วันพุธที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

เหตุใดนายกฯยิ่งลักษณ์ จึงเพิ่งตัดสินใจลงพื้นที่ชายแดนใต้


          ตั้งแต่รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 28 ของประเทศไทย เมื่อวันที่ 8 ส.ค.2554 นายกฯใช้เวลาเกือบ 9 เดือนกว่าจะเดินทางลงพื้นที่ชายแดนใต้ ซึ่งเป็นการทอดเวลายาวนานที่สุดหากเทียบกับนายกรัฐมนตรี 4 ท่านที่ผ่านมา หลังจากไฟใต้ได้ปะทุความรุนแรงขึ้นอีกครั้งเมื่อต้นปี 2547
          นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รับตำแหน่งนายกฯเมื่อวันที่ 17 ธ.ค.2551 เดินทางลงพื้นที่ชายแดนใต้เมื่อวันที่ 17 ม.ค.2552 หรือหลังจากเริ่มปฏิบัติงานเพียง 1 เดือน
          นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ แม้จะเป็นนายกรัฐมนตรีเพียง 75 วัน โดยรับตำแหน่งเมื่อวันที่ 18 ก.ย.2551 แต่เขาก็ลงใต้เมื่อวันที่ 28 ต.ค. หรือหลังรับตำแหน่งเพียงเดือนเศษ ทั้งๆ ที่มีสถานการณ์การชุมนุมขับไล่ของกลุ่มคนเสื้อเหลืองรุมเร้าจนเข้าทำเนียบรัฐบาลไม่ได้
          นายสมัคร สุนทรเวช เข้ารับหน้าที่นายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 ม.ค.2551 และเดินทางลงใต้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 พ.ค.ปีเดียวกัน หรือกว่า 3 เดือนหลังนั่งเก้าอี้นายกฯ แม้จะทอดเวลาค่อนข้างนาน แต่ก็ยังเร็วกว่านายกฯยิ่งลักษณ์กว่าเท่าตัว
          ขณะที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีหลังการรัฐประหาร เมื่อรับตำแหน่งวันที่ 1 ต.ค.2549 ก็เดินทางลงพื้นที่ชายแดนใต้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 2 พ.ย.2549 หรือราวๆ 1 เดือนเช่นกัน

เหตุใดนายกฯยิ่งลักษณ์ จึงเพิ่งตัดสินใจลงพื้นที่ชายแดนใต้

ข้อสังเกตที่อาจเป็นคำอธิบายของความสงสัยนี้มีอยู่ 2 ประการ
          หนึ่ง คือภารกิจล่องใต้ของนายกฯ เกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วนภายหลังเข้าพบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ เพื่อรดน้ำขอพรปีใหม่ไทยเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 เม.ย.ที่ผ่านมา
          สอง ภารกิจล่องใต้ของนายกฯ เกิดขึ้นก่อนการเดินทางเยือนประเทศไทยของเจ้าหน้าที่ระดับสูงโอไอซี เพียง 1 สัปดาห์เศษ เป็นที่ทราบกันในส่วนราชการที่เกี่ยวข้องแล้วว่า คณะเจ้าหน้าที่ระดับสูงขององค์การความร่วมมืออิสลาม หรือโอไอซี นำโดย นาย Sayed Kassem El Masry ที่ปรึกษาและผู้แทนพิเศษของเลขาธิการโอไอซี จะเดินทางเยือนประเทศไทยตามคำเชิญของกระทรวงการต่างประเทศของไทย ระหว่างวันที่ 7-12 พ.ค.นี้
          ท่าทีของรัฐบาลไทยทุกสมัยชัดเจนมาตลอดว่าไม่ต้องการให้โอไอซี หรือองค์กรระดับนานาชาติองค์กรใดแทรกแซงการแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในขณะที่ขบวนการที่อ้างอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนหลายกลุ่มที่เคลื่อนไหวอยู่ในต่างประเทศก็พยายามใช้ช่องทางของโอไอซี ยกระดับสถานการณ์ที่ชายแดนใต้ของไทยให้เป็นปัญหาระดับสากล



ประเด็นที่น่าสนใจและเป็นคำถามตามมาก็คือ นายกฯจะบูรณาการอะไร และสร้างเอกภาพอย่างไร?
          เพราะโดยข้อเท็จจริง ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาเป็นช่วง "สุญญากาศ" ของโครงสร้างการบังคับบัญชาเพื่อบูรณาการแก้ไขปัญหาภาคใต้ เนื่องจากโครงสร้างที่เสนอโดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ซึ่งรัฐบาลให้ความเห็นชอบในหลักการผ่านการประชุมหน่วยงานด้านความมั่นคงเมื่อวันที่ 22 ก.ย.2554 จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีผลบังคับใช้
          การจัดเวิร์คชอป (ประชุมเชิงปฏิบัติการ) ที่นายกฯพูดถึงนั้น แท้ที่จริงได้จัดไปแล้ว โดยมี กอ.รมน.เป็นเจ้าภาพ เมื่อวันที่ 18-19-ต.ค.2554 กระทั่งได้โครงสร้างที่ชัดเจนออกมา และพิมพ์เป็นคำสั่งเสนอนายกรัฐมนตรี แต่ผ่านมาครึ่งปีก็ยังไม่มีการลงนาม
          โครงสร้างที่ว่านั้นสรุปคร่าวๆ ก็คือ จะมีคณะกรรมการ หรือ "บอร์ด" 2 ระดับเพื่อขับเคลื่อนงานการแก้ไขปัญหาภาคใต้แบบบูรณาการ ได้แก่
          1. คณะกรรมการนโยบายแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ นชต.มีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีรัฐมนตรีและหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องรวม 27 หน่วยงานร่วมเป็นกรรมการ รวมถึง ศอ.บต. รับผิดชอบงานนโยบาย
          2.คณะกรรมการบูรณาการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ กบชต.เป็นหน่วยรับผิดชอบหลักเพื่อบูรณาการแก้ไขปัญหาระดับพื้นที่ มีแม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะ ผอ.รมน.ภาค 4 เป็นประธาน และมีผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส สงขลา รวมทั้งผู้แทน ศอ.บต.และผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นรองประธาน มีกรรมการคือผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจทุกจังหวัด (ทหาร) และหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง
          แต่โครงสร้างนี้ไม่ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาล ด้วยเหตุผลที่รับรู้กันวงในว่าสุ่มเสี่ยงขัดต่อพระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2553 หรือ พ.ร.บ.ศอ.บต.ฉบับใหม่ ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 กำหนดให้สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นผู้รับผิดชอบจัดทำนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้เสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้ความเห็นชอบ และ ครม.ยังต้องนำเสนอต่อรัฐสภาเพื่อทราบ แล้วให้หน่วยงานของรัฐใช้เป็นกรอบแนวทางในการปฏิบัติอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องด้วย
          โครงสร้างที่ กอ.รมน.จัดทำและจัดเวิร์คชอปเป็นการดำเนินการก่อนที่ สมช.จะคลอดนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ว่านี้ หลายฝ่ายจึงตีความว่าน่าจะขัดต่อกฎหมาย ทำให้โครงสร้างใหม่ชะงักงัน
          ฉะนั้นหากฟังจากสุ้มเสียงของนายกรัฐมนตรี และมติ ครม.ล่าสุด ย่อมสรุปได้ว่าต้องการให้ทำเวิร์คชอปกันใหม่ เพื่อจัดโครงสร้างบูรณาการทุกหน่วยงานขึ้นใหม่ (ซึ่งนายกฯบอกว่ามี 17 กระทรวง 66 หน่วยงาน) เพื่อความเป็นเอกภาพในการบริหารจัดการ และสอดรับกับนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้
          หากพลิกดูนโยบายดับไฟใต้ที่จัดทำโดย สมช. และจะใช้ต่อไปอีก 3 ปี จะพบว่าจุดเด่นที่สุดของนโยบายและเป็นเรื่องใหม่จริงๆ คือ "การเปิดพื้นที่เพื่อร่วมกันแปรเปลี่ยนแนวทางการต่อสู้ด้วยความรุนแรงมาเป็นแนวทางการต่อสู้ด้วยสันติวิธี" กับ "การสร้างสมดุลของโครงสร้างอำนาจการปกครองและการบริหารราชการระหว่างส่วนกลางกับพื้นที่ โดยการกระจายอำนาจภายใต้เจตนารณ์รัฐธรรมนูญ และยึดหลักการบริหารจัดการบนพื้นฐานของความหลากหลายในความเป็นพหุสังคม" ซึ่งเป็น 2 ข้อจาก 6 ข้อของกรอบนโยบาย  

http://www.isranews.org/south-news/talk-with-director/55-2009-11-15-11-19-53/6540-2012-05-01-09-09-13.html#.T5_kBf5mV00.facebook

2 ความคิดเห็น:

Unknown กล่าวว่า...

ข้าพเจ้ากลับมาแล้ว

Dan กล่าวว่า...

หายไปเสียนานแสนนาน กลับมาทั้งblogspotและพี่หมีเฮ้วขมิบเอวสู้