วันศุกร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2553

มองอดีต แลอนาคต วัดระดับความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันต่างๆ และความพึงพอใจกับบริการของรัฐ พ.ศ. 2546-2553

งานวิจัยที่ตอกย้ำ ความเชื่อมั่นและความเสื่อม ได้อย่างดีคือ ผลสำรวจความเห็นประชาชน เรื่อง "มองอดีต แลอนาคต วัดระดับความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันต่างๆ และความพึงพอใจกับบริการของรัฐ พ.ศ. 2546-2553" ของสถาบันพระปกเกล้า

ความน่าสนใจคือ เป็นการเก็บข้อมูลตั้งแต่ปี 2546 - 2553 โดยใช้กลุ่มตัวอย่างปีละประมาณ 3 หมื่นตัวอย่าง แบ่งช่วงปี 46 - 49 เป็นช่วงรัฐบาลของพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ขณะที่ปี 50 เป็นช่วงของพล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ ปี 51 รัฐบาลของนาย สมัคร สุนทรเวช และนาย สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ส่วนปี 52-53 เป็นช่วงของรัฐบาลของนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

สำหรับความเชื่อมั่นต่อตัวนายกรัฐมนตรีจะเห็นได้ว่า รัฐบาลทักษิณ ในช่วงปี 2547 ได้รับความเชื่อมั่นมากที่สุดถึงร้อยละ 92.9 ขณะที่รัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ นายกฯได้รับความเชื่อมั่นร้อยละ 45.2 และในช่วงปี 51 ช่วงรัฐบาลขอนายสมัครและนายสมชาย มีความเชื่อมั่นในตัวนายกฯต่ำที่สุด คือ ร้อยละ 37.6 ขณะที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ได้รับความเชื่อมั่นมากที่สุดในปี 53 ร้อยละ 61.6 ส่วนความเชื่อมั่นต่อสถาบันพรรคการเมือง ตกต่ำที่สุดในปี 50 โดยมีคนเชื่อมั่นเพียง ร้อยละ 26.1 และในปัจจุบันเชื่อมั่นอยู่ในร้อยละ 36.9

ความเชื่อมั่นต่อทหารจะเห็นได้ว่า ในปี 47 - 48 ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐบาลทักษิณ ทหารได้รับความเชื่อมั่นสูงสุดร้อยละ 84.8 ขณะที่ปี 50 หลังจากที่มีการทำรัฐประหารความเชื่อมั่นอยู่ที่ร้อยละ 61.8 แต่หลังจากนั้นก็มาเพิ่มขึ้นจนปี 52 ได้รับความเชื่อมั่นร้อยละ 76.3 และมาลดลงอีกครั้งในปี 53 โดยได้รับความเชื่อมั่นร้อยละ 67.8 ขณะที่ตำรวจได้รับความเชื่อมั่นมากที่สุดในปี 48 ร้อยละ 69.2 หลังจากนั้นก็ลดลงเรื่อยๆ จนกระทั่งปัจจุบันได้รับความเชื่อมั่นร้อยละ 54.9

ขณะที่ความเชื่อมั่นต่อศาล ไม่ว่าจะเป็น ศาลยุติธรรม ศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครอง จะเห็นได้ว่า ความเชื่อมั่นของทั้ง 3 ศาลก็ค่อยๆลดลงเช่นกัน โดยในช่วงปี 47 เป็นช่วงที่ทุกศาลได้รับความเชื่อมั่นสูงสุด โดยศาลยุติธรรมได้ร้อยละ 86.7 ศาลรัฐธรรมนูญ ร้อยละ 84.9 และศาลปกครองได้ร้อยละ 83.1 แต่หลังจากนั้นความน่าเชื่อมั่นก็ลดลงเรื่อยๆ โดยปัจจุบันศาลรัฐธรรมนูญได้รับความเชื่อมั่นน้อยที่สุดใน 3 ศาล คือ ร้อยละ 65.1 ขณะที่ศาลยุติธรรมความเชื่อมั่นอยู่ที่ร้อยละ 71.3 และศาลปกครองอยู่ที่ร้อยละ 67.3

ผลสำรวจ ของสถาบันพระปกเกล้า ชี้ชัดถึง ความเชื่อมั่นต่อสถาบันหลักที่ลดลงอย่างชัดเจน แต่นักวิชาการส่วนใหญ่กลับ "โนคอมเม้นต์


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1293623421&grpid=&catid=02&subcatid=0202

1 ใน 10 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลแห่งปี - วรเจตน์ ภาคีรัตน์

"ความมุ่งหมายของผมมีอย่างเดียวคือ ผมต้องการให้สังคมเห็นอีกมุมหนึ่งซึ่งไม่มีการพูดกัน เอาความรู้มาเถียงกัน ผมไม่อยากให้สังคมถูกพัดพาไปโดยกระแสในด้านเดียวเท่านั้นเอง และผมคิดว่าความจริงคือความจริง ความรู้คือความรู้ ไม่อยากให้ใช้ความเชื่อ ไม่อยากให้ใช้อคติ พูดก็พูดเถอะ ธรรมชาติประทานสติปัญญาให้เรา ประทานสมองให้เรา เราต้องคิด ต้องใช้มันให้มาก อคติไม่ต้องใช้มากเพราะสังคมไทยใช้มาเยอะแล้ว"

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1293623421&grpid=&catid=02&subcatid=0202

วันเสาร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2553

"เม็ดเงิน"โฆษณา

หากพิจารณาผ่าน "เม็ดเงิน" ผ่านสื่อกระแสหลัก ในช่วงมกราคม - พฤศจิกายน 2553 ที่สำรวจโดย NIELSEN พบว่า เม็ดเงินโฆษณาทั้งตลาด 9 หมื่นกว่าล้าน เป็นส่วนแบ่งของทีวี กว่า 55,435 ล้านบาทหรือ คิดเป็น 60.43 % รองลงมาคือ หนังสือพิมพ์ 13,522 ล้านบาท อันดับสามคือ วิทยุ 5,559 ล้านบาท ส่วนสื่อใหม่อย่างอินเทอร์เนต ได้ส่วนแบ่งแค่ 264 ล้านคิดเป็น 0.29 %
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1293193061&grpid=&catid=02&subcatid=0202

Prisoner of Conscience

นักโทษทางความคิดหรือ Prisoner of Conscience

คำว่านักโทษทางความคิดนั้นในคู่มือสมาชิกของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย(Amnesty International Thailand)ได้ให้ความหมายไว้ว่า คือ บุคคลที่ถูกคุมขัง หรืออาจกล่าวได้ว่าถูกกักขัง ทางร่างกายเนื่องจากความคิดเห็นทางการเมือง เพราะศาสนา หรือความเชื่ออย่างแท้จริงของเขา เพราะเผ่าพันธุ์ เพศ สีผิว ภาษา ถิ่นกำเนิดหรือสังคม สถานภาพทางเศรษฐกิจ การเกิด แนวโน้มทางเพศ หรือสถานภาพอื่นๆ ทั้งนี้ โดยที่เขาไม่ได้ใช้ความรุนแรงหรือสนับสนุนให้ใช้ความรุนแรง หรือความเกลียดชัง

ไม่มีใครรู้ถึงจำนวนที่แน่นอนของนักโทษทางความคิดที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำทั่วโลก พวกเขาถูกจับกุมโดยรัฐบาลหรือกลุ่มการเมืองติดอาวุธ บางคนเป็นผู้มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักแก่สาธารณชน หลายคนเป็นศิลปิน นักกฎหมาย นักการเมือง หรือนักต่อสู้ของสหภาพแรงงาน โดยเขาเหล่านั้นได้ท้าทายความคิดเห็นของรัฐ อย่างไรก็ตามปรากฏว่านักโทษทางความคิดส่วนใหญ่กลับเป็นชายและหญิงธรรมดาๆ แม้กระทั่งเด็กๆจากผู้คนทุกชนชั้นโดยถูกคุมขังเพียงเพราะสิ่งที่พวกเขาเป็น(เช่น เป็นเหลือง หรือเป็นแดง เป็นต้น) มากกว่ากิจกรรมทางการเมืองของพวกเขา

นักโทษทางความคิดบางคนได้กระทำการต่อต้านระบบทั้งหมดของรัฐ ในขณะที่บางคนได้ดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายของระบบการเมืองภายในประเทศ แต่พวกเขาก็ยังคงถูกจับกุมอยู่ดี ประชาชนธรรมดาอย่างเราๆท่านๆอาจกลายเป็นนักโทษทางความคิดได้ เนื่องจากเหตุผลหลายประการที่อาจถูกหยิบยกขึ้นมา ได้ ทั้งๆที่มนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะมีความเชื่อใดควรได้รับสิทธิมนุษยชนโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติเพราะเป็นหลักการพื้นฐานที่สำคัญที่สุดที่ปรากฏอยู่ในมาตรา 2 แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนที่ระบุว่า ”โดยปราศจากความแตกต่างไม่ว่าในรูปแบบใด เช่น เชื้อชาติ สีผิว เพศ ภาษา ศาสนา การเมืองหรือความคิดเห็นอื่น สัญชาติหรือกำนิดทางสังคม ทรัพย์สิน การเกิดหรือสถานภาพอื่น”

http://www.prachatai3.info/journal/2010/12/32300

เก็บความจากใบตองแห้งก่อนสิ้นปี

9 ข้อของหมอประเวศ พูดอีกก็ถูกอีก ไม่ผิดแน่นอน เพราะกว้างขวางเวิ้งว้างเป็นมหาสมุทร เต็มไปด้วยภาษาสวยๆ “สัมมาชีพ” “ปลดล็อคอำนาจ” “ดรรชนีพัฒนา” “ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง” “ศูนย์ยุติธรรมชุมชน” ฯลฯ แต่ไม่รู้จะเอาอะไรเป็นรูปธรรมจับต้องได้

หมอประเวศจะให้สื่อมวลชนของรัฐทำการสื่อสารเพื่อปฏิรูปประเทศไทย มิน่า ละครหลังข่าวเลยให้พระเอกทำการเกษตรอินทรีย์จนไปขัดผลประโยชน์กลุ่มอิทธิพลที่ทำศูนย์หัตถกรรมไทย (OTOP เป็นพวกผู้ร้ายไปซะแล้ว ละครน้ำเน่าเดี๋ยวนี้ทันยุคทันสมัยนะ พูดถึงชุมชนท้องถิ่น พอเพียง เชิดชูความเป็นไทย รักษาท้องไร่ท้องนาไว้เป็นสมบัติชาติ ฯลฯ แต่พักโฆษณาเครื่องสำอางนาทีละหลายล้าน)

ส่วนคนชั้นกลางก็ใช่ว่าสนใจแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความเสมอภาคแปลว่าคนชั้นล่างตีตัวเสมอ คนชั้นกลางเป็นผู้มีจิตใจเมตตาสัตว์ผู้ยาก สนับสนุนประชาสงเคราะห์ ประชาวิวัฒน์ บริจาคผ้าห่ม เสื้อกันหนาวผ่าน จส.100 ....แต่ถ้ามันกล้าหือ ลุกขึ้นสู้ ก็เชียร์ทหารให้ยิงหัวแม่-เลย

ท่าน(อ.เสกสรรค์)หวังว่าระบอบนี้จะยอมปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ อย่างนั้นหรือ อำนาจที่เคยอยู่ในมือชนชั้นนำที่มาจากการเลือกตั้งเปลี่ยนไปอยู่ในมือชนชั้นนำที่ไม่มาจากการเลือกตั้ง แล้วยิ่งรวมศูนย์อำนาจ ใช้อำนาจทหารอำนาจศาล กดหัวชาวบ้าน นี่หรือคือผู้ที่จะปฏิรูป

นี่คงเป็นสิ่งที่เราต่างกัน ผม(ใบตองแห้ง)ต้องการการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่ารุนแรงหรือไม่รุนแรง ถ้าทำได้ ก็ให้มันรุนแรงน้อยที่สุด แต่ถ้าสุดวิสัยจะหลีกเลี่ยง ผมก็พร้อมรับความพินาศย่อยยับ มิคสัญญีไม่มีที่สิ้นสุด หรือกระทั่งพังไปด้วยกันทั้งหมด มากกว่าการปฏิรูปดัดจริตภายใต้อภิสิทธิ์และอำมาตย์

คือถ้าพลตรีที่เป็น ผบ.พล ได้เงินเดือนเท่าผู้ว่าฯ มันก็สมควรนะครับ แต่ทุกวันนี้เราเสียข้าวสุกเลี้ยงนายพลเป็นดอกเห็ด ผู้ชำนาญการ ผู้ทรงคุณวุฒิ ประจำ บก.ทบ. ฯลฯ หิ้วกระเป๋าใบเดียวไปทำงาน มีโต๊ะนั่งมั่งไม่มีโต๊ะนั่งมั่ง มีงานทำมั่งไม่มีงานทำมั่ง ถ้าประเทศไทยลดนายพลลงเหลือเท่าที่จำเป็น อาจจะมีเงินจ้างแพทย์ไปประจำโรงพยาบาลชุมชนเพิ่มอีกนับพันคน

จาก ศอฉ.สู่ ศตส........

จากเดิมที่ ศอฉ.มีอำนาจเบ็ดเสร็จเฉพาะ กทม.และปริมณฑล ตอนนี้เราได้ ศตส.ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จตาม พ.ร.บ.ความมั่นคง ดูแลทั้งประเทศ

ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยเพราะ พ.ร.บ.ความมั่นคงที่เป็นมรดก คมช.ฟื้นอำนาจ กอ.รมน.ให้เป็นรัฐซ้อนรัฐไว้ตั้งแต่แรกแล้ว (ตั้งแต่ปณิธาน วัฒนายากร เข้าไปยกร่าง) “รัฐทหาร” ที่ซ่อนอยู่ข้างในนี้มีอำนาจสั่งการทุกหน่วยงาน เสมือนที่ทำกันอยู่ใน 3 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งมีอำนาจอนุมัติกระทั่งแผนพัฒนา การก่อสร้างโครงการต่างๆ มีกำลังพล มีงบประมาณไม่อั้น ทั้งงบลับงบเปิดเผย

ที่ผ่านมาเขายังไม่พร้อม แต่ตอนนี้ “รัฐทหาร” พร้อมแล้ว ที่จะเดินหน้า “ปฏิรูปประเทศไทย” ไปกับหมอประเวศ (ฮา) แล้วการตั้ง ศตส.ก็ไม่มีกำหนดยกเลิก มีแต่จะขยายอำนาจแผ่อำนาจให้ครอบคลุมกว้างขวางทั่วถึงทุกปริมณฑล

ถ้าจะยกเลิก ศตส.มีทางเดียวเท่านั้นคือ ยกเลิก พ.ร.บ.ความมั่นคง ซึ่งคงต้องข้ามศพสถาบัน จปร.ไปก่อน

อภิสิทธิ์จึงจะยืนหล่อบนโพเดียมได้ต่อไปในสมัยหน้า เป็นฉากหน้าที่ถูกจริตคนชั้นกลาง ขณะที่ภายในอยู่ได้ด้วยกำปั้นเหล็กของทหาร ควบกับการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือของตุลาการภิวัตน์

คนชั้นกลางพึงพอใจผลงานของทหาร โดยไม่แยแสว่าจะมีคนตายเท่าไหร่ ไม่สนใจข้อถกเถียงว่าใครเป็นคนยิง “ต้องยิงหัวมันเสียบ้างจะได้ไม่กล้าหือ” คนชั้นกลางพึงพอใจการจับกุมคุมขังคนเสื้อแดงโดยไม่ให้ประกัน และตัดสินลงโทษอย่างหนัก ไม่แยแสว่าจะเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมหรือไม่ เคารพสิทธิตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ มีมาตรฐานเดียวกันกับเสื้อเหลืองขับรถไล่ชนตำรวจหรือไม่ “มันจะได้ไม่มีใครกล้าขึ้นมาเป็นแกนนำอีก”


ใบตองแห้ง
24 ธ.ค.53

Self Expression

สังคมเป็นเหมือนองคาพยพที่มีชีวิตที่เติบโตได้ ทำความสะอาดตัวเองได้ อะไรที่สังคมไม่ต้องการจะถูกทำให้หายไปเอง ดังนั้นคุณจึงสามารถผิดพลาดและเสี่ยงได้ [2] สังคมรู้จักตัดสินใจเอาเองที่จะเลือกรับหรือไม่รับอะไรในที่สุด เขาแค่ทำหน้าที่ของนักออกแบบนำเสนอสิ่งที่คิดออกมาเท่านั้นเอง สิ่งที่แย่ที่สุดคือถ้าผู้คนไม่มีปฏิกิริยาใดๆ กับมัน ไม่มีใครพูดถึงมัน และมันก็จะตายไปจากความรับรู้ หรือไม่เคยได้เป็นส่วนหนึ่งของสังคม

สังคมที่ดีไม่ใช่ของสูงที่แปดเปื้อนไม่ได้ แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีวุฒิภาวะพอ ที่ควรได้ทดลองเลือกใช้ชีวิตตามใจปรารถนาใช่หรือไม่?

มีคำกล่าวที่ว่า ความงามเกิดจากความพอใจ นั่นหมายความว่าความงามเป็นคำตอบแบบอัตตวิสัยของใครของมันและก็เป็นสิ่งสัมพัทธ์เพราะขึ้นอยู่กับว่าความงามนั้นเป็นของใครและในเวลาใด ในหลายกรณีที่เราเฮละโลด่วนให้คำตอบสรรพสิ่งกันแบบสัมบูรณ์กับคำถามทางปรัชญาที่คำตอบเป็นสัมพัทธ์ เช่นเรื่อง ดี-สวย-สร้างสรรค์ตามการชี้นำของปราชญ์ ที่เฝ้าผลิตรสนิยมเชิงเดี่ยวต่อคำถามทางปรัชญาและสุนทรียศาสตร์วนกลับเข้าไปในระบบคุณค่า เคยสงสัยไหมว่า เหตุใดศิลปินไทยยุคหนึ่งต้องตั้งชื่อผลงานให้เกี่ยวกับพุทธๆ ธรรมๆ เข้าไว้ ทั้งๆ ที่หลายๆ ภาพไม่มีความจำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับชื่อภาพอันคับแคบแบบนั้นเลย?

Self Expression นั้นเป็นคุณสมบัติขั้นพื้นฐานของมนุษย์ที่มันเห็นได้คิดได้ จึงมีความคิดเห็นแล้วก็ปล่อยออกมา ไม่ว่ามันจะถูกแบนทับกันไปมาซ้อนกันเป็นศีลธรรมกี่ชั้นก็ตาม ผู้คนก็ยังแสดงความเห็นกันอยู่ทุกวัน แม้ว่าผู้เขียนจะไม่แปลมันออกมาเป็นภาษาไทย (เพราะนึกหาคำเหมาะสมไม่ออก) ก็ใช่ว่ามันจะเป็นคุณสมบัติเฉพาะของชาวตะวันตกแต่อย่างใด สิ่งที่ต่างคือสังคมไทยไม่ได้โตแบบผ่านการหักล้างปรัชญาอำนาจนิยมมาสู่มนุษยนิยม เรื่อยไปถึง Existentialism, Modernism, Post modernism และอีกหลาย –ism ในโลกตะวันตก ที่ผู้พลิกผันความคิดแห่งยุคสมัยหลังๆ เหล่านั้นมักจะเป็นเพียงมนุษย์นักคิดสักคน ไม่ต้องเป็นพระราชาหรือปราชญ์อาวุโสเสมอไป แต่สังคมไทยมีวิธีให้ค่าและทัศนคติต่อ Self Expression ขึ้นอยู่กับสถานะทางสังคมของผู้แสดงออกยิ่งกว่าตัว "ความคิด" กล่าวได้ว่า Self Expression แบบไทยๆ ของสามัญชน ติดกับดักเขาวงกต เช่นอาวุโสเอย ผู้ใหญ่ผู้น้อยเอย กาลเทศะ(ของฉัน)เอย ความรักเอย ม.112เอย ล่าสุดคือศีลธรรมเรต "ห" และ สสส.ที่สุขภาพไม่ค่อยดีเสียจนต้องมานั่งสวดมนต์ตอนปีใหม่เนื่องจากไม่มีเหล้ากินเอย จนคลี่คลายมาเป็น "วัฒนธรรมการกระซิบ" ที่รวมไปถึงการควบคุมทางสังคม ให้บุคคลต้องกระมิดกระเมี้ยนแอบทำกิจกรรมทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นอาชญากรรมใดๆ

แม้แต่ต่อการชุมนุมของคนเสื้อแดงจำนวนเป็นหมื่นเมื่อวันที่19 ธ.ค.ที่ผ่านมา ที่ดูเหมือนจะเป็นตลาดนัดการแสดงออกมากกว่าเพราะไม่ได้มีการปราศัยทางการเมืองใดๆ บนถนนราชประสงค์นั้นเต็มไปด้วย Self Expression ของปัจเจกหลากหลายรูปแบบและอารมณ์ กระจายออกเป็นกลุ่มๆ ใช้เรื่องราวของตัวเองเป็นแกนการแสดงออก มันเป็น Self Expression ที่แหกคอกวัฒนธรรมการกระซิบไม่น้อย เช่นกลุ่มพลงแหล่การเมืองบนรถกระบะ 3-4 กลุ่ม ที่เรียกเสียงเฮได้ดังสุด (มันคือ Street performance แบบเดียวกับที่บางคนอุตส่าห์ไปนำเข้ามาจากประเทศอื่นนั่นแหละ) พี่สาวและลูกสาวผู้เสียชีวิตออกมาขอรับบริจาคด้วยตัวเองด้วยอุปกรณ์เก้าอี้หนึ่งตัว กล่องหนึ่งใบกับรูปถ่ายพ่อของเธอ ที่เล่าว่ามาเองไม่ผ่านองค์กรช่วยเหลือใดๆ กลุ่มเทียนสีแดงที่จุดแล้วปักเป็นวงเป็นหย่อมๆ กลางถนนให้เราอ่านความหมาย มันเป็นการพูดด้วยสัญญะมากมายอัดแน่นกันอยู่บนถนน คนเหล่านี้พูดด้วยวิธีการที่ต่างกันแต่พลังของมันมาจากความคับข้องใจที่ถูกทำให้ไม่มีตัวตน จึงออกมาร่วมกันพูดในสิ่งที่แทบจะเป็นเรื่องเดียวกันหมด ว่าเขามีตัวตน ถูกทำร้ายจริง มีเรื่องจะเล่า มีความคิดที่จะพูด และออกมาแสดงตัวกันบนถนน

....ที่สำคัญคือเขาไม่ต้องการกระซิบกันอีกต่อไปแล้วและมันจะเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ เพราะสังคมเลือกปิดช่องทางทำให้เขาแทบจะเหลือทางเดียว....การแสดงตัวตนเป็นๆ กันบนถนน .... ผู้เขียนขอยอมรับแบบอายๆ ว่า มีก้อนจุกคอหอยตื้อๆ ตลอดการเดินเบียดไปตามถนน ทั้งๆ ที่ไม่ได้รู้จักใครตรงนั้นเลย เพลงก็ไม่ได้เศร้า และไม่ได้มีใครเล่าเรื่อง build อารมณ์กรอกหู แต่ก็เห็นมีหลายคนที่เดินป้ายน้ำตาไปเงียบๆ มีความรู้สึกที่เข้มข้นเหลือเชื่อในปรากฏการณ์นี้ แต่ก็ไม่มีรายงานข่าวทีวีหรือมีน้อยมากในสื่อหลัก เพราะยังติดกับดักไม่กล้าพูดออกมาดังๆ ในเรื่องที่ถูกตัดสินแล้วว่าควรเป็นเสียงกระซิบ...

http://www.prachatai3.info/journal/2010/12/32425

วันพฤหัสบดีที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2553

อุบัติเหตุทางถนน

ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนทั่วโลก 1.3 ล้านคนต่อปี ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่ทุกประเทศกำลังเผชิญร่วมกัน แต่เมื่อองค์การอนามัยโลก สำรวจ 178 ประเทศทั่วโลก กลับพบความไม่เท่าเทียมในเรื่องความปลอดภัย กว่าร้อยละ 90 ของการตายบนท้องถนน เกิดขึ้นในประเทศยากจนและมีรายได้ปานกลางส่วนใหญ่คือผู้ที่เดินทางด้วยรถจักรยานยนต์ รถโดยสารสาธารณะ คนเดินถนน และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มเด็กและเยาวชน ทั้งที่ประเทศยากจนเหล่านี้มียานพาหนะจดทะเบียนรวมกันไม่ถึงครึ่งหนึ่งของยานพาหนะของทั้งโลก

ประเทศไทยก็เช่นกัน ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ ร้อยละ 60-70 เป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 11 ของผู้บาดเจ็บอายุน้อยกว่า 15 ปีและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น อะไรคือต้นเหตุให้คนไทย โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนต้องหันมาพึ่งรถจักรยานยนต์เป็นหลัก ทั้งๆ เป็นยานพาหนะที่มีความเสี่ยงสูงกว่าประเภทอื่นๆ

ระบบขนส่งสาธารณะที่สะดวกและปลอดภัย ทั้งที่อยู่ในเมือง และระหว่างเมือง ถือเป็นหน้าที่และบทบาทสำคัญของรัฐ ในการลดช่องว่างความไม่เป็นธรรมในการเดินทาง ระหว่างคนมีฐานะ มีทางเลือกในการเดินทาง (ทั้งเครื่องบิน รถส่วนบุคคล ฯลฯ) กับคนชั้นกลางและคนจน ที่ต้องใช้รถโดยสาร รถจักรยานยนต์เป็นทางเลือกหลัก เพราะปัจจุบันรัฐมุ่งลงทุนระบบขนส่งสาธารณะให้กับเมืองหลวงเป็นหลัก ไม่ได้กระจายงบลงไปสู่ต่างจังหวัดอย่างเท่าเทียม เป็นธรรม

มีข้อมูลการเกิดอุบัติเหตุของรถโดยสารที่บ่งชี้ว่า เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ผู้ที่โดยสารรถร่วมบริการจะมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากกว่าผู้ที่โดยสารรถ บขส.ถึง 10 เท่า

วันพุธที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ข้อคิดจาก Insects โดย นิธิ

คณะกรรมการจัดเรตติ้งกำลังส่งสัญญาณแก่สังคมว่า อย่าทะลึ่งสร้างสรรค์อะไรที่กูไม่ชอบ ใช่ไหม?

คณะกรรมการให้เหตุผลในการ "แบน" หนังเรื่องนี้ว่า ขัดต่อศีลธรรมอันดี ผมจึงนึกเลยไปถึงเรื่องของ "ศีลธรรม" ซึ่งถูกใช้เป็นความชอบธรรมของอำนาจทุกชนิดในสังคมไทยอย่างหน้าด้านๆ มากขึ้นในเวลานี้


เรามักเอาสองด้านนี้มาปะปนกันอยู่เสมอ โดยลืมไปว่ารัฐและสังคมปัจจุบันเข้ามาทำหน้าที่กำกับศีลธรรมด้านที่หนึ่งแทนศาสนามากแล้ว เช่น มีตำรวจไล่จับผู้ร้ายเป็นต้น (ตำรวจโบราณคือผู้ผดุงอำนาจรัฐหรือผู้ปกครอง ตำรวจสมัยปัจจุบันคือผู้ผดุงสังคม) แต่ในรัฐและสังคมที่อ่อนแอ เมื่อกลไกของรัฐก็ตาม ระบบการกล่อมเกลาทางสังคม (socialization) ก็ตาม ทำงานอย่างห่วยแตก ก็มักจะยกเอาศีลธรรมเข้ามาพร่ำบ่นแทน (และมักไม่ได้ผลมากไปกว่าทำให้ผู้พูดกลายเป็นคนมีศีลธรรมขึ้นมา)


การที่รัฐใช้อำนาจ "แบน" หนังที่รัฐเชื่อว่า ขืนปล่อยให้ดู เราจะเสียผู้เสียคนกันไปหมด ก็เป็นส่วนหนึ่งของการกำกับควบคุมพลเมือง กูจะบังคับให้มึงมีศีลธรรมด้วยการปิดตา

อำนาจอันล้นเกินของรัฐซึ่งสังคมไทยก็มักยินดียกให้นี้ เมื่อเป็นรัฐที่อ่อนแอด้วยกลไกสับปะรังเค ย่อมไม่บังเกิดผลอะไรแน่นอนอยู่แล้ว แต่ที่เป็นอันตรายมากกว่าก็คือ ทำให้เราละเลยที่จะหันกลับไปสร้างความเข้มแข็งให้แก่กระบวนการกล่อมเกลาทางสังคม จะโดยการฟื้นฟูบทบาทหน้าที่ของสถาบันและองค์กรเดิมๆ หรือคิดสร้างองค์กรและกระบวนการใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับยุคสมัยขึ้นมาทำหน้าที่ก็ตาม ทั้งหมดนี้เราไม่ทำเลย แต่ยกอำนาจให้รัฐไปทำแบบห่วยแตกไปเรื่อยๆ

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1292835559&grpid=&catid=02&subcatid=0207

ทัศนะโชค!!!

ผมขอสนับสนุนให้ คุณโชค บูลกุล เสนอพื้นที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ฟาร์มโชคชัย เพื่อเป็นตัวอย่างแก่สังคมตามที่คุณโชคเห็นดีเห็นงานกับการก่อสร้างครับ!!!

วิธีทำงานของผู้นำ!!!

ผู้สื่อข่าว:: "สรุปแล้ว(งบฯ)ประมาณเท่าไหร่ครับ"

ประยุทธ์ อดีต หน.ผู้รับผิดชอบสถานการณ์ฉุกเฉิน[ศอฉ.]:: "ไม่รุ!!! ไม่ทราบ!!! ไปหาตัวเลขมาเอง!!!!!"

.....เออ ดีเนอะ เบิกจ่ายเบี้ยประชุมทุกรอบ ตัวเลขพื้นฐานแค่นี้ท่านไม่รู้ ไม่ทราบ แล้วท่านก็ให้ผู้สื่อข่าวไปหามาเอง ผมว่าท่านแบ่งเบี้ยเลี้ยงเบี้ยประชุมให้ผู้สื่อข่าวบ้างก็ดีนะคับ

หรือไม่ท่านก็ตั้งสื่อขึ้นมาทำหน้าที่แทนท่านก็ได้ครับ ดูพวกเขาจะสนใจใคร่รู้ข้อมูลในการทำงานมากกว่าท่าน ซึ่งรับหน้าที่และความรับผิดชอบ แต่ท่านไม่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับงบฯเลย!!!!

ปล.ผมซึ้งใจเลยคับที่ประเทศอันร่มเย็นของเราประชาชนสุขสบายทุกหย่อมหญ้า...มีผู้นำกองทัพที่ทำงานอย่างท่าน

วันอังคารที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Wish that those who follow fake sufficiency economy in the government may read this, at least this guy appears to be more sincere!

Chiang Mai, Thailand - Sorayut Chayapanyo, the 32-year-old abbot of the Doi Pha Som forest temple, has found little use for his Stanford University economics degree in the hills of Chiang Mai.

'I studied pure, hard-core, theoretical economics and now I can say it's all BS,' Sorayut said, sitting in his spartan hut on top of Pha Som hill.

'Western economics are leading us to a dead end. It was a mistake from the first equation they used - the optimization equation,' he said.'Western economics is all about people being driven by greed.'

Sorayut was ordained as a monk eight years ago in New York, after graduating from Stanford University and working in the United States for two years, including a stint at the World Bank.


http://www.monstersandcritics.com/news/asiapacific/features/article_1607259.php/Western-educated-monks-inject-new-blood-into-Thai-Buddhism-Feature

Sorayut argued that the theory makes economic sense in impoverished rural areas where access to the market economy is difficult.

Often misunderstood as being anti-capitalist and anti-Western, Sorayut argued that sufficiency economy is somewhere between the market economy and socialism, following the Buddhist precept of learning to be content.

'Sufficiency economy means trying to depend on yourself when possible,' Sorayut said. 'In the market economy money is everything, but in sufficiency economy, money is just one thing. Water, rice and trees have value too, as does love and friendship. Generosity is more important than profit.'

วันศุกร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2553

พบหนทางเยียวยา!!

กีกี้ชี้!!! "ซิ่งเอฟวันเป็นการกู้ภาพลักษณ์ให้ประเทศไทย" พระเจ้าา!!!อะไรมันจะง่ายดายปานนั้น

วันอาทิตย์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ตุนๆขอลาว2!!!!!!!!


DAY 2
09.00 คือเวลาที่ทัวร์ส่วนใหญ่จะเริ่มออก หลังจากนี้ก็เที่ยวให้สนุกแล้วกานน อ่าลืมเอากล้องกันน้ำไปด้วยหล่ะ
16.00 น่าจะเป็นเวลาที่คายัคกิ้งจบลง ที่เหลือท่านก็พักผ่อนตามความพึงพอใจ ไม่แนะนำให้ดื่มหนักไปเดี๋ยวพรุ่งนี้ไม่ไหว หรือจะลองไปผับของวังเวียงดูก็ได้ เผื่อจะได้เรียนรู้วัฒนธรรมวัยรุ่นของคนที่นั่น

DAY 3
06.30 ส่วนนี้คือส่วนที่ผมยังไม่เคยไป แต่ตั้งใจว่าหากมีโอกาสจะไม่พลาดอีก ก็คือปั่นMTB ไปบลูลากูน + เส้นทางอื่นๆ
ค่าเช่าจักรยานจำไม่ได้แล้น แต่เลือกรถดีๆที่มันดูปั่นสนุกหน่อยก็น่าจะเพลิน ระยะทางถ้าจำไม่ผิดไป-กลับ ประมาณ 30km. เตรียมชุดไปเล่นน้ำ เตรียมหนังสือไปนั่งอ่าน เตรียมเพลงไปนั่งฟัง ที่สำคัญเตรียมsun block กับหมวก+แว่นกันแดดไปด้วย ส่วนจุดจอดรถก็ไม่ต้องห่วง เค้ามีสายล็อคพร้อมกับจุดจอดที่มีคนเฝ้าให้ ส่วนจะกลับที่พักกี่โมงก็แล้วแต่ความพึงใจ ผมว่านี่เปนกิจกรรมที่น่าสนใจที่สุด (แต่ไม่ค่อยมีใครเอากับผมด้วยเท่าไหร่)

DAY 4
08.30 คือเวลาที่รถออกจากวังเวียงในรอยเช้า ถ้าพลาดรอบนี้จะต้องรออีกทีรอบบ่าย ผมแนะนำรอบนี้ก็เพราะหากกลับเวียงจันทน์จะมีเวลาอีกเยอะในการไปเที่ยวที่ต่างๆต่อ และที่สำคัญรวมถึงหาที่พักด้วย
14.00 ประมาณเวลาถึงเวียงจันทน์ หาที่พักคลายร้อนก่อนเลย ลองเดินๆถามดูที่เดิมผมก็จำไม่ได้แล้วว่าอยู่ตรงไหน ต้องอยู่ในสถานที่จริงผมถึงจะจำได้ ส่วนสถานที่เที่ยวในเวียงจันทน์ส่วนใหญ่เป็นสถานที่ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นจะเดินไปตรงไหนยังไงก็แล้วแต่ท่านตามสะดวก ผมได้แนบแผนที่มาให้ด้วยแล้ว ส่วนใหญ่ก็มักจะอยู่เป็นโซนๆ เช่นพวกวัดพระแก้วมรกต วัดสีสะเกด ฯลฯ หนทางที่ดีที่สุดคือหา Free copy ที่ชื่อ “ไปไส” ให้เจอ ในนั้นจะมีระบุ events ของแต่ละเดือน ร้านอาหารที่แนะนำ galleryและร้านกาแฟที่น่านั่ง

DAY 5
12.30 ได้เวลาเดินทางกลับ แนะนำให้ไปขึ้นรถที่สถานีขนส่งเช่นเดิม เพื่อที่จะได้ไปลงที่บขส.หนองคายแล้วต่อรถไปกรุงเทพฯ หรือจะเลือกซื้อทัวร์เวียงจันทน์-กรุงเทพฯ (ข้าวสาร) เหมือนที่เคยทำมาแล้ว โดยขึ้นรวดเดียวจากเวียงจันทน์ไปกรุงเทพฯก็ไม่ว่ากัน แต่ราคานี่ผมไม่แน่ใจ ลองเช็คแล้วเปรียบเทียบดูอีกทีแล้วกัน


ประมาณค่าใช้จ่าย :: 6 – 7,000฿ (min::5,000฿)
ประมาณเวลาเดินทาง :: 5 วัน 5 คืน
ประมาณจำนวนขวดเบียร์ :: 12 – 24 ขวด/คน

ตุนๆขอลาว!!!!!

เกริ่นก่อน ...ความจริงผมไม่ค่อยชอบอะไรที่เป็นการวางแผนกำหนดการนัก เพราะมักทำให้เราแคล้วคลาดกับความลำบากในการได้มาซึ่งบางสิ่งบางอย่าง แคล้วคลาดกับความผิดพลาดซึ่งเป็นสิ่งสวยงามในชีวิตมนุษย์ แต่การวางแผนและศึกษาข้อมูลล่วงหน้าก็มีข้อดีของมันอยู่เหมือนกัน มันทำให้เราใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดโดยเฉพาะ"เงิน+เวลา"ให้เกิดผลสำเร็จ เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ปฏิเสธไม่ได้ว่า ผู้ร่วมขบวนการของท่านทุกคนล้วนอยู่บนข้อจำกัดไม่ด้านใดก็ด้านหนึ่ง เพราะฉะนั้นการที่จะbalanceสองจุดระหว่างประสบการณ์ที่ต้องยอมรับผลรับล่วงหน้าในความผิดพลาด กับ การลดข้อผิดพลาดในการใช้ทรัพยากรให้น้อยที่สุดโดยไม่เสียสุนทรีย์ภาพในความเป็นมนุษย์ จึงอยู่ที่ความสามารถในการจัดการของท่านเอง!!!!!

ก่อนออกจากบ้าน.......ห้ามลืมพาสปอร์ตเด็ดขาดเด้ออ และห้ามปิด/ไม่รับโทรศัพท์ด้วย!!!

DAY 1

18.30 - 05.05 รถไฟ ด่วน ขบวน 77 ออกจากกรุงเทพฯ 18:30 ถึงหนองคาย 05:05 คาดว่าถึงจริงประมาณ05.30น. ค่าโดยสาร 498 บาท

05.30 – 06.00 นั่งรถสกายแลป เข้าตัวเมืองหนองคายเพื่อกินข้าวเช้าที่ตลาดเช้า อาหารแนะนำก็เช่น ข้าวเปียก(ก๋วยจั๊บญวนนั่นแหละ) ขนมเหนียว (มันคล้ายๆกับปากหม้อ) แล้วก้อำวกไข่กะทะ ขนมปังไรเทือกนี้

07.30 คือเวลารถรอบแรกออกจากหนองคายไปเวียงจันทน์ ให้ท่านจงรีบบึ่งจากหน้าหม้อข้าวเปียก มาขึ้นรถ หากพลาดเที่ยวเวลานี้ รอบถัดไปคือเวลา 09.30น. และถัดจากนี้ก็เป็นรอบเที่ยงเลยนะฮ้าฟฟฟฟ อัตราค่าโดยสาร 55 บาท

08.00 ประมาณเวลาว่ารถมันน่าจะมาถึงด่าน ตม.ไทย (ถ้ามันออกตรงตามเวลานะ) ให้ท่านลงจากรถมากรอกแบบฟอร์มแจ้งการออกนอกประเทศ เขียนทั้ง 2 ด้านเลยนะคับ ทั้งขาไปและขากลับ จากนั้นก็ไปต่อคิวที่ด่านรอประทับตราแล้วก็โดดขึ้นรถเลย ไม่ต้องกังวลเรื่องVISAนะคับ เพราะสิทธิพิเศษจากข้อตกลงของอาเซียน

09.00 คือประมาณเวลาที่น่าจะถึงด่านตม.ลาว จากจุดนี้ให้ลงอีกรอบหนึ่ง เพื่อมาประทับและเสียค่าผ่านเข้าประเทศ ผมจำไม่ได้ว่าเท่าไหร่ เอาเป็นว่าไม่แพง สิ่งสำคัญที่ต้องทำมี 2 อย่าง

1.เมื่อขั้นตอนการเข้าเมืองเสร็จให้หันซ้ายแว๊ปไปแลกเปลี่ยนเงินตราเสียให้เรียบร้อย ผมว่าแลกไปเลยคับเท่าทีมีในกระเป๋านั่นแหละ สมมมติถ้ามี6,000 ก็แลกเสียซัก 5,000 ไม่ต้องกลัวใช้ไม่หมดคับ แล้วถ้าเหลือก็มาแลกที่ด่านก่อนออกนอกประเทศก็ได้คับ การใช้เงินลาวในประเทศลาวจะดีกว่าใช้เงิน$หรือ฿ เพราะซื้อของได้ถูกกว่าพอควรเลยทีเดียว

2.ให้ไปเอาแบบฟอร์มของทางการลาวมากรอก ที่เห็นเขาต่อคิวกันยาวๆนั่นแหละคับ เขากรอกแบบฟอร์มของลาวกันเรียบร้อยแล้ว รอประทับตราและเสียเงินเข้าเมืองได้เลย

เสร็จแล้วก็โดดขึ้นรถต่อเลยคับ รถจะวิ่งเข้าไปถึงตัวเมืองเวียงจันทน์ *(นี่คือข้อดีของการขึ้นรถที่สถานีขนส่ง!! เพราะถ้าขึ้นรถที่ด่านตม.ไทย คุณจะต้องหารถต่อจากด่านตม.ลาวเข้าเวียงจันทน์อีก แต่หากคุณพลาดมาขึ้นรถที่มีให้บริการรับส่งจากด่านตม.ไทยซึ่งไปส่งคุณถึงเพียงแค่ด่านตม.ลาว คุณต้องหารถจากตม.ลาวเข้าเวียงจันทน์เอง ...ให้ระวังโดนโก่งราคาค่ารถนะคับ มันขูดรีดขูดเนื้อกันเลยทีเดียว ให้ต่อราคาไปเรื่อยๆจนกว่าจะได้ราคาเค่าโดยสารเป็นที่น่าพอใจ ผมไม่ชัวร์นะว่ามันควรจะราคาเท่าไหร่สำหรับค่ารถจากด่านตม.ลาวไปเวียงจันทน์สำหรับนักท่องเที่ยว แต่ผมคิดว่ามันไม่ควรจะเกิน 40 -60฿/คน สำหรับคนลาวผมถามเค้าแล้ว เค้าบอกประมาณซาวห้าบาท)

10.00 น่าจะถึงเวียงจันทน์แล้ว จากจุดนี้คุณๆก็ต้องตัดสินใจเอาแล้วหล่ะว่าจะเที่ยงเวียงจันทน์ก่อนหรือจะไปวังเวียงก่อน ผมแนะนำให้ไปวังเวียงก่อนเลยแล้วกัน มันจะได้เป็นการพลิกบรรยากาศอย่างฉับพลัน น่าจะสร้างความประทับใจให้คุณๆได้ไม่น้อย

จากเวียงจันทน์ไปวังเวียง ผมแนะนำให้ขึ้นรถทัวร์/บัส จะประหยัดกว่าเหมารถตู้เยอะ เวลาที่ใช้ในการเดินทางก็ไม่ต่างกันมากด้วย เพราะฉะนั้นจึงคุ้มกว่า บริษัททัวร์ชื่อไรผมจำไม่ได้ เบอร์โทรก็จำไม่ได้ แต่ที่ตั้งมันอยู่ตรงข้ามกับLao National Cultural Hall(ที่วงไว้) ถ้าไปไม่ถูกก็ไปตั้งหลักที่ Joma (ที่ทำสี่เหลี่ยมไว้) แล้วเดินถามเอานิดเดี๋ยวก็ถึงลองดู....สนุกดี!!!

ปล.ไปจองตั๋วก่อนแล้วค่อยมากิน Joma ก้อได้...รู้ทันตุนๆ!!!




11.00 ผมจำรอบรถไม่ได้ ราคาก็จำไม่ได้เช่นกัน คุณๆคงต้องถามดูเอาเองแล้วหล่ะ อัตราค่าโดยสารไม่ควรเกิน 80,000กีบ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชั่วโมง ก็จะถึงวังเวียง วิวตลอดสองข้างทางสวยช่วงนี้คงได้เห็นทุ่งสีทอง

16.00 ไม่เกินนี้น่าจะถึงวังเวียงได้แล้ว ด้วยความที่วันนี้ก็เย็นแล้ว และผมเดาว่าหลายคนคงเกิดอาการคลื่นเหียนจากการเดินทาง เพราะฉะนั้นเย็นนี้ก็ไม่ต้องทำอะไรมากหาที่พักก่อนเลยแล้วค่อยลงมาเดินเล่นก็ได้

สำหรับที่พัก ผมแนะนำว่าให้พักอยู่ข้างในตัวเมืองวังเวียงเลย พวกที่เป็นเฮือนพัก Guest House ทั้งหลายนั่นแหละ อย่าไปหวังกับIsland ที่พักติดน้ำตอนนี้มันค่อนข้างเสื่อมแล้ว ไม่ค่อยมีคนดูแล ออกจะเน้นไปทางดื่มกินมากกว่า และที่สำคัญราคาก็ไม่ต่างกันมากกับห้องแอร์ของGuest Houseที่อยู่ในตัวเมือง

ที่พักที่ผมแนะนำคือเฮือนพัก ป๊อปปูล่า วิว จะอยู่ติดกับแม่น้ำซองเลย วิวดี มี3-4ชั้น ถ้าอยู่ชั้นบนๆนี่มองออกไปเห็นวิวดีกว่าอยู่Island ห้องก็ใหม่กว่า ห้องน้ำสะอาด และมีห้องแบบสามเตียงด้วย ส่วนสี่เตียงไม่แน่ใจว่ามีหรือเปล่า อีกที่ที่ผมขอแนะนำคือ Guest House ที่อยู่ติดกับร้านอาหารลาว เยื้องๆกับ Green Discovery แต่ที่นี่ไม่มีวิว เพราะฉะนั้นผมจึงแนะนำที่แรกมากว่า

ราคาค่าห้อง สารภาพอีกว่าจำไม่ได้ แต่ไม่เกิน 500-600฿ สำหรับหนึ่งห้องสองเตียง ลองเดินถามๆดู เผื่อได้ราคาและสถานที่ถูกใจ

ปล.คราวที่แล้วที่พึ่งไปมาไปเจอรุ่นน้องคนไทย เค้าแนะนำให้พักที่จำปาลาว เป็นของคนไทยเองมาลงทุนในลาว เห็น”เขาบอก”ว่าสวยสงบใช้ได้ ผมเองก็ยังไม่เคยไปเหมือนกัน แต่กะว่าครั้งหน้าจะลองแว๊ปไปดู เผื่อพี่สนใจเลยแนบข้อมูลให้มาด้วย-->>ตามด้านล่างเลยคับ

Champa Lao
No frills near the party
Champa Lao is one of two guesthouses on the main party island in the middle of the Nam Song, which is predominantly made up of shanty dance venues and chill-out bars, happily pumping out tunes until whenever the curfew happens to be. In early 2007 the bungalows were closed for repair. Their style remains the basic bamboo structure with no frills. Champa Lao now have rooms for rent in a pair of adjacent traditional Lao hardwood houses on the mainland overlooking the bungalows. The down-to-earth theme is continued here -- poky spaces, small shutter windows, simple furnishings, shared bathroom facilities and wafer-thin bamboo screen walls all represented in the price of USD2 a pop. In a great location, but not if you like an early night.




17.00 เย็นย่ำขนาดนี้ คงไม่มีอะไรดีไปกว่าการเดินเล่นริมน้ำซอง ไม่ก็นอนอืดอยู่บนห้องจากพิษเมารถเมื่อบ่ายที่ผ่านมา หรือจะลงไปหาไรกินก็แล้วแต่ท่านหล่ะคับคราวนี้

นอกจากเดินเล่นแล้วท่านต้องไม่ลืม!!! ไปจองทัวร์คายัคกิ้งไว้ให้เรียบร้อยก่อนมันจะเต็ม ต้องไม่ลืมว่าเราสามารถขอดูรอบที่เราจะไปได้ว่ามีชาติใดบ้าง เพราะฉะนั้น แผนการ ”เกาะ ดม ชม” ญี่ปุ่น เกาหลี จึงเป็นสิ่งที่ “พลาดไม่ได้”!!!!! การไปกับพวกสแกนดิเนเวียร์หรือพวกเยอรมันก็ดี มักไม่ค่อยน่าประทับใจ เพราะส่วนใหญ่มันเป็นผู้ชายที่อัธยาศัยคนละแบบกับสาวเอเชีย!!!!

บริษัททัวร์มีหลากหลายก็จริง Green Discoveryก็ดูดี แต่แพง!!! ผมไปลองทัวร์ของบริษัทอื่นแล้ว แม่งอำผม!!! ผมย้ำถามแล้วนะว่าจุดพักมีสไลด์เดอร์ใช่มั๊ย มันก้อตอบว่ามี พอไปจริงไม่มี มีแต่โหนโรยตัวลงน้ำ เพราะฉะนั้น พี่ก็ลองถามดูให้ดีแล้วกัน เอาบริษัทเดิมก็ได้!!! จำได้ใช่ม่ะ??? ถ้าจำได้ว่าอยู่ตรงไหนไม่พูดซ้ำแล้วนะ....^^


ปล. 1. ระวัง!!! บาแก๊ตอันใหญ่ กินคนเดียวยังไงก็ไม่หมดหรอกคับท่าน ถ้าท่านกินหมดช่วยถ่ายคลิปมาให้ผมดูด้วย อยากเห็นหน้า
ปล. 2. มีร้านนึงตรงข้าม Sanaxay Restaurant (ชนะไชย เรส.)ขายBucket เหมือนกัน เอาไว้นั่งชิวๆเผาหัวก่อนไปเกรียนที่ Bucket Bar
ปล. 3. อาหารแพง อย่าลืมนะคับ มันแพง ระวังเงินจะหลุดไปกับเรื่องอาหารการกินโดยไม่รู้ตัว!!!

Conservative States

“เรต ห” คือเสื้อคลุมอำพรางการผูกขาดอุดมการณ์อนุรักษ์นิยมของคนเพียงกลุ่มเดียวที่อยู่ใน “อำนาจ” ภายใต้ข้ออ้างลวงเรื่อง “ศีลธรรมอันดีงาม”

"ท้ายที่สุด “เรต ห” คือการรุกล้ำ ล่วง ละเมิด และกระทำชำเราคุณค่าพื้นฐานทางประชาธิปไตยที่มีศิลปะเป็นแม่แบบที่เปิดกว้างที่สุด โดยปราศจากเสรีภาพ “ภายใน” และ “ของ” ศิลปะแล้ว ก็ไม่อาจจะมีประชาธิปไตยได้ และหากชนใดปราศจากเสรีภาพในการแสดงออกและเสพสุนทรียะ ชนนั้นไม่ได้แค่ถูกปิดตา ปิดหู ปิดปาก แต่ยังถูกปิดหัวใจและจิตวิญญาณอีกด้วย"

,วันรัก สุวรรณวัฒนา

Winyu

"It's all about questioning. Here in Thailand we accept so many things without asking. We treat all these dubious matters as norms ... as something we have to live with anyway. Our ultimate goal is to get people to question things and be more responsible to the society,"


"For Joh Kow Tuen, we never wanted it to be funny. But I guess when you are very sarcastic - it become a dark comedy. I think the laughs [we receive] are like an added bonus for us. We started off wanting to satirise and be acidic towards a lot of political and social issues that have been left unsolved or neglected in Thailand. Maybe it's in our trait to let things go, but we should start questioning whatever is happening around us. Why must we tolerate corrupted politicians? What happens to our taxes? How is our hard earned money spent by the government?"

Winyu is also disappointed with the current state of the Thai media. He strongly feels the so called "in depth" analysis offered by the media is not profound enough and that there are no hard questions being asked.

"So I guess we've all learned to engage in civil discussions without losing our temper since a young age,"


"I feel that the problem with the younger generation is that we don't consume enough information, and even when we do, we don't examine it. So when you don't have enough concrete information, you will feel forced to choose sides because you don't know the entire story."
"Then you become overemotional over serious issues when you should be using your logic and thinking faculties rather than retorting to emotional outbursts,"


I understand those who don't want to make their opinions public, though. This is Thailand after all. You have to be kreng jai [considerate] to people.



"Those who are vocal [about their beliefs and opinions] will be labelled as 'extreme'. I guess it's okay to put pictures of some actresses' underwear and bra showing on a cover, but once they want to say something politically, people are so ready to gnaw on them. I don't know where the standard is," he said.


Winyu.

วันจันทร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เศรษฐกิจพอเพียง(ไทย) กับ The Juche Idea(North Korea)

เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระราชดำรัสแก่ชาวไทยนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517เป็นต้นมา
The first known reference to Juche was a speech given by Kim Il-sung on December 28, 1955


หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีความสำคัญในช่วงปี พ.ศ. 2540 ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศไทย ต้องประสบปัญหาภาวะทางเศรษฐกิจ และ ต้องการรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพ เพื่อที่จะยืนหยัดในการพึ่งพาผู้อื่น และ พัฒนานโยบายที่สำคัญเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ
Kim said that "Juche means Chosun's revolution" (Chosun being the traditional name for Korea). He stated, "To make revolution in Korea we must know Korean history and geography as well as the customs of the Korean people.


ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่ทรงปรับปรุงพระราชทานเป็นที่มาของนิยาม "3 ห่วง 2 เงื่อนไข" ประกอบด้วย
1. พอประมาณ
2. มีเหตุผล
3. มีภูมิคุ้มกัน"
Kim Il-sung outlined the three fundamental principles of Juche in his April 14, 1965::
1. independence (chajusong) in thought and politics
2. "economic self-sufficiency!!!!!!!!!!!!!!!!!!"
3. and self-reliance in defense.


เศรษฐกิจพอเพียงเป็นการดำเนินชีวิตอย่างสมดุลและยั่งยืน เพื่อให้สามารถอยู่ได้แม้ในโลกโลกาภิวัตน์ที่มีการแข่งขันสูง
Methods of revolution and construction must be suitable to the situation of the country!!!!!!!!!!.


แนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ยังถูกบรรจุในรัฐธรรมนูญของไทย เช่น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ในส่วนที่ 3 แนวนโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดิน มาตรา 78 (1)
Juche is a component of North Korea's political system and requires absolute loyalty to the revolutionary party and leader.

วันอาทิตย์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2553

จดหมายถึงมาชูว่าด้วยชีวิตในสังคมทุนนิยม!!

มาชู Japanification คือตัวอย่างที่น่ากลัวอีกกรณีหนึ่งที่เกิดขึ้นในสังคมทุนนิยมที่มีการพัฒนาแล้วคล้ายกับที่Marxเคยพูดไว้ ไม่แน่ว่าในประเทศที่ทุนนิยมจ๋าพัฒนาจนถึงขีดสุดอาจเกิดการล่มสลายด้วยตัวของมันเอง แต่ในกรณีญี่ปุ่นดูเหมือนว่าปัญหาจะเกิดจากความไม่มั่นคงทางการเมืองเข้ามามีส่วนด้วยค่อนข้างมาก ชูแดมไม่รู้ว่าอนาคตของประเทศเราจะเดินไปในแนวทางไหน ความไม่มั่นคงแน่นอนย่อมมีอยู่แล้วในชีวิตของมนุษย์ทุกคน แต่หน่องเคยบอกว่า"ชีวิตมันไม่แน่นอน คุณต้องควบคุมปัจจัยที่ไม่แน่นอนให้น้อยที่สุด ไม่ใช่ไม่มีเลย" ชูแดมก็เลยอยากให้ชูเอมลองศึกษาดู เพราะชูเอมมีจุดมุ่งหมายสำคัญคือเข้าไปในภาคธุรกิจอยู่แล้ว การศึกษาประเทศที่เค้านำเราไปเยอะ หนำซ้ำยังสะดุดขาตัวเองล้มแล้วด้วย จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ....หวังว่ามาชูจะตั้งใจอ่านให้จบนะ!!!

------------------------------
ทศวรรษ 1980 คือทศวรรษที่ญี่ปุ่นกลายเป็นชาติแรกจากเอเชียที่มีศักยภาพเกินพอต่อการท้าทายการครอบงำทั้งโลกที่อยู่ในกำมือของชาติตะวันตกมายาวนาน

ในความเป็นจริง ญี่ปุ่นในปีนี้ ไม่เพียงมีขนาดเศรษฐกิจใกล้เคียงอย่างยิ่งกับเมื่อ 10 หรือ 20 ปีก่อนเท่านั้น สัตว์เศรษฐกิจตัวนี้ยังสูญเสียจิตวิญญาณของตัวเองไปโดยสมบูรณ์แบบอีกด้วย

สังคมญี่ปุ่นเต็มไปด้วยปัญหาการเมืองในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมาตกอยู่ในสภาวะ "อัมพาต" ในห้วงเวลาดังกล่าวนี้ ญี่ปุ่นมีนายกรัฐมนตรีรวมทั้งสิ้น 14 คน ไม่มีผู้ใดสามารถแม้เพียงแค่ "จุดประกาย" ให้ความหวังและแรงบันดาลใจกับสังคมญี่ปุ่นได้

เดือนสิงหาคมปีนี้ ญี่ปุ่นไม่เพียงหยุดนิ่งอยู่กับที่ ยังถูก จีน แซงหน้าขึ้นเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกเป็นอันดับ 2 แทน

รัฐบาลญี่ปุ่นทำได้เพียงแค่การกระตุ้นกระตุ้นและกระตุ้นเศรษฐกิจ หว่านและอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบครั้งแล้วครั้งเล่า อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงแทบเป็น 0 เปอร์เซ็นต์มานานปีดีดัก ผลลัพธ์ที่ได้คือ ญี่ปุ่น กลายเป็นประเทศที่มีหนี้ภาครัฐสูงที่สุดในโลก

สูงถึง 200 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี!

สังคมเล่า? ประชากรญี่ปุ่นหดตัวลงอย่างรวดเร็ว ญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศที่มีประชากรสูงอายุมากที่สุดในโลก ระดับ "คนยากจน" เพิ่มขึ้นตามอัตราว่างงาน เช่นเดียวกับอัตราการฆ่าตัวตาย

ความเป็นจริงของเหตุการณ์น่าตระหนกแต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่าก็คือ เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเช่นนั้น เกิดอะไรขึ้นกับสังคมญี่ปุ่น?

ยิ่งนับวันคนญี่ปุ่นยิ่งหดตัวเองแคบลง แคบลงเรื่อยๆ เหลือเพียงรัศมีโดยรอบตัวเองไม่กี่ตารางเมตร เริ่มจากผู้สูงอายุ แล้วลุกลามต่อไปยังลูกๆ หลานๆ ทั้งหมดพยายามอยู่ได้ด้วยตัวเอง ใช้จ่ายให้น้อยที่สุด เพื่อดำรงตนให้อยู่ได้นานที่สุด

"ทุกคนคิดถึงแต่เงิน เงินที่ไม่มากมายเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว" เนโมโตะ บอกอย่างนั้น

มันเริ่มต้นอย่างช้าๆ แต่มั่นคงและแน่วแน่อย่างยิ่ง เริ่มจากซัพพลายเออร์ในอาดาชิ หดหายไปเรื่อยๆ ถ้าไม่ล้มละลายก็โยกย้ายไปยังจีนพร้อมๆ กับบริษัทขนาดใหญ่ของญี่ปุ่น ถัดมาร้านรวงในย่านนั้นก็เริ่มปิดตัวลง สุดท้ายแหล่งพบปะของชุมชนคนย่านเดียวกันที่มีอยู่แห่งเดียวก็ร้างราตามไปด้วย

หลังจากนั้น อุตสาหกรรมของญี่ปุ่นอุตสาหกรรมแล้วอุตสาหกรรมเล่า ยกธงขาวยอมแพ้ให้กับคู่แข่งกระหายชัยชนะและส่วนแบ่งการตลาดจากเกาหลีและจีน

ไม่มีงาน ไม่มีเงิน ไม่มีอนาคต คือสิ่งที่วนเวียนอยู่ในหัวของผู้คนในญี่ปุ่น

ความเชื่อมั่น ทะยานอยาก หดหายไปตามกาลเวลาที่ผ่านไป

ในทรรศนะของนักเศรษฐศาสตร์ญี่ปุ่นคือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า "ทุนนิยม" กลืนกินตัวเองได้อย่างไร และผู้นำทางการเมืองของญี่ปุ่นล้มเหลวคนแล้วคนเล่าได้อย่างไร

"แจแปนิฟิเคชั่น" คือการตกลึกลงไปใน "กับดักภาวะเงินฝืด" ที่เกิดขึ้นเมื่อ อุปสงค์ล่มสลายจากการที่ผู้บริโภคปฏิเสธที่จะใช้จ่าย ส่งผลต่อไปยังบริษัทธุรกิจที่ขยาดกับการลงทุน และบรรดาธนาคารทั้งหลายนั่งอยู่บนกองเงินออมก้อนมหึมา

มันกลายเป็นวัฏจักรของความเลวร้าย ที่อยู่ได้ด้วยตัวเองและกลืนกินตัวเองไปเรื่อยๆ ยิ่งไม่มีการจับจ่าย ยิ่งกดดันให้ราคาข้าวของลดลงมากขึ้น งานหายไปมากขึ้น เงินในกระเป๋าผู้บริโภคยิ่งลดลงและยิ่งมัธยัสถ์มากยิ่งชึ้น ซึ่งยิ่งทำให้ธุรกิจยิ่งตัดทอนรายจ่ายมากยิ่งขึ้น ชะลอแผนขยายตัวออกไปอีกเรื่อยๆ และดูเหมือนยังไม่มีที่สิ้นสุด

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1290840867&grpid=01&catid=&subcatid=

วันพุธที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ถามหาความจริงใจต่อลูกจ้างแรงงาน

ถึงจุดที่ต้องกลับมา ส่วนหนึ่งยอมรับว่าในฐานะปุถุชนจำต้องหาทางระบายออกซึ่งความคับแค้นในบางเรื่องบ้าง ครั้นจะไปโพสในFBก็ลำบากใจ บางครั้งเพียงต้องการบันทึกไว้เป็นข้อมูลประจำวัน บางครั้งก็อยากให้ผู้อื่นได้หันมองในมุมอื่นบ้าง สุดท้ายรำคาญใจตัวเอง กลับมาหาblogเดิมเรานี่แหละว๊ะ สบายใจกว่า!!!

เรื่องแรกวันนี้เลยแล้วกัน
ว่าด้วยเรื่องค่าจ้างแรงงาน!!
แม้ว่าการปรับเพิ่มค่าแรงงานขั้นต่ำตามข้อเสนอของคณะอนุกรรมการโดยเสนอให้ปรับเพิ่มจาก 206 บาทต่อวัน เพิ่มเป็น 216 บาทต่อวัน ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการไตรภาคี แต่สำหรับภาคค้าปลีกซึ่งถือเป็นตลาดใหญ่ไม่แพ้กันอย่างCentral Retail Ltd. การประกาศปรับเพิ่มค่าจ้างแรงงานจาก210เป็น220 ก่อนมติของคณะอนุกรรมการจะคลอดออกมาแก่สาธารณะชนก็ยังคงแสดงให้เห็นถึงความไม่จริงใจของผู้บริหารในเรื่องการยกระดับคุณภาพชีวิตของพนักงานจริงอยู่ดี
เพราะไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรก็ตามท่านก็ต้องทราบอยู่แล้วว่าในเวลานี้มีความจำเป็นต้องปรับค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำตามสภาพอัตราเงินเฟ้ออยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการที่CRC ได้ปรับค่าจ้างจาก210 มาเป็น220 จึงเป็นหลักฐานที่ชัดเจนถึงความไม่จริงใจในการยกคุณภาพชีวิตของพนักงานจริง แต่เหตุหลักที่CRCปรับขึ้นก็เนื่องจากขาดแคลนแรงงาน และการไหลออกของแรงงานไปสู่บริษัทคู่แข่งทางการค้าย่านสยาม
โดยสรุปแล้ว ไม่ว่าผลการพิจารณาของคณะกรรมการไตรภาคี ในวันที่ 9 ธันวาคม 2553 จะได้ข้อสรุปออกมาอย่างไร CRCก็ยังคงยืนยันที่จะจ่ายค่าจ้างแรงงานให้ต่ำที่สุดเท่าที่สภาพธุรกิจจะดำเนินการได้อย่างไม่เสียเปรียบคู่แข่งแถวสยามและไม่เป็นที่น่าเกลียดเกินไปต่อสังคมก็เท่านั้นเอง!!!

วันศุกร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2553

ผูกขาดถนน

จากบทความของ ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ ในประชาไท (http://www.prachatai.net/journal/2010/04/28897)

เรื่องที่ต้องพิจารณาด้วยก็คือผู้ชุมนุมเป็นเจ้าของพื้นที่สาธารณะไม่ต่างจากประชาชนคนอื่น เขามีสิทธิใช้ถนนเท่าผู้ใช้รถและอภิมหาเศรษฐีที่ผูกขาดถนนนี้มาตลอดชีวิต ให้ผู้ชุมนุมใช้สิทธินี้บ้างจะเป็นไรไป ความลำบากในการขับรถไม่พึงเป็นเหตุให้ใช้กำลังสลายประชาชน