วันพุธที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2555

กรณีโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ กับ วันชัย ตัน(ทางความคิด)

"ขณะที่รัฐบาลไทยเดินหน้าสร้างเขื่อน แต่รัฐบาลพม่ากลับมีความก้าวหน้ามากกว่า โดยประกาศยกเลิกโครงการสร้างเขื่อนไฟฟ้ามิตโสนบนแม่น้ำอิรวดี  ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีนมูลค่าแสนล้านบาท เพราะสร้างความเสียหายให้กับพื้นที่ป่าที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก"
-- วันชัย ตัน

ผมค่อนข้างกังวลกับวิธีคิดและวิธีต่อต้านเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมในบ้านเรา โดยเฉพาะกรณีข้อความข้างต้นของคุณวันชัย ตัน ...โอเคแม้ "เป้าประสงค์" ในการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์กับโครงการต่างๆในพม่าอาจจะคนละอย่าง แต่เอาเข้าจริงมันก็อยู่ในชุดเหตุผลเดียวกันคือเพื่อ "การพัฒนา"

ขณะที่เราต้องการจะใช้ทุกอย่างใช้พลังงานทุกรูปแบบอย่างเต็มที่ แต่ทุกวันนี้ผู้คนก็ยังเดินเข้าออกเซ็นทรัล พารากอน เดอะ มอลล์ ราบ21 กันอย่างเย็นสบายใจโดยไม่นึกถึงปริมาณการใช้พลังงาน และไม่คิดที่จะเรียกร้องอย่างจริงจังให้มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องปริมาณการใช้พลังงานในพื้นที่กินไฟมหาศาลอย่างห้างที่ได้กล่าวข้างต้น ครั้นจะก่อสร้างโครงการต่างๆที่เอื้อต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจในประเทศก็มักจะถูกต่อต้านอย่างหนัก และครั้นจะให้เปลี่ยนวิถีชีวิตที่สิ้นเปลืองพลังงานสูงก็ไม่เอา (เรื่องเดินห้างเป็นตัวอย่าง) เราจึงเลือกที่จะปิดหูปิดตา ผลักภาระทางสิ่งแวดล้อมไปให้ประเทศที่กำลังเริ่มพัฒนาเป็นผู้แบกรับต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมตรงนี้แทน ทั้งท่อส่งก๊าซและน้ำมันเข้ามายังไทย เขตพัฒนาอุตสาหกรรมหนักแทนประเทศไทย โครงการสร้างเขื่อนต่างๆทั้งในพม่าและลาวที่จะส่งไฟเข้าไทย (เอาเฉพาะพม่าก็ปาไป 25 เขื่อนแล้วที่อยู่ในกระบวนการ) ไหนจะโรงงานไฟฟ้าที่เซ็นขายไฟให้ไทย เหมืองถ่านหินที่ขุดในพม่าแต่จะส่งเข้ามาในไทย และอีก ฯลฯ ที่กระทำโดยไม่มี EIA และ SIA

หากคิดจากฐานตรงนี้ด้วยก็จะเห็นได้ว่า วิธีคิดวิธีเขียนของคุณวันชัยมีปัญหา เพราะคุณวันชัยเลือกที่จะพูดความจริงเพียงด้านเดียวเพื่อใช้เป็นประเด็น เป็นเครื่องมือขับเคลื่อน เรียกร้อง ให้มีการระงับการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ แต่การใช้วิธีแบบนี้ (พูดไม่หมดแล้วยังสร้างอารมณ์เปรียบเทียบ) มันไม่ได้ช่วยให้เกิดความยั่งยืนในระดับภูมิภาคได้เลย แค่ความเข้าใจยังไม่เกิดเลยเสียด้วยซ้ำ คุณวันชัยเลือกที่จะบอกบางส่วนและไม่บอกอีกหลายส่วน ข้อดีก็คือมันช่วยให้เกิดภาพที่สามารถสร้างความรู้สึกเปรียบเทียบกับประเทศเผด็จการได้ชัดเจนดี แต่ข้อเสียก็อย่างที่ได้กล่าวไป มันคือการปิดหูปิดตาประชาชนต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเพื่อนบ้านไม่แพ้สิ่งที่รัฐบาลทำในกรณีเขื่อนแม่วงก์ นั่นก็คือการ "ไม่พูดกับประชาชนตรงๆ" ตามสำนวนที่คุณวันชัยใช้ ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่าปัญหาที่เราผลักไปประเทศเพื่อนบ้านก็ใช่ว่าจะพ้นตัว เหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบข้ามพรมแดนได้เช่นกัน

การมองปัญหาและการเขียนอธิบายให้สังคมทราบจึงควรทำให้เห็นปัญหาในภาพรวม ให้ประชาชนได้ตระหนักว่าเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างปัญหาที่เกิดขึ้น เขาก็เป็นส่วนหนึ่งของข้ออ้างทั้งหลายทั้งปวงในการที่จะสร้างเขื่อนต่างๆ เขาควรจะรู้ตัวได้แล้วและควรจะปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต เพื่อให้ชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่วางแผนก่อสร้างโครงการพ้นไปจากความเสี่ยง เพื่อให้ความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนความสมบูรณ์ของธรรมชาติยังคงอยู่ ไม่ใช่มาใช้วิธีพูดแบบเปิดอย่างปิดอย่างเพียงเพื่อปลุกระดมหรือกระพือโหมกระแสรักธรรมชาติรักโลกรักทู๊กกกโคนนน

=============================================

(ร่างที่ 1)

ผมค่อนข้างกังวลกับวิธีคิดและวิธีต่อต้านเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมในบ้านเรา โดยเฉพาะกรณีข้อความข้างต้นของคุณวันชัย ตัน ...โอเคแม้"เป้าประสงค์"ในการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์และโครงการต่างๆในพม่าอาจจะคนละอย่าง แต่เอาเข้าจริงมันก็อยู่ในชุดเหตุผลเดียวกันคือเพื่อ "การพัฒนา" ตัวอย่างเช่น ขณะที่เราต้องการจะใช้ทุกอย่างใช้พลังงานทุกรูปแบบอย่างเต็มที่ แต่ทุกวันนี้ผู้คนก็ยังเดินเข้าออกเซ็นทรัล พารากอน เดอะ มอลล์ ราบ21 กันอย่างเย็นสบายใจโดยไม่นึกถึงปริมาณการใช้พลังงาน และไม่คิดที่จะเรียกร้องอย่างจริงจังให้มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องปริมาณการใช้พลังงานในพื้นที่กินไฟมหาศาลอย่างห้างที่ได้กล่าวข้างต้น ครั้นจะก่อสร้างโครงการต่างๆที่เอื้อต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจในประเทศก็มักจะถูกต่อต้านอย่างหนัก และครั้นจะให้เปลี่ยนวิถีชีวิตที่สิ้นเปลืองพลังงานสูงก็ไม่เอา (เรื่องเดินห้างเป็นตัวอย่าง) เราจึงเลือกที่จะปิดหูปิดตา ผลักภาระทางสิ่งแวดล้อมไปให้ประเทศที่กำลังเริ่มพัฒนาเป็นผู้แบกรับภาระต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมตรงนี้แทน ทั้งท่อส่งก๊าซและน้ำมันเข้ามายังไทย เขตพัฒนาอุตสาหกรรมหนักแทนประเทศไทย โครงการสร้างเขื่อนต่างๆทั้งในพม่าและลาวที่จะส่งไฟเข้าไทย (เอาเฉพาะพม่าก็ปาไป 25 เขื่อนแล้วที่อยู่ในกระบวนการ) ไหนจะโรงงานไฟฟ้าที่เซ็นขายไฟให้ไทย เหมืองถ่านหินที่ขุดในพม่าแต่จะส่งเข้ามาในไทย และอีก ฯลฯ ที่กระทำโดยไม่มี EIA และ SIA ตรรกะของโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ก็ไม่ต่างกัน

ตรงนี้แหละที่ผมถึงย้ำว่ามันเป็นปัญหา เพราะคุณวันชัยเลือกที่จะพูดความจริงเพียงด้านเดียวเพื่อใช้เป็นประเด็น เป็นเครื่องมือขับเคลื่อน เรียกร้อง ให้มีการระงับการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ แต่การใช้วิธีแบบนี้มันไม่ได้ช่วยให้เกิดความยั่งยืนในระดับภูมิภาคได้เลย แค่ความเข้าใจยังไม่เกิดเลยเสียด้วยซ้ำ คุณวันชัยเลือกที่จะบอกบางส่วนและไม่บอกอีกหลายส่วน ข้อดีก็คือมันช่วยให้เกิดภาพที่สามารถสร้างความรู้สึกเปรียบเทียบกับประเทศเผด็จการได้ชัดเจนดี แต่ข้อเสียก็อย่างที่ได้กล่าวไป มันคือการปิดหูปิดตาประชาชนต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเพื่อนบ้านไม่แพ้สิ่งที่รัฐบาลทำในกรณีเขื่อนแม่วงก์ นั่นก็คือการ "ไม่พูดกับประชาชนตรง ๆ" ตามสำนวนที่คุณวันชัยใช้ ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่าปัญหาที่เราผลักไปประเทศเพื่อนบ้านก็ใช่ว่าจะพ้นตัว เหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบข้ามพรมแดนได้เช่นกัน การมองปัญหาและการเขียนอธิบายให้สังคมทราบจึงควรทำให้เห็นปัญหาในภาพรวม ให้ประชาชนได้ตระหนักว่าเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างปัญหาที่เกิดขึ้น เขาก็เป็นส่วนหนึ่งของข้ออ้างทั้งหลายทั้งปวงในการที่จะสร้างเขื่อนต่างๆ เขาควรจะรู้ตัวได้แล้วและควรจะปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต เพื่อให้วิถีชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่วางแผนก่อสร้างโครงการจะได้พ้นไปจากความเสี่ยง เพื่อให้ความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนความสมบูรณ์ของธรรมชาติยังคงอยู่ ไม่ใช่มาใช้วิธีพูดแบบเปิดอย่างปิดอย่างเพื่อปลุกระดมและกระพือโหมความคลั่งชาติอย่างชุ่ยๆ!!

ไม่มีความคิดเห็น: