วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

NOTE ของเหลือจากคำกล่าวเปิดของประธาน



ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการพลวัตรแห่งการพัฒนา ทั้งภายในประเทศและอิทธิพลจากภายนอก การเตรียมตัวเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนในปีได้เป็นจุดเร่งให้ภาครัฐต้องดำเนินการพัฒนาและลงทุนในโครงการต่างๆมากมาย ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ การพัฒนากฎหมายและการเสริมสร้างความมั่นคง ตลอดจนการส่งเสริมด้านศิลปวัฒนธรรม นอกจากนี้ ประเทศไทยยังต้องเตรียมตัวเข้าเป็นรัฐภาคีในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมกันขับเคลื่อนหน่วยงานให้มีความโปร่งใสสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น

การสร้างความโปร่งใสในหน่วยงานภาครัฐจึงถือเป็นด่านหน้าในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติและประชาคมโลกที่จะเข้ามาร่วมลงทุนและดำเนินโครงการต่างๆในประเทศไทย อีกทั้งยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนไทยด้วย ซึ่งที่ผ่านมาองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ หรือ Transparency International ได้สำรวจและจัดอันดับภาพลักษณ์ปัญหาการคอร์รัปชันของประเทศต่างๆทั่วโลก มีการกำหนดเกณฑ์การให้คะแนนตั้งแต่ 1 – 10 คะแนนผลการสำรวจพบว่าที่ผ่านมา (พ.ศ. 2538 – 2554) ประเทศไทยมีภาพลักษณ์การคอร์รัปชันค่อนข้างมาก ทั้งนี้ ในการสำรวจครั้งล่าสุดเมื่อปี 2554 พบว่าประเทศไทยได้คะแนนเพียง 3.4 คะแนน

การจัดทำดัชนีวัดความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐ จึงนับเป็นจุดเริ่มต้นครั้งสำคัญที่หน่วยงานภาครัฐจะได้ทบทวนตรวจสอบการปฏิบัติราชการในหน่วยงานของตนว่ามีความโปร่งใสมากน้อยเพียงใด มีจุดแข็งและจุดอ่อนในด้านใดบ้างที่ต้องเร่งแก้ไข เพื่อให้ทุกหน่วยงานมีความพร้อมต่อการตอบสนองความต้องการของประชาชนและองค์กรต่างๆ ทั้งในด้านการให้บริการและความพร้อมต่อการตรวจสอบของภาคประชาชน อันจะนำมาสู่ความเชื่อมั่นในประสิทธิภาพและความโปร่งใสของหน่วยงานาภาครัฐ
 
การดำเนินการในระยะต่อไป คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีนโยบายที่จะบูรณาการการประเมินดัชนีวัดความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐ กับการประเมินคุณธรรมการดำเนินงาน (Integrity Assessment) โดยจะบูรณาการทั้งสองเครื่องมือเข้ารวมกัน เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อส่วนราชการ สำหรับการประเมินดัชนีความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐ ประจำปี 2555 ใคร่ขอความร่วมมือจากหัวหน้าส่วนราชการต่างๆ กำชับเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบในเรื่องดังกล่าวด้วย   

หากหน่วยงานต่างๆไม่ร่วมมือกันเร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าวแล้ว ท้ายที่สุดอาจส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์แห่งชาติ (National Interest) และกลายเป็นผลพวงจนนำมาสู่การสูญเสียเกียรติภูมิของประเทศในที่สุด  

ไม่มีความคิดเห็น: