและควรจะปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต เพื่อให้วิถีชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่วางแผนก่อสร้างโครงการจะได้พ้นไปจากความเสี่ยง เพื่อให้ความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนความสมบูรณ์ของธรรมชาติยังคงอยู่ ไม่ใช่มาใช้วิธีพูดแบบเปิดอย่างปิดอย่างเพื่อปลุกระดมและกระพือโหมความคลั่งชาติอย่างชุ่ยๆ!!

คัดประเด็น บทวิพากษ์ วิจารณ์ และข้อเสนอแนะต่อพรรคประชาธิปัตย์

รายการสรุปข้อผิดพลาดของ ปชป. (บางส่วน)
“ประชาธิปัตย์ทำหน้าที่ฝ่ายค้านได้ดีกว่าเป็นรัฐบาล และก็ทำหน้าที่ได้ดีกว่าตอนพรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้านซะอีก อย่างนี้ต้องเชียร์ให้ประชาธิปัตย์ได้เป็นฝ่ายค้านตลอดไป”

กรณีที่ ส.ส. ประชาธิปัตย์สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนออกมาสร้างกระแส หรืออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลแต่สุดท้ายก็ “หน้าแตก” “หน้าแหก” หรือไม่ก็เข้าอาการ “ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง”

1.กรณี นาย บุญยอด สุขถิ่นไทย กล่าวถึงกรณี น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในประด็นจริยธรรมทางการเมืองเรื่องที่ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ไม่จดทะเบียนสมรสกับ นายอนุสรณ์ อมรฉัตร สามีนอกสมรส หากย้อนกลับไปดูอีกด้าน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อย่าง นายชวน หลีกภัย ก็ไม่ได้จดทะเบียนกับ นางภักดิพร สุจริตกุล ภรรยานอกสมรสเช่นกัน

2.กรณี น.ส. มัลลิกา บุญมีตระกูล น.ส.รังสิมา รอดรัศมี เทพไท เสนพงศ์ ศิริโชค โสภา และ ชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต กล่าวถึงกรณีโรงแรมโฟร์ซีซั่น ว5 ชั้น7 ที่ เหล่า ส.ส. ประชาธิปัตย์ และอดีตคนเคยรักกันอย่างเครือหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ก็ช่วยกันหนุนประโคมข่าว เพื่อที่ดิสเครดิตและเผื่อฟลุ๊คคนเชื่อตามกันมาก็อาจถึงขั้นลาออก จน “สมเกียรติ อ่อนวิมล” ผู้ที่เป็นที่นับถือกันในวงการสื่อสารมวลชน ออกมาอัดประเด็นนี้เพราะทนไม่ไหวกับทิศทางของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ตกต่ำ

3.กรณีที่ น.ส. มัลลิกา บุญมีตระกูล ออกมาขู่ฟ้องขรก.การเมือง-ส.ส.ที่ไปรดน้ำดำหัวคุณทักษิณ ที่ลาว ก็มีคำถามย้อนแย้งกลับจากกรณีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เช่นกันในสมัยประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล

4.กรณี นาย อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ส.ส. เขตลาดพร้าว พรรคประชาธิปัตย์ ที่คุณแม่ นางภคินี สุวรรณภักดี เป็นผู้ต้องหา คดียักยอกเงิน 4,100ล้าน โดยนายอภิสิทธิ์ ได้ยืนอยู่ร่วมกับนางภคินี ในโอกาสที่ไปเป็นประธานงานเลี้ยงฉลองวิวาห์ของนายอรรถวิชช์แต่ก็ไม่มีการจับกุม นางภคินี แต่อย่างไร

5.กรณี น.ส. มัลลิกา บุญมีตระกูล การสร้างกระแสรายวันเรื่อง ไข่ไก่ราคาแพง ใบละ 8 บาท แต่ในวันเดียบวกันที่ตลาดรุ่งเจริญขายฟองละ 2.7 -3.4 บาท ยกเว้นไข่เยี่ยวม้า 4.5 และไข่เป็ด เค็ม 6 บาท

6.กรณี นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต แถลงข้าวแกงจาละ 60 บาท ขณะที่ราคาตลาดอยู่ที่ 25-30บาท

7.กรณีมะนาวแพงที่เอามาโจมตีรัฐบาลว่ามะนาวยิ่งลักษณ์ลูกละ 12บาท แต่ก็ถูกโต้กกลับว่า มะนาวอภิสิทธิ์ลูกละ 15 บาท

8.กรณีการปล่อยข่าวเรื่องผู้ลงทุนย้ายฐานการผลิตซึ่งจริงๆไม่ได้ย้าย แต่ทางฮอนด้าได้ไปทำฐานการผลิตเพิ่มอีกแห่งไม่ใช่การปิดโรงานจากไทยไปที่อินโดนีเซีย

9.เรื่องเสนอปิดเฟสบุ๊ค ยูทูป

http://www.siamintelligence.com/democrat-to-dismiss-old-politic/?utm_source=dlvr.it&utm_medium=facebook

******************************************

พรรคประชาธิปัตย์ต้องก้าวให้ข้าม คตส. « Siam Intelligence
มาชู สรุปง่ายๆก็คือ เรื่อง คตส. นี้เป็นกระบวนการเอาผิดกับทักษิณแบบเพี้ยนๆ เหมือนหัวเป็นมังกุ(เผด็จการจากรัฐประหาร) ท้ายเป็นมังกร(กระบวนการยุติธรรม/หลักนิติธรรม[rule of law]) มันจึงเกิดปัญหา เพราะคณะรัฐประหารสร้างสัตว์ประหลาดที่หัวกับท้ายเป็นคนละพันธุ์มาปราบทักกี้
--------------------------------------------------------
จุดที่ฝ่ายไม่เห็นด้วยกับ คดี คตส. นำมาคัดค้านก็คือ “กระบวนการ” ของ คตส. นั้นไม่ชอบธรรม นับตั้งแต่การแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร, สมาชิกของ คตส. ที่เต็มไปด้วยศัตรูของ พ.ต.ท.ทักษิณ, ข้อหาความผิดเรื่องที่ดิน ไปจนการพิจารณาคดีของตุลาการ ซึ่งเป็นเหตุผลที่มีน้ำหนัก เพราะตามหลักการด้านยุติธรรมสากล “กระบวนการ” จำเป็นต้องชอบธรรมก่อน จึงจะสามารถพิจารณาตัดสินความถูกผิดได้

http://www.siamintelligence.com/democrat-to-dismiss-aec-lawsuit/

******************************************

คัดประเด็น การเมืองภายในพม่าและที่เกี่ยวข้องกับทวาย

ข้อสังเกตจากการเจรจาระหว่าง ตัวแทนของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง หรือ เคเอ็นยู กับ รัฐบาลพม่า (ครั้งที่สอง)
The Economic Forces at Work Behind the Karen Ceasefire | The Irrawaddy Magazine

1.ตัวแทนฝ่ายรัฐบาลในวันนั้นมี นายอ่องมิน รัฐมนตรีกระทรวงรถไฟ ทำหน้าที่ประธานในการเจรจา มีรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน อุตสาหกรรมหนัก และกระทรวงไฟฟ้า เข้าร่วม อาจคิดไปได้ว่า รัฐบาลให้ความสนใจเรื่องเขื่อน เรื่องโครงการท่าเรือน้ำลึก มากกว่าเรื่องสันติภาพและการปรองดอง

2.รัฐบาลพม่ามอบหมายให้หน่วยงาน Myanmar Egress ซึ่งเป็นเอ็นจีโอในพื้นที่เป็นตัวกลางในการเจรจา ซึ่งตัวแทนคนสำคัญของ Myanmar Egress บางส่วนได้เดินทางไปกับนายอ่องมิน รัฐมนตรีกระทรวงรถไฟ เพื่อพบกับตัวแทนเคเอ็นยูอยู่หลายครั้ง การปรากฏตัวและการมีเสียงในการเจรจากับเคเอ็นยูในแต่ละครั้ง ทำให้ชุมชนชาวกะเหรี่ยงทั้งในและนอกประเทศรับรู้ได้ว่า ธุรกิจ คือสิ่งที่อยู่เบื้องหลังการรีบร้อนเจรจาสันติภาพของรัฐบาลพม่า

3.บทบาทของ Myanmar Egress กับเรื่องธุรกิจนั้นมีนัยซ่อนเร้น ตัวอย่างเช่น นายหง่วยโซ ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวแทนจาก Myanmar Egress ที่เข้าร่วมเจรจาหยุดยิงในครั้งล่าสุดด้วย เขาเป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทวายปริ๊นเซส ซึ่งได้ร่วมลงทุนในโครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกทวาย เบื้องหลังการเจรจาที่มีกลุ่มคนที่จะได้ผลประโยชน์ทางธุรกิจจากการหยุดยิงเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ตัวแทนจากฝ่ายเคเอ็นยูจำนวนมากต่างกำลังวิตกกังวล

อย่างไรก็ตาม ความเปราะบางและการพลิกกระดานของการหยุดยิงครั้งใหม่ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ด้วยความจริงที่ว่า สัญญาตกลงหยุดยิงกับองค์กรอิสรภาพคะฉิ่นเมื่อ 14 ที่แล้วก็ยังถูกรัฐบาลพม่าฉีกทิ้งเมื่อไม่นานมานี้

ความแตกต่างของขั้นตอนที่จะนำไปสู่การปรองดองแห่งชาติของทั้งสองฝ่ายยังคงมีอยู่ ทัศนะของเคเอ็นยูในการแก้ปัญหาความขัดแย้งในพม่าคือการหยุดยิงและการถอนกำลังทหารของฝ่ายรัฐบาลออกไปจากพื้นที่ปกครองของเคเอ็นยู การเจรจาเพื่อแก้ปัญหาทางการเมืองโดยตรงนอกสภาโดยไม่ต้องใช้ตัวแทน รวมถึงการพัฒนาที่ยั่งยืน ในขณะที่ฝ่ายรัฐบาลพม่ากำลังพยายามผลักดันแผนการโร้ดแม็บเพื่อประชาธิปไตยของตัวเองอยู่ ซึ่งเริ่มจากการหยุดยิงเป็นอันดับแรก ตามด้วยการพัฒนา โดยปราศจากการแก้ปัญหาการเมือง

http://www.irrawaddy.org/archives/2401

http://salweennews.org/home/?p=4162

**************************************
TIDES OF CHANGE ~ Dawei (Tavoy) Deep Seaport Development Project

หากข้อความนี้เป็นจริง ก็เป็นไปตามที่แดมเคยวิเคราะห์ไว้
--------------------------------
"They hired daily-wage labors to work in port construction. They gave 4,000 Kyat (about $5 USD) per day as daily wage. It's good pay. They hired local workers but only a few people, close to authorities, could get jobs in port construction. So, I could not get a job,"

http://daweiproject.blogspot.com/2012/03/tides-of-change.html

**************************************

US Eases Sanctions on Burma « VOA Breaking News

ประเด็นน่าจะอยู่ที่ทางนั้นเขาจะให้องค์การประเภทอะไรเข้า เข้าได้จำนวนเท่าไหร่ ยาวนานแค่ไหน ดำเนินการในพื้นที่ใด และเมื่อเข้าไปแล้วให้ทำอะไรได้บ้าง ??
...เพราะอย่างที่รู้กันว่าที่ผ่านมาใช่ว่าจะไม่มี NGOs เข้าไปเลย
...ดูเหมือนVOAจะพยายามเหลือเกินที่จะเขียนข่าวให้ฝั่งตนเองดูเป็นนักบุญ
http://blogs.voanews.com/breaking-news/2012/04/17/us-eases-sanctions-on-burma/

US eases sanctions for Burma nonprofit work | Asian Correspondent
http://asiancorrespondent.com/80686/us-eases-sanctions-for-burma-nonprofit-work/

**************************************

คัดประเด็น วิธีปราบผีทักษิณ « Siam Intelligence

 ชีวิตที่เหลือของ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงแทบไม่มีใครรู้ว่าเขากำลังทำอะไรอยู่...เมื่อไม่รู้ เมื่อไม่มีข้อมูล สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ “ความกลัว” ที่คิดไปเองจากจินตภาพ ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ กำลังมีแผนการยิ่งใหญ่ที่จะกลับมาทวงอำนาจคืน ...จึงมีแต่ความระแวงและตื่นตระหนก เพราะต้องเผชิญอยู่กับศัตรูที่มองไม่เห็น และ “คิดเอาเอง” ว่าศัตรูรายนี้น่ากลัวแค่ไหน ...เราขอเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “ผีทักษิณ”

วิธีปราบ “ผีทักษิณ” ก็เป็นเรื่องตรงไปตรงมา นั่นคือการเลิกมอง พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผีที่มองไม่เห็น ดังนั้น ไม่ว่าจะรักหรือจะเกลียดทักษิณ การไปนั่งคุยกับทักษิณ ย่อมช่วยให้เราเข้าใจตัวเขามากขึ้น และช่วยหยุดอาการ “คิดไปเอง” ของฝ่ายต่อต้านทักษิณได้ ...เราขอเสนอให้ฝ่ายต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ทุกฝักฝ่ายใช้ยุทธศาสตร์แบบเดียวกัน ลองสละความกลัวในจิตใจ เดินทางไปพบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และนั่งพูดคุยกันสักหน่อยเพื่อให้เข้าใจในตัว “ศัตรู” มากขึ้น และคลี่คลายสภาวะอันมืดบอดในสมรภูมิ นำข้อมูลมาปรับใช้กับยุทธศาสตร์การเคลื่อนไหวของฝ่ายตัวเอง

ในประวัติศาสตร์เองก็มีเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันนี้เกิดขึ้นอยู่หลายครั้ง ในยุคสงครามเย็นกำลังตึงเครียด คิสซิงเจอร์ก็สละความกลัวโลกคอมมิวนิสต์ เดินทางไปยังประเทศจีนเพื่อคุยกับเหมาเจ๋อตง เปิดทางสายสันติภาพระหว่างจีนและสหรัฐได้สำเร็จในเวลาต่อมา

http://www.siamintelligence.com/thaksin-ghost-buster/

คัดประเด็น การเคลื่อนไหวภาคประชาชนในอาเซียน ณ เวที ACSC และวิถีแบบฮุนเซ็น « Siam Intelligence

ACSC เป็นการประชุมภาคประชาชนที่จัดคู่ขนานกับการเป็นประธานอาเซียนของประเทศนั้นๆโดยจะจัดก่อนการประชุมของผู้นำอาเซียนเพื่อนำข้อเสนอของภาคประชาชนยื่นเสนอในการการประชุมของผู้นำอาเซียน ซึ่งปีนี้ (2012) กัมพูชาได้รับมอบหมายให้เป็นประธานอาเซียน

หากภาคประชาชนในอาเซียนมีการรวมกันได้อย่างต่อเนื่องจนสามาารถสร้างฐานอำนาจได้อย่างเข้มแข็งนี่จะเป็นอีกพัฒนาการหนึ่งในเวทีระหว่างประเทศก็เป็นได้ที่จะมีตัวแสดงเพิ่มมากขึ้นซึ่งก็เป็นเรื่องที่ท้าทายอำนาจรัฐอย่างมาก และในอนาคตเชื่อว่าหากอาเซียนมีการกระทำใดๆ ที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของประชาชนมากขึ้นจะทำให้เกิดการตื่นตัวของภาคประชาชนจนสร้างความเข้มแข็งได้

การเชื่อมร้อยเครือข่ายระหว่างประเทศของภาคประชาชนจะเป็นอีกเครื่องมือในการต่อรองกับอำนาจรัฐและควรจะมีองค์กรที่ชัดเจนมากขึ้นเพื่อคอยติดตามและป้องกันการแทรกแซงจากอำนาจรัฐจากประเทศใดก็ตาม

http://www.siamintelligence.com/civilian-movement-on-acsc-and-hun-sen-way/

คัดประเด็น ค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท


สรุป เวทีสมัชชาสุขภาพเจาะประเด็นเรื่อง “สุขภาพแรงงานนอกระบบ : ความจริงที่ถูกลืม” เมื่อ วันที่ 30 เม.ย. 55 ณ สำนักงานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)

1. แรงงานนอกระบบหรือผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ไม่มีนายจ้าง จะมีปัญหาหลักๆ 3 เรื่อง คือ
1.1 ค่าจ้างที่ได้น้อยกว่าแรงงานในระบบถึง 10 เท่า โดยปัจจุบันแรงงานในระบบได้รับค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท ขณะที่แรงงานนอกระบบประมาณ 150-200 บาทต่อวัน
1.2 มีงานทำไม่ต่อเนื่อง และ
1.3  สภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัยในการทำงาน

2. นายวินัย ลู่วิโรจน์ รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน กล่าวว่า
ปัจจุบันมีแรงงานทั้งสิ้น 38.88 ล้านคน จำนวนนี้เป็นแรงงานในระบบ 14.1 ล้านคน เป็นแรงงานนอกระบบ 24.24 ล้านคน หรือ 2 ใน 3 โดยแรงงานในระบบที่มีนายจ้างชัดเจนจะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานอยู่แล้ว ส่วนแรงงานนอกระบบเพิ่งได้รับความคุ้มครองภายหลังจากที่มี พ.ร.บ.คุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน พ.ศ. 2553 ซึ่งครอบคลุมกลุ่มคนประมาณ 400,000 คน (ตั้งแต่ 15 พ.ค. 54 แต่ในทางปฏิบัติยังต้องรอการออกกฎหมายลูกอีกหลายฉบับออกมารองรับ)

ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 20 ล้านคนนั้นมีมาตรา 40 พ.ร.บ.ประกันสังคมรองรับ ทั้งในเรื่องความเจ็บป่วย พิการ และเสียชีวิต เท่ากับว่า ขณะนี้แรงงานทั้งหมดต่างมีระบบสวัสดิการที่พร้อมจะดูแลคุ้มครองแล้ว แต่ปัจจุบันมีแรงงานนอกระบบเข้าสู่มาตรา 40 เพียงแค่ 1 ล้านคนเท่านั้น เนื่องจากแรงงานกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นแรงงานในชนบทที่ไม่คุ้นเคยกับการต้องจ่ายเงินเพื่อสวัสดิการ ซึ่งเรื่องนี้จำเป็นต้องประชาสัมพันธ์ให้เกิดความเข้าใจว่าเป็นสวัสดิการและสิทธิพิเศษที่เป็นประโยชน์ต่อแรงงานเองในระยะยาว

http://www.isranews.org/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B8%99/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87/4-politic/6524--10-.html#.T56mLDSJYXU.facebook


*******************************************


ทีดีอาร์ไอเสนอ 3 ทางเลือก ปรับ “ค่าจ้าง 300 บาท” อย่างไรไม่จนลง


ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย เปิดเผยความคืบหน้าการประเมินผลกระทบนโยบายของค่าแรงขั้นและเงินเดือนปริญญาตรี

ความเป็นมา
ในส่วนค่าแรง 300 บาท ได้ปรับเพิ่มให้ 40% ทั่วประเทศทำให้พื้นที่ 7 จังหวัดได้ค่าจ้าง 300 บาทแล้ว และจะปรับอีกครั้งในเดือนมกราคม 2556 จึงจะทำให้ทุกจังหวัดมีค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทเท่ากันทั่วประเทศ

ปัญหา
ทั้งนี้ เมื่อมีการปรับค่าจ้างเท่ากันทั่วประเทศแล้วจะไม่ให้มีการปรับไปอีก 2 ปี (2557-2558) ซึ่งอาจไม่เป็นธรรมกับผู้ใช้แรงงาน เพราะเมื่อถ่วงดุลด้วยค่าครองชีพที่สูงขึ้นทุกปี จะทำให้ค่าจ้างแท้จริง (ค่าจ้างเป็นตัวเงินปรับด้วยค่าครองชีพ) มีมูลค่าน้อยกว่า 300 บาท หากไม่มีการปรับเพิ่มค่าครองชีพในแต่ละปีจะทำให้แรงงานจนลง

ข้อเสนอ
ให้นำผลการคาดการณ์ภาวะค่าครองชีพ หรือ CPI ของกระทรวงพาณิชย์ (ซึ่งทำทุกปี) ในแต่ละจังหวัดมาใช้เป็นฐานในการพิจารณา เนื่องจากสิ่งที่คาดการณ์คือในปี 2556 การปรับขึ้นค่าจ้างจะมีปัญหาทั้งใน 7 จังหวัดที่ขึ้นไปก่อนแล้ว กับ 70 จังหวัดที่กำลังจะได้เป็น 300 บาท โดยหลายจังหวัดในรอบที่สองก็จะเกิดการช็อกเหมือนเจอแผ่นดินไหวอีกครั้ง และจะใหญ่กว่าเนื่องจากจะเป็นการปรับขึ้นในอีก 70 จังหวัดที่มีค่าจ้างห่างจาก 300 บาทมาก ขณะที่ 7 จังหวัดที่ปรับไปก่อน หากไม่มีการปรับเพิ่มด้วยค่าครองชีพก็จะทำให้อำนาจซื้อเขาลดลงไป

ในปี 2556 ยังมีแนวทางที่ทำให้ลูกจ้างไม่จนลง นายจ้างมีเวลาปรับตัว จึงเสนอทางเลือกที่เป็นไปได้ 3 แนวทาง คือ

1. ปรับเพิ่มค่าจ้างเป็น 2 งวด เพื่อลดปัญหาความเดือดร้อนของภาคธุรกิจที่มีต้นทุนค่าแรงสูงและไม่สามารถปรับตัวได้ทัน โดยปี 2556 ขึ้นค่าจ้าง 27-55 บาท เพิ่มอีก 18 จังหวัด จากนั้นในปี 2557 ขึ้นค่าจ้าง 56-78 บาทให้กับอีก 52 จังหวัดที่เหลือ ซึ่งจะทำให้ในปี 2557 มีค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทเท่ากันทั่วประเทศ ขณะเดียวกันจังหวัดที่เคยขึ้นค่าจ้างไปก่อนหน้านี้แล้วก็ต้องมีการปรับค่าครองชีพให้โดยอัตโนมัติ

2. เป็นทางเลือกที่ไม่เข้มงวดเหมือนทางเลือกแรก โดยให้ขึ้นค่าจ้างครั้งเดียว 40% (เพิ่มไปแล้วในปี 2555) และทุกปีก็ให้ปรับขึ้นตามดัชนีค่าครองชีพ แต่พบว่าต้องใช้เวลาถึง 10 ปี (2556-2565) จึงจะทำให้จังหวัดอ่างทองจะเป็นจังหวัดสุดท้ายที่ได้ค่าจ้างถึง 300 บาท (ที่จริงอยู่ที่ 304 บาท)

3. เป็นทางเลือกที่กำหนดขึ้นตามแนวทางข้อเรียกร้องของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อขอเลื่อนการดำเนินนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทเท่ากันทั่วประเทศเป็นเดือนมกราคม 2558 หรือเลื่อนไปอีก 3 ปี โดยทุกจังหวัดที่เคยขึ้นเงินเดือน 40% ของค่าจ้างของแต่ละจังหวัดจะต้องปรับค่าครองชีพ (CPI) ให้กับแต่ละจังหวัดโดยอัตโนมัติตามการคาดการณ์ของกระทรวงพาณิชย์ (แต่ละจังหวัดจะได้รับการปรับขึ้นค่าจ้างตามฐานเงินเดือนที่แตกต่างกัน) จากนั้นในปี 2558 ทุกจังหวัดจะได้ค่าจ้างขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 300 บาทต่อวันครบทุกจังหวัด

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการค่าจ้างกลางว่าจะนำแนวทางนี้มาใช้หรือไม่ หากนำมาใช้ก็จะช่วยลดการเรียกร้องของแรงงานในเรื่องนี้ และทำให้นายจ้างมีเวลาปรับตัวพอสมควร

http://thaipublica.org/2012/04/trdi-3-choice-for-wages/


*************************


สรุป 300 บาท และ การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจในภูมิภาค

1.ค่าแรงขั้นต่ำที่เป็นจุดเด่นของธุรกิจไทย และราคาสินค้าส่งออกที่ถูกเป็นเวลานาน

2.สำหรับจีน ซึ่งเน้นการผลิตสินค้าราคาถูกด้วยการกดค่าจ้างต่ำมาหลายสิบปี ล่าสุด แนวโน้มของการผลิตสินค้าราคาถูกของจีนกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ นั่นคือ รัฐบาลจีนจะไม่เน้นการผลิตสินค้าจากแรงงานราคาถูกให้เพิ่มขึ้น แต่จะเน้นการผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง มีการใช้เทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้น แล้วผลักดันธุรกิจที่ใช้แรงงานเข้มข้นให้ย้ายฐานการผลิตไปนอกประเทศ นั่นหมายความว่าทิศทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยแรงงานราคาถูกกำลังถูกผลักไปยังประเทศเกิดใหม่อย่างCLMV ขณะที่ไทยเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดกลาง ไม่สามารถใช้แรงงานราคาถูกเป็นจุดเด่นในการแข่งขันได้อีกต่อไป

3.CLMV ล้วนค่าจ้างต่ำกว่าไทย และไทยนำแรงงานต่างด้าวมาใช้ในอุตสาหกรรมและภาคบริการ ทำให้ค่าจ้างทั้งระบบไม่สามารถขึ้นได้ และทำให้เงินเฟ้อถูกดึงไว้ไม่ให้สูงมากไม่ขึ้นจากจำนวนแรงงานต่างด้าวหลายล้านคนที่แทรกซึมในระบบเศรษฐกิจ

4.สำหรับเศรษฐกิจในประเทศเพื่อนบ้านที่กำลังเติบโต การกลับบ้านของแรงงานต่างด้าวหรือการเคลื่อนย้ายแรงงานในระยะอันใกล้นี้ จะเกิดขึ้นอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ อันเกิดจากการเคลื่อนย้ายฐานการผลิตที่ใช้แรงงานเข้มข้นราคาถูกไปยังประเทศเพื่อนข้านมากขึ้น และธุรกิจไทยก็ได้พึ่งพาแรงงานในจำนวนมากนี้มากเช่นกัน

5.เช่นเดียวกับ SME ที่ต้องเผชิญปัญหาที่ถูกบังคับจากภายนอก ทำให้อาจปรับตัวไม่ทันกับสภาพแวดล้อมที่ปรับตัวอย่างรวดเร็ว และจะเผชิญกับผลกระทบที่รุนแรงในไม่ช้า โดยเฉพาะSME ซึ่งเป็นธุรกิจที่ใช้แรงงานเข้มข้นและปรับตัวช้ากว่าบริษัทขนาดใหญ่ แต่ไม่ใช่ว่าจะปรับตัวไม่ได้ เพราะหาก SME ไม่ปรับตัว ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยจะตกต่ำลงไปเรื่อยๆ

6.ดังนั้น การล้มหายตายจากของSME คงยากที่จะหลีกเลี่ยงได้ โดยเฉพาะภาคบริการและการผลิตดังนั้น การปลดคนงานต้องเกิดขึ้นตามมาอย่างแน่นอน รัฐบาลจึงต้องเพิ่มแผนรองรับผู้ประสบปัญหาหากลุ่มนี้ ทั้งผู้ประกอบการและผู้ใช้แรงงานที่ถูกเลิกจ้าง ไม่เช่นนั้นปัญหาสังคมจะตามมาอย่างแน่นอน

***************************************

ทุนนิยามสัมภาษณ์บัณฑิตย์ เผยเศรษฐศาสตร์การเมืองเรื่องการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ - ประชาธรรม

1.ถ้าพูดไปแล้วการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำหรือไม่ มากน้อยแค่ไหน ก็ไม่ใช่เป็นเรื่องของข้อมูลภาวะเศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับปัจจัยทางการเมืองหลายอย่าง โดยเฉพาะดุลอำนาจการต่อรองของสหภาพแรงงานในแต่ละช่วง รวมถึงนโยบายทางการเมืองของรัฐบาลในแต่ละช่วงด้วย

2.การรัฐประหาร 2ครั้ง คือรัฐประหารเมื่อปี 2534โดยคณะรสช. กับรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 สิ่งที่เกิดขึ้นร่วมกัน คือ คณะรัฐประหารทั้งสองชุดไม่มีการยกเลิกกฎหมายแรงงาน ที่ไม่มีการยกเลิกกฎหมายแรงงาน ผมเข้าใจว่า เป็นเพราะว่าขบวนการรวมตัวต่อรองของขบวนการแรงงานมีความอ่อนแอมาตั้งแต่ก่อนเกิดรัฐประหารแล้ว

3.ข้อมูลงานวิจัยทุกฝ่ายพบร่วมกันว่า ลูกจ้างที่ทำงานอยู่ในภาคเมืองหรือที่ไปทำงานต่างประเทศก็ดี รายได้ถูกส่งกลับไปเลี้ยงครอบครัวในภาคชนบทหรือ ภาคเกษตรกรรม

-- บัณฑิตย์ ธนชัยเศรษฐวุฒิ ผู้อำนวยการและนักวิจัยสิทธิแรงงาน มูลนิธิอารมณ์พงศ์พงัน

http://prachatham.com/detail.htm?code=i1_29032012_01

http://prachatham.com/detail.htm?code=i1_29032012_01

****************************

ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท อะไรคือก้าวต่อไปของฝ่ายแรงงาน | ประชาไท

"การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำครั้งนี้ต่างจากที่ผ่านมาตรงที่ไม่ได้เป็นผลลัพธ์ของการร้องขอและรอความกรุณาจากฝ่ายข้าราชการเพียงอย่างเดียวแต่เป็นการสะท้อนปัญหาในระดับชีวิตประจำวันของผู้ใช้แรงงานผ่านกลไกหรือช่องทางการเมืองที่เป็นทางการ ถึงแม้จะไม่ได้เป็นการรณรงค์จากฝ่ายแรงงานเองตั้งแต่ต้นก็ตาม"

"ผู้เขียนเชื่อว่านี่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความพยายามบิดเบือนประเด็นเรื่องความสามารถในการแข่งขันที่ต่ำของเอสเอ็มอีไทย ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยต่างๆ เช่น การขาดแหล่งเงินทุนและสาธารณูปโภคที่ทันสมัย การขาดความรู้ในเรื่องการบริหารจัดการและนโยบายการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ ให้กลายเป็นเพียงเรื่องค่าแรง นอกจากนี้ ฝ่ายนายจ้างยังไม่เคยเสนอความจริงอีกครึ่งหนึ่งที่ว่าการแข่งขันบนฐานของการกดค่าแรงให้ต่ำนั้น ส่งผลเสียต่อการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยเองในระยะยาว ยังไม่ต้องพูดว่างานวิจัยจำนวนมากก็ชี้ให้เห็นว่าประสิทธิภาพการผลิตของคนงานไทยสูงกว่าค่าแรงที่พวกเขาได้รับอยู่มาก"

--เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร อาจารย์ประจำวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

http://prachatai.com/journal/2012/04/40069

****************************

พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์: ค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท - แรงงานไทยไม่ใช่แรงงานทาส | ประชาไท


"ความจริงข้อหนึ่งที่นายจ้างกลุ่มทุนเก่าเหล่านี้ไม่ยอมพูดถึงคือ นับแต่วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 เป็นต้นมา ค่าจ้างแรงงานไทยมีการปรับขึ้นช้ามากคือไม่ถึงร้อยละ 2 ต่อปี ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อของประเทศไทยสูงถึงร้อยละ 3-4 ต่อปี ผลก็คือ ค่าจ้างของคนงานไทยล้าหลัง ไล่ตามไม่ทันค่าครองชีพต่อเนื่องมากว่าสิบปีแล้ว

สิ่งที่เราสังเกตได้ตลอดหลายปีมานี้คือ คนงานลูกจ้างมีแนวโน้มต้องทำงานเพิ่มมากขึ้นเพื่อให้ได้รายได้เสริม ทั้งทำงาน “ล่วงเวลา” หรือ “โอที” ในที่ทำงานประจำ ไปจนถึงทำงานรับจ้างที่อื่นหรือค้าขายรายย่อยนอกเวลางานและในวันอาทิตย์ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ได้รายได้ที่ไล่ทันกับค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นทุกปีนั่นเอง

ยิ่งกว่านั้นคือ รายได้ประชาชาติของไทยที่วัดโดย ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ตลอดกว่าสิบปีมานี้ ก็เติบโตขึ้นในอัตราร้อยละ 4-5 ต่อปี สูงกว่าการเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำอีกเช่นกัน ซึ่งหมายความว่า ผู้ใช้แรงงานไทยได้รับส่วนแบ่งรายได้ของประเทศที่น้อยลงเรื่อย ๆ และมีรายได้เพิ่มขึ้นที่ช้ากว่าผู้ประกอบอาชีพและรายได้กลุ่มอื่น ๆ อีกด้วย"

-- รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

http://prachatai.com/journal/2012/04/40083

****************************


จีนเตรียมขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอีกหนึ่งเท่าตัวภายในปี 2558


1.ปัจจุบันค่าจ้างขั้นต่ำของจีนแต่ละเดือน อยู่ที่ประมาณ 5,500 บาท

2.ทางการจีนก็ประกาศว่าภายในปี 2558 จะเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำขึ้นอีกเท่าตัว ทำให้ค่าจ้างแรงงานจีน เมื่อรวมกับสวัสดิการทุกอย่างแล้วจะอยู่ที่ประมาณ 11,000 บาทต่อเดือน

3.ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผนการ จีนก็จะผงาดขึ้นมาเป็นชาติที่มีค่าแรงขั้นต่ำสูงที่สุดเป็นอันดับสองรองจากมาเลเซีย

4.รัฐบาลจีนยังเชื่อว่า การปรับขึ้นค่าแรง  จะไม่กระทบกับนักลงทุนต่างชาติ จนย้ายฐานการผลิต  เพราะจีนยังมีระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่ดีกว่าประเทศอื่นๆ และมีค่าก่อสร้างโรงงานหรือสำนักงานที่ราคาถูกมาก รวมทั้งมีกฎหมายที่ให้ความยืดหยุ่นและเอื้อให้ต่อการลงทุนจากต่างชาติ   ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้นักลงทุน ยังคงเลือกประเทศจีนเป็นฐานการผลิตต่อไป

5.ปัจจุบัน กรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของประเทศ คือเมืองที่มีค่าจ้างต่อชั่วโมงสูงที่สุด อยู่ที่ 13 หยวน หรือ 60 บาท ซึ่งหมายความว่า หากปรงงานทำงานวันละ 8 ชั่วโมง จะได้รับค่าจ้างทั้งหมด 480 บาท

http://news.voicetv.co.th/business/15264.html

****************************

อัตราค่าแรงขั้นต่ำในอาเซียน และแนวโน้มการปรับขึ้น
1.เวียดนาม ค่าแรงขั้นต่ำของเวียดนามอยู่ที่ประมาณ 55 - 60 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อเดือน หรือประมาณ 1,650 - 1,800 บาท 

2.ลาว ปัจจุบันผู้ใช้แรงงานลาวมีรายได้เฉลี่ย 1,057 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี หรือประมาณ 31,700 บาท 

3.พม่า มีค่าแรงขั้นต่ำต่อปีจากการจัดอันดับโดยองค์การค่าแรงขั้นต่ำ อยู่ที่ 401ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 12,030 บาท 

4.กัมพูชา รัฐบาลปรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำเป็น 61 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อเดือน จากเดิมคือ 50 ดอลลาร์  

5.มาเลเซีย แม้ว่าจะมีอัตราค่าแรงขั้นต่ำที่สูง แต่ก็ยังคงประสบกับปัญหาค่าครองชีพที่สูงตามมาด้วยเช่นกัน ทำให้ประชาชนและผู้ใช้แรงงานต่างก็เรียกร้องให้รัฐบาลมาเลเซียปรับขึ้นอัตราค่าแรงขั้นต่ำอีกครั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งปัจจุบัน มาเลเซียมีอัตราค่าแรงขั้นต่ำอยู่ที่ 530 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อเดือน หรือประมาณ 15,900 บาท 

6.ฟิลิปปินส์ อัตราค่าแรงขั้นต่ำแตกต่างกันไป ตามแต่ละภูมิภาค ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 232 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อเดือน หรือประมาณ 6,960 บาท 

7.อินโดนีเซีย อัตราค่าแรงขั้นต่ำอยู่ที่ 112 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 3,360 บาทต่อเดือน

8.สิงคโปร์ มีค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำอยู่ที่ 1,850 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือน หรือประมาณ 55,500 บาท โดยคิดเป็นรายได้เฉลี่ยต่อวัน คือ 61 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1,830 บาท ซึ่งเทียบเท่ากับค่าแรงขั้นต่ำในประเทศเวียดนาม ที่ผู้ใช้แรงงานจะได้รับต่อ 1 เดือน


****************************

กัมพูชาค่าแรงอุตสาหกรรมสิ่งทอถูกที่สุดในเอเชีย

แม้กัมพูชาจะปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา แต่ประเทศนี้ยังเป็นประเทศที่มีค่าแรงขั้นต่ำถูกที่สุดในทวีปเอเชียในหมวดอุตสาหกรรมสิ่งทอ จึงทำให้ธนาคารโลกแสดงความกังวลว่ารายได้ของแรงงานกัมพูชาอาจไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต

กัมพูชาเป็นประเทศที่มีโรงงานจากต่างชาติเข้าไปตั้งฐานการผลิตเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะโรงงานสิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป เช่น Gap, H&M และ Zara เนื่องจากเป็นประเทศที่มีค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำในหมวดนี้ถูกที่สุดในทวีปเอเชีย กัมพูชาจึงมีรายได้หลักมาจากอุตสาหกรรมการผลิตเสื้อผ้าส่งออกรองมาจากรายได้จากการท่องเที่ยวและเกษตรกรรมโดยผลิตภัณฑ์จากโรงงานสิ่งทอกว่าร้อยละ 70 ถูกส่งไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆในยุโรป

โดยปัจจุบันค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำของกัมพูชาอยู่ที่ 2 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 60 บาท ต่อวันและ 61 ดอลลาร์สหรัฐฯหรือประมาณ 1,800 บาทต่อเดือน ซึ่งอัตราดังกล่าว  จะให้กับลูกจ้างที่ผ่านช่วงทดลองงานแล้ว 3 เดือนขึ้นไปแต่ถ้าเป็นลูกจ้างใหม่ จะอยู่ที่ 56 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อเดือน หรือประมาณ1,600 บาท 

http://news.voicetv.co.th/global/15330.html



****************************



สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 29 ก.ค. - 4 ส.ค. 2555
Sat, 2012-08-04 21:04

เผยแรงงานได้ค่าแรงจริงไม่ถึง 300 บ.

นายเกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์วิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดเผยว่า จากการศึกษาดัชนีค่าครองชีพในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมาพบว่า แม้ผู้ใช้แรงงานทั่วประเทศจะได้รับการขึ้นค่าจ้าง 40% ตั้งแต่ 1 เม.ย. ที่ผ่านมา โดยมี 7 จังหวัด ที่มีค่าแรงขั้นต่ำถึง 300 บาทแล้ว ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร (กทม.) นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร สมุทรปราการ นครปฐม และภูเก็ต แต่พบว่าอำนาจการซื้อหายไป 10 บาท เนื่องจากสินค้าประเภทอาหาร พลังงานและสิ่งของจำเป็นภายในบ้านเพิ่มราคาขึ้น เหลือใช้กำลังซื้อที่แท้จริงเพียง 290 บาท และหากปรับเพิ่มเป็น 300 บาททั่วประเทศในปี 2556 อำนาจการซื้อของแรงงานทั่วประเทศจะลดลงยิ่งกว่านี้

ขณะเดียวกัน จากการติดตามผลกระทบและการปรับตัวในช่วง 100 วันหลังการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท พบว่า ธุรกิจเอสเอ็มอีใน 7 จังหวัดข้างต้น มีกลุ่มตัวอย่าง 87.5% ได้รับผลกระทบจากการขึ้นค่าแรง แต่ 73.2% ของกลุ่มที่ได้รับผลกระทบระบุว่ายังสามารถรับมือได้ ส่วนอีก 14.3% ไม่สามารถรับมือกับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นได้

นายเกียรติอนันต์ กล่าวว่าข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลคือในระยะเวลา 5 เดือนที่เหลือก่อนสิ้นปี รัฐจะต้องช่วยเหลือผู้ประกอบการด้วยการบริหารความเสี่ยงทางธุรกิจในภาพรวม เช่น สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ต้องไม่มีความเสี่ยงด้านการเมือง อย่าให้ต้นทุนธุรกิจเพิ่มมากกว่านี้ เช่น ดูแลค่าเงินบาทไม่ให้อ่อนค่าลงกว่าเดิม ดูแลราคาพลังงานอย่าให้ปรับเพิ่มเร็วเกินไป ตลอดจนสร้างบรรยากาศความเชื่อมั่นให้ประชาชนมั่นใจในการบริโภค และนักลงทุนกล้าลงทุนมากขึ้น

(โพสต์ทูเดย์, 30-7-2555)

หวั่นปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ธุรกิจอาจปิดตัว 80,000 ราย

ผลวิจัยมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดเผยว่า 100 วัน หลังขึ้นค่าแรง 300 บาท 7 จังหวัด พบว่า วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ เอสเอ็มอี ส่วนใหญ่ยังรับมือได้

แต่รายเล็กมีแนวโน้มปิดกิจการกว่า 80,000 ราย ขณะที่อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม ส่งสัญญาณเตรียมย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้านกลางปีหน้า หลังปรับขึ้นค่าแรง 300 บาททั่วประเทศ

3 เดือนเศษ หลังขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ใน 7 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร นครปฐม และภูเก็ต ทำให้อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานจำนวนมาก เช่น เครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอ ได้รับผลกระทบชัดเจน และหากปรับเป็น 300 บาททั่วประเทศก็มีแนวโน้มจะลดขนาดโรงงานในอีสานแล้วย้ายไปประเทศเพื่อนบ้าน

นายเกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์วิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า ปัญหาแรงงานที่ต้องเผชิญในปีหน้า คือการย้ายถิ่นฐานมายังเมืองใหญ่มากขึ้น เพราะโรงงานในจังหวัดเล็กๆ จะปิดตัว โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ เอสเอ็มอี ที่คาดว่าจะปิดตัว 80,000 -130,000 ราย และอีก 40,000 - 50,000 ราย สถานการณ์น่าเป็นห่วง

ขณะที่ผลสำรวจผู้ประกอบการเอสเอ็มอีใน 7 จังหวัดนำร่อง หลังขึ้นค่าแรงตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.พบว่าร้อยละ 87 ได้รับผลกระทบ

แม้ว่าส่วนใหญ่ระบุว่ารับมือกับผลกระทบได้ แต่ก็มีต้นทุนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 17 ซึ่งสมุทรสาครเป็นจังหวัดที่ต้นทุนเพิ่มมากที่สุด

รองลงมาคือกรุงเทพ และปทุมธานี ส่วนวิธีที่ผู้ประกอบการเกือบครึ่งหนึ่งนำมาใช้ปรับตัวคือ ขึ้นราคาสินค้า ลดพนักงาน และลดปริมาณการผลิต

(ไทยพีบีเอส, 31-7-2555)

http://prachatai.com/journal/2012/08/41892

******************************************



พิสูจน์แล้ว! ค่าแรง 300 บาทป่วนทั้งตลาด คนตกงานพุ่ง-บริษัทปิด 1.3 แสนราย
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 7 สิงหาคม 2555 18:38 น.

4 เดือนค่าแรงขั้นต่ำ หลักฐานเริ่มฟ้อง ปิดบริษัทเพิ่ม-คนตกงานพุ่ง ธุรกิจบัณฑิตย์คาด SME ปิดตัวถึง 1.3 แสนราย คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยเผยหลังใช้นายจ้างเอาเปรียบสารพัด ยอมรับแรงงานถูกต้มหลอกให้เลือก สุดท้ายปล่อยนายจ้างเชือด ด้านทีดีอาร์ไอชี้สุดท้ายเหลือรายใหญ่คุมตลาด ขณะที่ตัวเลขว่างงานเพิ่มขึ้น 4 เดือนติดต่อกัน

รัฐบาลเพื่อไทยยังคงเดินหน้าเปิดโครงการประชานิยมอย่างต่อเนื่อง ทั้งบัตรเครดิตชาวนา กองทุนพัฒนาสตรีและเปิดจุดให้บริการ Free Wi-fi ฟรีของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ
     
       ส่วนโครงการประชานิยมที่ได้ดำเนินการไปก่อนหน้าเริ่มออกอาการสร้างปัญหาให้กับรัฐบาลบ้างแล้ว ทั้งเรื่องโครงการรับจำนำข้าวที่ทำให้การส่งออกของไทยหลุดจากแชมป์ส่งออกข้าวลงมาอยู่ในอันดับ 3 รองจากอินเดียและเวียดนาม ตามมาด้วยภาระขาดทุนจากโครงการรับจำนำดังกล่าวเนื่องจากราคาที่รัฐบาลรับจำนำสูงกว่าราคาตลาด
     
       สำหรับโครงการประชานิยมของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ที่เริ่มมีตัวเลขบ่งชี้ถึงผลกระทบที่ตามมา จากการบังคับใช้ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทใน 7 จังหวัดนำร่องเมื่อ 1 เมษายน 2555 และจะบังคับใช้ทั่วประเทศในวันที่ 1 มกราคม 2556 ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากฝ่ายนายจ้างที่เป็นการปรับครั้งเดียวสูงกว่า 40% จากค่าแรงขึ้นต่ำครั้งก่อน ขณะที่ฝ่ายผู้ใช้แรงงานต่างส่งเสียงเชียร์ให้บังคับใช้พร้อมกันทั้งประเทศ
     
       ผลวิจัยมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ที่สำรวจธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(SME) หลังจากค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทมีผลบังคับใช้ใน 7 จังหวัด พบว่า ธุรกิจเอสเอ็มอี ส่วนใหญ่ยังรับมือได้ แต่รายเล็กมีแนวโน้มปิดกิจการกว่า 80,000-130,000 ราย และอีก 40,000-50,000 รายอยู่ในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง
     
       อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม ส่งสัญญาณเตรียมย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้านกลางปีหน้า หลังปรับขึ้นค่าแรง 300 บาททั่วประเทศ
     
       ขณะเดียวกันด้านคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ใช้แรงงาน 5,134 คน ใน 3 กรณีปัญหาหลัก ได้แก่ การไม่ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ การเปลี่ยนสภาพการจ้างงาน เช่น การปรับเปลี่ยนโยกย้ายตำแหน่ง ลดสวัสดิการ ย้ายฐานการผลิต และการนำสวัสดิการมารวมกับค่าจ้าง
     
       แรงงานถูกต้ม
     
       นายชาลี ลอยสูง ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) กล่าวว่า หากประเมินผลของนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทของรัฐบาล ถือว่าไม่ประสบความสำเร็จเพราะไม่สามารถทำได้พร้อมกันทั้งประเทศ ทำได้เพียงแค่ 7 จังหวัด ที่เหลือต้องรอไปปีหน้า
     
       ในส่วนของผู้ใช้แรงงานนั้นพอใจกับนโยบายดังกล่าว แต่เมื่อบังคับใช้แล้วรัฐไม่ได้เข้ามาดูแลว่ามีบริษัทใดปฏิบัติตามกฎหมายหรือไม่ ทำให้เกิดปัญหาร้องเรียนตามมา
     
       “เมื่อนโยบายนี้ออกมาสิ่งที่ได้ไปแล้วคือคะแนนเสียงจนมาเป็นรัฐบาล รัฐบาลลอยอยู่เหนือปัญหา ปล่อยให้เป็นเรื่องระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างที่ต้องมาแก้ปัญหากันเอง พี่น้องแรงงานของเรามีความซื่อจึงเลือกเข้ามาให้เป็นรัฐบาล ถึงวันนี้ผู้ที่ใช้แรงงานโดนต้มไปแล้ว นี่เป็นเพียงแค่ 7 จังหวัด ในปีหน้าที่จะบังคับใช้อีก 70 จังหวัดก็จะเจอกับปัญหานี้เช่นเดียวกัน”
     
       ประธาน คสรท.กล่าวต่อไปว่า นโยบายนี้ผิดพลาดมาตั้งแต่แรก ต้องประกาศออกไปเลยทั้งประเทศ ปัญหาทุกอย่างจะได้แก้ครั้งเดียว รัฐบาลมาแก้ที่ปลายเหตุมันได้ผลอะไร ที่ผ่านมาเหมือนไม่ได้มีการเตรียมการอย่างเป็นระบบ เพราะก่อนที่จะประกาศค่าแรงรัฐต้องวางแผนควบคุมราคาสินค้าไว้ก่อน จึงค่อยประกาศค่าจ้างขั้นต่ำ และต้องควบคุมนายจ้างไม่ให้บิดพลิ้ว
     
       ตัวเลขที่สูงขึ้นของค่าแรงขั้นต่ำดูดี แต่ค่าครองชีพที่พุ่งขึ้นทุกอย่าง อาจทำให้ค่าแรงที่ได้ไม่คุ้มกับค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ธุรกิจ SME ไปก่อน ปิดกิจการ ซึ่งเดิมธุรกิจประเภทนี้ก็ปิดๆ เปิดๆ ตามฤดูกาลอยู่แล้ว เมื่อมาเจอค่าแรง 300 บาทก็เป็นตัวเร่งให้ปิดกิจการง่ายขึ้น
     
       ส่วนเงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาทนั้น รัฐไม่สามารถไปบังคับเอกชนได้ จึงนำไปใช้เฉพาะกับหน่วยงานราชการ ซึ่งก็ไม่สามารถทำได้เต็มที่ มีการเพิ่มค่าครองชีพให้เพื่อบวกรวมแล้วมีเงินเดือน 15,000 บาท ก็ไม่ต่างกับสิ่งที่นายจ้างภาคเอกชนกำลังทำอยู่กับเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท
     
       SME ตาย รายใหญ่คุม
     
       เช่นเดียวกับ ดร.ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์ นักวิชาการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย กล่าวว่า นโยบาย 300 บาท เป็นลบกับแรงงานไทย เพราะค่าครองชีพกับค่าแรง เมื่อหักลบกันแล้วอาจไม่ได้ประโยชน์เมื่อเทียบกับราคาสินค้าที่ปรับตัวขึ้นไป
     
       ค่าแรงที่ปรับเพิ่มขึ้นโดยไม่มีการเพิ่มทักษะในการทำงานให้กับผู้ใช้แรงงาน ย่อมไปเบียดกำไรของบริษัทให้ลดลง ในระยะยาวแล้วธุรกิจ SME จะหายไปเยอะ เจอนายจ้างกดค่าแรง จะเหลือแต่รายใหญ่ที่กลายมาเป็นคนคุมตลาดเองทั้งหมด
     
       หนีซบเกษตร
     
       สรุปผลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2555 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติพบข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้
     
       สำหรับจำนวนผู้มีงานทำเดือนมิถุนายน 2555 มีทั้งสิ้น 39.53 ล้านคน เพิ่มจาก 38.88 ล้านคน (มิ.ย. 54) ประกอบด้วยผู้ทำงานในภาคเกษตรกรรม 16.35 ล้านคน และนอกภาคเกษตรกรรม 23.18 ล้านคน เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมิถุนายน 2554 พบว่า มีจำนวนผู้ทำงานในภาคเกษตรกรรมเพิ่มขึ้น 5.2 แสนคน ส่วนนอกภาคเกษตรกรรมเพิ่มขึ้น 1.3 แสนคน
     
       เมื่อแยกลงไปตามสาขาพบว่า สาขาโรงแรมและบริการด้านอาหารมีจำนวนแรงงานลดลงมากที่สุดคือ 4.5 แสนคน รองลงมาเป็นสาขาการศึกษา 1.1 แสนคน สาขากิจกรรมด้านการเงินและการประกันภัย 9 หมื่นคน และสาขาการขายส่งและการขายปลีก การซ่อมยานยนต์ และรถจักรยานยนต์ 5 หมื่นคน
     
       ว่างงานเพิ่ม 4 เดือนติด
     
       สำหรับจำนวนของผู้ว่างงานในเดือนมิถุนายน 2555 มีจำนวนทั้งสิ้น 2.67 แสนคน หรือคิดเป็นอัตราการว่างงาน 0.7% และเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2554 มีจำนวนผู้ว่างงานเพิ่มขึ้น 1.04 แสนคน จาก 1.63 แสนคน เป็น 2.67 แสนคน และเป็นการว่างงานที่เพิ่มขึ้นในช่วง 4 เดือนติดต่อกันในช่วงเวลาเดียวกัน แต่เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนพฤษภาคม 2555 จำนวนผู้ว่างงานลดลง 9.2 หมื่นคน จาก 3.59 แสนคน เป็น 2.67 แสนคน
     
       ระดับการศึกษาที่สำเร็จของผู้ว่างงานในเดือนมิถุนายน 2555 พบว่า ผู้ว่างงานที่สำเร็จการศึกษาในระดับอุดมศึกษามีจำนวนมากที่สุด 1.09 แสนคน รองลงมาเป็น ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 6.5 หมื่นคน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 4.5 หมื่นคน ระดับประถมศึกษา 2.5 หมื่นคน และผู้ที่ไม่มีการศึกษาและต่ำกว่าประถมศึกษา 2.3 หมื่นคน เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2554 พบว่าจำนวนผู้ว่างงานเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับอุดมศึกษา 5.7 หมื่นคน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 2.7 หมื่นคน ผู้ไม่มีการศึกษาและต่ำกว่าประถมศึกษา 1.6 หมื่นคน และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 1.1 หมื่นคน ส่วนระดับประถมศึกษาลดลง 7 พันคน
     
       ลดชั่วโมงทำงาน
     
       เมื่อพิจารณาถึงชั่วโมงทำงานของผู้มีงานทำต่อสัปดาห์ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2555 พบว่า ส่วนใหญ่ทำงานตั้งแต่ 35 ชั่วโมงขึ้นไปต่อสัปดาห์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นผู้ทำงานเต็มที่ในเรื่องชั่วโมงทำงาน มีจำนวน 33.10 ล้านคน หรือร้อยละ 83.7 ของผู้มีงานทำทั้งหมด และผู้ที่ทำงาน 1-34 ชั่วโมงมีจำนวน 6.15 ล้านคน หรือร้อยละ 15.6 สำหรับผู้ที่ไม่ได้ทำงานในสัปดาห์สำรวจ แต่เป็นผู้มีงานประจำซึ่งถือว่าในสัปดาห์สำรวจไม่มีชั่วโมงทำงาน มีจำนวน 2.84 แสนคน หรือร้อยละ 0.7
     
       เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาจะเห็นว่าจำนวนผู้ที่ทำงานตั้งแต่ 1-34 ชั่วโมงเพิ่มขึ้น 8.0 แสนคน และผู้ที่ไม่ได้ทำงานในสัปดาห์การสำรวจ เพิ่มขึ้น 1.0 แสนคน ส่วนผู้ที่ทำงานตั้งแต่ 35 ชั่วโมงขึ้นไปลดลง 2.5 แสนคน




       ปล่อยนายจ้างเชือด
     
       นักวิชาการด้านแรงงานอีกรายกล่าวว่า ผลจากการปรับค่าแรงขึ้นต่ำ 300 บาท ทำให้โครงสร้างทางด้านแรงงานเปลี่ยนไป เห็นได้จากแรงงานภาคเกษตรเพิ่มขึ้นถึง 5.2 แสนคน ขณะที่แรงงานในภาคบริการอย่างโรงแรมหายไป 4.5 แสนคน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการปรับตัวของนายจ้างเมื่อเปลี่ยนเงื่อนไขใหม่แล้วลูกจ้างไม่สามารถรับเงื่อนไขได้ก็ต้องย้ายกลับไปสู่ภาคเกษตร ซึ่งส่วนนี้จะไม่ได้ค่าแรง 300 บาท
     
       อีกทั้งจำนวนผู้ว่างงานเพิ่มขึ้นติดต่อกัน 4 เดือน ตั้งแต่มีนาคม-มิถุนายน 2555 เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2554
     
       ที่น่าสนใจคือผู้ที่ทำงานมากกว่า 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เดือนมิถุนายน 2555 ลดลง 2.5 แสนคน และผู้ที่ทำงานน้อยกว่า 35 ชั่วโมงเพิ่มขึ้นถึง 8 แสนคน สะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนหรือลดการจ้างงานของนายจ้างลง
     
       ปิดบริษัทพุ่ง
     
       นอกจากนี้ยังมีข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ที่แสดงสถิติการจัดตั้งบริษัทใหม่ในช่วงที่นโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทมีผลบังคับใช้ โดยในสิ้นเดือนเมษายนมีบริษัทตั้งใหม่ลดลง 21% เดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้น 1% และสิ้นเดือนมิถุนายนลดลง 11% ขณะที่บริษัทที่เลิกกิจการเดือนเมษายนเพิ่มขึ้น 41.81% เดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้น 39.31% แต่เดือนมิถุนายนลดลง 3.15%
     
       เป็นที่น่าสังเกตว่าจำนวนบริษัทที่เลิกกิจการในเดือนมีนาคมก่อนที่จะบังคับใช้ค่าแรง 300 บาท มีบริษัทจดทะเบียนปิดกิจการไปเพิ่มจากเดือนเดียวกันของปี 2554 สูงถึง 104.66% และบริษัทที่ตั้งใหม่ก็ลดลงไป 5%




ขอแค่ชนะเลือกตั้ง
     
       สำหรับค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ถือว่าเป็นนโยบายทางการเมืองที่พรรคเพื่อไทยนำออกมาใช้เพื่อเรียกคะแนนเสียงช่วงก่อนการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา เพราะก่อนหน้านี้พรรคคู่แข่งสำคัญอย่างประชาธิปัตย์ ได้ออกนโยบายด้านค่าแรงมาก่อน โดยชูการขึ้นค่าแรง 25% ภายใน 2 ปี แบ่งตามภาคของประเทศ จากนั้นทางเพื่อไทยจึงออกนโยบาย 300 บาทเพื่อมาสกัดคู่แข่ง
     
       อย่างกรุงเทพมหานคร ทางประชาธิปัตย์จะเพิ่มค่าแรงจาก 215 บาทต่อวัน เป็น 267 บาท หรือเพิ่ม 52 บาทใน 2 ปี ส่วนในภาคเหนือและอีสานจาก 166-167 บาท เป็น 205-206 บาท เพิ่มขึ้น 39 บาท
     
       แต่ของเพื่อไทยใช้ 300 บาทเหมือนกันทั้งประเทศ โดยเฉพาะฐานเสียงสำคัญของเพื่อไทยอยู่ที่ภาคเหนือและอีสาน เพราะค่าแรงดังกล่าวทำให้เป็นการปรับเพิ่มขึ้นจากเดิมมากกว่า 70-80% ขณะที่กรุงเทพฯ ปรับขึ้นแค่ 39.53% เท่านั้น ดังส่งผลให้พรรคเพื่อไทยได้รับการเลือกกลับเข้ามาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง



***************************************



เปิดผลสำรวจหลังปรับค่าแรงขั้นต่ำ ค่าครองชีพเพิ่มกว่า 30% จี้รบ.คุมราคาสินค้า
Thu, 2012-08-16 23:17
(16 ส.ค.55) ที่มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย ชาลี ลอยสูง ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) แถลงข่าวผลสำรวจค่าครองชีพผู้ใช้แรงงานปี 2555 หลังรัฐบาลพรรคเพื่อไทยประกาศปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ใน 7 จังหวัดนำร่อง (กรุงเทพมหานคร สมุทรสาคร ปทุมธานี นครปฐม นนทบุรี สมุทรปราการ และภูเก็ต) ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยกล่าวว่า คสรท.ได้สำรวจผู้ใช้แรงงานใน 8 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพฯ นครปฐม สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี ชลบุรี พระนครศรีอยุธยา และอ่างทอง จำนวน 2,516 คน ครอบคลุม 5 ประเภทอุตสาหกรรม ได้แก่ ไฟฟ้า ยานยนต์ สิ่งทอ ปิโตรเลียมเคมีภัณฑ์ และธนาคารและการเงิน

โดยพบว่า แรงงานส่วนใหญ่ร้อยละ 76.6 นายจ้างปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาทหลังเดือนเมษายน 2555 ตามที่รัฐบาลประกาศ ขณะที่ร้อยละ 18.3 มีการปรับค่าจ้างแบบมีเงื่อนไข และอีกร้อยละ 5.1 ไม่มีการปรับค่าจ้าง

ชาลีกล่าวว่า เมื่อเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายของผู้ใช้แรงงานทั้งแบบรายคนและรายครอบครัว ในช่วง ส.ค.54 กับ พ.ค.55 พบว่า ทั้ง 8 พื้นที่ที่สำรวจ มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยค่าใช้จ่ายในปี 54 คิดเป็นรายคนเท่ากับ 348.39 บาทต่อวัน ส่วนปี 55 เท่ากับ 462.31 บาทต่อวัน ขณะที่รายครอบครัวในปี 54 เท่ากับ 561.79 บาทต่อวัน และในปี 55 เท่ากับ 740.26 บาทต่อวัน ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายทั้งสองปี พบว่า เพิ่มขึ้น 113.92 บาท หรือร้อยละ 32.7

ด้านค่าใช้จ่ายรายเดือน ในปี 54 คิดเป็นรายคนเท่ากับ 10,451.7 บาท ส่วนปี 55 เท่ากับ 13,869.3 บาท และรายครอบครัวปี 54 เท่ากับ 16,853.7 บาท ในปี 55 เท่ากับ 22,207.8 บาท เมื่อเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายทั้งสองปี พบว่า เพิ่มขึ้น 178.47 บาท หรือร้อยละ 31.77

ชาลี กล่าวว่า นอกจากนี้ กลุ่มผู้ใช้แรงงานระบุว่ามีปัญหาในการผ่อนชำระหนี้สิน เพิ่มขึ้นประมาณ 30-40% โดยเป็นหนี้จากการกู้เงินนอกระบบมากที่สุด รองลงมาเป็นหนี้ธนาคาร หนี้กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) หนี้สหกรณ์ และหนี้บัตรเครดิต

ยงยุทธ เม่นตะเภา กรรมการอำนวยการ คสรท. กล่าวว่า จากการสำรวจมีแรงงาน ร้อยละ 23.4 ที่มีการปรับค่าจ้างแบบมีเงื่อนไข เช่น นำสวัสดิการมารวมกับค่าจ้าง การเปลี่ยนสภาพการจ้างงาน และบางรายไม่ได้ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งนี่สะท้อนถึงการปล่อยให้ภาคอุตสาหกรรมใช้แรงงานราคาถูกต่อไปได้ โดยปล่อยให้การปรับขึ้นค่าจ้างเป็นการตัดสินใจระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างเท่านั้น ทั้งที่ค่าจ้างขั้นต่ำเป็นปัจจัยหนึ่งเพื่อให้แรงงานเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดีเป็นสำคัญ ซึ่งรัฐบาลต้องมีมาตรการดูแล บังคับใช้กฎหมายค่าจ้างขั้นต่ำ และแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

ยงยุทธเรียกร้องด้วยว่า รัฐบาลต้องมีมาตรการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคไม่ให้สูงเกินความเป็นจริง เพื่อไม่ให้ผู้ใช้แรงงานยิ่งมีสภาพความเป็นอยู่ที่ลำบากมากขึ้น นอกจากนี้ บางจังหวัดที่มีพื้นที่ติดกัน เช่น สมุทรปราการกับชลบุรี กลับมีค่าจ้างขั้นต่ำต่างกัน ขณะที่ค่าครองชีพไม่ต่างกัน ทั้งๆ ที่เมื่อเทียบกับอัตราเงินเฟ้อโดยรวมทั้งประเทศ เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 2.76 ต่อปี แต่อัตราค่าจ้างขั้นต่ำปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 2.57 ต่อปีเท่านั้น ทั้งนี้ เสนอว่าค่าจ้างขั้นต่ำควรต้องปรับตามอัตราเงินเฟ้อของประเทศ

ยงยุทธเสนอว่า รัฐบาลควรมีมาตรการเยียวยาที่เหมาะสมเพื่อรองรับแรงงานกลุ่มอื่นๆ เช่น แรงงานนอกภาคอุตสาหกรรมที่เป็นคนกลุ่มใหญ่ที่ไม่ได้ประโยชน์จากการขึ้นค่าจ้างแต่ก็ได้รับผลกระทบโดยตรงจากภาวะค่าครองชีพและราคาสินค้าที่สูงขึ้นด้วย แต่ทั้งนี้ ยืนยันว่า คสรท.ยังสนับสนุนนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อไป แต่รัฐบาลควรเข้ามาดูแลปัญหาที่เกิดขึ้นมากกว่านี้

ทั้งนี้ ยงยุทธยังเรียกร้องให้ยกเลิกอนุกรรมการค่าจ้างประจำจังหวัด เพื่อให้มีการปรับค่าจ้างที่สอดคล้องกับอัตราค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยจากการสำรวจของ คสรท.พบว่า ค่าจ้างที่จะเพียงพอสำหรับแรงงาน 1 คนนั้นอยู่ที่ 348 บาทต่อวัน อย่างไรก็ตาม หากจะให้เพียงพอสำหรับลูกจ้างและสมาชิกในครอบครัวตามนิยามขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศ จะต้องอยู่ที่ 561 บาทต่อวัน

ธนพร วิจันทร์ เลขาธิการกลุ่มผู้ใช้แรงงานสระบุรีและใกล้เคียง เสนอว่า คณะอนุกรรมการค่าจ้างนั้นควรมีชุดเดียว เพราะในอนาคตค่าจ้างขั้นต่ำจะปรับขึ้นเท่ากันทั่วประเทศอยู่แล้ว ทั้งนี้ ควรมีการจัดทำโครงสร้างค่าจ้างเพื่อให้แรงงานได้รับค่าจ้างตามประสบการณ์ทำงาน โดยแยกตามประเภทอุตสาหกรรม เนื่องจากอุตสาหกรรมแต่ละประเภทมีความสามารถในการจ่ายไม่เท่ากัน

ส่วนกรณีที่มีเอสเอ็มอี หรือผู้ประกอบรายย่อยระบุว่าประสบปัญหาจากนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทนั้น ธนพรกล่าวว่า รัฐบาลและกระทรวงแรงงานควรต้องดูที่มาของผู้ประกอบการแต่ละรายด้วย เนื่องจากการจ้างงานปัจจุบันสลับซับซ้อน บางรายเป็นการจ้างเหมาช่วงจากสถานประกอบการรายใหญ่ ถ้าเช่นนี้ ถามว่าจะไม่มีอำนาจจ่ายจริงหรือ






ที่มา: คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย


เรื่องที่เกี่ยวข้อง: 

****************************





ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ

อนุสรณ์ ธรรมใจ
กรุงเทพธุรกิจ, 17-9-2555

นโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทกลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้งหนึ่งเมื่อคณะกรรมการค่าจ้างกลางตัดสินใจปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท 70 จังหวัด

(ก่อนหน้านี้ได้ปรับเพิ่มไป 7 จังหวัด) ดีเดย์วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2556 การปรับระลอกแรก 7 จังหวัดก่อนหน้านี้ ไม่มีปัญหาอะไรมากนัก เพราะเป็นจังหวัดใหญ่ ผู้ประกอบการมีศักยภาพในการจ่าย การปรับเพิ่มเป็น 300 บาทเป็นการปรับเพิ่มจากฐานเดิม ปรับเพิ่มเฉลี่ย 35-40%
 
สำหรับการปรับระลอกสอง 70 จังหวัด มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากเพราะบางจังหวัดปรับเพิ่มถึง 88.67% เกิดความวิตกกังวลกันว่า กิจการขนาดเล็กในจังหวัดเหล่านี้จะปรับตัวให้อยู่รอดได้อย่างไร  
 
การพิจารณาประเด็นเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทเหมาะสมไม่เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจโดยเฉพาะในระลอกสองซึ่งจะทำให้อัตราค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทเป็นอัตราเดียวทั่วประเทศต้องพิจารณาในหลายมิติ ต้องพิจารณาประเด็นนี้แบบบูรณาการ นับตั้งแต่เรื่อง ความเป็นธรรมทางสังคม ความสามารถในการแข่งขัน เทคโนโลยีกับคุณภาพแรงงาน การย้ายถิ่นแรงงานระหว่างพื้นที่ภายในประเทศและระหว่างประเทศ (แรงงานต่างด้าว) มิติความมั่นคง, อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ, ประเด็นเรื่องเงินเฟ้อและอัตราการว่างงาน
 
ผู้คนจำนวนไม่น้อยกำลังถกเถียงกันในสิ่งที่ไม่ตรงประเด็นนัก และ มีความสับสนระหว่าง การกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ การกำหนดค่าจ้างทั่วไป ระบบค่าจ้างขั้นต่ำ ระบบค่าจ้างในสถานประกอบการ ระบบค่าจ้างรายชิ้น การกำหนดบทบาทที่เหมาะสม ของ กลไกไตรภาคี นโยบายค่าจ้างของรัฐบาล ตัวแปรการต่อรองและรอมชอมระหว่างฝ่ายนายจ้างกับฝ่ายลูกจ้าง
 
“การเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ” เป็นนโยบายสำคัญของหลายพรรคการเมืองในการเลือกตั้งที่ผ่านมา แตกต่างเพียงเม็ดเงินที่ปรับเพิ่ม ผู้ใช้แรงงานเป็นฐานการเมืองที่ทุกพรรคการเมืองต้องใส่ใจ ฐานการเมืองนี้มีแนวโน้มเข้มแข็งมากขึ้นตามลำดับจากการจัดตั้งผ่านขบวนการสหภาพแรงงาน (ขบวนการสหภาพแรงงานต้องการค่าแรงขั้นต่ำ 421 บาท ส่วนนายจ้างบางส่วน 300 บาทก็ยังจะจ่ายไม่ไหว) ผมไม่แน่ใจว่า พรรคการเมืองต่างๆ กำหนดเป้าหมายค่าจ้างขั้นต่ำขึ้นมาแล้วได้มีการศึกษาวิจัยหรือปรึกษาหารือฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมากน้อยแค่ไหน หรือกำหนดขึ้นมาก่อนเพื่อหวังเอาชนะการเลือกตั้งแล้วค่อยไปแก้ปัญหาที่ติดตามมาในภายหลัง เมื่อต้องการรักษาสิ่งที่สัญญาไว้กับประชาชนก็ต้องเดินหน้าแม้นว่าจะมีผลกระทบต่อเนื่องเกิดขึ้นก็ตาม
 
การกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำนั้นเป็นเพียงส่วนเดียวของการปฏิรูปค่าจ้างทั้งระบบ เท่านั้น ระบบค่าจ้างในอุตสาหกรรมสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระบบใหญ่ ระบบค่าจ้างขั้นต่ำ ค่าจ้างทั่วไปในสถานประกอบการ  ค่าจ้างรายชิ้น
 
การปฏิรูประบบค่าจ้างเพื่อให้ได้ระบบค่าจ้างที่เป็นธรรม และ ภาคธุรกิจแข่งขันได้ มีผลตอบแทนเหมาะสมสามารถสะสมทุนขยายกิจการ ขยายการจ้างงาน เป็นเรื่องสำคัญมากในภาวะที่เรากำลังเผชิญความถดถอยของเศรษฐกิจโลกจากปัญหาวิกฤติหนี้สินยูโรโซนและความอ่อนแอของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา
 
เราเห็นตัวอย่างจากหลายประเทศในยุโรป ประเทศไหนมีค่าจ้างและตลาดแรงงานที่มีความยืดหยุ่นกว่า จะมีปัญหาว่างงานต่ำกว่า เพราะราคาค่าจ้างและตลาดแรงงานสามารถปรับตัวขึ้นลงได้ตามภาวะเศรษฐกิจ  การเพิ่มค่าจ้างก็ต้องพิจารณาหลายมิติ ทั้ง ความจำเป็นต่อการดำรงชีพ ค่าตอบแทนฝีมือการทำงาน ความสามารถในการจ่ายของนายจ้างและผลที่มีต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจ
 
การปรับฐานค่าจ้างให้เป็นธรรม ต้องทำในระยะที่เศรษฐกิจเติบโตดีและอัตราการว่างงานต่ำ แต่ในขณะนี้เกิดความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจ การพฃผลักดันให้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำปรับเพิ่มขึ้นในอัตราก้าวหน้าแม้นเป็นแนวทางที่ถูกต้องแต่ต้องกระทำอย่างระมัดระวัง และ ต้องสามารถทบทวนปรับเปลี่ยนได้ อย่าดันทุรังเป็นอันขาด
 
ในอีกด้านหนึ่ง การปรับขึ้นค่าจ้างต้นปีหน้า   หากเราคุมเงินเฟ้อได้ การขึ้นค่าแรงย่อมกระตุ้นอำนาจซื้อ การใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและการลงทุนที่เพิ่มขึ้นจำนวนมาก กำลังซื้อของเศรษฐกิจภายในของไทยร้อยละ 42 มาจากเงินเดือนและค่าจ้าง การขยายตัวของเศรษฐกิจภายในจะช่วยชดเชยการชะลอตัวของกำลังซื้อภายนอกประเทศผ่านการส่งออกได้ระดับหนึ่ง
 
ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำนั้นมีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองแรงงานไร้ฝีมือเมื่อแรกเข้าทำงาน เริ่มบังคับใช้ครั้งแรกวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2516 โดยเริ่มกำหนดในสี่จังหวัด คือ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ นนทบุรี และปทุมธานี เดิมการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำจะใช้คณะกรรมการค่าจ้างแห่งชาติ เป็นกลไกไตรภาคีที่กำหนดอัตราค่าจ้างอัตราเดียวทั่วประเทศ ต่อมาเดือนธันวาคม ปี พ.ศ. 2544 ได้มีการเปลี่ยนแปลงระบบการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำใหม่โดยมีคณะกรรมการค่าจ้างขั้นต่ำประจำจังหวัดเป็นผู้กำหนด
 
หากเทียบกับจังหวัดที่ค่าจ้างแรงงานถูกที่สุดถือว่าค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำที่รัฐบาลเสนอมีส่วนเพิ่มถึงกว่า 88.67% (กรณีจังหวัดพะเยา) เมื่อค่าจ้างขั้นต่ำสูงขึ้นทั่วประเทศมีตั้งแต่กว่าหนึ่งในสาม กระทั่งกว่าเท่าตัว, ภาคธุรกิจจะได้รับผลกระทบขนาดไหน คำตอบก็คือขึ้นอยู่กับ (1) ขนาดและกำลังการผลิตรวม (2) ผลิตภาพของแรงงาน (3) ระดับความเข้มข้นการใช้แรงงานไม่มีทักษะ (4) กำไรขั้นต้นต่อชิ้นสินค้า เป็นต้น
 
จากการศึกษาของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต พบว่า โครงสร้างต้นทุนการผลิตทั้งหมดของวิสาหกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในภาคอุตสาหกรรมการผลิต จำนวน 70,355 ราย และวิสาหกิจขนาดใหญ่จำนวน 3,576 ราย  พบว่าค่า จ้างและเงินเดือนของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมทั่วประเทศมีสัดส่วนเฉลี่ยร้อยละ 17.06 ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด ส่วนค่าจ้างและเงินเดือนของวิสาหกิจขนาดใหญ่ทั่วประเทศ มีสัดส่วนเฉลี่ยร้อยละ 14.14 ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด
 
โดยหากมีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวัน จากผลการศึกษาพบว่าสัดส่วนค่าจ้างและแรงงาน ต่อต้นทุนการผลิตทั้งหมดของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในภาคอุตสาหกรรมการผลิต ทั่วประเทศจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 6.42 ส่วนค่าจ้างและเงินเดือนของวิสาหกิจขนาดใหญ่ทั่วประเทศ จะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 6.34 เมื่อพิจารณาอุตสาหกรรมการผลิตจำแนกตามภูมิภาคต่างๆ พบว่าสัดส่วนค่าจ้างและแรงงานต่อต้นทุนการผลิตทั้งหมดของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพิ่มขึ้นมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 7.54 รองลงมาได้แก่ ภาคกลาง คือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.67  ภาคใต้ เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.66  กรุงเทพมหานครและเขตปริมณฑล เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.65 และภาคเหนือ เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.56
 
หากมองในมิติของต้นทุนต่อผู้ประกอบการขนาดเล็กในหลายพื้นที่อาจเป็นภาระที่หนักเกินไปหากต้องขึ้นค่าแรงทีเดียวถึงกว่าร้อยละ 80% อาจประสบภาระขาดทุนหรือกำไรลดลงอย่างมากหรือหากปรับตัวไม่ได้ก็อาจต้องปิดกิจการไป อย่างไรก็ตาม การไปสร้างกระแสสร้างความรู้สึกว่า ปรับค่าแรงขั้นต่ำในอัตราก้าวหน้าแล้ว จะทำให้ผู้ประกอบการถึงขั้นปิดกิจการจำนวนมาก ก็ดูเหมือนจะเป็น วาทกรรม หรือ ความจริงที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อปกป้องผลประโยชน์แห่งกลุ่มตนเสียมากกว่าเป็น ความจริงเชิงข้อเท็จจริง (Factual truth) แต่ข้อเท็จจริงกับเป็นด้านที่น่าเห็นอกเห็นใจ บรรดาผู้ใช้แรงงานเสียมากกว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาจะมีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอย่างต่อเนื่องซึ่งทำให้ค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ยทั่วประเทศเพิ่มขึ้นประมาณ 28% (จาก 137 บาทต่อวันในปี 2544 เป็น 176 บาทต่อวันในปี 2553) แต่เมื่อนำผลจากเงินเฟ้อมาพิจารณาด้วยแล้วกลับพบว่าในช่วงเดียวกันนี้ค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ยแท้จริง ณ ปัจจุบัน ไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย โดยอยู่ในระดับใกล้เคียงกับในปี 2544 ช่วง 10 ปี ค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ยเพิ่มขึ้นปีละแค่ 2.57% เมื่อเทียบกับอัตราเฉลี่ยเงินเฟ้อในช่วงเวลาเดียวกัน 2.76% เท่ากับว่าค่าแรงขั้นต่ำไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย แต่กลับมีค่าลดลงเมื่อเทียบกับเงินเฟ้อเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำเฉลี่ยเพิ่มขึ้น
 
ความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น (Labour Intensive Industry)  เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารแปรรูป อุตสาหกรรมรองเท้า อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ อุตสาหกรรมก่อสร้าง อาจได้รับผลกระทบ จำนวนหนึ่งอาจย้ายฐานการผลิต และการย้ายการผลิตนี้ก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการและระบบเศรษฐกิจจากเครือข่ายการผลิตไร้พรมแดนภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ขณะเดียวกัน ย่อมส่งผลต่อการลดการจ้างงานในประเทศในบางอุตสาหกรรม การกำหนดค่าจ้างสูงกว่าค่าจ้างดุลยภาพมากๆ ย่อมเกิดภาวการณ์ว่างงานแน่นอน เพราะนายจ้างย่อมมีความต้องการจ้างแรงงานน้อยลงและหันไปใช้เทคโนโลยีแทนมากขึ้น
 
เมื่อประกาศใช้อัตรา 300 บาทครบทุกจังหวัดทั่วประเทศย่อมทำให้ค่าจ้างขั้นต่ำเป็นอัตราเดียวทั่วประเทศย่อมทำให้แรงงานมีการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานน้อยลง แรงงานได้อยู่กับครอบครัว ปัญหาครอบครัวและปัญหาสังคมน่าจะลดลง อีกด้านหนึ่ง เมื่อค่าจ้างขั้นต่ำเป็นอัตราเดียวอาจทำให้โรงงานและธุรกิจอุตสาหกรรมย้ายฐานไปยังจังหวัดที่ห่างไกลหรือพื้นที่ขาดโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจน้อยลง เนื่องจากไม่มีปัจจัยเรื่องต้นทุนแรงงานราคาถูกจูงใจ เมื่ออัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นอัตราเดียวทั่วประเทศ 300 บาท ต้องมีมาตรการจูงใจการลงทุนอื่นเสริมเพื่อให้เกิดการย้ายฐานการผลิตกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจไปยังพื้นที่ห่างไกลหรือจังหวัดที่ยังไม่มีการพัฒนาดีนัก และที่สำคัญ ต้องมีมาตรการออกมาดูแลกิจการขนาดกลางขนาดเล็กให้เขาอยู่รอดให้ได้ในภาวะต้นทุนแรงงานสูงขึ้น ครับ
 
เรื่องค่าแรงขั้นต่ำที่ต้องปรับตัวขึ้นสูงแน่เป็นเพียงแนวโน้มสำคัญหนึ่งของตลาดแรงงานไทยเท่านั้น ยังมีแนวโน้มอื่นๆ อีก ที่ธุรกิจอุตสาหกรรมต้องปรับตัว และ รัฐต้องมีนโยบายและมาตรการอันเหมาะสมในการตอบสนอง ไม่เช่นนั้นแล้ว จะสร้างปัญหาทางเศรษฐกิจในมิติใดมิติหนึ่งได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ความสามารถในการแข่งขัน ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ

แนวโน้มที่สำคัญ และ ยังเป็นแนวโน้มที่ช่วยอธิบายเราว่า ค่าจ้างในไทยแพงหรือไม่ คือ ผลิตภาพแรงงานไทยในอนาคตว่าเป็นอย่างไร ปัจจุบันผลิตภาพแรงงานไทย (Labor Productivity) เติบโตช้ามากเพียงแค่ 3% ต่อปี (จีน 9.2%, เวียดนาม 5.3%) ขณะเดียวกัน ผลตอบแทนของแรงงานก็ลดลงทุกระดับการศึกษา สะท้อนปัญหาด้านคุณภาพของการศึกษาไทย  
 
นอกจากนี้แรงงาน (ประชากรในวัยทำงาน) ยังมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ โดยในทศวรรษนี้จะเพิ่มเพียง 0.2% เท่านั้น ขณะที่ทศวรรษที่แล้วก็เพิ่มน้อยอยู่แล้ว 1% แล้วแรงงานส่วนใหญ่ที่ทำงานอยู่ก็ทำงานนอกระบบเป็นส่วนใหญ่ เกือบครึ่งหนึ่งของกำลังแรงงานไม่ใช่ลูกจ้างระยะยาวที่ได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน
 
จำนวนประชากรที่มีอายุ 0-4 ปีตอนนี้จะเข้าสู่ประชากรในวัยทำงานในปี 10 ปีข้างหน้าเพียง 4 ล้านในขณะที่เวลานั้น ผู้สูงอายุเพิ่มเป็น 18% ของประชากรทั้งหมด
 
ข้อเท็จจริงและแนวโน้มเหล่านี้ เป็น สิ่งท้าทายต่อภาคธุรกิจอุตสาหกรรมไทย และ ท้าทายต่อรัฐบาลใหม่ว่าจะมีนโยบายในการตอบสนองอย่างไร ไม่ใช่ให้น้ำหนักไปที่ “ค่าแรงขั้นต่ำ” แต่เพียงอย่างเดียว
Date post : 17/09/2555

http://www.thailabour.org/autopagev4/show_page.php?varid=2178%2C8%2C&utm_source=dlvr.it&utm_medium=facebook









ว่าด้วยเรื่อง อาสาสมัคร (บัณฑิต)



********************************
1.อาสาสมัคร คือ เครื่องมือในการลดความเหลื่อมล้ำและเสริมสร้างความเป็นพลเมือง อาสาสมัครจึงเป็นเรื่องของการพึ่งพากันไม่กัน ไม่ใช่ความรู้สึกแบบผู้ให้และผู้รับ
2.หลายคนคิดว่างานอาสาสมัครจะเกิดขึ้นเมื่อเกิดวิกฤตหรือภัยพิยบัติ แต่ในหลายประเทศมีการดำเนินงานในภาวะปกติ
3.ภาครัฐควรคิดด้วยว่า จะทำอย่างไรที่จะส่งเสริมกลไกอาสาสมัครอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เป็นแต่เพียงนโยบายเฉพาะกิจหรือให้งานอาสาสมัครสังกัดอยู่ภายใต้กระทรวงใดกระทรวงหนึ่งที่มีกลไกค่อนข้างแข็งตัว งานอาสาสมัครควรจะเป็นการกระจายโอกาสและกระจายทรัพยากรไปยังภาคส่วนต่างๆไม่ใช่กระจุกตัวอยู่ที่ภาครัฐ
-- พิเชฐ ยิ่งเกียรติคุณ 


********************************


"การดำเนินงานด้านอาสาสมัคร ควรเป็นการทำงานในภาพกว้าง โดยบูรณาการการทำงานกับทุกภาคส่วน รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และต้องมีการประสานงานกันอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนในภารกิจที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการอยู่แล้ว และเป็นการเสริมงาน ในภาพกว้างที่แต่ละหน่วยงานได้ดำเนินการอยู่แล้วให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นต่อไป" 


-- ข้อเสนอของ สมช. โดย แดม


นัยคือ เพื่อไม่ให้การดำเนินงานอาสาสมัครสร้างผลกระทบต่อการดำเนินงานในภาพรวม โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับความมั่นคงหรือจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศแห่งความมั่นคงให้เกิดขึ้น อาทิ ในสถานการณ์อุทกภัย จำเป็นที่จะต้องมีการสร้างประสิทธิภาพในการบริหารสถานการณ์ในภาวะวิกฤตเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลและเตรียมการรับมือได้อย่างถูกต้องแม่นยำ และสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อหน่วยงานภาครัฐในช่วงการบริหารงานในสถานการณ์วิกฤต เพื่อไม่ให้เกิดภาวะโกลาหลวุ่นวาย (Chaos) จนยากแก่การควบคุมและคุ้มครองชีวิตของประชาชนให้ปลอดภัย การดำเนินงานอาสาสมัคร จึงควรดำเนินการโดยบูรณาการการทำงานกับทุกภาคส่วนเข้ามาเติมเต็มงานขององค์กรขนาดใหญ่เช่นภาครัฐหรือองค์การมหาชนที่ได้ดำเนินการในภารกิจของตนเองอยู่แล้วให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ไม่ใช่การตั้งตนเองขึ้นมาเป็นผู้ดำเนินงานหลัก เพราะอาสาสมัครย่อมไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลในภาพกว้างและเชิงลึกได้ การประกาศตัวเสมือนผู้ดำเนินงานหลัก รั้นแต่จะทำให้ประชาชนเกิดความสับสนในข้อมูลจนอาจนำอันตรายมาสู่ประชาชนได้ ดั่งกรณีตัวอย่างของ ThaiFlood เมื่อปีที่ผ่านมา 


ซึ่ง ครม. ได้มีมติเมื่อ 29 มี.ค. 55 เห็นชอบข้อเสนอแนวทางการพัฒนางานอาสาสมัครไทยตามที่กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)เสนอ ทั้งนี้ ให้กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์รับความคิดเห็นของสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติไปพิจาณาดำเนินการด้วย (ข้อคิดเห็นของ สมช. เป็นข้อคิดเห็นเดียวจากทั้งหมดสี่ข้อคิดเห็นที่ ครม. สั่งให้ พม.ดำเนินการ ทั้งนี้ สี่ข้อคิดเห็นมาจาก 1.กระทรวงการต่างประเทศ 2.กระทรวงวัฒนธรรม 3.สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี 4.สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ) 


และสำหรับ การบ้านที่คุณพิเชฐ เชคโค้ ฝากให้ภาครัฐ ที่ว่า "จะทำอย่างไรที่จะส่งเสริมกลไกอาสาสมัครอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เป็นแต่เพียงนโยบายเฉพาะกิจหรือให้งานอาสาสมัครสังกัดอยู่ภายใต้กระทรวงใดกระทรวงหนึ่งที่มีกลไกค่อนข้างแข็งตัว" นั้น ได้มีการนำเสนอแนวทางการพัฒนางานอาสาสมัครไทยและ ครม. ได้มีมติเห็นชอบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถ้าคุณพิเชฐทำการบ้านซักนิด ติดตามค้นคว้าให้ลึกหน่อยจะพบว่า ในข้อเสนอเล่มไม่หนาดังกล่าว ได้มี
1.การกำหนดแนวทางการพัฒนางานอาสาที่ทุกหน่วยงานจะร่วมสนับสนุนให้อาสาสมัครมีการจัดตั้งองค์กรของตนเองขึ้นมาอย่างเป็นระบบตั้งแต่ระดับจังหวัดจนถึงประเทศเรื่อยไปจนถึงความร่วมมือกับอาสาสมัครในนานาประเทศ
2.ข้อเสนอดังกล่าวซึ่งมีผลในทางปฏิบัติตั้งแต่เดือน มี.ค. แล้ว จะทำให้งานอาสาสมัครเชื่อมโยงกับหน่วยงานต่างๆ ไม่ใช่เฉพาะ พม. แต่ยังขยายไปถึงกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย องค์การมหาชน อย่าง สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน และที่สำคัญคือการสร้างองค์กรของตนเองด้วย ไม่ได้แข็งตัวเหมือนอย่างที่คุณพิเชฐกล่าวแล้ว 
3.ความจริงนักคิดอย่างคุณพิเชฐน่าจะหยิบเนื้อหาของข้อเสนอมาวิพากษ์วิจารณ์ตีความให้ข้อคิดเห็นเสียมากกว่ามานั่งเล่าให้ชาวบ้านฟังว่าตนเองให้นิยามแก่ งานอาสาสมัคร อย่างไร ซึ่งคุณพิเชฐก็เล่าแต่นิยามของตนเองคนเดียว และหากจะเล่าก็น่าจะเล่าถึงนิยามของคนอื่นที่เข้าร่วมประชุมด้วย 



วันอังคารที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2555

รายการอาหารที่จะทำในปีนี้


Salmon Steak with Mayonnaise&Wasabi sauce


Panna Cotta ซอสสตรอฯทำเองดีกว่า ด้วย สตรอปั่น+มะนาว+เกลือ+(หรือครีมด้วยดีไหม)

Classic Breakfast: Perfect Eggs & Potato Hash Recipe

bacon, leek + potato gratin เราน่าจะหาอย่างอื่นมาใช้แทนกระเทียมต้น(leek) ได้นะ อย่างก้านcelery(คื่นช่าย)

Fried Egg Snack! เหมาะที่จะเอาไปทำกินเล่นช่วงเดือนกุมภาฯ

Deluxe Omelet สูตรเชฟจั๊ดกับเชฟเอก

The Perfect Omelette Recipe || KIN EATS

asparagus carbonara

Broiled Salmon With Papaya Avocado Salsa

Spaghetti Bolognese || KIN EATS

Linguine with Prosciutto and Brown Butter Sauce || KIN EATS

Herb Deviled Eggs || KIN EATS

Deviled Eggs - Recipe 666!


Eggs In Spicy Tomato Sauce || KIN EATS

Spinach Linguine with Goat Cheese and Sun-Dried Tomato || KIN EATS

Gordon Ramsay's Scrambled Eggs

Braised Chicken Thighs || KIN EATS


Beef Stroganoff Recipe - The Best Beef Stroganoff

Salmon Sandwich

Smoked Salmon Sandwich

SHAKSHUKA - Tomatoes and Eggs Recipe

Frittata

spinach + crab frittata

Veggie Frittata

Easy Osso Bucco

Spaghetti Carbonara

Steak Diane by Gordon Ramsay

Pasta with crab, chilli and lime by Gordon Ramsay

Prawn Cocktail by Gordon Ramsay

Chicken Tikka Masala by Gordon Ramsay

Gordon Ramsay : How to steam rice for Chicken Tikka Masala

Fondant Potatoes

How To Cook A Steak


GORDON RAMSAY - Preparing steak for 'steak diane'

GORDON RAMSAY - How to prepare your sauce for steak diane


Gordon Ramsay How To Joint a Chicken


How to make a classic white sauce with cheese Gordon Ramsay

How to cook pasta - Gordon Ramsay

How to cook saute potatoes - Gordon Ramsay

Gordon Ramsay How To Make Mayonnaise


How to make caramel - Gordon Ramsay


Gordon Ramsay Passion Fruit & Banana Souffle


Gordon Ramsay Christmas Recipes : Scrambled Eggs and Smoked Salmon


Ham and Egg Breakfast Cups

Coca-Cola Chicken Wings Recipe / 可乐鸡翅 Cooking Chinese Food

Stir-Fried Beef with Pepper and Egg Noodles 

RibEye Steak

Pan Glazed Fillet of Beef

How to cook Hot Bananas - Gordon Ramsay Recipe - easy to cook

Strawberry Shortcake || KIN EATS

Warm Brie With Brown Sugar, Maple Syrup And Pecans || KIN EATS

Mexican Scramble || KIN EATS

The Ultimate Breakfast Sandwich  || KIN EATS



How to Make Sausage Gravy on Toast || KIN EATS

Chicken Lettuce Cups: How To Make || KIN EATS

Pasta with Shrimp: What's for Dinner THURSDAY|| Kin Eats

Ultimate Baby Back Ribs for Father's Day: How to Make || KIN EATS

Hot Wing Burger: The Top 3 Burgers for July 4th || KIN EATS

Grass-Fed Beef Stuffed Bell Peppers

Baked Egg Cups in Prosciutto: How To Make // Kin Eats
http://www.youtube.com/watch?v=wsYV-cWXsT4&feature=g-all-u