Rachasit Kongnumut
คิดอยากจะบอกคนเห่อประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ไม่ว่าคุณจะไคร่จากการเรียน การส่งเสริมจากสถานศึกษา การสนับสนุนจากหน้าที่การงานของคุณ แต่ที่หลายคนอาจมองข้ามไปนั่นคือ ความไม่พร้อมทั้งหลายทั้งโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ซึ่งส่งผลให้ประชาคมอาเซียนเองอาจไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ขาดเอกภาพในความร่วมมือ ประวัติศาสตร์ที่ขัดแย้งกัน กฎหมายภายในหลายฉบับที่ไม่เอื้อต่อประชาคมเศรษฐกิจ วัฒนธรรมทางการเมืองที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนา ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่สมาชิกแห่งประชาคมยังไม่ได้พูดถึงอย่างจริงจัง แล้วทิศทางของประชาคมทางเศรษฐกิจอาเซียนจะไปในทิศทางใด
Dan Pinyoyot M
ผมกลับคิดตรงข้ามนะบูม ผมเห็นว่าทั้งหมดนี้คือสิ่งที่สมาชิกแห่งประชาคมพูดถึงอย่างจริงจังจนเกร่อ-ซ้ำ-เยอะจนเริ่มเบื่อแล้ว จะว่าไม่พูดถึงอย่างจริงจังก็คงไม่น่าจะใช่ เพราะตอนนี้มีแผนงานรองรับทั้งในระดับอาเซียน พหุ ทวิ และของแต่ละประเทศเองเรียบร้อยแล้ว เหลือแค่แปลงแผนไปสู่การปฏิบัติตามลำดับขั้นตอนและความสำคัญของแต่ละภารกิจให้ครบตามที่วางไว้ แต่ครั้นจะให้ทำทั้งหมดที่ว่าให้เห็นพร้อมกันแบบพรึ๊บหนึ่งทุกมิติในความเป็นจริงคงเป็นไปได้ยาก ก็ต้องค่อยๆปรับค่อยๆเริ่มกันไป มันก็เลยดูเหมือนไม่มีอะไรเคลื่อนไหวมั๊ง อีกอย่างรายละเอียดในเรื่องนี้มันกว้างและกระจัดกระจายจนยากที่จะมองให้เห็นได้ชัดในภาพรวมถ้าไม่ติดตามสื่อหลายๆสำนักให้ครบถ้วนและต่อเนื่องจริงๆ (ซึ่งในเรื่องนี้ก็ได้มีการบรรจุไว้ในแผนของคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติแล้วที่มีแผนที่จะจัดทำสื่อให้สังคมไทยได้เห็นความเคลื่อนไหวของอาเซียนในภาพรวม)
ถ้าจะพิจารณาตามประเด็นที่บูมยกมา ผมเห็นว่า"สมาชิกแห่งประชาคม"ไม่น่าจะตาบอดจนมองข้ามเรื่องเหล่านี้ไปนะ อย่างเรื่องเอกภาพในความร่วมมือก็เริ่มเห็นผลชัดมากขึ้น ไม่ใช่ว่าขาดเอกภาพเลยเสียทีเดียว กรณีที่เห็นได้ชัดคือเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาลาวก็ได้ประกาศระงับโครงการสร้างเขื่อนไซยะบุรีอีกรอบ อันเป็นผลมาจากการประสานร่วมมือกันระหว่างไทย กัมพูชา เวียดนาม ทั้งในระดับรัฐและระดับประชาสังคม (เป็นเรื่องใหม่มากที่ภาคประชาสังคมที่มีการจัดตั้งในระดับอาเซียนแล้วร่วมมือกันผลักดันให้การพัฒนาอาเซียนเป็นไปอย่างมีเอกภาพ แต่ก่อนได้แค่ระดับทวิภาคีเอง) หรืออย่างเรื่องประวัติศาสตร์ที่ขัดแย้ง ในส่วนของไทยก็ได้มีการนำเรื่องนี้เข้าสู่ของกระทรวงศึกษาแล้ว ในระยะถัดไปก็น่าจะเริ่มเห็นความคืบหน้าในเรื่องนี้ชัดขึ้นแต่คงต้องใช้เวลา ส่วนเรื่องกฎหมายยิ่งชัดเจนมากว่ามีการแก้หรือออกกฎระเบียบใหม่ให้เอื้อต่อการลงทุนมากขึ้น ฟิลิปินส์เพิ่งแก้กฎหมายแรงงาน พม่าออกกฎหมายพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ลาวเองก็ปรับกฎหมายให้เปิดกว้างต่อการลงทุนจากกลุ่มประเทศอาเซียนเพื่อให้หลุดออกจากโผ Least developed country ของ UN แล้วก็มีความพยายามอย่างสูงจากอาเซียน(องค์กร)ที่จะเข้าไปช่วยกลุ่ม CLMV ให้มีการปรับกฎหมายให้สอดคล้องเท่าทันกลุ่มประเทศอื่นๆมากขึ้น เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าหากจะบอกว่า"ไม่ได้พูดถึงอย่างจริงจัง"ก็คงไม่น่าจะใช่นะ เพราะพูดกันมาเยอะเหมือนจนเริ่มลงมือทำแล้วในระดับหนึ่ง.....ผมคิดว่านะ
Rachasit Kongnumut
ขอบคุณพี่แดนมาชี้แจงเพิ่มเติมนะครับ ผมเสนอประเด็นนี้โดยมุ่งถึงภาคประชาสังคม ที่กำลังเคลิบเคลิ้มกับความฝันโดยปราศจากการตระหนักรู้ ในแง่ของภาครัฐผมเองก็เข้าใจในสิ่งที่กำลังดำเนินการอยู่ แต่ทั้งนี้การดำเนินการของรัฐก็ไม่ได้ทำให้พลเมืองแห่งรัฐคิดตามไม่ วัฒนธรรมทางการเมืองของประชาชนยังคงยึดติดกับรูปแบบเดิม ที่สำคัญยังหวังพึ่งพาสิ่งใหม่จากผลที่จะเกิดขึ้นเมื่อเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ไม่กี่คนเท่านั้นที่ตระหนักในเรื่องเหล่านี้ อาจหมายถึงรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ นักวิชาการทั้งหลาย แต่การมองข้ามไปนี้ยังคงอยู่กับพลเมืองแห่งรัฐเป็นส่วนใหญ่ ผมเองมองว่าแม้รัฐจะดำเนินการเรื่องนี้แล้ว อย่างที่พี่แดนชี้แจงมา อันต้องขอขอบคุณในข้อมูลเพิ่มเติมครับ แต่ประชาชนเองยังไม่ได้ให้ความสนใจเลย พฤติกรรมทางการเมืองที่เกิดขึ้น ก็ยากที่จะทำให้นโยบายใดของรัฐประสบความสำเร็จได้ แต่นั่นก็ไม่อาจตอบได้ในเวลานี้ จึงได้กล่าวว่าทิศทางของอาเซียนจะเป็นอย่างไรต่อไป ทั้งนี้แล้วผมมองว่ายังงัยแล้วไม่เพียงแค่รัฐเท่านั้นที่จะดำเนินการให้บรรลุผลสำเร็จได้ จำเป็นต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมด้วย. --- ขอขอบคุณคำชี้แจงจากพี่แดนมากนะครับ ที่ทำให้เห็นว่ารัฐยังให้ความสำคัญกับการปรับปรุงโครงสร้างภายในอยู่ แต่ที่ผมยกมานั้นเป็นการสะท้อนให้เห็นจากคนภายนอกภาครัฐที่ยังไม่รู้ว่ารัฐทำอะไรกันไปบ้าง และพฤติกรรมทางสังคมที่เป็นอยู่เอื้อหรือไม่ต่อการพัฒนา ตลอดจนการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
Dan Pinyoyot M
ผมคิดว่าภาคประชาสังคมยิ่งตระหนักรู้นะบูม...พวกเขาไม่ได้กำลังเคลิ้มกับความฝันแต่กำลังทำจริง!!!
ก่อนอื่นต้องแยกให้ชัดก่อนระหว่าง (1)ประชาชนพลเมืองทั่วไป!!! ที่ยังไม่รู้สึกว่าตนมีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เช่นคนชั้นกลางในเมืองหรือตามหัวเมือง เค้าก็ดำรงชีวิตอยู่ต่อไปได้โดยไม่มีความจำเป็นต้องตื่นตัวเพราะมันยังไม่กระทบกับชีวิตเขาในตอนนี้...ก็เป็นเรื่องปกติ กับ (2) ภาคประชาสังคมจริงๆ!!! ที่ได้รับผลกระทบหรือเริ่มได้รับจากปัญหาข้ามพรมแดน พวกเขาตื่นตัวกันมากอย่างไม่น่าเชื่อ เขาไปไกลกว่าที่ภาครัฐคิดเสียด้วยซ้ำ
เมื่อต้นเดือนเมษาถ้าจำไม่ผิด ผมไปงานเทศกาลภาพยนต์บินข้ามลวดหนามที่เชียงใหม่ ได้พูดคุยกับคนไร้รัฐ ผู้ลี้ภัย ผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาต่างๆภายในรัฐและระหว่างรัฐ พบว่าพวกเขามีการติดต่อสัมพันธ์ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้อมูล ให้ความช่วยเหลือ ให้เงินทุนสนับสนุนกันอย่างไม่น่าเชื่อ ตัวอย่างเช่น ในขบวนการต่อต้านการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ซึ่งเป็นโครงการภายในประเทศไทยแท้ๆ ไม่ได้สร้างผลกระทบไปประเทศอื่นเลย ใครจะไปคิดว่ามันมีการติดต่อเชื่อมประสานระหว่าง"ภาคประชาสังคมของไทย - ลาว - และพม่า" ในการให้คำปรึกษาและร่วมกันขับเคลื่อนผ่านทั้งกลไกของอาเซียนและกลไกของรัฐ ...ใครจะไปนึกว่ามันมีการให้ความช่วยเหลือกันถึงระดับนี้แล้ว เพราะสื่อหลักก็ไม่นำเสนออยู่แล้ว เลยอาจทำให้คิดไปได้ว่ามันไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรเลยในภาคประชาสังคมไทย ทั้งๆที่มันไปไกลแล้ว
หรืออีกตัวอย่างคือกรณีโครงการสร้างเขื่อนบ้านกุ่ม ก็สะท้อนความตื่นตัวของภาคประชาสังคมไทยต่อประเด็นอาเซียนได้เช่นกัน ชาวบ้านในพื้นที่ซึ่งเป็นชาวบ้านธรรมดาที่อาศัยอยู่ตรงเส้นขอบของชายแดนประเทศแท้ๆ ยังสามารถจัดการประชุมภาคประชาสังคมนานาชาติที่หมู่บ้านของตนเองได้ มีทั้งไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลย์ พม่า จีน เข้ามาล้อมวงพูดคุย คิด แลกเปลี่ยนข้อมูลที่จะร่วมกันปกป้องผลกระทบจากการพัฒนาที่เกิดขึ้นในพื้นที่และในอาเซียน พวกเขาร่วมกันดำเนินการเรียกร้องผ่านกลไกของอาเซียนและของรัฐควบคู่กันไป มันไม่เหมือนสมัยปากมูลอีกต่อไปแล้วที่มานั่งกันบนสันเขื่อนอย่างโดดเดี่ยว
หรืออย่างเมื่อสองเดือนก่อนก็เพิ่งมีการประชุมอาเซียนภาคประชาชน ตัวแทนจากภาคประชาสังคมไทยก็เข้าร่วมด้วย ก็สะท้อนอย่างเด่นชัดว่าเขาตื่นตัวล้ำหน้ารัฐบาล(กัมพูชา)ที่ไม่อยากให้ตื่นตัวเสียด้วยซ้ำ จริงๆน่าจะเรียกว่าการประชุมอาเซียนภาคประชาสังคมมากว่า เพราะตัวแทนที่เข้าร่วมก็เป็นภาคประชาสังคมที่มีการจัดตั้งกันทั้งนั้น แต่ถามว่าประชาชนทั่วไปรู้ไหม ...สื่อกระแสหลักยังไม่นำเสนอเลย มีแค่ในทีวีไทยสั้นๆนิดเดียว
เพราะฉะนั้น ผมขอเห็นต่างจากบูมอีกประเด็นหนึ่งนะ(ซึ่งผมอาจจะผิดก็ได้) ผมเห็นว่า"ภาคประชาสังคม"ตระหนักรู้และตื่นตัวแล้ว แต่ประชาชนทั่วไปยังไม่ตื่น ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่ไม่น่าตระหนก และเป็นเรื่องที่เราเองก็ไม่มีสิทธิไปเรียกร้องให้เขาตื่นตัวหรือตระหนักเหมือนเรา ผมคิดว่าเราอาจบอกอาจแนะนำเขาได้แต่ไม่เราไม่มีสิทธิไปเรียกร้อง ตรงกันข้าม ผมคิดว่าสิ่งที่เราควรทำ หากพอจะทำได้ ก็คือการเตรียมข้อมูล ความรู้หรือช่องทางการสนับสนุนต่างๆให้เพรียบพร้อมหากวันหนึ่งเขา(ประชาชน)ต้องการที่จะรู้หรือตระหนักขึ้นมา เพราะการเรียกร้องต่อประชาชนในลักษณะนี้(ให้ตระหนัก)มันเหมือนการเรียกร้องให้คนเงินเดือนสามพันกว่าบาทซึ่งไม่เคยเสียภาษีมาก่อนเลยให้มาตระหนักเรื่องการเสียภาษีอ่ะ ผมว่าเกินกว่าร้อยละ90ของคนทั่วไปจะเริ่มศึกษาความรู้ที่เกี่ยวกับเรื่องการเสียภาษีก็ต่อเมื่อเขาเองต้องเสียภาษี
ส่วนเรื่อง "การดำเนินการของรัฐก็ไม่ได้ทำให้พลเมืองแห่งรัฐคิดตาม" ผมคิดว่ามันหมดสมัยแล้วนะที่รัฐจะทำให้คนคิดตามได้ ยิ่งคิดตามในเรื่องลอยๆที่ยังไม่ได้กระทบกับชีวิตเขามันเป็นไปไม่ได้หรอก รัฐจะไปบังคับให้คนคิดตามได้ไงถ้ามันไม่กระทบความเป็นอยู่ของพวกเขาจริงๆ (อย่างที่เพิ่งได้ยินได้อ่านกันไปจากอาจารย์ธเนศ) และการจะเรียกร้องให้คนทำมาหาเช้ากินค่ำที่ไม่ได้ทำเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอาเซียน เช่นขายเต้าส่วน หรือ ขายอาหารเสริม หรือเป็นเสมียน มานั่งให้ความตระหนักความใส่ใจก็ดูเหมือนจะเป็นยูโทเปียเกินไปนะผมว่า
ผมคิดว่า...วันหนึ่งถ้ามันมาใกล้ตัวเขา เขาจะตื่นตัวเอง อีกตัวอย่างหนึ่งที่เป็นรูปธรรมคือ กรณี จ.กาญจนบุรี ที่ตื่นกันทั้งเมืองแล้วตอนนี้ แล้วก็เกิดการมีส่วนร่วมอย่างมากจากภาคประชาชนและหอการค้า คนกาญฯแต่ก่อนก็เหมือนคนกรุงฯ ไม่ได้สนใจอะไรเพราะมันไม่กระทบกับเขา แต่ว่าหนึ่งที่มันกระทบ แล้วเขารู้ว่ามันมีทั้งที่จะได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ เขาก็ตื่นขึ้นมา ตื่นแบบแซงหน้าภาครัฐด้วย หอการค้าดำเนินการเองโดยไม่รอรัฐแล้ว จัดสัมมนาทางวิชาการเอง จัดเดินทางไปศึกษาดูงานเอง ถึงเวลานั้นประชาชนก็อยากรู้ข้อมูลเหมือนกัน เขา(ประชาชน)ก็เข้าร่วมอย่างคับคั่งเอง ผมจึงคิดว่าที่บูมบอกว่าการที่ "ประชาชนเองยังไม่ได้ให้ความสนใจเลย พฤติกรรมทางการเมืองที่เกิดขึ้น ก็ยากที่จะทำให้นโยบายใดของรัฐประสบความสำเร็จได้" มันจึงดูตีคลุมไป
...อ้อ!! มีนโยบายหนึ่งที่ครั้งหนึ่งประชาชนไม่ได้ให้ความสนใจแล้วรัฐดำเนินการสำเร็จเสร็จสิ้นและได้ผลกำไรแล้วก็เช่น แม่เมาะกับมาบตาพุดไง บางนโยบายหากประชาชนไม่สนใจยิ่งสำเร็จง่าย โดยเฉพาะนโยบายจาก AEC ที่บูมพูดถึง (แต่ถ้าเป็น ASCC ผมเห็นด้วยว่า"ยากที่จะทำให้นโยบายใดของรัฐประสบความสำเร็จได้"แน่)
Rachasit Kongnumut
ดีดีครับ ผมเห็นด้วยครับกับการชี้แจงที่บอกว่าภาคประชาสังคมตื่นตัวแล้ว และพี่แดนเองแยกประเด็นมาให้ผมเห็นจุดตัดอะไรบางอย่างที่ผมยังไม่ได้มอง คือ ประชาชนทั่วไป ซึ่งในส่วนของผมนั้นก็หมายถึงพลเมือง อันที่จริงคนเหล่านี้คือคนที่จะได้รับสิทธิได้เท่ากับคนอื่น ใช่ที่ว่าเราไม่ต้องไปปลุกให้เขาตื่น มันอาจไม่จำเป็นในหลายประการซึ่งวันนี้เขาอาจไม่ได้เป็นรับประโยชน์โดยตรง (เป็นการส่วนตัว เช่นการเสียภาษี) แต่ผมว่ายังคงมีประโยชน์ส่วนรวมอันเป็นประโยชน์ที่เขาจะได้รับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งนี้การที่เขาเพิกเฉยหรือสนใจกับความเป็นประชาคมอาเซียนมากแค่ไหนนั้น ย่อมเป็นเรื่องยากที่จะทำให้เขาเข้าใจได้ทั้งหมด เมื่อเป็นเช่นนี้หลายคนหรือโดยทั่วไป จึงให้ความสนใจกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเพียงมิติเดียว คือ ในทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องแรงงาน ฯลฯ สำหรับผมแล้ว การจะเป็นประชาคมเศรษฐกิจที่ดีนั้น จะต้องให้ความสำคัญกับด้านอื่นด้วย วันนี้ประชาชนทั่วไปยังไม่ให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมทางการเมืองที่ยังขัดแย้งต่อระบบบางอย่างอยู่ และเป็นสิ่งที่ผมมองว่าแค่ระเบียบราชการ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การวางแผนงานของรัฐ ตลอดจนกฎหมายทั่วไปเอง ก็ไม่อาจทำให้พลเมืองมีวัฒนธรรมทางการเมืองที่ดีได้ ต้องมาจากการกล่อมเกลาทางสังคม ซึ่งต้องอาศัยการตระหนักรู้และพัฒนาตนไปสู่พฤติกรรมทางการเมืองที่ดี และนี่จะเป็นประโยชน์ต่ออาเซียน นี่คือเหตุผลว่าทำไมผมจึงมองในมิติที่ต่างจากพี่แดน ซึ่งให้ความสำคัญกับคนมากกว่าระบบ --- ขอบคุณนะพี่แดน อยากให้ถกเถียงกันเปิดมุมมองดี 555
+colour.jpg)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น