สรุป เวทีสมัชชาสุขภาพเจาะประเด็นเรื่อง “สุขภาพแรงงานนอกระบบ : ความจริงที่ถูกลืม” เมื่อ วันที่ 30 เม.ย. 55 ณ สำนักงานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)
1. แรงงานนอกระบบหรือผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ไม่มีนายจ้าง จะมีปัญหาหลักๆ 3 เรื่อง คือ
1.1 ค่าจ้างที่ได้น้อยกว่าแรงงานในระบบถึง 10 เท่า โดยปัจจุบันแรงงานในระบบได้รับค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท ขณะที่แรงงานนอกระบบประมาณ 150-200 บาทต่อวัน
1.2 มีงานทำไม่ต่อเนื่อง และ
1.3 สภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัยในการทำงาน
2. นายวินัย ลู่วิโรจน์ รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน กล่าวว่า
ปัจจุบันมีแรงงานทั้งสิ้น 38.88 ล้านคน จำนวนนี้เป็นแรงงานในระบบ 14.1 ล้านคน เป็นแรงงานนอกระบบ 24.24 ล้านคน หรือ 2 ใน 3 โดยแรงงานในระบบที่มีนายจ้างชัดเจนจะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานอยู่แล้ว ส่วนแรงงานนอกระบบเพิ่งได้รับความคุ้มครองภายหลังจากที่มี พ.ร.บ.คุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน พ.ศ. 2553 ซึ่งครอบคลุมกลุ่มคนประมาณ 400,000 คน (ตั้งแต่ 15 พ.ค. 54 แต่ในทางปฏิบัติยังต้องรอการออกกฎหมายลูกอีกหลายฉบับออกมารองรับ)
ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 20 ล้านคนนั้นมีมาตรา 40 พ.ร.บ.ประกันสังคมรองรับ ทั้งในเรื่องความเจ็บป่วย พิการ และเสียชีวิต เท่ากับว่า ขณะนี้แรงงานทั้งหมดต่างมีระบบสวัสดิการที่พร้อมจะดูแลคุ้มครองแล้ว แต่ปัจจุบันมีแรงงานนอกระบบเข้าสู่มาตรา 40 เพียงแค่ 1 ล้านคนเท่านั้น เนื่องจากแรงงานกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นแรงงานในชนบทที่ไม่คุ้นเคยกับการต้องจ่ายเงินเพื่อสวัสดิการ ซึ่งเรื่องนี้จำเป็นต้องประชาสัมพันธ์ให้เกิดความเข้าใจว่าเป็นสวัสดิการและสิทธิพิเศษที่เป็นประโยชน์ต่อแรงงานเองในระยะยาว
http://www.isranews.org/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B8%99/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87/4-politic/6524--10-.html#.T56mLDSJYXU.facebook
*******************************************
ทีดีอาร์ไอเสนอ 3 ทางเลือก ปรับ “ค่าจ้าง 300 บาท” อย่างไรไม่จนลง
ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย เปิดเผยความคืบหน้าการประเมินผลกระทบนโยบายของค่าแรงขั้นและเงินเดือนปริญญาตรี
ความเป็นมา
ในส่วนค่าแรง 300 บาท ได้ปรับเพิ่มให้ 40% ทั่วประเทศทำให้พื้นที่ 7 จังหวัดได้ค่าจ้าง 300 บาทแล้ว และจะปรับอีกครั้งในเดือนมกราคม 2556 จึงจะทำให้ทุกจังหวัดมีค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทเท่ากันทั่วประเทศ
ปัญหา
ทั้งนี้ เมื่อมีการปรับค่าจ้างเท่ากันทั่วประเทศแล้วจะไม่ให้มีการปรับไปอีก 2 ปี (2557-2558) ซึ่งอาจไม่เป็นธรรมกับผู้ใช้แรงงาน เพราะเมื่อถ่วงดุลด้วยค่าครองชีพที่สูงขึ้นทุกปี จะทำให้ค่าจ้างแท้จริง (ค่าจ้างเป็นตัวเงินปรับด้วยค่าครองชีพ) มีมูลค่าน้อยกว่า 300 บาท หากไม่มีการปรับเพิ่มค่าครองชีพในแต่ละปีจะทำให้แรงงานจนลง
ข้อเสนอ
ให้นำผลการคาดการณ์ภาวะค่าครองชีพ หรือ CPI ของกระทรวงพาณิชย์ (ซึ่งทำทุกปี) ในแต่ละจังหวัดมาใช้เป็นฐานในการพิจารณา เนื่องจากสิ่งที่คาดการณ์คือในปี 2556 การปรับขึ้นค่าจ้างจะมีปัญหาทั้งใน 7 จังหวัดที่ขึ้นไปก่อนแล้ว กับ 70 จังหวัดที่กำลังจะได้เป็น 300 บาท โดยหลายจังหวัดในรอบที่สองก็จะเกิดการช็อกเหมือนเจอแผ่นดินไหวอีกครั้ง และจะใหญ่กว่าเนื่องจากจะเป็นการปรับขึ้นในอีก 70 จังหวัดที่มีค่าจ้างห่างจาก 300 บาทมาก ขณะที่ 7 จังหวัดที่ปรับไปก่อน หากไม่มีการปรับเพิ่มด้วยค่าครองชีพก็จะทำให้อำนาจซื้อเขาลดลงไป
ในปี 2556 ยังมีแนวทางที่ทำให้ลูกจ้างไม่จนลง นายจ้างมีเวลาปรับตัว จึงเสนอทางเลือกที่เป็นไปได้ 3 แนวทาง คือ
1. ปรับเพิ่มค่าจ้างเป็น 2 งวด เพื่อลดปัญหาความเดือดร้อนของภาคธุรกิจที่มีต้นทุนค่าแรงสูงและไม่สามารถปรับตัวได้ทัน โดยปี 2556 ขึ้นค่าจ้าง 27-55 บาท เพิ่มอีก 18 จังหวัด จากนั้นในปี 2557 ขึ้นค่าจ้าง 56-78 บาทให้กับอีก 52 จังหวัดที่เหลือ ซึ่งจะทำให้ในปี 2557 มีค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทเท่ากันทั่วประเทศ ขณะเดียวกันจังหวัดที่เคยขึ้นค่าจ้างไปก่อนหน้านี้แล้วก็ต้องมีการปรับค่าครองชีพให้โดยอัตโนมัติ
2. เป็นทางเลือกที่ไม่เข้มงวดเหมือนทางเลือกแรก โดยให้ขึ้นค่าจ้างครั้งเดียว 40% (เพิ่มไปแล้วในปี 2555) และทุกปีก็ให้ปรับขึ้นตามดัชนีค่าครองชีพ แต่พบว่าต้องใช้เวลาถึง 10 ปี (2556-2565) จึงจะทำให้จังหวัดอ่างทองจะเป็นจังหวัดสุดท้ายที่ได้ค่าจ้างถึง 300 บาท (ที่จริงอยู่ที่ 304 บาท)
3. เป็นทางเลือกที่กำหนดขึ้นตามแนวทางข้อเรียกร้องของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อขอเลื่อนการดำเนินนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทเท่ากันทั่วประเทศเป็นเดือนมกราคม 2558 หรือเลื่อนไปอีก 3 ปี โดยทุกจังหวัดที่เคยขึ้นเงินเดือน 40% ของค่าจ้างของแต่ละจังหวัดจะต้องปรับค่าครองชีพ (CPI) ให้กับแต่ละจังหวัดโดยอัตโนมัติตามการคาดการณ์ของกระทรวงพาณิชย์ (แต่ละจังหวัดจะได้รับการปรับขึ้นค่าจ้างตามฐานเงินเดือนที่แตกต่างกัน) จากนั้นในปี 2558 ทุกจังหวัดจะได้ค่าจ้างขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 300 บาทต่อวันครบทุกจังหวัด
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการค่าจ้างกลางว่าจะนำแนวทางนี้มาใช้หรือไม่ หากนำมาใช้ก็จะช่วยลดการเรียกร้องของแรงงานในเรื่องนี้ และทำให้นายจ้างมีเวลาปรับตัวพอสมควร
http://thaipublica.org/2012/04/trdi-3-choice-for-wages/
*************************
สรุป 300 บาท และ การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจในภูมิภาค
2.สำหรับจีน ซึ่งเน้นการผลิตสินค้าราคาถูกด้วยการกดค่าจ้างต่ำมาหลายสิบปี ล่าสุด แนวโน้มของการผลิตสินค้าราคาถูกของจีนกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ นั่นคือ รัฐบาลจีนจะไม่เน้นการผลิตสินค้าจากแรงงานราคาถูกให้เพิ่มขึ้น แต่จะเน้นการผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง มีการใช้เทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้น แล้วผลักดันธุรกิจที่ใช้แรงงานเข้มข้นให้ย้ายฐานการผลิตไปนอกประเทศ นั่นหมายความว่าทิศทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยแรงงานราคาถูกกำลังถูกผลักไปยังประเทศเกิดใหม่อย่างCLMV ขณะที่ไทยเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดกลาง ไม่สามารถใช้แรงงานราคาถูกเป็นจุดเด่นในการแข่งขันได้อีกต่อไป
3.CLMV ล้วนค่าจ้างต่ำกว่าไทย และไทยนำแรงงานต่างด้าวมาใช้ในอุตสาหกรรมและภาคบริการ ทำให้ค่าจ้างทั้งระบบไม่สามารถขึ้นได้ และทำให้เงินเฟ้อถูกดึงไว้ไม่ให้สูงมากไม่ขึ้นจากจำนวนแรงงานต่างด้าวหลายล้านคนที่แทรกซึมในระบบเศรษฐกิจ
4.สำหรับเศรษฐกิจในประเทศเพื่อนบ้านที่กำลังเติบโต การกลับบ้านของแรงงานต่างด้าวหรือการเคลื่อนย้ายแรงงานในระยะอันใกล้นี้ จะเกิดขึ้นอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ อันเกิดจากการเคลื่อนย้ายฐานการผลิตที่ใช้แรงงานเข้มข้นราคาถูกไปยังประเทศเพื่อนข้านมากขึ้น และธุรกิจไทยก็ได้พึ่งพาแรงงานในจำนวนมากนี้มากเช่นกัน
5.เช่นเดียวกับ SME ที่ต้องเผชิญปัญหาที่ถูกบังคับจากภายนอก ทำให้อาจปรับตัวไม่ทันกับสภาพแวดล้อมที่ปรับตัวอย่างรวดเร็ว และจะเผชิญกับผลกระทบที่รุนแรงในไม่ช้า โดยเฉพาะSME ซึ่งเป็นธุรกิจที่ใช้แรงงานเข้มข้นและปรับตัวช้ากว่าบริษัทขนาดใหญ่ แต่ไม่ใช่ว่าจะปรับตัวไม่ได้ เพราะหาก SME ไม่ปรับตัว ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยจะตกต่ำลงไปเรื่อยๆ
6.ดังนั้น การล้มหายตายจากของSME คงยากที่จะหลีกเลี่ยงได้ โดยเฉพาะภาคบริการและการผลิตดังนั้น การปลดคนงานต้องเกิดขึ้นตามมาอย่างแน่นอน รัฐบาลจึงต้องเพิ่มแผนรองรับผู้ประสบปัญหาหากลุ่มนี้ ทั้งผู้ประกอบการและผู้ใช้แรงงานที่ถูกเลิกจ้าง ไม่เช่นนั้นปัญหาสังคมจะตามมาอย่างแน่นอน
***************************************
ทุนนิยามสัมภาษณ์บัณฑิตย์ เผยเศรษฐศาสตร์การเมืองเรื่องการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ - ประชาธรรม
1.ถ้าพูดไปแล้วการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำหรือไม่ มากน้อยแค่ไหน ก็ไม่ใช่เป็นเรื่องของข้อมูลภาวะเศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับปัจจัยทางการเมืองหลายอย่าง โดยเฉพาะดุลอำนาจการต่อรองของสหภาพแรงงานในแต่ละช่วง รวมถึงนโยบายทางการเมืองของรัฐบาลในแต่ละช่วงด้วย
2.การรัฐประหาร 2ครั้ง คือรัฐประหารเมื่อปี 2534โดยคณะรสช. กับรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 สิ่งที่เกิดขึ้นร่วมกัน คือ คณะรัฐประหารทั้งสองชุดไม่มีการยกเลิกกฎหมายแรงงาน ที่ไม่มีการยกเลิกกฎหมายแรงงาน ผมเข้าใจว่า เป็นเพราะว่าขบวนการรวมตัวต่อรองของขบวนการแรงงานมีความอ่อนแอมาตั้งแต่ก่อนเกิดรัฐประหารแล้ว
3.ข้อมูลงานวิจัยทุกฝ่ายพบร่วมกันว่า ลูกจ้างที่ทำงานอยู่ในภาคเมืองหรือที่ไปทำงานต่างประเทศก็ดี รายได้ถูกส่งกลับไปเลี้ยงครอบครัวในภาคชนบทหรือ ภาคเกษตรกรรม
-- บัณฑิตย์ ธนชัยเศรษฐวุฒิ ผู้อำนวยการและนักวิจัยสิทธิแรงงาน มูลนิธิอารมณ์พงศ์พงัน
http://prachatham.com/detail.htm?code=i1_29032012_01
http://prachatham.com/detail.htm?code=i1_29032012_01
****************************
ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท อะไรคือก้าวต่อไปของฝ่ายแรงงาน | ประชาไท
"การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำครั้งนี้ต่างจากที่ผ่านมาตรงที่ไม่ได้เป็นผลลัพธ์ของการร้องขอและรอความกรุณาจากฝ่ายข้าราชการเพียงอย่างเดียวแต่เป็นการสะท้อนปัญหาในระดับชีวิตประจำวันของผู้ใช้แรงงานผ่านกลไกหรือช่องทางการเมืองที่เป็นทางการ ถึงแม้จะไม่ได้เป็นการรณรงค์จากฝ่ายแรงงานเองตั้งแต่ต้นก็ตาม"
"ผู้เขียนเชื่อว่านี่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความพยายามบิดเบือนประเด็นเรื่องความสามารถในการแข่งขันที่ต่ำของเอสเอ็มอีไทย ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยต่างๆ เช่น การขาดแหล่งเงินทุนและสาธารณูปโภคที่ทันสมัย การขาดความรู้ในเรื่องการบริหารจัดการและนโยบายการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ ให้กลายเป็นเพียงเรื่องค่าแรง นอกจากนี้ ฝ่ายนายจ้างยังไม่เคยเสนอความจริงอีกครึ่งหนึ่งที่ว่าการแข่งขันบนฐานของการกดค่าแรงให้ต่ำนั้น ส่งผลเสียต่อการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยเองในระยะยาว ยังไม่ต้องพูดว่างานวิจัยจำนวนมากก็ชี้ให้เห็นว่าประสิทธิภาพการผลิตของคนงานไทยสูงกว่าค่าแรงที่พวกเขาได้รับอยู่มาก"
--เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร อาจารย์ประจำวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
http://prachatai.com/journal/2012/04/40069
****************************
พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์: ค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท - แรงงานไทยไม่ใช่แรงงานทาส | ประชาไท
"ความจริงข้อหนึ่งที่นายจ้างกลุ่มทุนเก่าเหล่านี้ไม่ยอมพูดถึงคือ นับแต่วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 เป็นต้นมา ค่าจ้างแรงงานไทยมีการปรับขึ้นช้ามากคือไม่ถึงร้อยละ 2 ต่อปี ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อของประเทศไทยสูงถึงร้อยละ 3-4 ต่อปี ผลก็คือ ค่าจ้างของคนงานไทยล้าหลัง ไล่ตามไม่ทันค่าครองชีพต่อเนื่องมากว่าสิบปีแล้ว
สิ่งที่เราสังเกตได้ตลอดหลายปีมานี้คือ คนงานลูกจ้างมีแนวโน้มต้องทำงานเพิ่มมากขึ้นเพื่อให้ได้รายได้เสริม ทั้งทำงาน “ล่วงเวลา” หรือ “โอที” ในที่ทำงานประจำ ไปจนถึงทำงานรับจ้างที่อื่นหรือค้าขายรายย่อยนอกเวลางานและในวันอาทิตย์ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ได้รายได้ที่ไล่ทันกับค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นทุกปีนั่นเอง
ยิ่งกว่านั้นคือ รายได้ประชาชาติของไทยที่วัดโดย ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ตลอดกว่าสิบปีมานี้ ก็เติบโตขึ้นในอัตราร้อยละ 4-5 ต่อปี สูงกว่าการเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำอีกเช่นกัน ซึ่งหมายความว่า ผู้ใช้แรงงานไทยได้รับส่วนแบ่งรายได้ของประเทศที่น้อยลงเรื่อย ๆ และมีรายได้เพิ่มขึ้นที่ช้ากว่าผู้ประกอบอาชีพและรายได้กลุ่มอื่น ๆ อีกด้วย"
-- รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
http://prachatai.com/journal/2012/04/40083
****************************
จีนเตรียมขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอีกหนึ่งเท่าตัวภายในปี 2558
1.ปัจจุบันค่าจ้างขั้นต่ำของจีนแต่ละเดือน อยู่ที่ประมาณ 5,500 บาท
2.ทางการจีนก็ประกาศว่าภายในปี 2558 จะเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำขึ้นอีกเท่าตัว ทำให้ค่าจ้างแรงงานจีน เมื่อรวมกับสวัสดิการทุกอย่างแล้วจะอยู่ที่ประมาณ 11,000 บาทต่อเดือน
3.ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผนการ จีนก็จะผงาดขึ้นมาเป็นชาติที่มีค่าแรงขั้นต่ำสูงที่สุดเป็นอันดับสองรองจากมาเลเซีย
4.รัฐบาลจีนยังเชื่อว่า การปรับขึ้นค่าแรง จะไม่กระทบกับนักลงทุนต่างชาติ จนย้ายฐานการผลิต เพราะจีนยังมีระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่ดีกว่าประเทศอื่นๆ และมีค่าก่อสร้างโรงงานหรือสำนักงานที่ราคาถูกมาก รวมทั้งมีกฎหมายที่ให้ความยืดหยุ่นและเอื้อให้ต่อการลงทุนจากต่างชาติ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้นักลงทุน ยังคงเลือกประเทศจีนเป็นฐานการผลิตต่อไป
5.ปัจจุบัน กรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของประเทศ คือเมืองที่มีค่าจ้างต่อชั่วโมงสูงที่สุด อยู่ที่ 13 หยวน หรือ 60 บาท ซึ่งหมายความว่า หากปรงงานทำงานวันละ 8 ชั่วโมง จะได้รับค่าจ้างทั้งหมด 480 บาท
http://news.voicetv.co.th/business/15264.html
****************************
อัตราค่าแรงขั้นต่ำในอาเซียน และแนวโน้มการปรับขึ้น
1.เวียดนาม ค่าแรงขั้นต่ำของเวียดนามอยู่ที่ประมาณ 55 - 60 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อเดือน หรือประมาณ 1,650 - 1,800 บาท
2.ลาว ปัจจุบันผู้ใช้แรงงานลาวมีรายได้เฉลี่ย 1,057 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี หรือประมาณ 31,700 บาท
3.พม่า มีค่าแรงขั้นต่ำต่อปีจากการจัดอันดับโดยองค์การค่าแรงขั้นต่ำ อยู่ที่ 401ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 12,030 บาท
4.กัมพูชา รัฐบาลปรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำเป็น 61 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อเดือน จากเดิมคือ 50 ดอลลาร์
5.มาเลเซีย แม้ว่าจะมีอัตราค่าแรงขั้นต่ำที่สูง แต่ก็ยังคงประสบกับปัญหาค่าครองชีพที่สูงตามมาด้วยเช่นกัน ทำให้ประชาชนและผู้ใช้แรงงานต่างก็เรียกร้องให้รัฐบาลมาเลเซียปรับขึ้นอัตราค่าแรงขั้นต่ำอีกครั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งปัจจุบัน มาเลเซียมีอัตราค่าแรงขั้นต่ำอยู่ที่ 530 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อเดือน หรือประมาณ 15,900 บาท
6.ฟิลิปปินส์ อัตราค่าแรงขั้นต่ำแตกต่างกันไป ตามแต่ละภูมิภาค ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 232 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อเดือน หรือประมาณ 6,960 บาท
7.อินโดนีเซีย อัตราค่าแรงขั้นต่ำอยู่ที่ 112 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 3,360 บาทต่อเดือน
8.สิงคโปร์ มีค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำอยู่ที่ 1,850 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือน หรือประมาณ 55,500 บาท โดยคิดเป็นรายได้เฉลี่ยต่อวัน คือ 61 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1,830 บาท ซึ่งเทียบเท่ากับค่าแรงขั้นต่ำในประเทศเวียดนาม ที่ผู้ใช้แรงงานจะได้รับต่อ 1 เดือน
****************************
กัมพูชาค่าแรงอุตสาหกรรมสิ่งทอถูกที่สุดในเอเชีย
แม้กัมพูชาจะปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา แต่ประเทศนี้ยังเป็นประเทศที่มีค่าแรงขั้นต่ำถูกที่สุดในทวีปเอเชียในหมวดอุตสาหกรรมสิ่งทอ จึงทำให้ธนาคารโลกแสดงความกังวลว่ารายได้ของแรงงานกัมพูชาอาจไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต
กัมพูชาเป็นประเทศที่มีโรงงานจากต่างชาติเข้าไปตั้งฐานการผลิตเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะโรงงานสิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป เช่น Gap, H&M และ Zara เนื่องจากเป็นประเทศที่มีค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำในหมวดนี้ถูกที่สุดในทวีปเอเชีย กัมพูชาจึงมีรายได้หลักมาจากอุตสาหกรรมการผลิตเสื้อผ้าส่งออกรองมาจากรายได้จากการท่องเที่ยวและเกษตรกรรมโดยผลิตภัณฑ์จากโรงงานสิ่งทอกว่าร้อยละ 70 ถูกส่งไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆในยุโรป
โดยปัจจุบันค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำของกัมพูชาอยู่ที่ 2 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 60 บาท ต่อวันและ 61 ดอลลาร์สหรัฐฯหรือประมาณ 1,800 บาทต่อเดือน ซึ่งอัตราดังกล่าว จะให้กับลูกจ้างที่ผ่านช่วงทดลองงานแล้ว 3 เดือนขึ้นไปแต่ถ้าเป็นลูกจ้างใหม่ จะอยู่ที่ 56 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อเดือน หรือประมาณ1,600 บาท
http://news.voicetv.co.th/global/15330.html
****************************
สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 29 ก.ค. - 4 ส.ค. 2555
Sat, 2012-08-04 21:04
เผยแรงงานได้ค่าแรงจริงไม่ถึง 300 บ.
นายเกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์วิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดเผยว่า จากการศึกษาดัชนีค่าครองชีพในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมาพบว่า แม้ผู้ใช้แรงงานทั่วประเทศจะได้รับการขึ้นค่าจ้าง 40% ตั้งแต่ 1 เม.ย. ที่ผ่านมา โดยมี 7 จังหวัด ที่มีค่าแรงขั้นต่ำถึง 300 บาทแล้ว ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร (กทม.) นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร สมุทรปราการ นครปฐม และภูเก็ต แต่พบว่าอำนาจการซื้อหายไป 10 บาท เนื่องจากสินค้าประเภทอาหาร พลังงานและสิ่งของจำเป็นภายในบ้านเพิ่มราคาขึ้น เหลือใช้กำลังซื้อที่แท้จริงเพียง 290 บาท และหากปรับเพิ่มเป็น 300 บาททั่วประเทศในปี 2556 อำนาจการซื้อของแรงงานทั่วประเทศจะลดลงยิ่งกว่านี้
ขณะเดียวกัน จากการติดตามผลกระทบและการปรับตัวในช่วง 100 วันหลังการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท พบว่า ธุรกิจเอสเอ็มอีใน 7 จังหวัดข้างต้น มีกลุ่มตัวอย่าง 87.5% ได้รับผลกระทบจากการขึ้นค่าแรง แต่ 73.2% ของกลุ่มที่ได้รับผลกระทบระบุว่ายังสามารถรับมือได้ ส่วนอีก 14.3% ไม่สามารถรับมือกับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นได้
นายเกียรติอนันต์ กล่าวว่าข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลคือในระยะเวลา 5 เดือนที่เหลือก่อนสิ้นปี รัฐจะต้องช่วยเหลือผู้ประกอบการด้วยการบริหารความเสี่ยงทางธุรกิจในภาพรวม เช่น สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ต้องไม่มีความเสี่ยงด้านการเมือง อย่าให้ต้นทุนธุรกิจเพิ่มมากกว่านี้ เช่น ดูแลค่าเงินบาทไม่ให้อ่อนค่าลงกว่าเดิม ดูแลราคาพลังงานอย่าให้ปรับเพิ่มเร็วเกินไป ตลอดจนสร้างบรรยากาศความเชื่อมั่นให้ประชาชนมั่นใจในการบริโภค และนักลงทุนกล้าลงทุนมากขึ้น
(โพสต์ทูเดย์, 30-7-2555)
หวั่นปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ธุรกิจอาจปิดตัว 80,000 ราย
ผลวิจัยมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดเผยว่า 100 วัน หลังขึ้นค่าแรง 300 บาท 7 จังหวัด พบว่า วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ เอสเอ็มอี ส่วนใหญ่ยังรับมือได้
แต่รายเล็กมีแนวโน้มปิดกิจการกว่า 80,000 ราย ขณะที่อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม ส่งสัญญาณเตรียมย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้านกลางปีหน้า หลังปรับขึ้นค่าแรง 300 บาททั่วประเทศ
3 เดือนเศษ หลังขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ใน 7 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร นครปฐม และภูเก็ต ทำให้อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานจำนวนมาก เช่น เครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอ ได้รับผลกระทบชัดเจน และหากปรับเป็น 300 บาททั่วประเทศก็มีแนวโน้มจะลดขนาดโรงงานในอีสานแล้วย้ายไปประเทศเพื่อนบ้าน
นายเกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์วิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า ปัญหาแรงงานที่ต้องเผชิญในปีหน้า คือการย้ายถิ่นฐานมายังเมืองใหญ่มากขึ้น เพราะโรงงานในจังหวัดเล็กๆ จะปิดตัว โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ เอสเอ็มอี ที่คาดว่าจะปิดตัว 80,000 -130,000 ราย และอีก 40,000 - 50,000 ราย สถานการณ์น่าเป็นห่วง
ขณะที่ผลสำรวจผู้ประกอบการเอสเอ็มอีใน 7 จังหวัดนำร่อง หลังขึ้นค่าแรงตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.พบว่าร้อยละ 87 ได้รับผลกระทบ
แม้ว่าส่วนใหญ่ระบุว่ารับมือกับผลกระทบได้ แต่ก็มีต้นทุนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 17 ซึ่งสมุทรสาครเป็นจังหวัดที่ต้นทุนเพิ่มมากที่สุด
รองลงมาคือกรุงเทพ และปทุมธานี ส่วนวิธีที่ผู้ประกอบการเกือบครึ่งหนึ่งนำมาใช้ปรับตัวคือ ขึ้นราคาสินค้า ลดพนักงาน และลดปริมาณการผลิต
(ไทยพีบีเอส, 31-7-2555)
http://prachatai.com/journal/2012/08/41892
******************************************
พิสูจน์แล้ว! ค่าแรง 300 บาทป่วนทั้งตลาด คนตกงานพุ่ง-บริษัทปิด 1.3 แสนราย
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 7 สิงหาคม 2555 18:38 น.
4 เดือนค่าแรงขั้นต่ำ หลักฐานเริ่มฟ้อง ปิดบริษัทเพิ่ม-คนตกงานพุ่ง ธุรกิจบัณฑิตย์คาด SME ปิดตัวถึง 1.3 แสนราย คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยเผยหลังใช้นายจ้างเอาเปรียบสารพัด ยอมรับแรงงานถูกต้มหลอกให้เลือก สุดท้ายปล่อยนายจ้างเชือด ด้านทีดีอาร์ไอชี้สุดท้ายเหลือรายใหญ่คุมตลาด ขณะที่ตัวเลขว่างงานเพิ่มขึ้น 4 เดือนติดต่อกัน
รัฐบาลเพื่อไทยยังคงเดินหน้าเปิดโครงการประชานิยมอย่างต่อเนื่อง ทั้งบัตรเครดิตชาวนา กองทุนพัฒนาสตรีและเปิดจุดให้บริการ Free Wi-fi ฟรีของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ
ส่วนโครงการประชานิยมที่ได้ดำเนินการไปก่อนหน้าเริ่มออกอาการสร้างปัญหาให้กับรัฐบาลบ้างแล้ว ทั้งเรื่องโครงการรับจำนำข้าวที่ทำให้การส่งออกของไทยหลุดจากแชมป์ส่งออกข้าวลงมาอยู่ในอันดับ 3 รองจากอินเดียและเวียดนาม ตามมาด้วยภาระขาดทุนจากโครงการรับจำนำดังกล่าวเนื่องจากราคาที่รัฐบาลรับจำนำสูงกว่าราคาตลาด
สำหรับโครงการประชานิยมของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ที่เริ่มมีตัวเลขบ่งชี้ถึงผลกระทบที่ตามมา จากการบังคับใช้ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทใน 7 จังหวัดนำร่องเมื่อ 1 เมษายน 2555 และจะบังคับใช้ทั่วประเทศในวันที่ 1 มกราคม 2556 ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากฝ่ายนายจ้างที่เป็นการปรับครั้งเดียวสูงกว่า 40% จากค่าแรงขึ้นต่ำครั้งก่อน ขณะที่ฝ่ายผู้ใช้แรงงานต่างส่งเสียงเชียร์ให้บังคับใช้พร้อมกันทั้งประเทศ
ผลวิจัยมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ที่สำรวจธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(SME) หลังจากค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทมีผลบังคับใช้ใน 7 จังหวัด พบว่า ธุรกิจเอสเอ็มอี ส่วนใหญ่ยังรับมือได้ แต่รายเล็กมีแนวโน้มปิดกิจการกว่า 80,000-130,000 ราย และอีก 40,000-50,000 รายอยู่ในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง
อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม ส่งสัญญาณเตรียมย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้านกลางปีหน้า หลังปรับขึ้นค่าแรง 300 บาททั่วประเทศ
ขณะเดียวกันด้านคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ใช้แรงงาน 5,134 คน ใน 3 กรณีปัญหาหลัก ได้แก่ การไม่ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ การเปลี่ยนสภาพการจ้างงาน เช่น การปรับเปลี่ยนโยกย้ายตำแหน่ง ลดสวัสดิการ ย้ายฐานการผลิต และการนำสวัสดิการมารวมกับค่าจ้าง
แรงงานถูกต้ม
นายชาลี ลอยสูง ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) กล่าวว่า หากประเมินผลของนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทของรัฐบาล ถือว่าไม่ประสบความสำเร็จเพราะไม่สามารถทำได้พร้อมกันทั้งประเทศ ทำได้เพียงแค่ 7 จังหวัด ที่เหลือต้องรอไปปีหน้า
ในส่วนของผู้ใช้แรงงานนั้นพอใจกับนโยบายดังกล่าว แต่เมื่อบังคับใช้แล้วรัฐไม่ได้เข้ามาดูแลว่ามีบริษัทใดปฏิบัติตามกฎหมายหรือไม่ ทำให้เกิดปัญหาร้องเรียนตามมา
“เมื่อนโยบายนี้ออกมาสิ่งที่ได้ไปแล้วคือคะแนนเสียงจนมาเป็นรัฐบาล รัฐบาลลอยอยู่เหนือปัญหา ปล่อยให้เป็นเรื่องระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างที่ต้องมาแก้ปัญหากันเอง พี่น้องแรงงานของเรามีความซื่อจึงเลือกเข้ามาให้เป็นรัฐบาล ถึงวันนี้ผู้ที่ใช้แรงงานโดนต้มไปแล้ว นี่เป็นเพียงแค่ 7 จังหวัด ในปีหน้าที่จะบังคับใช้อีก 70 จังหวัดก็จะเจอกับปัญหานี้เช่นเดียวกัน”
ประธาน คสรท.กล่าวต่อไปว่า นโยบายนี้ผิดพลาดมาตั้งแต่แรก ต้องประกาศออกไปเลยทั้งประเทศ ปัญหาทุกอย่างจะได้แก้ครั้งเดียว รัฐบาลมาแก้ที่ปลายเหตุมันได้ผลอะไร ที่ผ่านมาเหมือนไม่ได้มีการเตรียมการอย่างเป็นระบบ เพราะก่อนที่จะประกาศค่าแรงรัฐต้องวางแผนควบคุมราคาสินค้าไว้ก่อน จึงค่อยประกาศค่าจ้างขั้นต่ำ และต้องควบคุมนายจ้างไม่ให้บิดพลิ้ว
ตัวเลขที่สูงขึ้นของค่าแรงขั้นต่ำดูดี แต่ค่าครองชีพที่พุ่งขึ้นทุกอย่าง อาจทำให้ค่าแรงที่ได้ไม่คุ้มกับค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ธุรกิจ SME ไปก่อน ปิดกิจการ ซึ่งเดิมธุรกิจประเภทนี้ก็ปิดๆ เปิดๆ ตามฤดูกาลอยู่แล้ว เมื่อมาเจอค่าแรง 300 บาทก็เป็นตัวเร่งให้ปิดกิจการง่ายขึ้น
ส่วนเงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาทนั้น รัฐไม่สามารถไปบังคับเอกชนได้ จึงนำไปใช้เฉพาะกับหน่วยงานราชการ ซึ่งก็ไม่สามารถทำได้เต็มที่ มีการเพิ่มค่าครองชีพให้เพื่อบวกรวมแล้วมีเงินเดือน 15,000 บาท ก็ไม่ต่างกับสิ่งที่นายจ้างภาคเอกชนกำลังทำอยู่กับเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท
SME ตาย รายใหญ่คุม
เช่นเดียวกับ ดร.ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์ นักวิชาการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย กล่าวว่า นโยบาย 300 บาท เป็นลบกับแรงงานไทย เพราะค่าครองชีพกับค่าแรง เมื่อหักลบกันแล้วอาจไม่ได้ประโยชน์เมื่อเทียบกับราคาสินค้าที่ปรับตัวขึ้นไป
ค่าแรงที่ปรับเพิ่มขึ้นโดยไม่มีการเพิ่มทักษะในการทำงานให้กับผู้ใช้แรงงาน ย่อมไปเบียดกำไรของบริษัทให้ลดลง ในระยะยาวแล้วธุรกิจ SME จะหายไปเยอะ เจอนายจ้างกดค่าแรง จะเหลือแต่รายใหญ่ที่กลายมาเป็นคนคุมตลาดเองทั้งหมด
หนีซบเกษตร
สรุปผลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2555 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติพบข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้
สำหรับจำนวนผู้มีงานทำเดือนมิถุนายน 2555 มีทั้งสิ้น 39.53 ล้านคน เพิ่มจาก 38.88 ล้านคน (มิ.ย. 54) ประกอบด้วยผู้ทำงานในภาคเกษตรกรรม 16.35 ล้านคน และนอกภาคเกษตรกรรม 23.18 ล้านคน เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมิถุนายน 2554 พบว่า มีจำนวนผู้ทำงานในภาคเกษตรกรรมเพิ่มขึ้น 5.2 แสนคน ส่วนนอกภาคเกษตรกรรมเพิ่มขึ้น 1.3 แสนคน
เมื่อแยกลงไปตามสาขาพบว่า สาขาโรงแรมและบริการด้านอาหารมีจำนวนแรงงานลดลงมากที่สุดคือ 4.5 แสนคน รองลงมาเป็นสาขาการศึกษา 1.1 แสนคน สาขากิจกรรมด้านการเงินและการประกันภัย 9 หมื่นคน และสาขาการขายส่งและการขายปลีก การซ่อมยานยนต์ และรถจักรยานยนต์ 5 หมื่นคน
ว่างงานเพิ่ม 4 เดือนติด
สำหรับจำนวนของผู้ว่างงานในเดือนมิถุนายน 2555 มีจำนวนทั้งสิ้น 2.67 แสนคน หรือคิดเป็นอัตราการว่างงาน 0.7% และเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2554 มีจำนวนผู้ว่างงานเพิ่มขึ้น 1.04 แสนคน จาก 1.63 แสนคน เป็น 2.67 แสนคน และเป็นการว่างงานที่เพิ่มขึ้นในช่วง 4 เดือนติดต่อกันในช่วงเวลาเดียวกัน แต่เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนพฤษภาคม 2555 จำนวนผู้ว่างงานลดลง 9.2 หมื่นคน จาก 3.59 แสนคน เป็น 2.67 แสนคน
ระดับการศึกษาที่สำเร็จของผู้ว่างงานในเดือนมิถุนายน 2555 พบว่า ผู้ว่างงานที่สำเร็จการศึกษาในระดับอุดมศึกษามีจำนวนมากที่สุด 1.09 แสนคน รองลงมาเป็น ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 6.5 หมื่นคน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 4.5 หมื่นคน ระดับประถมศึกษา 2.5 หมื่นคน และผู้ที่ไม่มีการศึกษาและต่ำกว่าประถมศึกษา 2.3 หมื่นคน เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2554 พบว่าจำนวนผู้ว่างงานเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับอุดมศึกษา 5.7 หมื่นคน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 2.7 หมื่นคน ผู้ไม่มีการศึกษาและต่ำกว่าประถมศึกษา 1.6 หมื่นคน และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 1.1 หมื่นคน ส่วนระดับประถมศึกษาลดลง 7 พันคน
ลดชั่วโมงทำงาน
เมื่อพิจารณาถึงชั่วโมงทำงานของผู้มีงานทำต่อสัปดาห์ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2555 พบว่า ส่วนใหญ่ทำงานตั้งแต่ 35 ชั่วโมงขึ้นไปต่อสัปดาห์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นผู้ทำงานเต็มที่ในเรื่องชั่วโมงทำงาน มีจำนวน 33.10 ล้านคน หรือร้อยละ 83.7 ของผู้มีงานทำทั้งหมด และผู้ที่ทำงาน 1-34 ชั่วโมงมีจำนวน 6.15 ล้านคน หรือร้อยละ 15.6 สำหรับผู้ที่ไม่ได้ทำงานในสัปดาห์สำรวจ แต่เป็นผู้มีงานประจำซึ่งถือว่าในสัปดาห์สำรวจไม่มีชั่วโมงทำงาน มีจำนวน 2.84 แสนคน หรือร้อยละ 0.7
เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาจะเห็นว่าจำนวนผู้ที่ทำงานตั้งแต่ 1-34 ชั่วโมงเพิ่มขึ้น 8.0 แสนคน และผู้ที่ไม่ได้ทำงานในสัปดาห์การสำรวจ เพิ่มขึ้น 1.0 แสนคน ส่วนผู้ที่ทำงานตั้งแต่ 35 ชั่วโมงขึ้นไปลดลง 2.5 แสนคน
ปล่อยนายจ้างเชือด
นักวิชาการด้านแรงงานอีกรายกล่าวว่า ผลจากการปรับค่าแรงขึ้นต่ำ 300 บาท ทำให้โครงสร้างทางด้านแรงงานเปลี่ยนไป เห็นได้จากแรงงานภาคเกษตรเพิ่มขึ้นถึง 5.2 แสนคน ขณะที่แรงงานในภาคบริการอย่างโรงแรมหายไป 4.5 แสนคน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการปรับตัวของนายจ้างเมื่อเปลี่ยนเงื่อนไขใหม่แล้วลูกจ้างไม่สามารถรับเงื่อนไขได้ก็ต้องย้ายกลับไปสู่ภาคเกษตร ซึ่งส่วนนี้จะไม่ได้ค่าแรง 300 บาท
อีกทั้งจำนวนผู้ว่างงานเพิ่มขึ้นติดต่อกัน 4 เดือน ตั้งแต่มีนาคม-มิถุนายน 2555 เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2554
ที่น่าสนใจคือผู้ที่ทำงานมากกว่า 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เดือนมิถุนายน 2555 ลดลง 2.5 แสนคน และผู้ที่ทำงานน้อยกว่า 35 ชั่วโมงเพิ่มขึ้นถึง 8 แสนคน สะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนหรือลดการจ้างงานของนายจ้างลง
ปิดบริษัทพุ่ง
นอกจากนี้ยังมีข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ที่แสดงสถิติการจัดตั้งบริษัทใหม่ในช่วงที่นโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทมีผลบังคับใช้ โดยในสิ้นเดือนเมษายนมีบริษัทตั้งใหม่ลดลง 21% เดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้น 1% และสิ้นเดือนมิถุนายนลดลง 11% ขณะที่บริษัทที่เลิกกิจการเดือนเมษายนเพิ่มขึ้น 41.81% เดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้น 39.31% แต่เดือนมิถุนายนลดลง 3.15%
เป็นที่น่าสังเกตว่าจำนวนบริษัทที่เลิกกิจการในเดือนมีนาคมก่อนที่จะบังคับใช้ค่าแรง 300 บาท มีบริษัทจดทะเบียนปิดกิจการไปเพิ่มจากเดือนเดียวกันของปี 2554 สูงถึง 104.66% และบริษัทที่ตั้งใหม่ก็ลดลงไป 5%
ขอแค่ชนะเลือกตั้ง
สำหรับค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ถือว่าเป็นนโยบายทางการเมืองที่พรรคเพื่อไทยนำออกมาใช้เพื่อเรียกคะแนนเสียงช่วงก่อนการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา เพราะก่อนหน้านี้พรรคคู่แข่งสำคัญอย่างประชาธิปัตย์ ได้ออกนโยบายด้านค่าแรงมาก่อน โดยชูการขึ้นค่าแรง 25% ภายใน 2 ปี แบ่งตามภาคของประเทศ จากนั้นทางเพื่อไทยจึงออกนโยบาย 300 บาทเพื่อมาสกัดคู่แข่ง
อย่างกรุงเทพมหานคร ทางประชาธิปัตย์จะเพิ่มค่าแรงจาก 215 บาทต่อวัน เป็น 267 บาท หรือเพิ่ม 52 บาทใน 2 ปี ส่วนในภาคเหนือและอีสานจาก 166-167 บาท เป็น 205-206 บาท เพิ่มขึ้น 39 บาท
แต่ของเพื่อไทยใช้ 300 บาทเหมือนกันทั้งประเทศ โดยเฉพาะฐานเสียงสำคัญของเพื่อไทยอยู่ที่ภาคเหนือและอีสาน เพราะค่าแรงดังกล่าวทำให้เป็นการปรับเพิ่มขึ้นจากเดิมมากกว่า 70-80% ขณะที่กรุงเทพฯ ปรับขึ้นแค่ 39.53% เท่านั้น ดังส่งผลให้พรรคเพื่อไทยได้รับการเลือกกลับเข้ามาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง
***************************************
เปิดผลสำรวจหลังปรับค่าแรงขั้นต่ำ ค่าครองชีพเพิ่มกว่า 30% จี้รบ.คุมราคาสินค้า
Thu, 2012-08-16 23:17
(16 ส.ค.55) ที่มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย ชาลี ลอยสูง ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) แถลงข่าวผลสำรวจค่าครองชีพผู้ใช้แรงงานปี 2555 หลังรัฐบาลพรรคเพื่อไทยประกาศปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ใน 7 จังหวัดนำร่อง (กรุงเทพมหานคร สมุทรสาคร ปทุมธานี นครปฐม นนทบุรี สมุทรปราการ และภูเก็ต) ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยกล่าวว่า คสรท.ได้สำรวจผู้ใช้แรงงานใน 8 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพฯ นครปฐม สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี ชลบุรี พระนครศรีอยุธยา และอ่างทอง จำนวน 2,516 คน ครอบคลุม 5 ประเภทอุตสาหกรรม ได้แก่ ไฟฟ้า ยานยนต์ สิ่งทอ ปิโตรเลียมเคมีภัณฑ์ และธนาคารและการเงิน
โดยพบว่า แรงงานส่วนใหญ่ร้อยละ 76.6 นายจ้างปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาทหลังเดือนเมษายน 2555 ตามที่รัฐบาลประกาศ ขณะที่ร้อยละ 18.3 มีการปรับค่าจ้างแบบมีเงื่อนไข และอีกร้อยละ 5.1 ไม่มีการปรับค่าจ้าง
ชาลีกล่าวว่า เมื่อเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายของผู้ใช้แรงงานทั้งแบบรายคนและรายครอบครัว ในช่วง ส.ค.54 กับ พ.ค.55 พบว่า ทั้ง 8 พื้นที่ที่สำรวจ มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยค่าใช้จ่ายในปี 54 คิดเป็นรายคนเท่ากับ 348.39 บาทต่อวัน ส่วนปี 55 เท่ากับ 462.31 บาทต่อวัน ขณะที่รายครอบครัวในปี 54 เท่ากับ 561.79 บาทต่อวัน และในปี 55 เท่ากับ 740.26 บาทต่อวัน ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายทั้งสองปี พบว่า เพิ่มขึ้น 113.92 บาท หรือร้อยละ 32.7
ด้านค่าใช้จ่ายรายเดือน ในปี 54 คิดเป็นรายคนเท่ากับ 10,451.7 บาท ส่วนปี 55 เท่ากับ 13,869.3 บาท และรายครอบครัวปี 54 เท่ากับ 16,853.7 บาท ในปี 55 เท่ากับ 22,207.8 บาท เมื่อเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายทั้งสองปี พบว่า เพิ่มขึ้น 178.47 บาท หรือร้อยละ 31.77
ชาลี กล่าวว่า นอกจากนี้ กลุ่มผู้ใช้แรงงานระบุว่ามีปัญหาในการผ่อนชำระหนี้สิน เพิ่มขึ้นประมาณ 30-40% โดยเป็นหนี้จากการกู้เงินนอกระบบมากที่สุด รองลงมาเป็นหนี้ธนาคาร หนี้กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) หนี้สหกรณ์ และหนี้บัตรเครดิต
ยงยุทธ เม่นตะเภา กรรมการอำนวยการ คสรท. กล่าวว่า จากการสำรวจมีแรงงาน ร้อยละ 23.4 ที่มีการปรับค่าจ้างแบบมีเงื่อนไข เช่น นำสวัสดิการมารวมกับค่าจ้าง การเปลี่ยนสภาพการจ้างงาน และบางรายไม่ได้ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งนี่สะท้อนถึงการปล่อยให้ภาคอุตสาหกรรมใช้แรงงานราคาถูกต่อไปได้ โดยปล่อยให้การปรับขึ้นค่าจ้างเป็นการตัดสินใจระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างเท่านั้น ทั้งที่ค่าจ้างขั้นต่ำเป็นปัจจัยหนึ่งเพื่อให้แรงงานเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดีเป็นสำคัญ ซึ่งรัฐบาลต้องมีมาตรการดูแล บังคับใช้กฎหมายค่าจ้างขั้นต่ำ และแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง
ยงยุทธเรียกร้องด้วยว่า รัฐบาลต้องมีมาตรการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคไม่ให้สูงเกินความเป็นจริง เพื่อไม่ให้ผู้ใช้แรงงานยิ่งมีสภาพความเป็นอยู่ที่ลำบากมากขึ้น นอกจากนี้ บางจังหวัดที่มีพื้นที่ติดกัน เช่น สมุทรปราการกับชลบุรี กลับมีค่าจ้างขั้นต่ำต่างกัน ขณะที่ค่าครองชีพไม่ต่างกัน ทั้งๆ ที่เมื่อเทียบกับอัตราเงินเฟ้อโดยรวมทั้งประเทศ เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 2.76 ต่อปี แต่อัตราค่าจ้างขั้นต่ำปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 2.57 ต่อปีเท่านั้น ทั้งนี้ เสนอว่าค่าจ้างขั้นต่ำควรต้องปรับตามอัตราเงินเฟ้อของประเทศ
ยงยุทธเสนอว่า รัฐบาลควรมีมาตรการเยียวยาที่เหมาะสมเพื่อรองรับแรงงานกลุ่มอื่นๆ เช่น แรงงานนอกภาคอุตสาหกรรมที่เป็นคนกลุ่มใหญ่ที่ไม่ได้ประโยชน์จากการขึ้นค่าจ้างแต่ก็ได้รับผลกระทบโดยตรงจากภาวะค่าครองชีพและราคาสินค้าที่สูงขึ้นด้วย แต่ทั้งนี้ ยืนยันว่า คสรท.ยังสนับสนุนนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อไป แต่รัฐบาลควรเข้ามาดูแลปัญหาที่เกิดขึ้นมากกว่านี้
ทั้งนี้ ยงยุทธยังเรียกร้องให้ยกเลิกอนุกรรมการค่าจ้างประจำจังหวัด เพื่อให้มีการปรับค่าจ้างที่สอดคล้องกับอัตราค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยจากการสำรวจของ คสรท.พบว่า ค่าจ้างที่จะเพียงพอสำหรับแรงงาน 1 คนนั้นอยู่ที่ 348 บาทต่อวัน อย่างไรก็ตาม หากจะให้เพียงพอสำหรับลูกจ้างและสมาชิกในครอบครัวตามนิยามขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศ จะต้องอยู่ที่ 561 บาทต่อวัน
ธนพร วิจันทร์ เลขาธิการกลุ่มผู้ใช้แรงงานสระบุรีและใกล้เคียง เสนอว่า คณะอนุกรรมการค่าจ้างนั้นควรมีชุดเดียว เพราะในอนาคตค่าจ้างขั้นต่ำจะปรับขึ้นเท่ากันทั่วประเทศอยู่แล้ว ทั้งนี้ ควรมีการจัดทำโครงสร้างค่าจ้างเพื่อให้แรงงานได้รับค่าจ้างตามประสบการณ์ทำงาน โดยแยกตามประเภทอุตสาหกรรม เนื่องจากอุตสาหกรรมแต่ละประเภทมีความสามารถในการจ่ายไม่เท่ากัน
ส่วนกรณีที่มีเอสเอ็มอี หรือผู้ประกอบรายย่อยระบุว่าประสบปัญหาจากนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทนั้น ธนพรกล่าวว่า รัฐบาลและกระทรวงแรงงานควรต้องดูที่มาของผู้ประกอบการแต่ละรายด้วย เนื่องจากการจ้างงานปัจจุบันสลับซับซ้อน บางรายเป็นการจ้างเหมาช่วงจากสถานประกอบการรายใหญ่ ถ้าเช่นนี้ ถามว่าจะไม่มีอำนาจจ่ายจริงหรือ
ที่มา: คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย
****************************
ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ
อนุสรณ์ ธรรมใจ
กรุงเทพธุรกิจ, 17-9-2555
นโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทกลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้งหนึ่งเมื่อคณะกรรมการค่าจ้างกลางตัดสินใจปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท 70 จังหวัด
(ก่อนหน้านี้ได้ปรับเพิ่มไป 7 จังหวัด) ดีเดย์วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2556 การปรับระลอกแรก 7 จังหวัดก่อนหน้านี้ ไม่มีปัญหาอะไรมากนัก เพราะเป็นจังหวัดใหญ่ ผู้ประกอบการมีศักยภาพในการจ่าย การปรับเพิ่มเป็น 300 บาทเป็นการปรับเพิ่มจากฐานเดิม ปรับเพิ่มเฉลี่ย 35-40%
สำหรับการปรับระลอกสอง 70 จังหวัด มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากเพราะบางจังหวัดปรับเพิ่มถึง 88.67% เกิดความวิตกกังวลกันว่า กิจการขนาดเล็กในจังหวัดเหล่านี้จะปรับตัวให้อยู่รอดได้อย่างไร
การพิจารณาประเด็นเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทเหมาะสมไม่เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจโดยเฉพาะในระลอกสองซึ่งจะทำให้อัตราค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทเป็นอัตราเดียวทั่วประเทศต้องพิจารณาในหลายมิติ ต้องพิจารณาประเด็นนี้แบบบูรณาการ นับตั้งแต่เรื่อง ความเป็นธรรมทางสังคม ความสามารถในการแข่งขัน เทคโนโลยีกับคุณภาพแรงงาน การย้ายถิ่นแรงงานระหว่างพื้นที่ภายในประเทศและระหว่างประเทศ (แรงงานต่างด้าว) มิติความมั่นคง, อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ, ประเด็นเรื่องเงินเฟ้อและอัตราการว่างงาน
ผู้คนจำนวนไม่น้อยกำลังถกเถียงกันในสิ่งที่ไม่ตรงประเด็นนัก และ มีความสับสนระหว่าง การกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ การกำหนดค่าจ้างทั่วไป ระบบค่าจ้างขั้นต่ำ ระบบค่าจ้างในสถานประกอบการ ระบบค่าจ้างรายชิ้น การกำหนดบทบาทที่เหมาะสม ของ กลไกไตรภาคี นโยบายค่าจ้างของรัฐบาล ตัวแปรการต่อรองและรอมชอมระหว่างฝ่ายนายจ้างกับฝ่ายลูกจ้าง
“การเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ” เป็นนโยบายสำคัญของหลายพรรคการเมืองในการเลือกตั้งที่ผ่านมา แตกต่างเพียงเม็ดเงินที่ปรับเพิ่ม ผู้ใช้แรงงานเป็นฐานการเมืองที่ทุกพรรคการเมืองต้องใส่ใจ ฐานการเมืองนี้มีแนวโน้มเข้มแข็งมากขึ้นตามลำดับจากการจัดตั้งผ่านขบวนการสหภาพแรงงาน (ขบวนการสหภาพแรงงานต้องการค่าแรงขั้นต่ำ 421 บาท ส่วนนายจ้างบางส่วน 300 บาทก็ยังจะจ่ายไม่ไหว) ผมไม่แน่ใจว่า พรรคการเมืองต่างๆ กำหนดเป้าหมายค่าจ้างขั้นต่ำขึ้นมาแล้วได้มีการศึกษาวิจัยหรือปรึกษาหารือฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมากน้อยแค่ไหน หรือกำหนดขึ้นมาก่อนเพื่อหวังเอาชนะการเลือกตั้งแล้วค่อยไปแก้ปัญหาที่ติดตามมาในภายหลัง เมื่อต้องการรักษาสิ่งที่สัญญาไว้กับประชาชนก็ต้องเดินหน้าแม้นว่าจะมีผลกระทบต่อเนื่องเกิดขึ้นก็ตาม
การกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำนั้นเป็นเพียงส่วนเดียวของการปฏิรูปค่าจ้างทั้งระบบ เท่านั้น ระบบค่าจ้างในอุตสาหกรรมสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระบบใหญ่ ระบบค่าจ้างขั้นต่ำ ค่าจ้างทั่วไปในสถานประกอบการ ค่าจ้างรายชิ้น
การปฏิรูประบบค่าจ้างเพื่อให้ได้ระบบค่าจ้างที่เป็นธรรม และ ภาคธุรกิจแข่งขันได้ มีผลตอบแทนเหมาะสมสามารถสะสมทุนขยายกิจการ ขยายการจ้างงาน เป็นเรื่องสำคัญมากในภาวะที่เรากำลังเผชิญความถดถอยของเศรษฐกิจโลกจากปัญหาวิกฤติหนี้สินยูโรโซนและความอ่อนแอของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา
เราเห็นตัวอย่างจากหลายประเทศในยุโรป ประเทศไหนมีค่าจ้างและตลาดแรงงานที่มีความยืดหยุ่นกว่า จะมีปัญหาว่างงานต่ำกว่า เพราะราคาค่าจ้างและตลาดแรงงานสามารถปรับตัวขึ้นลงได้ตามภาวะเศรษฐกิจ การเพิ่มค่าจ้างก็ต้องพิจารณาหลายมิติ ทั้ง ความจำเป็นต่อการดำรงชีพ ค่าตอบแทนฝีมือการทำงาน ความสามารถในการจ่ายของนายจ้างและผลที่มีต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจ
การปรับฐานค่าจ้างให้เป็นธรรม ต้องทำในระยะที่เศรษฐกิจเติบโตดีและอัตราการว่างงานต่ำ แต่ในขณะนี้เกิดความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจ การพฃผลักดันให้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำปรับเพิ่มขึ้นในอัตราก้าวหน้าแม้นเป็นแนวทางที่ถูกต้องแต่ต้องกระทำอย่างระมัดระวัง และ ต้องสามารถทบทวนปรับเปลี่ยนได้ อย่าดันทุรังเป็นอันขาด
ในอีกด้านหนึ่ง การปรับขึ้นค่าจ้างต้นปีหน้า หากเราคุมเงินเฟ้อได้ การขึ้นค่าแรงย่อมกระตุ้นอำนาจซื้อ การใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและการลงทุนที่เพิ่มขึ้นจำนวนมาก กำลังซื้อของเศรษฐกิจภายในของไทยร้อยละ 42 มาจากเงินเดือนและค่าจ้าง การขยายตัวของเศรษฐกิจภายในจะช่วยชดเชยการชะลอตัวของกำลังซื้อภายนอกประเทศผ่านการส่งออกได้ระดับหนึ่ง
ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำนั้นมีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองแรงงานไร้ฝีมือเมื่อแรกเข้าทำงาน เริ่มบังคับใช้ครั้งแรกวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2516 โดยเริ่มกำหนดในสี่จังหวัด คือ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ นนทบุรี และปทุมธานี เดิมการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำจะใช้คณะกรรมการค่าจ้างแห่งชาติ เป็นกลไกไตรภาคีที่กำหนดอัตราค่าจ้างอัตราเดียวทั่วประเทศ ต่อมาเดือนธันวาคม ปี พ.ศ. 2544 ได้มีการเปลี่ยนแปลงระบบการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำใหม่โดยมีคณะกรรมการค่าจ้างขั้นต่ำประจำจังหวัดเป็นผู้กำหนด
หากเทียบกับจังหวัดที่ค่าจ้างแรงงานถูกที่สุดถือว่าค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำที่รัฐบาลเสนอมีส่วนเพิ่มถึงกว่า 88.67% (กรณีจังหวัดพะเยา) เมื่อค่าจ้างขั้นต่ำสูงขึ้นทั่วประเทศมีตั้งแต่กว่าหนึ่งในสาม กระทั่งกว่าเท่าตัว, ภาคธุรกิจจะได้รับผลกระทบขนาดไหน คำตอบก็คือขึ้นอยู่กับ (1) ขนาดและกำลังการผลิตรวม (2) ผลิตภาพของแรงงาน (3) ระดับความเข้มข้นการใช้แรงงานไม่มีทักษะ (4) กำไรขั้นต้นต่อชิ้นสินค้า เป็นต้น
จากการศึกษาของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต พบว่า โครงสร้างต้นทุนการผลิตทั้งหมดของวิสาหกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในภาคอุตสาหกรรมการผลิต จำนวน 70,355 ราย และวิสาหกิจขนาดใหญ่จำนวน 3,576 ราย พบว่าค่า จ้างและเงินเดือนของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมทั่วประเทศมีสัดส่วนเฉลี่ยร้อยละ 17.06 ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด ส่วนค่าจ้างและเงินเดือนของวิสาหกิจขนาดใหญ่ทั่วประเทศ มีสัดส่วนเฉลี่ยร้อยละ 14.14 ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด
โดยหากมีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวัน จากผลการศึกษาพบว่าสัดส่วนค่าจ้างและแรงงาน ต่อต้นทุนการผลิตทั้งหมดของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในภาคอุตสาหกรรมการผลิต ทั่วประเทศจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 6.42 ส่วนค่าจ้างและเงินเดือนของวิสาหกิจขนาดใหญ่ทั่วประเทศ จะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 6.34 เมื่อพิจารณาอุตสาหกรรมการผลิตจำแนกตามภูมิภาคต่างๆ พบว่าสัดส่วนค่าจ้างและแรงงานต่อต้นทุนการผลิตทั้งหมดของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพิ่มขึ้นมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 7.54 รองลงมาได้แก่ ภาคกลาง คือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.67 ภาคใต้ เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.66 กรุงเทพมหานครและเขตปริมณฑล เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.65 และภาคเหนือ เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.56
หากมองในมิติของต้นทุนต่อผู้ประกอบการขนาดเล็กในหลายพื้นที่อาจเป็นภาระที่หนักเกินไปหากต้องขึ้นค่าแรงทีเดียวถึงกว่าร้อยละ 80% อาจประสบภาระขาดทุนหรือกำไรลดลงอย่างมากหรือหากปรับตัวไม่ได้ก็อาจต้องปิดกิจการไป อย่างไรก็ตาม การไปสร้างกระแสสร้างความรู้สึกว่า ปรับค่าแรงขั้นต่ำในอัตราก้าวหน้าแล้ว จะทำให้ผู้ประกอบการถึงขั้นปิดกิจการจำนวนมาก ก็ดูเหมือนจะเป็น วาทกรรม หรือ ความจริงที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อปกป้องผลประโยชน์แห่งกลุ่มตนเสียมากกว่าเป็น ความจริงเชิงข้อเท็จจริง (Factual truth) แต่ข้อเท็จจริงกับเป็นด้านที่น่าเห็นอกเห็นใจ บรรดาผู้ใช้แรงงานเสียมากกว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาจะมีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอย่างต่อเนื่องซึ่งทำให้ค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ยทั่วประเทศเพิ่มขึ้นประมาณ 28% (จาก 137 บาทต่อวันในปี 2544 เป็น 176 บาทต่อวันในปี 2553) แต่เมื่อนำผลจากเงินเฟ้อมาพิจารณาด้วยแล้วกลับพบว่าในช่วงเดียวกันนี้ค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ยแท้จริง ณ ปัจจุบัน ไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย โดยอยู่ในระดับใกล้เคียงกับในปี 2544 ช่วง 10 ปี ค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ยเพิ่มขึ้นปีละแค่ 2.57% เมื่อเทียบกับอัตราเฉลี่ยเงินเฟ้อในช่วงเวลาเดียวกัน 2.76% เท่ากับว่าค่าแรงขั้นต่ำไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย แต่กลับมีค่าลดลงเมื่อเทียบกับเงินเฟ้อเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำเฉลี่ยเพิ่มขึ้น
ความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น (Labour Intensive Industry) เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารแปรรูป อุตสาหกรรมรองเท้า อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ อุตสาหกรรมก่อสร้าง อาจได้รับผลกระทบ จำนวนหนึ่งอาจย้ายฐานการผลิต และการย้ายการผลิตนี้ก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการและระบบเศรษฐกิจจากเครือข่ายการผลิตไร้พรมแดนภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ขณะเดียวกัน ย่อมส่งผลต่อการลดการจ้างงานในประเทศในบางอุตสาหกรรม การกำหนดค่าจ้างสูงกว่าค่าจ้างดุลยภาพมากๆ ย่อมเกิดภาวการณ์ว่างงานแน่นอน เพราะนายจ้างย่อมมีความต้องการจ้างแรงงานน้อยลงและหันไปใช้เทคโนโลยีแทนมากขึ้น
เมื่อประกาศใช้อัตรา 300 บาทครบทุกจังหวัดทั่วประเทศย่อมทำให้ค่าจ้างขั้นต่ำเป็นอัตราเดียวทั่วประเทศย่อมทำให้แรงงานมีการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานน้อยลง แรงงานได้อยู่กับครอบครัว ปัญหาครอบครัวและปัญหาสังคมน่าจะลดลง อีกด้านหนึ่ง เมื่อค่าจ้างขั้นต่ำเป็นอัตราเดียวอาจทำให้โรงงานและธุรกิจอุตสาหกรรมย้ายฐานไปยังจังหวัดที่ห่างไกลหรือพื้นที่ขาดโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจน้อยลง เนื่องจากไม่มีปัจจัยเรื่องต้นทุนแรงงานราคาถูกจูงใจ เมื่ออัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นอัตราเดียวทั่วประเทศ 300 บาท ต้องมีมาตรการจูงใจการลงทุนอื่นเสริมเพื่อให้เกิดการย้ายฐานการผลิตกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจไปยังพื้นที่ห่างไกลหรือจังหวัดที่ยังไม่มีการพัฒนาดีนัก และที่สำคัญ ต้องมีมาตรการออกมาดูแลกิจการขนาดกลางขนาดเล็กให้เขาอยู่รอดให้ได้ในภาวะต้นทุนแรงงานสูงขึ้น ครับ
เรื่องค่าแรงขั้นต่ำที่ต้องปรับตัวขึ้นสูงแน่เป็นเพียงแนวโน้มสำคัญหนึ่งของตลาดแรงงานไทยเท่านั้น ยังมีแนวโน้มอื่นๆ อีก ที่ธุรกิจอุตสาหกรรมต้องปรับตัว และ รัฐต้องมีนโยบายและมาตรการอันเหมาะสมในการตอบสนอง ไม่เช่นนั้นแล้ว จะสร้างปัญหาทางเศรษฐกิจในมิติใดมิติหนึ่งได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ความสามารถในการแข่งขัน ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ
แนวโน้มที่สำคัญ และ ยังเป็นแนวโน้มที่ช่วยอธิบายเราว่า ค่าจ้างในไทยแพงหรือไม่ คือ ผลิตภาพแรงงานไทยในอนาคตว่าเป็นอย่างไร ปัจจุบันผลิตภาพแรงงานไทย (Labor Productivity) เติบโตช้ามากเพียงแค่ 3% ต่อปี (จีน 9.2%, เวียดนาม 5.3%) ขณะเดียวกัน ผลตอบแทนของแรงงานก็ลดลงทุกระดับการศึกษา สะท้อนปัญหาด้านคุณภาพของการศึกษาไทย
นอกจากนี้แรงงาน (ประชากรในวัยทำงาน) ยังมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ โดยในทศวรรษนี้จะเพิ่มเพียง 0.2% เท่านั้น ขณะที่ทศวรรษที่แล้วก็เพิ่มน้อยอยู่แล้ว 1% แล้วแรงงานส่วนใหญ่ที่ทำงานอยู่ก็ทำงานนอกระบบเป็นส่วนใหญ่ เกือบครึ่งหนึ่งของกำลังแรงงานไม่ใช่ลูกจ้างระยะยาวที่ได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน
จำนวนประชากรที่มีอายุ 0-4 ปีตอนนี้จะเข้าสู่ประชากรในวัยทำงานในปี 10 ปีข้างหน้าเพียง 4 ล้านในขณะที่เวลานั้น ผู้สูงอายุเพิ่มเป็น 18% ของประชากรทั้งหมด
ข้อเท็จจริงและแนวโน้มเหล่านี้ เป็น สิ่งท้าทายต่อภาคธุรกิจอุตสาหกรรมไทย และ ท้าทายต่อรัฐบาลใหม่ว่าจะมีนโยบายในการตอบสนองอย่างไร ไม่ใช่ให้น้ำหนักไปที่ “ค่าแรงขั้นต่ำ” แต่เพียงอย่างเดียว
Date post : 17/09/2555
http://www.thailabour.org/autopagev4/show_page.php?varid=2178%2C8%2C&utm_source=dlvr.it&utm_medium=facebook
****************************
สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 29 ก.ค. - 4 ส.ค. 2555
Sat, 2012-08-04 21:04
เผยแรงงานได้ค่าแรงจริงไม่ถึง 300 บ.
นายเกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์วิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดเผยว่า จากการศึกษาดัชนีค่าครองชีพในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมาพบว่า แม้ผู้ใช้แรงงานทั่วประเทศจะได้รับการขึ้นค่าจ้าง 40% ตั้งแต่ 1 เม.ย. ที่ผ่านมา โดยมี 7 จังหวัด ที่มีค่าแรงขั้นต่ำถึง 300 บาทแล้ว ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร (กทม.) นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร สมุทรปราการ นครปฐม และภูเก็ต แต่พบว่าอำนาจการซื้อหายไป 10 บาท เนื่องจากสินค้าประเภทอาหาร พลังงานและสิ่งของจำเป็นภายในบ้านเพิ่มราคาขึ้น เหลือใช้กำลังซื้อที่แท้จริงเพียง 290 บาท และหากปรับเพิ่มเป็น 300 บาททั่วประเทศในปี 2556 อำนาจการซื้อของแรงงานทั่วประเทศจะลดลงยิ่งกว่านี้
ขณะเดียวกัน จากการติดตามผลกระทบและการปรับตัวในช่วง 100 วันหลังการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท พบว่า ธุรกิจเอสเอ็มอีใน 7 จังหวัดข้างต้น มีกลุ่มตัวอย่าง 87.5% ได้รับผลกระทบจากการขึ้นค่าแรง แต่ 73.2% ของกลุ่มที่ได้รับผลกระทบระบุว่ายังสามารถรับมือได้ ส่วนอีก 14.3% ไม่สามารถรับมือกับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นได้
นายเกียรติอนันต์ กล่าวว่าข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลคือในระยะเวลา 5 เดือนที่เหลือก่อนสิ้นปี รัฐจะต้องช่วยเหลือผู้ประกอบการด้วยการบริหารความเสี่ยงทางธุรกิจในภาพรวม เช่น สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ต้องไม่มีความเสี่ยงด้านการเมือง อย่าให้ต้นทุนธุรกิจเพิ่มมากกว่านี้ เช่น ดูแลค่าเงินบาทไม่ให้อ่อนค่าลงกว่าเดิม ดูแลราคาพลังงานอย่าให้ปรับเพิ่มเร็วเกินไป ตลอดจนสร้างบรรยากาศความเชื่อมั่นให้ประชาชนมั่นใจในการบริโภค และนักลงทุนกล้าลงทุนมากขึ้น
(โพสต์ทูเดย์, 30-7-2555)
หวั่นปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ธุรกิจอาจปิดตัว 80,000 ราย
ผลวิจัยมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดเผยว่า 100 วัน หลังขึ้นค่าแรง 300 บาท 7 จังหวัด พบว่า วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ เอสเอ็มอี ส่วนใหญ่ยังรับมือได้
แต่รายเล็กมีแนวโน้มปิดกิจการกว่า 80,000 ราย ขณะที่อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม ส่งสัญญาณเตรียมย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้านกลางปีหน้า หลังปรับขึ้นค่าแรง 300 บาททั่วประเทศ
3 เดือนเศษ หลังขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ใน 7 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร นครปฐม และภูเก็ต ทำให้อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานจำนวนมาก เช่น เครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอ ได้รับผลกระทบชัดเจน และหากปรับเป็น 300 บาททั่วประเทศก็มีแนวโน้มจะลดขนาดโรงงานในอีสานแล้วย้ายไปประเทศเพื่อนบ้าน
นายเกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์วิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า ปัญหาแรงงานที่ต้องเผชิญในปีหน้า คือการย้ายถิ่นฐานมายังเมืองใหญ่มากขึ้น เพราะโรงงานในจังหวัดเล็กๆ จะปิดตัว โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ เอสเอ็มอี ที่คาดว่าจะปิดตัว 80,000 -130,000 ราย และอีก 40,000 - 50,000 ราย สถานการณ์น่าเป็นห่วง
ขณะที่ผลสำรวจผู้ประกอบการเอสเอ็มอีใน 7 จังหวัดนำร่อง หลังขึ้นค่าแรงตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.พบว่าร้อยละ 87 ได้รับผลกระทบ
แม้ว่าส่วนใหญ่ระบุว่ารับมือกับผลกระทบได้ แต่ก็มีต้นทุนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 17 ซึ่งสมุทรสาครเป็นจังหวัดที่ต้นทุนเพิ่มมากที่สุด
รองลงมาคือกรุงเทพ และปทุมธานี ส่วนวิธีที่ผู้ประกอบการเกือบครึ่งหนึ่งนำมาใช้ปรับตัวคือ ขึ้นราคาสินค้า ลดพนักงาน และลดปริมาณการผลิต
(ไทยพีบีเอส, 31-7-2555)
http://prachatai.com/journal/2012/08/41892
******************************************
พิสูจน์แล้ว! ค่าแรง 300 บาทป่วนทั้งตลาด คนตกงานพุ่ง-บริษัทปิด 1.3 แสนราย
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 7 สิงหาคม 2555 18:38 น.
4 เดือนค่าแรงขั้นต่ำ หลักฐานเริ่มฟ้อง ปิดบริษัทเพิ่ม-คนตกงานพุ่ง ธุรกิจบัณฑิตย์คาด SME ปิดตัวถึง 1.3 แสนราย คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยเผยหลังใช้นายจ้างเอาเปรียบสารพัด ยอมรับแรงงานถูกต้มหลอกให้เลือก สุดท้ายปล่อยนายจ้างเชือด ด้านทีดีอาร์ไอชี้สุดท้ายเหลือรายใหญ่คุมตลาด ขณะที่ตัวเลขว่างงานเพิ่มขึ้น 4 เดือนติดต่อกัน
รัฐบาลเพื่อไทยยังคงเดินหน้าเปิดโครงการประชานิยมอย่างต่อเนื่อง ทั้งบัตรเครดิตชาวนา กองทุนพัฒนาสตรีและเปิดจุดให้บริการ Free Wi-fi ฟรีของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ
ส่วนโครงการประชานิยมที่ได้ดำเนินการไปก่อนหน้าเริ่มออกอาการสร้างปัญหาให้กับรัฐบาลบ้างแล้ว ทั้งเรื่องโครงการรับจำนำข้าวที่ทำให้การส่งออกของไทยหลุดจากแชมป์ส่งออกข้าวลงมาอยู่ในอันดับ 3 รองจากอินเดียและเวียดนาม ตามมาด้วยภาระขาดทุนจากโครงการรับจำนำดังกล่าวเนื่องจากราคาที่รัฐบาลรับจำนำสูงกว่าราคาตลาด
สำหรับโครงการประชานิยมของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ที่เริ่มมีตัวเลขบ่งชี้ถึงผลกระทบที่ตามมา จากการบังคับใช้ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทใน 7 จังหวัดนำร่องเมื่อ 1 เมษายน 2555 และจะบังคับใช้ทั่วประเทศในวันที่ 1 มกราคม 2556 ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากฝ่ายนายจ้างที่เป็นการปรับครั้งเดียวสูงกว่า 40% จากค่าแรงขึ้นต่ำครั้งก่อน ขณะที่ฝ่ายผู้ใช้แรงงานต่างส่งเสียงเชียร์ให้บังคับใช้พร้อมกันทั้งประเทศ
ผลวิจัยมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ที่สำรวจธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(SME) หลังจากค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทมีผลบังคับใช้ใน 7 จังหวัด พบว่า ธุรกิจเอสเอ็มอี ส่วนใหญ่ยังรับมือได้ แต่รายเล็กมีแนวโน้มปิดกิจการกว่า 80,000-130,000 ราย และอีก 40,000-50,000 รายอยู่ในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง
อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม ส่งสัญญาณเตรียมย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้านกลางปีหน้า หลังปรับขึ้นค่าแรง 300 บาททั่วประเทศ
ขณะเดียวกันด้านคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ใช้แรงงาน 5,134 คน ใน 3 กรณีปัญหาหลัก ได้แก่ การไม่ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ การเปลี่ยนสภาพการจ้างงาน เช่น การปรับเปลี่ยนโยกย้ายตำแหน่ง ลดสวัสดิการ ย้ายฐานการผลิต และการนำสวัสดิการมารวมกับค่าจ้าง
แรงงานถูกต้ม
นายชาลี ลอยสูง ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) กล่าวว่า หากประเมินผลของนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทของรัฐบาล ถือว่าไม่ประสบความสำเร็จเพราะไม่สามารถทำได้พร้อมกันทั้งประเทศ ทำได้เพียงแค่ 7 จังหวัด ที่เหลือต้องรอไปปีหน้า
ในส่วนของผู้ใช้แรงงานนั้นพอใจกับนโยบายดังกล่าว แต่เมื่อบังคับใช้แล้วรัฐไม่ได้เข้ามาดูแลว่ามีบริษัทใดปฏิบัติตามกฎหมายหรือไม่ ทำให้เกิดปัญหาร้องเรียนตามมา
“เมื่อนโยบายนี้ออกมาสิ่งที่ได้ไปแล้วคือคะแนนเสียงจนมาเป็นรัฐบาล รัฐบาลลอยอยู่เหนือปัญหา ปล่อยให้เป็นเรื่องระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างที่ต้องมาแก้ปัญหากันเอง พี่น้องแรงงานของเรามีความซื่อจึงเลือกเข้ามาให้เป็นรัฐบาล ถึงวันนี้ผู้ที่ใช้แรงงานโดนต้มไปแล้ว นี่เป็นเพียงแค่ 7 จังหวัด ในปีหน้าที่จะบังคับใช้อีก 70 จังหวัดก็จะเจอกับปัญหานี้เช่นเดียวกัน”
ประธาน คสรท.กล่าวต่อไปว่า นโยบายนี้ผิดพลาดมาตั้งแต่แรก ต้องประกาศออกไปเลยทั้งประเทศ ปัญหาทุกอย่างจะได้แก้ครั้งเดียว รัฐบาลมาแก้ที่ปลายเหตุมันได้ผลอะไร ที่ผ่านมาเหมือนไม่ได้มีการเตรียมการอย่างเป็นระบบ เพราะก่อนที่จะประกาศค่าแรงรัฐต้องวางแผนควบคุมราคาสินค้าไว้ก่อน จึงค่อยประกาศค่าจ้างขั้นต่ำ และต้องควบคุมนายจ้างไม่ให้บิดพลิ้ว
ตัวเลขที่สูงขึ้นของค่าแรงขั้นต่ำดูดี แต่ค่าครองชีพที่พุ่งขึ้นทุกอย่าง อาจทำให้ค่าแรงที่ได้ไม่คุ้มกับค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ธุรกิจ SME ไปก่อน ปิดกิจการ ซึ่งเดิมธุรกิจประเภทนี้ก็ปิดๆ เปิดๆ ตามฤดูกาลอยู่แล้ว เมื่อมาเจอค่าแรง 300 บาทก็เป็นตัวเร่งให้ปิดกิจการง่ายขึ้น
ส่วนเงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาทนั้น รัฐไม่สามารถไปบังคับเอกชนได้ จึงนำไปใช้เฉพาะกับหน่วยงานราชการ ซึ่งก็ไม่สามารถทำได้เต็มที่ มีการเพิ่มค่าครองชีพให้เพื่อบวกรวมแล้วมีเงินเดือน 15,000 บาท ก็ไม่ต่างกับสิ่งที่นายจ้างภาคเอกชนกำลังทำอยู่กับเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท
SME ตาย รายใหญ่คุม
เช่นเดียวกับ ดร.ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์ นักวิชาการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย กล่าวว่า นโยบาย 300 บาท เป็นลบกับแรงงานไทย เพราะค่าครองชีพกับค่าแรง เมื่อหักลบกันแล้วอาจไม่ได้ประโยชน์เมื่อเทียบกับราคาสินค้าที่ปรับตัวขึ้นไป
ค่าแรงที่ปรับเพิ่มขึ้นโดยไม่มีการเพิ่มทักษะในการทำงานให้กับผู้ใช้แรงงาน ย่อมไปเบียดกำไรของบริษัทให้ลดลง ในระยะยาวแล้วธุรกิจ SME จะหายไปเยอะ เจอนายจ้างกดค่าแรง จะเหลือแต่รายใหญ่ที่กลายมาเป็นคนคุมตลาดเองทั้งหมด
หนีซบเกษตร
สรุปผลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2555 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติพบข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้
สำหรับจำนวนผู้มีงานทำเดือนมิถุนายน 2555 มีทั้งสิ้น 39.53 ล้านคน เพิ่มจาก 38.88 ล้านคน (มิ.ย. 54) ประกอบด้วยผู้ทำงานในภาคเกษตรกรรม 16.35 ล้านคน และนอกภาคเกษตรกรรม 23.18 ล้านคน เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมิถุนายน 2554 พบว่า มีจำนวนผู้ทำงานในภาคเกษตรกรรมเพิ่มขึ้น 5.2 แสนคน ส่วนนอกภาคเกษตรกรรมเพิ่มขึ้น 1.3 แสนคน
เมื่อแยกลงไปตามสาขาพบว่า สาขาโรงแรมและบริการด้านอาหารมีจำนวนแรงงานลดลงมากที่สุดคือ 4.5 แสนคน รองลงมาเป็นสาขาการศึกษา 1.1 แสนคน สาขากิจกรรมด้านการเงินและการประกันภัย 9 หมื่นคน และสาขาการขายส่งและการขายปลีก การซ่อมยานยนต์ และรถจักรยานยนต์ 5 หมื่นคน
ว่างงานเพิ่ม 4 เดือนติด
สำหรับจำนวนของผู้ว่างงานในเดือนมิถุนายน 2555 มีจำนวนทั้งสิ้น 2.67 แสนคน หรือคิดเป็นอัตราการว่างงาน 0.7% และเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2554 มีจำนวนผู้ว่างงานเพิ่มขึ้น 1.04 แสนคน จาก 1.63 แสนคน เป็น 2.67 แสนคน และเป็นการว่างงานที่เพิ่มขึ้นในช่วง 4 เดือนติดต่อกันในช่วงเวลาเดียวกัน แต่เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนพฤษภาคม 2555 จำนวนผู้ว่างงานลดลง 9.2 หมื่นคน จาก 3.59 แสนคน เป็น 2.67 แสนคน
ระดับการศึกษาที่สำเร็จของผู้ว่างงานในเดือนมิถุนายน 2555 พบว่า ผู้ว่างงานที่สำเร็จการศึกษาในระดับอุดมศึกษามีจำนวนมากที่สุด 1.09 แสนคน รองลงมาเป็น ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 6.5 หมื่นคน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 4.5 หมื่นคน ระดับประถมศึกษา 2.5 หมื่นคน และผู้ที่ไม่มีการศึกษาและต่ำกว่าประถมศึกษา 2.3 หมื่นคน เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2554 พบว่าจำนวนผู้ว่างงานเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับอุดมศึกษา 5.7 หมื่นคน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 2.7 หมื่นคน ผู้ไม่มีการศึกษาและต่ำกว่าประถมศึกษา 1.6 หมื่นคน และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 1.1 หมื่นคน ส่วนระดับประถมศึกษาลดลง 7 พันคน
ลดชั่วโมงทำงาน
เมื่อพิจารณาถึงชั่วโมงทำงานของผู้มีงานทำต่อสัปดาห์ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2555 พบว่า ส่วนใหญ่ทำงานตั้งแต่ 35 ชั่วโมงขึ้นไปต่อสัปดาห์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นผู้ทำงานเต็มที่ในเรื่องชั่วโมงทำงาน มีจำนวน 33.10 ล้านคน หรือร้อยละ 83.7 ของผู้มีงานทำทั้งหมด และผู้ที่ทำงาน 1-34 ชั่วโมงมีจำนวน 6.15 ล้านคน หรือร้อยละ 15.6 สำหรับผู้ที่ไม่ได้ทำงานในสัปดาห์สำรวจ แต่เป็นผู้มีงานประจำซึ่งถือว่าในสัปดาห์สำรวจไม่มีชั่วโมงทำงาน มีจำนวน 2.84 แสนคน หรือร้อยละ 0.7
เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาจะเห็นว่าจำนวนผู้ที่ทำงานตั้งแต่ 1-34 ชั่วโมงเพิ่มขึ้น 8.0 แสนคน และผู้ที่ไม่ได้ทำงานในสัปดาห์การสำรวจ เพิ่มขึ้น 1.0 แสนคน ส่วนผู้ที่ทำงานตั้งแต่ 35 ชั่วโมงขึ้นไปลดลง 2.5 แสนคน
ปล่อยนายจ้างเชือด
นักวิชาการด้านแรงงานอีกรายกล่าวว่า ผลจากการปรับค่าแรงขึ้นต่ำ 300 บาท ทำให้โครงสร้างทางด้านแรงงานเปลี่ยนไป เห็นได้จากแรงงานภาคเกษตรเพิ่มขึ้นถึง 5.2 แสนคน ขณะที่แรงงานในภาคบริการอย่างโรงแรมหายไป 4.5 แสนคน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการปรับตัวของนายจ้างเมื่อเปลี่ยนเงื่อนไขใหม่แล้วลูกจ้างไม่สามารถรับเงื่อนไขได้ก็ต้องย้ายกลับไปสู่ภาคเกษตร ซึ่งส่วนนี้จะไม่ได้ค่าแรง 300 บาท
อีกทั้งจำนวนผู้ว่างงานเพิ่มขึ้นติดต่อกัน 4 เดือน ตั้งแต่มีนาคม-มิถุนายน 2555 เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2554
ที่น่าสนใจคือผู้ที่ทำงานมากกว่า 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เดือนมิถุนายน 2555 ลดลง 2.5 แสนคน และผู้ที่ทำงานน้อยกว่า 35 ชั่วโมงเพิ่มขึ้นถึง 8 แสนคน สะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนหรือลดการจ้างงานของนายจ้างลง
ปิดบริษัทพุ่ง
นอกจากนี้ยังมีข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ที่แสดงสถิติการจัดตั้งบริษัทใหม่ในช่วงที่นโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทมีผลบังคับใช้ โดยในสิ้นเดือนเมษายนมีบริษัทตั้งใหม่ลดลง 21% เดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้น 1% และสิ้นเดือนมิถุนายนลดลง 11% ขณะที่บริษัทที่เลิกกิจการเดือนเมษายนเพิ่มขึ้น 41.81% เดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้น 39.31% แต่เดือนมิถุนายนลดลง 3.15%
เป็นที่น่าสังเกตว่าจำนวนบริษัทที่เลิกกิจการในเดือนมีนาคมก่อนที่จะบังคับใช้ค่าแรง 300 บาท มีบริษัทจดทะเบียนปิดกิจการไปเพิ่มจากเดือนเดียวกันของปี 2554 สูงถึง 104.66% และบริษัทที่ตั้งใหม่ก็ลดลงไป 5%
ขอแค่ชนะเลือกตั้ง
สำหรับค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ถือว่าเป็นนโยบายทางการเมืองที่พรรคเพื่อไทยนำออกมาใช้เพื่อเรียกคะแนนเสียงช่วงก่อนการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา เพราะก่อนหน้านี้พรรคคู่แข่งสำคัญอย่างประชาธิปัตย์ ได้ออกนโยบายด้านค่าแรงมาก่อน โดยชูการขึ้นค่าแรง 25% ภายใน 2 ปี แบ่งตามภาคของประเทศ จากนั้นทางเพื่อไทยจึงออกนโยบาย 300 บาทเพื่อมาสกัดคู่แข่ง
อย่างกรุงเทพมหานคร ทางประชาธิปัตย์จะเพิ่มค่าแรงจาก 215 บาทต่อวัน เป็น 267 บาท หรือเพิ่ม 52 บาทใน 2 ปี ส่วนในภาคเหนือและอีสานจาก 166-167 บาท เป็น 205-206 บาท เพิ่มขึ้น 39 บาท
แต่ของเพื่อไทยใช้ 300 บาทเหมือนกันทั้งประเทศ โดยเฉพาะฐานเสียงสำคัญของเพื่อไทยอยู่ที่ภาคเหนือและอีสาน เพราะค่าแรงดังกล่าวทำให้เป็นการปรับเพิ่มขึ้นจากเดิมมากกว่า 70-80% ขณะที่กรุงเทพฯ ปรับขึ้นแค่ 39.53% เท่านั้น ดังส่งผลให้พรรคเพื่อไทยได้รับการเลือกกลับเข้ามาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง
***************************************
เปิดผลสำรวจหลังปรับค่าแรงขั้นต่ำ ค่าครองชีพเพิ่มกว่า 30% จี้รบ.คุมราคาสินค้า
Thu, 2012-08-16 23:17
(16 ส.ค.55) ที่มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย ชาลี ลอยสูง ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) แถลงข่าวผลสำรวจค่าครองชีพผู้ใช้แรงงานปี 2555 หลังรัฐบาลพรรคเพื่อไทยประกาศปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ใน 7 จังหวัดนำร่อง (กรุงเทพมหานคร สมุทรสาคร ปทุมธานี นครปฐม นนทบุรี สมุทรปราการ และภูเก็ต) ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยกล่าวว่า คสรท.ได้สำรวจผู้ใช้แรงงานใน 8 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพฯ นครปฐม สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี ชลบุรี พระนครศรีอยุธยา และอ่างทอง จำนวน 2,516 คน ครอบคลุม 5 ประเภทอุตสาหกรรม ได้แก่ ไฟฟ้า ยานยนต์ สิ่งทอ ปิโตรเลียมเคมีภัณฑ์ และธนาคารและการเงิน
โดยพบว่า แรงงานส่วนใหญ่ร้อยละ 76.6 นายจ้างปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาทหลังเดือนเมษายน 2555 ตามที่รัฐบาลประกาศ ขณะที่ร้อยละ 18.3 มีการปรับค่าจ้างแบบมีเงื่อนไข และอีกร้อยละ 5.1 ไม่มีการปรับค่าจ้าง
ชาลีกล่าวว่า เมื่อเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายของผู้ใช้แรงงานทั้งแบบรายคนและรายครอบครัว ในช่วง ส.ค.54 กับ พ.ค.55 พบว่า ทั้ง 8 พื้นที่ที่สำรวจ มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยค่าใช้จ่ายในปี 54 คิดเป็นรายคนเท่ากับ 348.39 บาทต่อวัน ส่วนปี 55 เท่ากับ 462.31 บาทต่อวัน ขณะที่รายครอบครัวในปี 54 เท่ากับ 561.79 บาทต่อวัน และในปี 55 เท่ากับ 740.26 บาทต่อวัน ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายทั้งสองปี พบว่า เพิ่มขึ้น 113.92 บาท หรือร้อยละ 32.7
ด้านค่าใช้จ่ายรายเดือน ในปี 54 คิดเป็นรายคนเท่ากับ 10,451.7 บาท ส่วนปี 55 เท่ากับ 13,869.3 บาท และรายครอบครัวปี 54 เท่ากับ 16,853.7 บาท ในปี 55 เท่ากับ 22,207.8 บาท เมื่อเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายทั้งสองปี พบว่า เพิ่มขึ้น 178.47 บาท หรือร้อยละ 31.77
ชาลี กล่าวว่า นอกจากนี้ กลุ่มผู้ใช้แรงงานระบุว่ามีปัญหาในการผ่อนชำระหนี้สิน เพิ่มขึ้นประมาณ 30-40% โดยเป็นหนี้จากการกู้เงินนอกระบบมากที่สุด รองลงมาเป็นหนี้ธนาคาร หนี้กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) หนี้สหกรณ์ และหนี้บัตรเครดิต
ยงยุทธ เม่นตะเภา กรรมการอำนวยการ คสรท. กล่าวว่า จากการสำรวจมีแรงงาน ร้อยละ 23.4 ที่มีการปรับค่าจ้างแบบมีเงื่อนไข เช่น นำสวัสดิการมารวมกับค่าจ้าง การเปลี่ยนสภาพการจ้างงาน และบางรายไม่ได้ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งนี่สะท้อนถึงการปล่อยให้ภาคอุตสาหกรรมใช้แรงงานราคาถูกต่อไปได้ โดยปล่อยให้การปรับขึ้นค่าจ้างเป็นการตัดสินใจระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างเท่านั้น ทั้งที่ค่าจ้างขั้นต่ำเป็นปัจจัยหนึ่งเพื่อให้แรงงานเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดีเป็นสำคัญ ซึ่งรัฐบาลต้องมีมาตรการดูแล บังคับใช้กฎหมายค่าจ้างขั้นต่ำ และแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง
ยงยุทธเรียกร้องด้วยว่า รัฐบาลต้องมีมาตรการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคไม่ให้สูงเกินความเป็นจริง เพื่อไม่ให้ผู้ใช้แรงงานยิ่งมีสภาพความเป็นอยู่ที่ลำบากมากขึ้น นอกจากนี้ บางจังหวัดที่มีพื้นที่ติดกัน เช่น สมุทรปราการกับชลบุรี กลับมีค่าจ้างขั้นต่ำต่างกัน ขณะที่ค่าครองชีพไม่ต่างกัน ทั้งๆ ที่เมื่อเทียบกับอัตราเงินเฟ้อโดยรวมทั้งประเทศ เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 2.76 ต่อปี แต่อัตราค่าจ้างขั้นต่ำปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 2.57 ต่อปีเท่านั้น ทั้งนี้ เสนอว่าค่าจ้างขั้นต่ำควรต้องปรับตามอัตราเงินเฟ้อของประเทศ
ยงยุทธเสนอว่า รัฐบาลควรมีมาตรการเยียวยาที่เหมาะสมเพื่อรองรับแรงงานกลุ่มอื่นๆ เช่น แรงงานนอกภาคอุตสาหกรรมที่เป็นคนกลุ่มใหญ่ที่ไม่ได้ประโยชน์จากการขึ้นค่าจ้างแต่ก็ได้รับผลกระทบโดยตรงจากภาวะค่าครองชีพและราคาสินค้าที่สูงขึ้นด้วย แต่ทั้งนี้ ยืนยันว่า คสรท.ยังสนับสนุนนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อไป แต่รัฐบาลควรเข้ามาดูแลปัญหาที่เกิดขึ้นมากกว่านี้
ทั้งนี้ ยงยุทธยังเรียกร้องให้ยกเลิกอนุกรรมการค่าจ้างประจำจังหวัด เพื่อให้มีการปรับค่าจ้างที่สอดคล้องกับอัตราค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยจากการสำรวจของ คสรท.พบว่า ค่าจ้างที่จะเพียงพอสำหรับแรงงาน 1 คนนั้นอยู่ที่ 348 บาทต่อวัน อย่างไรก็ตาม หากจะให้เพียงพอสำหรับลูกจ้างและสมาชิกในครอบครัวตามนิยามขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศ จะต้องอยู่ที่ 561 บาทต่อวัน
ธนพร วิจันทร์ เลขาธิการกลุ่มผู้ใช้แรงงานสระบุรีและใกล้เคียง เสนอว่า คณะอนุกรรมการค่าจ้างนั้นควรมีชุดเดียว เพราะในอนาคตค่าจ้างขั้นต่ำจะปรับขึ้นเท่ากันทั่วประเทศอยู่แล้ว ทั้งนี้ ควรมีการจัดทำโครงสร้างค่าจ้างเพื่อให้แรงงานได้รับค่าจ้างตามประสบการณ์ทำงาน โดยแยกตามประเภทอุตสาหกรรม เนื่องจากอุตสาหกรรมแต่ละประเภทมีความสามารถในการจ่ายไม่เท่ากัน
ส่วนกรณีที่มีเอสเอ็มอี หรือผู้ประกอบรายย่อยระบุว่าประสบปัญหาจากนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทนั้น ธนพรกล่าวว่า รัฐบาลและกระทรวงแรงงานควรต้องดูที่มาของผู้ประกอบการแต่ละรายด้วย เนื่องจากการจ้างงานปัจจุบันสลับซับซ้อน บางรายเป็นการจ้างเหมาช่วงจากสถานประกอบการรายใหญ่ ถ้าเช่นนี้ ถามว่าจะไม่มีอำนาจจ่ายจริงหรือ
ที่มา: คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย
เรื่องที่เกี่ยวข้อง:
****************************
ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ
อนุสรณ์ ธรรมใจ
กรุงเทพธุรกิจ, 17-9-2555
นโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทกลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้งหนึ่งเมื่อคณะกรรมการค่าจ้างกลางตัดสินใจปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท 70 จังหวัด
(ก่อนหน้านี้ได้ปรับเพิ่มไป 7 จังหวัด) ดีเดย์วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2556 การปรับระลอกแรก 7 จังหวัดก่อนหน้านี้ ไม่มีปัญหาอะไรมากนัก เพราะเป็นจังหวัดใหญ่ ผู้ประกอบการมีศักยภาพในการจ่าย การปรับเพิ่มเป็น 300 บาทเป็นการปรับเพิ่มจากฐานเดิม ปรับเพิ่มเฉลี่ย 35-40%
สำหรับการปรับระลอกสอง 70 จังหวัด มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากเพราะบางจังหวัดปรับเพิ่มถึง 88.67% เกิดความวิตกกังวลกันว่า กิจการขนาดเล็กในจังหวัดเหล่านี้จะปรับตัวให้อยู่รอดได้อย่างไร
การพิจารณาประเด็นเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทเหมาะสมไม่เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจโดยเฉพาะในระลอกสองซึ่งจะทำให้อัตราค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทเป็นอัตราเดียวทั่วประเทศต้องพิจารณาในหลายมิติ ต้องพิจารณาประเด็นนี้แบบบูรณาการ นับตั้งแต่เรื่อง ความเป็นธรรมทางสังคม ความสามารถในการแข่งขัน เทคโนโลยีกับคุณภาพแรงงาน การย้ายถิ่นแรงงานระหว่างพื้นที่ภายในประเทศและระหว่างประเทศ (แรงงานต่างด้าว) มิติความมั่นคง, อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ, ประเด็นเรื่องเงินเฟ้อและอัตราการว่างงาน
ผู้คนจำนวนไม่น้อยกำลังถกเถียงกันในสิ่งที่ไม่ตรงประเด็นนัก และ มีความสับสนระหว่าง การกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ การกำหนดค่าจ้างทั่วไป ระบบค่าจ้างขั้นต่ำ ระบบค่าจ้างในสถานประกอบการ ระบบค่าจ้างรายชิ้น การกำหนดบทบาทที่เหมาะสม ของ กลไกไตรภาคี นโยบายค่าจ้างของรัฐบาล ตัวแปรการต่อรองและรอมชอมระหว่างฝ่ายนายจ้างกับฝ่ายลูกจ้าง
“การเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ” เป็นนโยบายสำคัญของหลายพรรคการเมืองในการเลือกตั้งที่ผ่านมา แตกต่างเพียงเม็ดเงินที่ปรับเพิ่ม ผู้ใช้แรงงานเป็นฐานการเมืองที่ทุกพรรคการเมืองต้องใส่ใจ ฐานการเมืองนี้มีแนวโน้มเข้มแข็งมากขึ้นตามลำดับจากการจัดตั้งผ่านขบวนการสหภาพแรงงาน (ขบวนการสหภาพแรงงานต้องการค่าแรงขั้นต่ำ 421 บาท ส่วนนายจ้างบางส่วน 300 บาทก็ยังจะจ่ายไม่ไหว) ผมไม่แน่ใจว่า พรรคการเมืองต่างๆ กำหนดเป้าหมายค่าจ้างขั้นต่ำขึ้นมาแล้วได้มีการศึกษาวิจัยหรือปรึกษาหารือฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมากน้อยแค่ไหน หรือกำหนดขึ้นมาก่อนเพื่อหวังเอาชนะการเลือกตั้งแล้วค่อยไปแก้ปัญหาที่ติดตามมาในภายหลัง เมื่อต้องการรักษาสิ่งที่สัญญาไว้กับประชาชนก็ต้องเดินหน้าแม้นว่าจะมีผลกระทบต่อเนื่องเกิดขึ้นก็ตาม
การกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำนั้นเป็นเพียงส่วนเดียวของการปฏิรูปค่าจ้างทั้งระบบ เท่านั้น ระบบค่าจ้างในอุตสาหกรรมสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระบบใหญ่ ระบบค่าจ้างขั้นต่ำ ค่าจ้างทั่วไปในสถานประกอบการ ค่าจ้างรายชิ้น
การปฏิรูประบบค่าจ้างเพื่อให้ได้ระบบค่าจ้างที่เป็นธรรม และ ภาคธุรกิจแข่งขันได้ มีผลตอบแทนเหมาะสมสามารถสะสมทุนขยายกิจการ ขยายการจ้างงาน เป็นเรื่องสำคัญมากในภาวะที่เรากำลังเผชิญความถดถอยของเศรษฐกิจโลกจากปัญหาวิกฤติหนี้สินยูโรโซนและความอ่อนแอของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา
เราเห็นตัวอย่างจากหลายประเทศในยุโรป ประเทศไหนมีค่าจ้างและตลาดแรงงานที่มีความยืดหยุ่นกว่า จะมีปัญหาว่างงานต่ำกว่า เพราะราคาค่าจ้างและตลาดแรงงานสามารถปรับตัวขึ้นลงได้ตามภาวะเศรษฐกิจ การเพิ่มค่าจ้างก็ต้องพิจารณาหลายมิติ ทั้ง ความจำเป็นต่อการดำรงชีพ ค่าตอบแทนฝีมือการทำงาน ความสามารถในการจ่ายของนายจ้างและผลที่มีต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจ
การปรับฐานค่าจ้างให้เป็นธรรม ต้องทำในระยะที่เศรษฐกิจเติบโตดีและอัตราการว่างงานต่ำ แต่ในขณะนี้เกิดความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจ การพฃผลักดันให้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำปรับเพิ่มขึ้นในอัตราก้าวหน้าแม้นเป็นแนวทางที่ถูกต้องแต่ต้องกระทำอย่างระมัดระวัง และ ต้องสามารถทบทวนปรับเปลี่ยนได้ อย่าดันทุรังเป็นอันขาด
ในอีกด้านหนึ่ง การปรับขึ้นค่าจ้างต้นปีหน้า หากเราคุมเงินเฟ้อได้ การขึ้นค่าแรงย่อมกระตุ้นอำนาจซื้อ การใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและการลงทุนที่เพิ่มขึ้นจำนวนมาก กำลังซื้อของเศรษฐกิจภายในของไทยร้อยละ 42 มาจากเงินเดือนและค่าจ้าง การขยายตัวของเศรษฐกิจภายในจะช่วยชดเชยการชะลอตัวของกำลังซื้อภายนอกประเทศผ่านการส่งออกได้ระดับหนึ่ง
ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำนั้นมีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองแรงงานไร้ฝีมือเมื่อแรกเข้าทำงาน เริ่มบังคับใช้ครั้งแรกวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2516 โดยเริ่มกำหนดในสี่จังหวัด คือ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ นนทบุรี และปทุมธานี เดิมการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำจะใช้คณะกรรมการค่าจ้างแห่งชาติ เป็นกลไกไตรภาคีที่กำหนดอัตราค่าจ้างอัตราเดียวทั่วประเทศ ต่อมาเดือนธันวาคม ปี พ.ศ. 2544 ได้มีการเปลี่ยนแปลงระบบการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำใหม่โดยมีคณะกรรมการค่าจ้างขั้นต่ำประจำจังหวัดเป็นผู้กำหนด
หากเทียบกับจังหวัดที่ค่าจ้างแรงงานถูกที่สุดถือว่าค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำที่รัฐบาลเสนอมีส่วนเพิ่มถึงกว่า 88.67% (กรณีจังหวัดพะเยา) เมื่อค่าจ้างขั้นต่ำสูงขึ้นทั่วประเทศมีตั้งแต่กว่าหนึ่งในสาม กระทั่งกว่าเท่าตัว, ภาคธุรกิจจะได้รับผลกระทบขนาดไหน คำตอบก็คือขึ้นอยู่กับ (1) ขนาดและกำลังการผลิตรวม (2) ผลิตภาพของแรงงาน (3) ระดับความเข้มข้นการใช้แรงงานไม่มีทักษะ (4) กำไรขั้นต้นต่อชิ้นสินค้า เป็นต้น
จากการศึกษาของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต พบว่า โครงสร้างต้นทุนการผลิตทั้งหมดของวิสาหกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในภาคอุตสาหกรรมการผลิต จำนวน 70,355 ราย และวิสาหกิจขนาดใหญ่จำนวน 3,576 ราย พบว่าค่า จ้างและเงินเดือนของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมทั่วประเทศมีสัดส่วนเฉลี่ยร้อยละ 17.06 ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด ส่วนค่าจ้างและเงินเดือนของวิสาหกิจขนาดใหญ่ทั่วประเทศ มีสัดส่วนเฉลี่ยร้อยละ 14.14 ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด
โดยหากมีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวัน จากผลการศึกษาพบว่าสัดส่วนค่าจ้างและแรงงาน ต่อต้นทุนการผลิตทั้งหมดของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในภาคอุตสาหกรรมการผลิต ทั่วประเทศจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 6.42 ส่วนค่าจ้างและเงินเดือนของวิสาหกิจขนาดใหญ่ทั่วประเทศ จะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 6.34 เมื่อพิจารณาอุตสาหกรรมการผลิตจำแนกตามภูมิภาคต่างๆ พบว่าสัดส่วนค่าจ้างและแรงงานต่อต้นทุนการผลิตทั้งหมดของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพิ่มขึ้นมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 7.54 รองลงมาได้แก่ ภาคกลาง คือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.67 ภาคใต้ เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.66 กรุงเทพมหานครและเขตปริมณฑล เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.65 และภาคเหนือ เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.56
หากมองในมิติของต้นทุนต่อผู้ประกอบการขนาดเล็กในหลายพื้นที่อาจเป็นภาระที่หนักเกินไปหากต้องขึ้นค่าแรงทีเดียวถึงกว่าร้อยละ 80% อาจประสบภาระขาดทุนหรือกำไรลดลงอย่างมากหรือหากปรับตัวไม่ได้ก็อาจต้องปิดกิจการไป อย่างไรก็ตาม การไปสร้างกระแสสร้างความรู้สึกว่า ปรับค่าแรงขั้นต่ำในอัตราก้าวหน้าแล้ว จะทำให้ผู้ประกอบการถึงขั้นปิดกิจการจำนวนมาก ก็ดูเหมือนจะเป็น วาทกรรม หรือ ความจริงที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อปกป้องผลประโยชน์แห่งกลุ่มตนเสียมากกว่าเป็น ความจริงเชิงข้อเท็จจริง (Factual truth) แต่ข้อเท็จจริงกับเป็นด้านที่น่าเห็นอกเห็นใจ บรรดาผู้ใช้แรงงานเสียมากกว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาจะมีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอย่างต่อเนื่องซึ่งทำให้ค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ยทั่วประเทศเพิ่มขึ้นประมาณ 28% (จาก 137 บาทต่อวันในปี 2544 เป็น 176 บาทต่อวันในปี 2553) แต่เมื่อนำผลจากเงินเฟ้อมาพิจารณาด้วยแล้วกลับพบว่าในช่วงเดียวกันนี้ค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ยแท้จริง ณ ปัจจุบัน ไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย โดยอยู่ในระดับใกล้เคียงกับในปี 2544 ช่วง 10 ปี ค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ยเพิ่มขึ้นปีละแค่ 2.57% เมื่อเทียบกับอัตราเฉลี่ยเงินเฟ้อในช่วงเวลาเดียวกัน 2.76% เท่ากับว่าค่าแรงขั้นต่ำไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย แต่กลับมีค่าลดลงเมื่อเทียบกับเงินเฟ้อเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำเฉลี่ยเพิ่มขึ้น
ความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น (Labour Intensive Industry) เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารแปรรูป อุตสาหกรรมรองเท้า อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ อุตสาหกรรมก่อสร้าง อาจได้รับผลกระทบ จำนวนหนึ่งอาจย้ายฐานการผลิต และการย้ายการผลิตนี้ก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการและระบบเศรษฐกิจจากเครือข่ายการผลิตไร้พรมแดนภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ขณะเดียวกัน ย่อมส่งผลต่อการลดการจ้างงานในประเทศในบางอุตสาหกรรม การกำหนดค่าจ้างสูงกว่าค่าจ้างดุลยภาพมากๆ ย่อมเกิดภาวการณ์ว่างงานแน่นอน เพราะนายจ้างย่อมมีความต้องการจ้างแรงงานน้อยลงและหันไปใช้เทคโนโลยีแทนมากขึ้น
เมื่อประกาศใช้อัตรา 300 บาทครบทุกจังหวัดทั่วประเทศย่อมทำให้ค่าจ้างขั้นต่ำเป็นอัตราเดียวทั่วประเทศย่อมทำให้แรงงานมีการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานน้อยลง แรงงานได้อยู่กับครอบครัว ปัญหาครอบครัวและปัญหาสังคมน่าจะลดลง อีกด้านหนึ่ง เมื่อค่าจ้างขั้นต่ำเป็นอัตราเดียวอาจทำให้โรงงานและธุรกิจอุตสาหกรรมย้ายฐานไปยังจังหวัดที่ห่างไกลหรือพื้นที่ขาดโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจน้อยลง เนื่องจากไม่มีปัจจัยเรื่องต้นทุนแรงงานราคาถูกจูงใจ เมื่ออัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นอัตราเดียวทั่วประเทศ 300 บาท ต้องมีมาตรการจูงใจการลงทุนอื่นเสริมเพื่อให้เกิดการย้ายฐานการผลิตกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจไปยังพื้นที่ห่างไกลหรือจังหวัดที่ยังไม่มีการพัฒนาดีนัก และที่สำคัญ ต้องมีมาตรการออกมาดูแลกิจการขนาดกลางขนาดเล็กให้เขาอยู่รอดให้ได้ในภาวะต้นทุนแรงงานสูงขึ้น ครับ
เรื่องค่าแรงขั้นต่ำที่ต้องปรับตัวขึ้นสูงแน่เป็นเพียงแนวโน้มสำคัญหนึ่งของตลาดแรงงานไทยเท่านั้น ยังมีแนวโน้มอื่นๆ อีก ที่ธุรกิจอุตสาหกรรมต้องปรับตัว และ รัฐต้องมีนโยบายและมาตรการอันเหมาะสมในการตอบสนอง ไม่เช่นนั้นแล้ว จะสร้างปัญหาทางเศรษฐกิจในมิติใดมิติหนึ่งได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ความสามารถในการแข่งขัน ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ
แนวโน้มที่สำคัญ และ ยังเป็นแนวโน้มที่ช่วยอธิบายเราว่า ค่าจ้างในไทยแพงหรือไม่ คือ ผลิตภาพแรงงานไทยในอนาคตว่าเป็นอย่างไร ปัจจุบันผลิตภาพแรงงานไทย (Labor Productivity) เติบโตช้ามากเพียงแค่ 3% ต่อปี (จีน 9.2%, เวียดนาม 5.3%) ขณะเดียวกัน ผลตอบแทนของแรงงานก็ลดลงทุกระดับการศึกษา สะท้อนปัญหาด้านคุณภาพของการศึกษาไทย
นอกจากนี้แรงงาน (ประชากรในวัยทำงาน) ยังมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ โดยในทศวรรษนี้จะเพิ่มเพียง 0.2% เท่านั้น ขณะที่ทศวรรษที่แล้วก็เพิ่มน้อยอยู่แล้ว 1% แล้วแรงงานส่วนใหญ่ที่ทำงานอยู่ก็ทำงานนอกระบบเป็นส่วนใหญ่ เกือบครึ่งหนึ่งของกำลังแรงงานไม่ใช่ลูกจ้างระยะยาวที่ได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน
จำนวนประชากรที่มีอายุ 0-4 ปีตอนนี้จะเข้าสู่ประชากรในวัยทำงานในปี 10 ปีข้างหน้าเพียง 4 ล้านในขณะที่เวลานั้น ผู้สูงอายุเพิ่มเป็น 18% ของประชากรทั้งหมด
ข้อเท็จจริงและแนวโน้มเหล่านี้ เป็น สิ่งท้าทายต่อภาคธุรกิจอุตสาหกรรมไทย และ ท้าทายต่อรัฐบาลใหม่ว่าจะมีนโยบายในการตอบสนองอย่างไร ไม่ใช่ให้น้ำหนักไปที่ “ค่าแรงขั้นต่ำ” แต่เพียงอย่างเดียว
Date post : 17/09/2555
http://www.thailabour.org/autopagev4/show_page.php?varid=2178%2C8%2C&utm_source=dlvr.it&utm_medium=facebook
+colour.jpg)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น