วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2555
เจ๊งครับ ที่คิดว่าจะเขียนได้ดี กลายเป็นเขียนได้ด้วนๆ (ทำได้ถึงแค่ 5+6)
ร่างแนวคิดที่จะเขียนตอบต่อข้อสังเกตของอ.ลิขิตว่าการเมืองไทยมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญทุก 40 ปี นั้นมีดังนี้
ทั้งหมดเป็นการวิเคราะห์ภายใต้กรอบสามประการ
(1) Socio-Economic Condition
(2) Structure & Process
(3) Democratic Political Culture
โดยมีทฤษฎีเพื่อประกอบการอธิบายทำความเข้าใจต่อข้อสมมติฐาน ดังนี้
(1) The Third Wave โดย Alvin Toffler เพื่อให้คำอธิบายถึงสภาวะสังคมไทยที่ค่อยๆเขยิบจากคลื่นที่1สู่2สู่3 โดยคงลักษณะของแต่ละคลื่นไว้ในสังคมไม่เปลี่ยนผ่านอย่างตัดขาด กล่าวโดยละเอียดคือ หลังจาก Agrarian Revolution สังคมก็เข้าสู่ลักษณะ hunter-gatherer จนมาถึงช่วงการเข้ามาของชาติตะวันตกพร้อมกับเครื่องจักรไอน้ำและเรือกลไฟทำให้สังคมสยามเริ่มปรับตัวตามสถานการณ์ในช่วง Industrial Revolution จนสังคมตะวันตกได้เข้ามาถึงยุค post-industrial society (1950) สังคมสยามยังคงอยู่ในช่วงปลุกปั่นกับการพัฒนาอุตสาหกรรมอยู่ กว่าจะเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงเป็นคลื่นที่3 ก็ล่วงประมาณ 1990 และในปัจจุบันที่ The World is flat ซึ่ง Wealth today, he argues, is created everywhere (globalisation), nowhere (cyberspace), and out there (outer space).
(2) วัฒนาธรรมการเมือง 3 แบบ อันเป็นตัวแบบบริสุทธิ์ที่ Almond & Verba ได้สร้างขึ้น แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ Parochial, Subject และ Participant ซึ่งในสภาพความเป็นจริงไม่มีสังคมใดที่จะมีวัฒนธรรมทางการเมืองเหมือนกับตัวแบบบริสุทธิ์ 100% สิ่งที่เป็นไปได้มากกว่าคือการมีวัฒนธรรมแบบผสมแบบ Parochial-Subject, Subject-Participant หรือ Parochial-Participant
(3) แนวคิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองให้เป็นสมัยใหม่ (Political Modernization) โดยยึดตามแนวคิดของ Samuel P. Huntington ใน Political Order in Changing Societies. pp.34-35 ซึ่งมีหลักเกณฑ์โดยย่อคือ จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองให้มีความแตกต่างซับซ้อนมากขึ้น (Structural Differentiation) จะต้องมีการขยายอำนาจการปกครองของรัฐบาลกลางให้ครอบคลุมไปทั่วทุกภาคส่วนในรัฐให้อยู่ภายใต้รัฐบาลเดียวกัน และจะต้องอยู่ภายใต้ระบบกฎหมายเดียวกัน (Rationalization of Authority)
(4) แนวคิดพัฒนาการทางการเมือง (Political Development) โดยยึดตามแนวคิดของ Lucian W. Pye ใน Aspects of Political Development. pp.33-45 ซึ่ง Pye ได้นำเสนอองค์ประกอบของพัฒนาการทางการเมืองไว้สามประการคือ
1.ความเท่าเทียม (equality) ทั้งในทางกฎหมาย การเมือง และการเข้าร่วมทางการเมือง
2.ความสามารถของระบบการเมือง (capacity) ในด้านการดำเนินนโยบาย (output) ของระบบทั้งในทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงการยึดหลักความเป็นเหตุเป็นผล (Rationality) และหลักของทางโลก (Secular) 3.ความชำนาญงาน (differentiation and specialization) เป็นการจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ในการจัดการปัญหาอย่างไม่ซ้ำซ้อน และแบ่งงานกันตามความสามารถความชำนาญ
หมายเหตุ แม้ว่าแนวคิดและทฤษฎีตลอดจนวิธีการศึกษาการพัฒนาทางการเมืองจะมีความหลากหลายหรือแตกต่างกันเอง แต่ก็มีประเด็นเห็นพ้องร่วมกันอยู่อย่างหนึ่งคือ เรื่องความสามารถของระบบการเมืองในการตอบสนองต่อข้อเรียกร้องต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปโดยไม่มีความรุนแรงหรือแตกสลายของระบบ เหมือนดังเช่นที่ Pye ได้พูดถึงความสามารถของระบบ Huntington ก็พูดถึงความเป็นสถาบันของระบบ Almond ก็พูดถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองให้มีความสลับซับซ้อน
(5) จุดร่วม-ตัวแปร-เงื่อนไขการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญทุก 40 ปีที่ค้นพบจากมิติทางประวัติศาสตร์และแนวคิดทฤษฎีข้างต้นมี 5 ประการ
1. การเปลี่ยนแปลงของบริบทโลก (ปัจจัยภายนอก การเมืองโลก+เศรษฐกิจโลก)
2. การเมืองภายในประเทศ (โครงสร้างอำนาจ + class conflict โดยเฉพาะ elite กับ middle class)
3. เศรษฐกิจภายในประเทศ ที่เชื่อมโยงกับภายนอก (แรงงาน+การพัฒนา+การผลิต)
4. สังคม-วัฒนธรรม (การศึกษา+วัฒนธรรมทางการเมือง+การขัดเกลาทางสังคม)
5. เทคโนโลยีและข้อมูลข่าวสาร (สื่อที่เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยอันเป็นชนวนนำทางสำนึกและปัญญา)
6. การนำโดยปัญญาชนแห่งยุคสมัย (ทั้งจาก ปัญญาชนจารีต หรือ Traditional intellectuals กับ ปัญญาชนจัดตั้ง หรือ Organic Intellectuals ตามแนวคิดของ Gramsci)
(6) โดยให้มิติทางประวัติศาสตร์ผ่านงานชิ้นสำคัญ สี่ชิ้น (เท่าที่มีติดตัว) คือ
1. 100 ปี แห่งการปฎิรูประบบราชการ : วิวัฒนาการของอำนาจรัฐและอำนาจการเมือง (The co-evolution of state power and political power) โดย ชัยอนันต์ สมุทวณิช
2. การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 โดย นครินทร์ เมฆไตรรัตน์
3. และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏ : การเมืองวัฒนธรรมของนักศึกษาและปัญญาชนก่อน 14 ตุลาฯ โดย ประจักษ์ ก้องกีรติ
4. รัฐประหาร 19 กันยา : รัฐประหารเพื่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยมี ธนาพล อิ๋วสกุล เป็นกองบรรณาธิการ เน้นบทความของ ธงชัย วินิจจะกูล พิชช์ พงษ์สวัสดิ์ และ S.E. Finer
(7) ผลที่คาดว่าจะได้เห็นคือ รากเหง้าที่มาของความขัดแย้งทางการเมือง ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และความล้าหลังทางวัฒนธรรม-สังคม
(8) และเมื่อสังเคราะห์จากทั้งหมดแล้วจะได้ข้อสรุป 4 ประการ ดังนี้
1. วัฒนธรรมทางการเมืองไทยที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ไม่เอื้อต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจและการเมืองตามตัวแนวทาง Political Modernization และ Political Development
2. ความขัดแย้งทางการเมืองมีรากฐานมาจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจ (economic substructure) ที่ไม่เป็นธรรมจริงๆ
3. วัฒนธรรมทางการเมืองไทย + ความขัดแย้งทางการเมือง ส่งผลให้การขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวทันต่อความเปลี่ยนแปลงของคลื่นลูกต่อไป (IT.และ The World is flat) เกิด Dilemma ตัวอย่างจากการเปิดเสรีและการเพิ่มประสิทธิภาพด้านข้อมูลข่าวสารที่ไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่ หากไม่เปิดก็กระทบเศรษฐกิจ หากเปิดก็กระทบกับความมั่นคงของระบบที่ยังไม่มั่นคง
4. อย่างไรก็ตามคาดการณ์ได้ว่าในอนาคตคงไม่ถึงขนาดเกิด Political Decay อาจเกิดเพียง Political chaos ที่ระบบไม่สามารถรองรับต่อการเปลี่ยนแปลงได้ทัน อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่สังคมไทยพยายามผลักดันให้พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ตามแนวคิดวัฒนธรรมการเมืองแบบคับแคบมาแทนที่หลักความเป็นเหตุเป็นผล (Rationality) และหลักของทางโลก (Secular) ของวัฒนธรรมใหม่ (ประชาธิปไตย)
==============================================
แผนภาพ
2398_social mobilization_2435_political consciousness_
1.parocial 1.parocial-subject
2.คลื่นลูกที่1 2.คลื่นลูกที่1+2
3.Monarchy 3.Absolute Monarchy
2475_political participation_2516_political modern_
1.parocial-participant 1.subject-participant
2.คลื่นลูกที่1+2 2.คลื่นลูกที่1+2+3
3.Representative Democ. 3.Direct Democ.
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
+colour.jpg)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น