วันพุธที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2555

ว่าด้วยเรื่อง อาสาสมัคร (บัณฑิต)



********************************
1.อาสาสมัคร คือ เครื่องมือในการลดความเหลื่อมล้ำและเสริมสร้างความเป็นพลเมือง อาสาสมัครจึงเป็นเรื่องของการพึ่งพากันไม่กัน ไม่ใช่ความรู้สึกแบบผู้ให้และผู้รับ
2.หลายคนคิดว่างานอาสาสมัครจะเกิดขึ้นเมื่อเกิดวิกฤตหรือภัยพิยบัติ แต่ในหลายประเทศมีการดำเนินงานในภาวะปกติ
3.ภาครัฐควรคิดด้วยว่า จะทำอย่างไรที่จะส่งเสริมกลไกอาสาสมัครอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เป็นแต่เพียงนโยบายเฉพาะกิจหรือให้งานอาสาสมัครสังกัดอยู่ภายใต้กระทรวงใดกระทรวงหนึ่งที่มีกลไกค่อนข้างแข็งตัว งานอาสาสมัครควรจะเป็นการกระจายโอกาสและกระจายทรัพยากรไปยังภาคส่วนต่างๆไม่ใช่กระจุกตัวอยู่ที่ภาครัฐ
-- พิเชฐ ยิ่งเกียรติคุณ 


********************************


"การดำเนินงานด้านอาสาสมัคร ควรเป็นการทำงานในภาพกว้าง โดยบูรณาการการทำงานกับทุกภาคส่วน รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และต้องมีการประสานงานกันอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนในภารกิจที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการอยู่แล้ว และเป็นการเสริมงาน ในภาพกว้างที่แต่ละหน่วยงานได้ดำเนินการอยู่แล้วให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นต่อไป" 


-- ข้อเสนอของ สมช. โดย แดม


นัยคือ เพื่อไม่ให้การดำเนินงานอาสาสมัครสร้างผลกระทบต่อการดำเนินงานในภาพรวม โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับความมั่นคงหรือจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศแห่งความมั่นคงให้เกิดขึ้น อาทิ ในสถานการณ์อุทกภัย จำเป็นที่จะต้องมีการสร้างประสิทธิภาพในการบริหารสถานการณ์ในภาวะวิกฤตเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลและเตรียมการรับมือได้อย่างถูกต้องแม่นยำ และสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อหน่วยงานภาครัฐในช่วงการบริหารงานในสถานการณ์วิกฤต เพื่อไม่ให้เกิดภาวะโกลาหลวุ่นวาย (Chaos) จนยากแก่การควบคุมและคุ้มครองชีวิตของประชาชนให้ปลอดภัย การดำเนินงานอาสาสมัคร จึงควรดำเนินการโดยบูรณาการการทำงานกับทุกภาคส่วนเข้ามาเติมเต็มงานขององค์กรขนาดใหญ่เช่นภาครัฐหรือองค์การมหาชนที่ได้ดำเนินการในภารกิจของตนเองอยู่แล้วให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ไม่ใช่การตั้งตนเองขึ้นมาเป็นผู้ดำเนินงานหลัก เพราะอาสาสมัครย่อมไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลในภาพกว้างและเชิงลึกได้ การประกาศตัวเสมือนผู้ดำเนินงานหลัก รั้นแต่จะทำให้ประชาชนเกิดความสับสนในข้อมูลจนอาจนำอันตรายมาสู่ประชาชนได้ ดั่งกรณีตัวอย่างของ ThaiFlood เมื่อปีที่ผ่านมา 


ซึ่ง ครม. ได้มีมติเมื่อ 29 มี.ค. 55 เห็นชอบข้อเสนอแนวทางการพัฒนางานอาสาสมัครไทยตามที่กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)เสนอ ทั้งนี้ ให้กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์รับความคิดเห็นของสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติไปพิจาณาดำเนินการด้วย (ข้อคิดเห็นของ สมช. เป็นข้อคิดเห็นเดียวจากทั้งหมดสี่ข้อคิดเห็นที่ ครม. สั่งให้ พม.ดำเนินการ ทั้งนี้ สี่ข้อคิดเห็นมาจาก 1.กระทรวงการต่างประเทศ 2.กระทรวงวัฒนธรรม 3.สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี 4.สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ) 


และสำหรับ การบ้านที่คุณพิเชฐ เชคโค้ ฝากให้ภาครัฐ ที่ว่า "จะทำอย่างไรที่จะส่งเสริมกลไกอาสาสมัครอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เป็นแต่เพียงนโยบายเฉพาะกิจหรือให้งานอาสาสมัครสังกัดอยู่ภายใต้กระทรวงใดกระทรวงหนึ่งที่มีกลไกค่อนข้างแข็งตัว" นั้น ได้มีการนำเสนอแนวทางการพัฒนางานอาสาสมัครไทยและ ครม. ได้มีมติเห็นชอบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถ้าคุณพิเชฐทำการบ้านซักนิด ติดตามค้นคว้าให้ลึกหน่อยจะพบว่า ในข้อเสนอเล่มไม่หนาดังกล่าว ได้มี
1.การกำหนดแนวทางการพัฒนางานอาสาที่ทุกหน่วยงานจะร่วมสนับสนุนให้อาสาสมัครมีการจัดตั้งองค์กรของตนเองขึ้นมาอย่างเป็นระบบตั้งแต่ระดับจังหวัดจนถึงประเทศเรื่อยไปจนถึงความร่วมมือกับอาสาสมัครในนานาประเทศ
2.ข้อเสนอดังกล่าวซึ่งมีผลในทางปฏิบัติตั้งแต่เดือน มี.ค. แล้ว จะทำให้งานอาสาสมัครเชื่อมโยงกับหน่วยงานต่างๆ ไม่ใช่เฉพาะ พม. แต่ยังขยายไปถึงกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย องค์การมหาชน อย่าง สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน และที่สำคัญคือการสร้างองค์กรของตนเองด้วย ไม่ได้แข็งตัวเหมือนอย่างที่คุณพิเชฐกล่าวแล้ว 
3.ความจริงนักคิดอย่างคุณพิเชฐน่าจะหยิบเนื้อหาของข้อเสนอมาวิพากษ์วิจารณ์ตีความให้ข้อคิดเห็นเสียมากกว่ามานั่งเล่าให้ชาวบ้านฟังว่าตนเองให้นิยามแก่ งานอาสาสมัคร อย่างไร ซึ่งคุณพิเชฐก็เล่าแต่นิยามของตนเองคนเดียว และหากจะเล่าก็น่าจะเล่าถึงนิยามของคนอื่นที่เข้าร่วมประชุมด้วย 



ไม่มีความคิดเห็น: