วันอังคารที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
งานเสวนา "ปัญหารากเหง้าของความขัดแย้งและแนวทางสู่ความปรองดอง
งานเสวนา "ปัญหารากเหง้าของความขัดแย้งและแนวทางสู่ความปรองดอง" เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 เม.ย.ที่ผ่านมา เวลา 08.30 น.ถึง 12.30 น. ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์
คอป.พบว่าสาระสำคัญที่เป็นปัจจัยหรือรากเหง้าหรือสาเหตุแห่งความขัดแย้ง ประกอบด้วย 5 ตัวแปรสำคัญ ประกอบด้วย
1.โครงสร้างอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกัน
2.การจัดการด้านความมั่นคง
3.บริบทของสังคม วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และอัตลักษณ์
4.การบังคบใช้กฎหมาย และ
5.สื่อสารมวลชนในฐานะเครื่องมือผลิตซ้ำทางความคิด
1.โครงสร้างอานาจที่ไม่เท่าเทียมกันในสังคมไทย โดย ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ มธ.
โครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมากในรอบ 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมา จีดีพีกระจายออกไปเติบโตนอกกรุงเทพฯ โดยเฉพาะจังหวัดใหญ่ๆ ในภาคกลาง ขณะที่พลวัตของชนบทมีแรงงานย้ายถิ่นออกจากพื้นที่อย่างถาวรมากขึ้น และมีการเติบโตของธุรกิจรายย่อยในชนบท เป็นผู้ประกอบการขนาดเล็กและแรงงานอิสระ มีที่มาของรายได้จากธุรกิจนอกภาคเกษตรกรรม ทำให้เกิดผลคือ
- ประเทศไทยไม่มีชนบทแล้ว แต่กลายเป็นพื้นที่กึ่งผลิตกึ่งชนบทขยายตัวขึ้นแทน
- เกิดคนชั้นใหม่ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชนบท
- เกิดคนชั้นใหม่กับการเรียกร้องนโยบายสาธารณะ และ
- มีการเติบโตของแรงงานเสรี ลดการครอบงำจากระบบอุปถัมภ์
“ขณะที่พลวัตของภาคชนบท ปัจจุบันผลผลิตการเกษตรเท่ากับ 1 ใน 10 ของ GDP ประชากรมากกว่า 40% ยังคงอยู่ในชนบท แต่แบบแผนการผลิตทางการเกษตรได้เปลี่ยนแปลงไปมาก เกิดการสะสมทุนในชนบท นำเทคโนโลยีมาใช้ การขยายตัวของฟาร์มธุรกิจ ร้านค้ารายย่อยต่างๆ ทำให้เกิดชนชั้นใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชนบท และเรียกร้องนโยบายสาธารณะ อาจเรียกได้ว่าขณะนี้ไม่มีชนบทแล้ว เพราะเมื่อเข้าไปในหมู่บ้านต่างๆ ก็ยากที่จะนิยามว่า หมู่บ้านนี้เป็นเกษตรหรือไม่ ประกอบกับการเติบโตของแรงงานเสรี ช่วยลดการครอบงำจากระบบอุปถัมภ์ เพราะประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ไม่สามารถเกิดขี้นได้ในภาคเกษตร”
"โครงสร้างอำนาจ 3 ประเภทคือ โครงสร้างอำนาจทางด้านการเมือง อำนาจทางด้านเศรษฐกิจ และอำนาจทางอุดมการณ์ ซึ่งทั้งหมดเป็นความสัมพันธ์ทางตรงที่นำไปสู่การใช้หรือไม่ใช้อำนาจ อย่างไรก็ตามข้อสรุปพบว่า โครงสร้างอำนาจทางเศรษฐกิจมีบทบาทสูงมากต่อการเปลี่ยนแปลงความรู้สึก”
ในส่วนของการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง รัฐธรรมนูญปี 2540 ได้สร้างระบบการเมืองใหม่ ผู้นำทางการเมืองใหม่มีความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองกับประชาชนแบบทางตรง การรัฐประหารเมื่อปี 2549 ไม่สามารถทำได้ เพราะมีคนชั้นกลางระดับล่างในชนบทที่พัฒนาและมีอิสระจากกรอบความคิดความรู้สึกแบบเดิมออกมาขัดขวาง
ทางออกที่เป็นข้อเสนอก็คือ ต้องสร้างระบบการเมืองแบบประชาธิปไตยที่มีส่วนร่วมมากที่สุด
2.การปฏิรูปองค์การด้านความมั่นคง โดย สุภณิตา พวงผกา มก.
การปฏิรูปภาคความมั่นคง หรือ เอสเอสอาร์ (Security Sector Reform) เป็นกุญแจสำคัญสำหรับการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง สังคมที่แตกแยกจากสงคราม และสังคมหลังความขัดแย้ง ซึ่งประเทศไทยน่าจะเข้าข่ายใกล้เคียงกับ "สังคมหลังความขัดแย้ง" มากที่สุด
เป็นการสร้างหลักประกันทั้งทางการเมืองและความมั่นคงว่า กองกำลังภายในรัฐจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการสร้างเสถียรภาพทางการเมืองและกระบวนการประชาธิปไตย
จุดมุ่งหมายและความคาดหวังของการปฏิรูปภาคความมั่นคงก็คือ นำไปสู่การควบคุมโดยพลเรือน
คือ การปลูกฝังประชาธิปไตยให้กับทหาร โดยใช้แนวคิด "พลเมืองในเครื่องแบบ" ด้วยการปลูกฝังประชาธิปไตยในระดับบุคคลและหลีกเลี่ยงการแยกทหารออกจากสังคม บูรณาการกองทัพเข้าสู่กรอบการเมืองในระบอบประชาธิปไตย และควบคุมโดยผ่านรัฐบาลพลเรือน
3.ความรุนแรงทางการเมือง: พลวัตสังคมและวัฒนธรรมและแนวทางแก้ไข โดย สุริชัย หวันแก้ว จุฬา
สมมติฐานของมิติสังคมวัฒธรรมนี้ ได้แก่ ปมเงื่อนของความขัดแย้งทางสังคมการเมืองนั้นมีศักยภาพที่จะขยายกระจายจนกลายเป็นความรุนแรงเกินความคาดการณ์ใดๆ ความกระหายใคร่จะเอาชนะคะคานคู่ต่อสู้ฝั่งตรงกันข้ามแต่ถ่ายเดียว โดยมองข้ามประเด็นในเรื่องคุณค่าของการอยู่ร่วมกันอย่างร่มเย็นในสังคมไป ความพร่ามัวด้านค่านิยมคุณธรรมการอยู่ร่วมกันนี้ ปรากฏให้พบเห็นได้ในทุกระดับ ทั้งเศรษฐกิจการเมืองระดับประเทศ และแม้แต่วิกฤติเศรษฐกิจระดับโลกที่แพร่ระบาดมาจากการเสพติดเศรษฐกิจแบบเก็งกำไร ฉะนั้นทุกฝ่ายจะไขโจทย์ความรุนแรงทางการเมืองอันเกินความคาดหมายนี้ไม่ได้เลย หากไม่หันมาสำรวจตรวจสอบถึงมิติทางสังคม วัฒนธรรม และความขัดแย้งที่แปรเป็นความรุนแรงทางการเมืองในบริบทที่กว้างกว่าเคยเข้าใจกันมาแต่เดิม
4.กระบวนการยุติธรรมกับสถานการณ์ทางการเมืองที่มีความรุนแรง โดย ปกป้อง ศรีสนิท มธ.
สมมติฐานการวิจัย คือ กระบวนการยุติธรรมของไทยถูกตั้งข้อสังเกตว่าไม่เป็นอิสระ ถูกแทรกแซง และขาดกระบวนการตรวจสอบ การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและเสริมสร้างความปรองดองของคนในประเทศ ทั้งนี้ การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเพื่อสร้างความปรองดองของคนในชาติอาจทำได้ 2 ลักษณะ คือ
- การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมอย่างเป็นระบบ ซึ่งได้แก่กระบวนการยุติธรรมทางมหาชน และกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
- การดำเนินการกับปัญหาปัจจุบันโดยการบริหารจัดการกับกระบวนการยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน
5.ขอบเขตการใช้เสรีภาพของสื่อมวลชนในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารภายใต้บทบัญญัติของกฎหมาย โดย วนิดา แสงสารพัน ม.กรุงเทพ
สภาพปัญหาที่พบคือ ข้อมูลข่าวสารในปัจจุบันเข้าถึงง่าย รวดเร็ว และเยอะมาก มีทั้งข้อมูลที่ถูกต้องและไม่ถูกต้อง
ปัจจัยสำคัญคือ "ตัวกลาง" ที่ส่งผ่านข้อมูลข่าวสารสู่ประชาชน ปัจจุบันมีตัวกลางเกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นวิทยุชุมชน ทีวีดาวเทียม ไปจนถึงโซเชียลมีเดียทั้งหลาย
เหตุการณ์ความวุ่นวายที่ผ่านมา คือ ความรุนแรงทวีมากขึ้นส่วนหนึ่งมาจากการนำเสนอข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางหรือตัวกลางที่เรียกว่า "สื่อมวลชน" และมีลักษณะที่สื่อถูกใช้เป็นเครื่องมือของแต่ละฝ่ายด้วย
ที่มา http://www.kittipongforjustice.com/article/115-%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%9B-%E0%B8%9E%E0%B8%9A-5-%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%88%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%87%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%A2%E0%B9%89%E0%B8%87-%E0%B9%81%E0%B8%87%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81.html
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

+colour.jpg)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น