วันอาทิตย์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2553

จดหมายถึงมาชูว่าด้วยชีวิตในสังคมทุนนิยม!!

มาชู Japanification คือตัวอย่างที่น่ากลัวอีกกรณีหนึ่งที่เกิดขึ้นในสังคมทุนนิยมที่มีการพัฒนาแล้วคล้ายกับที่Marxเคยพูดไว้ ไม่แน่ว่าในประเทศที่ทุนนิยมจ๋าพัฒนาจนถึงขีดสุดอาจเกิดการล่มสลายด้วยตัวของมันเอง แต่ในกรณีญี่ปุ่นดูเหมือนว่าปัญหาจะเกิดจากความไม่มั่นคงทางการเมืองเข้ามามีส่วนด้วยค่อนข้างมาก ชูแดมไม่รู้ว่าอนาคตของประเทศเราจะเดินไปในแนวทางไหน ความไม่มั่นคงแน่นอนย่อมมีอยู่แล้วในชีวิตของมนุษย์ทุกคน แต่หน่องเคยบอกว่า"ชีวิตมันไม่แน่นอน คุณต้องควบคุมปัจจัยที่ไม่แน่นอนให้น้อยที่สุด ไม่ใช่ไม่มีเลย" ชูแดมก็เลยอยากให้ชูเอมลองศึกษาดู เพราะชูเอมมีจุดมุ่งหมายสำคัญคือเข้าไปในภาคธุรกิจอยู่แล้ว การศึกษาประเทศที่เค้านำเราไปเยอะ หนำซ้ำยังสะดุดขาตัวเองล้มแล้วด้วย จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ....หวังว่ามาชูจะตั้งใจอ่านให้จบนะ!!!

------------------------------
ทศวรรษ 1980 คือทศวรรษที่ญี่ปุ่นกลายเป็นชาติแรกจากเอเชียที่มีศักยภาพเกินพอต่อการท้าทายการครอบงำทั้งโลกที่อยู่ในกำมือของชาติตะวันตกมายาวนาน

ในความเป็นจริง ญี่ปุ่นในปีนี้ ไม่เพียงมีขนาดเศรษฐกิจใกล้เคียงอย่างยิ่งกับเมื่อ 10 หรือ 20 ปีก่อนเท่านั้น สัตว์เศรษฐกิจตัวนี้ยังสูญเสียจิตวิญญาณของตัวเองไปโดยสมบูรณ์แบบอีกด้วย

สังคมญี่ปุ่นเต็มไปด้วยปัญหาการเมืองในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมาตกอยู่ในสภาวะ "อัมพาต" ในห้วงเวลาดังกล่าวนี้ ญี่ปุ่นมีนายกรัฐมนตรีรวมทั้งสิ้น 14 คน ไม่มีผู้ใดสามารถแม้เพียงแค่ "จุดประกาย" ให้ความหวังและแรงบันดาลใจกับสังคมญี่ปุ่นได้

เดือนสิงหาคมปีนี้ ญี่ปุ่นไม่เพียงหยุดนิ่งอยู่กับที่ ยังถูก จีน แซงหน้าขึ้นเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกเป็นอันดับ 2 แทน

รัฐบาลญี่ปุ่นทำได้เพียงแค่การกระตุ้นกระตุ้นและกระตุ้นเศรษฐกิจ หว่านและอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบครั้งแล้วครั้งเล่า อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงแทบเป็น 0 เปอร์เซ็นต์มานานปีดีดัก ผลลัพธ์ที่ได้คือ ญี่ปุ่น กลายเป็นประเทศที่มีหนี้ภาครัฐสูงที่สุดในโลก

สูงถึง 200 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี!

สังคมเล่า? ประชากรญี่ปุ่นหดตัวลงอย่างรวดเร็ว ญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศที่มีประชากรสูงอายุมากที่สุดในโลก ระดับ "คนยากจน" เพิ่มขึ้นตามอัตราว่างงาน เช่นเดียวกับอัตราการฆ่าตัวตาย

ความเป็นจริงของเหตุการณ์น่าตระหนกแต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่าก็คือ เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเช่นนั้น เกิดอะไรขึ้นกับสังคมญี่ปุ่น?

ยิ่งนับวันคนญี่ปุ่นยิ่งหดตัวเองแคบลง แคบลงเรื่อยๆ เหลือเพียงรัศมีโดยรอบตัวเองไม่กี่ตารางเมตร เริ่มจากผู้สูงอายุ แล้วลุกลามต่อไปยังลูกๆ หลานๆ ทั้งหมดพยายามอยู่ได้ด้วยตัวเอง ใช้จ่ายให้น้อยที่สุด เพื่อดำรงตนให้อยู่ได้นานที่สุด

"ทุกคนคิดถึงแต่เงิน เงินที่ไม่มากมายเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว" เนโมโตะ บอกอย่างนั้น

มันเริ่มต้นอย่างช้าๆ แต่มั่นคงและแน่วแน่อย่างยิ่ง เริ่มจากซัพพลายเออร์ในอาดาชิ หดหายไปเรื่อยๆ ถ้าไม่ล้มละลายก็โยกย้ายไปยังจีนพร้อมๆ กับบริษัทขนาดใหญ่ของญี่ปุ่น ถัดมาร้านรวงในย่านนั้นก็เริ่มปิดตัวลง สุดท้ายแหล่งพบปะของชุมชนคนย่านเดียวกันที่มีอยู่แห่งเดียวก็ร้างราตามไปด้วย

หลังจากนั้น อุตสาหกรรมของญี่ปุ่นอุตสาหกรรมแล้วอุตสาหกรรมเล่า ยกธงขาวยอมแพ้ให้กับคู่แข่งกระหายชัยชนะและส่วนแบ่งการตลาดจากเกาหลีและจีน

ไม่มีงาน ไม่มีเงิน ไม่มีอนาคต คือสิ่งที่วนเวียนอยู่ในหัวของผู้คนในญี่ปุ่น

ความเชื่อมั่น ทะยานอยาก หดหายไปตามกาลเวลาที่ผ่านไป

ในทรรศนะของนักเศรษฐศาสตร์ญี่ปุ่นคือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า "ทุนนิยม" กลืนกินตัวเองได้อย่างไร และผู้นำทางการเมืองของญี่ปุ่นล้มเหลวคนแล้วคนเล่าได้อย่างไร

"แจแปนิฟิเคชั่น" คือการตกลึกลงไปใน "กับดักภาวะเงินฝืด" ที่เกิดขึ้นเมื่อ อุปสงค์ล่มสลายจากการที่ผู้บริโภคปฏิเสธที่จะใช้จ่าย ส่งผลต่อไปยังบริษัทธุรกิจที่ขยาดกับการลงทุน และบรรดาธนาคารทั้งหลายนั่งอยู่บนกองเงินออมก้อนมหึมา

มันกลายเป็นวัฏจักรของความเลวร้าย ที่อยู่ได้ด้วยตัวเองและกลืนกินตัวเองไปเรื่อยๆ ยิ่งไม่มีการจับจ่าย ยิ่งกดดันให้ราคาข้าวของลดลงมากขึ้น งานหายไปมากขึ้น เงินในกระเป๋าผู้บริโภคยิ่งลดลงและยิ่งมัธยัสถ์มากยิ่งชึ้น ซึ่งยิ่งทำให้ธุรกิจยิ่งตัดทอนรายจ่ายมากยิ่งขึ้น ชะลอแผนขยายตัวออกไปอีกเรื่อยๆ และดูเหมือนยังไม่มีที่สิ้นสุด

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1290840867&grpid=01&catid=&subcatid=

ไม่มีความคิดเห็น: