วันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2552

บทวิจารณ์ภาพยนตร์ เรื่อง The Mist

บทวิจารณ์ภาพยนตร์ เรื่อง The Mist
โดย ภิญโญยศ ม่วงสมมุข

The Mist ภาพยนตร์สยองขวัญกำกับโดย Frank Darabont ซึ่งสร้างจากนิยายของ Stephen King ตัวเรื่องเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชุมชนเล็กๆเกิดแห่งหนึ่งในมลรัฐ Maine เกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภารกิจลับของกองทัพภายใต้ชื่อ The Arrowhead Project ภายหลังจากที่เกิดพายุพัดเข้าถล่ม กลุ่มหมอกก็ได้เริ่มก่อตัวขึ้นและในขณะที่ผู้คนในชุมชนกำลังจับจ่ายซื้อของอยู่ใน store พวกเขาก็ต้องเผชิญกับสภาวะที่มืดมนจากการถูกปิดล้อมด้วยกลุ่มหมอกหนาทึบซึ่งไม่อาจทราบได้เลยว่ามีอะไรอยู่ภายในหมอกนี้
ภาพยนตร์ลงทุนต่ำเรื่องนี้เมื่อมองอย่างผิวเผินผ่านชื่อเรื่องและตัวอย่างภาพยนตร์แล้วอาจเป็นเพียงภาพยนตร์สยองขวัญสั่นประสาทธรรมดาทั่วไป แต่หากได้ชมแล้วสิ่งที่พบได้กลับกลายเป็นเรื่องของการเมืองและปรัชญา[1]
สิ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ตั้งคำถามในเบื้องต้นคือเรื่อง Nature of man โดยเฉพาะในภาวะคับขันที่มนุษย์จำต้องเผชิญกับความกลัวทั้งกลัวในสิ่งที่ตนเองไม่รู้ กลัวในสิ่งที่ตนเองไม่สามารถคาดการณ์ได้และแม้กระทั่งความกลัวตาย มนุษย์จะเอาตัวรอดอย่างไร และธาตุแท้หรือธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ในยามที่ต้องเผชิญกับความกลัวจนเกิดอาการสติแตก นั้นเป็นอย่างไร
คำอธิบายหนึ่งที่ใช้ในการอธิบายที่เกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ได้เป็นอย่างดีและเป็นที่นิยมกันอย่างมากคือ คำอธิบายของ Thomas Hobbes ในเรื่องสภาพธรรมชาติ (the state of nature) Hobbes กล่าวว่าในสภาพธรรมชาติมนุษย์จะมีความเสมอภาคเท่าเทียมกันทั้งในความสามารถของร่างกายและสติปัญญาและความเสมอภาคที่สำคัญที่สุดคือ ความเท่าเทียมกันในความสามารถที่มนุษย์ทั้งปวงจะประหัตประหารกัน สาเหตุสำคัญก็เพราะการกลัวความตายที่รุนแรงเป็นพลังผลักดันอันทรงพลังมากที่สุด ที่จะทำให้มนุษย์กระทำสิ่งใดก็ตามที่จะปกปักรักษาชีวิตของเขาไว้ให้ได้ (The right of nature) แม้ว่าการกระทำนั้นจะเป็นการะละเมิดรากฐานของคำสอนตามจารีตประเพณีว่าด้วยการเหนี่ยวรั้งทางศีลธรรมและการดูหมิ่น ความเห็นแก่ตัว ถูกทำให้หมดความน่าเชื่อไปก็ตาม
[2]
การเปิดหนทางให้กับความชอบธรรมหรือให้ความถูกต้องแก่ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ใหม่ จึงทำให้มนุษย์ทุกคนมีสิทธิต่อทุกอย่าง ไม่มีใครมีความมั่นคงในสภาพเช่นนี้ ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็ได้ฉายให้เห็นถึงสภาพธรรมชาตินี้อย่างชัดเจนในช่วงท้ายของเรื่อง เมื่อการกลัวความตายอย่างรุนแรงได้บ่มเพาะตัวเองมาอย่างยาวนาน มนุษย์จึงยอมทำในทุกวิถีทางเพื่อให้ตนเองอยู่รอด ไม่ว่าจะเป็นการบูชายันต์ผู้ที่บังอาจทำตนเทียบเท่าพระเจ้า และแม้กระทั่งการยินยอมถูกฆ่าด้วยอาวุธปืนเพื่อที่จะตายอย่างเรียบง่ายมากกว่าถูกฆ่าด้วยแมลงหรือสัตว์ประหลาด ซึ่งเมื่อเทียบแล้ว ความเจ็บปวดและรุนแรงนั้นมากกว่า จุดที่ทำให้ผู้กำกับได้สื่อออกมานั้น จึงเป็นการฉายภาพให้เห็นถึงแนวโน้มของสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นมากกว่าคำอธิบายว่าทำไมจึงเกิดขึ้น
ประเด็นถัดมาที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้สื่อให้เห็น คือ เรื่อง rationality และ faith โดยสื่อผ่านตัวละครหลัก 2 คน
คนแรกคือ David Dryton ซึ่งเป็นภาพตัวแทนของผู้ที่ใช้ Common-sense logic เป็นหนทางในการเอาชีวิตรอด และอีกคนหนึ่งคือ Mrs.Carmody ผู้ซึ่งมีความศรัทธาในพระเจ้าและอาศัยพระเจ้าเป็นเครื่องมือวางอุบายในช่วงวิกฤติ เพื่อสถาปนาอำนาจทรราชขึ้นเหนือมวลชนที่กำลังขาดสติให้มาจงภักดีในตัวเธอ
ภาพของการปะทะสังสรรค์กันระหว่างกลุ่มคน 2 ขั้วความคิดนี้ ชี้ชวนให้ผู้ชมได้คิดถึงเหตุการณ์ทางการเมืองตลอดช่วงประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นในไทยเอง หรือในต่างประเทศก็ตาม นอกจากนั้นสิ่งที่ชี้ชวนจากการปะกันทางความคิดในภาพยนตร์เรื่องนี้คือแนวคิดในเรื่องของศาสนาที่แทรกอยู่ในหลายตอนที่ใช้สัญลักษณ์ หรือบางตัวก็กล่าวผ่านตัวละคร แต่ที่แน่นอนที่สุดคือ แกนของภาพยนตร์เรื่องนี้ล้วนได้รับอิทธิพลจากคัมภีร์ไบเบิลของคริสต์ศาสนานั่นเอง
เริ่มตั้งแต่เมื่อผู้คนในชุมชนต้องตกอยู่ในแอกแห่งความกลัวใน grocery store เมื่อการกลัวในความตายที่รุนแรงได้เริ่มยกระดับขึ้น Mrs.Carmody ผู้ที่มีลักษณะเป็น fundamentalism ได้เริ่มหว่านล้อมและชักจูงให้ผู้คนเชื่อในคำทำนายตามประคัมภีร์และตามความฝันของเธอ ในช่วงต้นของเหตุการณ์ที่ความกลัวยังไม่มีอิทธิพลต่อผู้คนนั้น ก็แทบจะไม่มีใครเชื่อถือในสิ่งที่ Mrs.Carmody พูดเลย แต่เมื่อเหตุการณ์ผ่านไป ความประหวั่นพรั่นพรึงต่อชีวิตของตนเองก็เริ่มสะสมพอกพูนขึ้นในจิตใจ สืบเนื่องจากเหตุการณ์เลวร้ายที่แมลงยักษ์บุกเข้ามาร้าน จนทำให้ผู้คนเสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัส สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ มันได้เชื่องโยงและเป็นคำถามนำไปสู่สิ่งที่ Mrs.Carmody ได้เคยพูดไว้ และไม่มีใครเชื่อ ผลที่เกิดขึ้นคือมันมีพลังในการชี้นำทางความคิดของมวลชน ในขณะเดียวกันก็เป็นการเสริมสร้างบารมีในฐานะผู้ทรงคุณธรรมและปัญญา เพื่อหาหนทางออกให้แก่มวลมนุษย์และยิ่งเมื่อ Mrs.Carmody พูดมากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่เธอพูดก็ยิ่งจริงมากขึ้น ภาพสุดท้ายที่เราได้เห็นคือการมอบชีวิตไว้ที่พระผู้เป็นเจ้าอันเป็นทางรอดสุดท้ายที่พวกเขามองเห็น
แต่คำถามคือ อะไรคือสิ่งที่มีอิทธิพลต่อความเห็นของผู้คน? Mrs.Carmody ได้ใช้ในการไขสภาวะแห่งความไม่รู้ที่เกิดขึ้นคือ เรื่องบาปกำเนิด (Original sin) แม้ว่าจะไม่ได้กล่าวถึงบาปกำเนิดอย่างตรงตัวตามพระคัมภีร์ แต่เธอก็ได้อธิบายถึงเหตุแห่งความทุกข์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นเพราะความอหังการ (Pride) และขาดศรัทธา (Faith) มั่นคงพอที่จะเป็นคนของพระเจ้า การละเมิดในพระเจ้าจึงทำให้มนุษย์ต้องสูญเสียความใกล้ชิดกับองค์พระผู้เป็นเจ้า และต้องถูกพระผู้เป็นเจ้าลงทัณฑ์ผ่านสัตว์ร้ายที่จะมาพรากชีวิตใครคนใดคนหนึ่งในทุกค่ำคืนเพื่อเป็นการบูชายันต์[3]
จุดที่น่าสังเกต ในเบื้องต้นผู้ที่กำหนดว่าใครควรจะถูกพรากชีวิตไปเพื่อบูชายันต์คือสัตว์ประหลาดจากภายนอก แต่ในตอนท้ายจะเห็นได้ว่าผู้ที่กำหนดว่าใครควรจะถูกนำไปบูชายันต์กลับกลายเป็น Mrs.Carmody ผู้ซึ่งที่สุดแล้วก็มีความอหังการ (Pride) ถึงขนาดเป็นผู้เลือกว่าใครควรจะมีชีวิตอยู่หรือตาย ความอหังการนี้หากมองด้วยตรรกะเดียวกันกับที่เธอใช้อุบายให้ผู้คนศรัทธาตัวเธอ จะเห็นได้ว่า Mrs.Carmodyเองนั้น ก็ไม่ได้ต่างไปจากปถุชนคนทั่วไปในโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน และกำเริบ คิดทำการใหญ่เทียมเท่าหรือเหมือนพระเจ้า ผลคือ พระเจ้าจึงลงโทษเธอเช่นที่เธอลงโทษผู้อื่น เพียงแต่คนละวิธีเท่านั้นเอง
เมื่อกล่าวถึงการลงโทษสิ่งหนึ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้สะท้อนในเห็นถึงแนวคิดในทางคริสต์ศาสนา คือฉากที่ทหารถูกบูชายันต์โดยถูกจับโยนออกไปให้อยู่นอก Store อย่างโดดเดี่ยว หรือแม้กระทั่งคนใน Store เองก็ถูกทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดียงจากสังคมภายนอก และในตอนจบที่ David Drayton ตัวเอกของเรื่องที่พยายามหาทางเอาชีวิตรอดจนสุดท้ายก็ต้องเป็นผู้ที่ต้องฆ่าคนในรถที่เขาพามา ซึ่งหนึ่งในนั้นมีลูกชายของเขาด้วย ซึ่งโชคไม่ดีที่กระสุนปืนมีจำนวนไม่พอสำหรับทุกคน Drayton จึงต้องยอมเสียสละที่จะอยู่เพียงลงเพื่อรอเวลาที่สัตว์ประหลาดจะมาพรากชีวิตของเขาไปอีกด้วย
ความโดดเดียวที่พบได้อย่างมากมายในหลายๆฉากและแต่ละฉากก็นำเอาอาการบีบคั้นทางจิตใจมาให้แก่ผู้ที่ชมภาพยนตร์เรื่องนี้นั้น แท้ที่จริงแล้ว ใช่หรือไม่ว่า ความโดดเดียวที่กล่าวไปนั้นมีนัยยะสำคัญเดียวกับการลงโทษในพระคัมภีร์ ซึ่งบ่อยครั้งเราจะพบว่า เป็นการลงโทษโดยให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวเช่นกัน เพราะความโดดเดี่ยวในพระคัมภีร์ก็ถือได้ว่าเป็นโทษที่ร้ายแรงที่สุดที่มนุษย์พึงได้รับ จากอิทธิพลในทางความคิดนี้เอง เราจึงเห็นแก่นเรื่องเกี่ยวกับความโดเดี่ยวจะเป็นหนึ่งฝนองค์ประกอบสำคัญของวรรณกรรมตะวันตกทุกยุคทุกสมัย[4]
จุดที่น่าสังเกตถัดมาอีกเรื่องหนึ่งคือ เรื่องของความฝัน ซึ่งชาวยิวเชื่อว่าความฝันเป็นการสื่อสารระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า ในภาพยนตร์เรื่อง The Mist จะเห็นได้ว่า Mrs.Carmody จะกล่าวถึงความฝันของเธอเองบ่อยครั้งและความฝันของเธอก็มักจะกลายเป็นความจริงหรือใกล้เคียงกับความเป็นจริง ความสามารถในการทำนายฝันของเธอนั้นมองในแง่หนึ่งก็ไม่ต่างไปจากความสามารถของโจเซฟที่ช่วยให้ชาวอียิปต์รอดจากการรอดตายและทำให้ชาวยิว อพยพหนีความอดอยากเข้าไปอยู่ในอียิปต์ ซึ่งในกรณีของ Mrs.Carmody นั้น เราไม่ทันได้เห็นเพระว่าเธอด่วนจากไปเสียก่อน
จากความคล้ายคลึงกันระหว่างเหตุการณ์และคำสอนรวมถึงความศรัทธาในศาสนาของผู้คนต่อคำสอนทางศาสนาที่ Mrs.Carmody ได้เป็นผู้เผยแพร่นั้น เพียงพอแล้วหรือต่อการปลุกระดมมวลชนให้ศรัทธาและทำตามความประสงค์ของเธอได้ มี ปัจจัย อื่นใดอีกหรือไม่ ที่หนุนนำให้ผู้คนมีพฤติกรรมความเชื่อสถานการณ์เช่นนั้น? คำตอบหนึ่งที่น่าจะใช้อธิบายได้ดีในกรณีนี้คือ เรื่องพิธีกรรม
กล่าวได้ว่า ศาสนาใดก็ตามที่มีการใช้พิธีกรรมจะแตกต่างจากการใช้ปัญญาเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากพิธีกรรมจะต้องใช้ทุกส่วนของร่างกาย ทุกอย่างต่างล้วนเป็นกิจกรรมที่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมเช่น หู-ฟังเพลงบทสวด ปาก-ท่องบทสวด มือ,แขน,ขา และเข่า-คุกเข่า พนมมือ ฯลฯ
เพราะฉะนั้นพิธีกรรมจึงเป็นสิ่งที่ทรงพลังเป็นอย่างมาก โดยเป็นการเปลี่ยนจากสถานภาพหนึ่งไปสู่อีกสถานภาพหนึ่ง (intiantion rite) การตัดขาดจากสถานะหรือสภาพเดิม จะทำให้ผู้เข้าร่วมรู้สึกถึงสถานะใหม่
สถานะที่ทำให้รู้สึกถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันผ่านการสร้างสายสัมพันธ์ใหม่ๆ จะเห็นได้ว่าพิธีกรรมถือเป็นสิ่งที่ขาดมิได้ในทุกสังคม เพราะเมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยน สถานะของบุคคลเปลี่ยน พิธีกรรมจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้ตัดขาดระหว่างโลกเก่าและโลกใหม่


________________________
[1]ดังจะเห็นได้จากบทวิจารณ์ของหนังสือพิมพ์ต่างๆล้วนกล่าวไปในแนวทางเดียวกัน เช่น
“More political allegory than horror movie”
The Washington Post

“The story’s focus on how people reac under unexplainable duress”
Los Angeles Time.

“…It explores issue as fundamentally elusive as the nature of man, the existence of God and the purpose of religion..”
New York Daily News.

[2] สมบัติ จันทรวงศ์.ประวัติปรัชญาการเมืองเบื้องต้น เล่มที่ 1.กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์คบไฟ,2550,หน้า 161.
[3] ในส่วนนี้สิ่งที่ต้องระวังในการตั้งข้อสังเกตคือ การบูชายันต์เป็น Crude religious practices ที่ถูกนำมาใช้ผ่านการอ้างความชอบธรรมในทุกด้านของคริสต์ศาสนา ซึ่ง Crude religious practices อาจพบได้ในกลุ่มของ Christian fundamentalism
[4] แดงต้อย มาลาสิทธิ์.อิทธิพลของพระคัมภีร์ไบเบิลต่อวรรณกรรมตะวันตก.สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หน้า

วันพุธที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ไพร่อุปถัมภ์

เรื่องไพร่ๆ อ่านเพลินๆ ยาวหน่อย ค่อยๆว่ากันไป (เรื่องสั้นไพร่อุปถัมภ์จากนาย hippie )
ตอนที่ 1 – บุญนิยม
ไพร่อุปถัมภ์: ท่านขอรับ ท่านเคยสำนึกในบุญคุณของไพร่อุปถัมภ์แบบพวกกระผมบ้างไหม
อำมาตย์: ไม่ ข้าไม่เคยสำนึกบุญคุณพวกเอ็ง ไพร่อุปถัมภ์มีหน้าที่ผลิตให้พวกข้ากิน เพราะพวกข้ามีบุญสะสมมาจากชาติที่แล้วและหลายๆชาติ
ไพร่อุปถัมภ์: แล้วพวกกระผมทำยังไงถึงจะหลุดจากวังวนนี้ล่ะขอรับ กระผมอยากมีบุญบ้าง
อำมาตย์: ก็ผลิตให้พวกข้ากินต่อไป มีเงินก็เอามาให้พวกข้า พวกข้าจะต่อบุญให้พวกเอ็งได้ แล้วชาติหน้าพวกเอ็งก็จะมีบุญอย่างพวกข้า ทำบุญกะพวกข้านี่ได้บุญเยอะกว่าไปช่วยเหลือไพร่อุปถัมภ์ด้วยกันนา
ไพร่อุปถัมภ์: อืม งั้นกระผมก็ต้องรอชาติหน้าสิขอรับ
อำมาตย์: ใช่แล้ว แป๊บเดียว แค่ชาติเดียว
ไพร่อุปถัมภ์: อืม ชาตินึงก็คือชั่วคนนึงใช่ไหมขอรับ
อำมาตย์: ใช่ ก็ทำนองนั้น เดี๋ยวเอ็งตายเอ็งก็มาเกิดใหม่ ชาติหน้าเอ็งก็สบายแล้ว
ไพร่อุปถัมภ์: ท่านขอรับ แต่ว่าปู่ของกระผมพ่อของกระผมก็ทำบุญไปเยอะนะขอรับ สามชั่วคนแล้วก็ยังไม่หลุดจากวังวนนี่เสียที ชาติหน้ากระผมก็ไม่รู้ว่าจะหลุดหรือเปล่า กระผมว่ากระผมขอกินมันชาตินี้นี่แหละขอรับ บุญมันหน้าตายังไงกระผมก็ไม่ค่อยรู้ ที่แน่ๆชาตินี้กระผมต้องกินต้องใช้ขอรับ ลูกก็ต้องไปโรงเรียน ต้องส่งเสียขอรับ
อำมาตย์: ไอ้เนรคุณ

ตอนที่ 2 – คนเนรคุณ
อำมาตย์: ไอ้เนรคุณ
ไพร่อุปถัมภ์: ท่านขอรับ กระผมเนรคุณตรงไหนขอรับ
อำมาตย์: พวกข้าดูแลประเทศมานานหลายชั่วคนเอ็งไม่สำนึกบุญคุณ รู้ไหมว่าการดูแลประเทศนี่มันยากลำบากแค่ไหน ไม่ตกเป็นขี้ข้าฝรั่งก็บุญแล้ว
ไพร่อุปถัมภ์: ปู่กระผมพ่อกระผมก็จ่ายภาษีนะขอรับ บรรพบุรุษกระผมก็โดนเกณฑ์แรงงานไปรบไปสร้างสถานที่ราชการ ถ้าการทำงานมันยากลำบากมากอย่างที่ท่านว่าท่านลาออกได้นะขอรับ ให้คนที่อยากทำเข้าไปทำแทนก็ได้ขอรับ
อำมาตย์: เอ็งนี่มันสามหาว เอ็งว่าข้าไม่เก่งงั้นเหรอ
ไพร่อุปถัมภ์: เปล่าขอรับ ก็เห็นท่านว่ามันยากลำบาก เผื่อท่านอยากจะหยุดพักให้สบายใจ แล้วท่านว่าเราไม่เป็นขี้ข้าฝรั่ง จริงเหรอขอรับ รถถัง อาวุธนี่ก็ทำเมืองฝรั่งนะขอรับ แต่งตัวก็แต่งแบบฝรั่งนะขอรับ ลูกกระผมก็ร้องอยากจะไปเรียนโรงเรียนฝรั่ง ใครพูดฝรั่งก็โก้หรูได้งานทำง่ายๆ
อำมาตย์: ไอ้เนรคุณ

ตอนที่ 3 – ภาษีบุญ
ไพร่อุปถัมภ์: ท่านขอรับ กระผมและบรรพบุรุษของกระผมรับใช้พวกท่านมานาน กระผมขอเป็นไทบ้างขอรับ
อำมาตย์: เหลวไหล เป็นไทอะไร ประเทศเราเลิกทาสไปร้อยปีแล้ว เอ็งไม่ต้องมาขอ
ไพร่อุปถัมภ์: กระผมหมายความว่ากระผมขอทำบุญน้อยลงน่ะขอรับ ขอให้กระผมได้เลี้ยงลูกเมียให้ลืมตาอ้าปากบ้างนะขอรับ
อำมาตย์: เอ็งมันคนเห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่ประเทศชาติ
ไพร่อุปถัมภ์: ท่านขอรับ ถ้ากระผมไม่เลี้ยงครอบครัวของกระผมใครมันจะเลี้ยงล่ะขอรับ ประเทศชาติไม่เห็นดูแลกระผมเลย เดี๋ยวนี้ยังดียังไม่ต้องเสียค่ารักษาพยาบาลแพงแต่ก็ไปได้ไม่กี่โรงพยาบาล แล้วก็ยังต้องส่งเสียลูกเรียนอยู่ ประเทศเราก็ไม่ได้ทำสงครามกะใคร กระผมทำบุญน้อยลงพวกท่านก็ซื้ออาวุธน้อยลงประเทศเราก็อยู่ได้นะขอรับ
อำมาตย์: อวดดี เอ็งรู้ได้ยังไง เราต้องเตรียมพร้อมกองทัพเรา เกิดสิงคโปร์มันมาบุกเรา ประเทศมันยิ่งเล็กๆอยู่ มันต้องการทรัพยากรบ้านเราแน่นอน
ไพร่อุปถัมภ์: ถึงมันมาบุกเราก็สู้ไม่ได้อยู่ดีขอรับ อาวุธมันเยอะกว่าเรามากแถมอาวุธมันทันสมัยกว่าด้วย เราก็ต้องไปขอความเป็นธรรมกะความช่วยเหลือจากประเทศอื่นอยู่ดี กระผมว่าอย่ากระนั้นเลย ปล่อยให้รถถังผุไปเถิดขอรับ กระผมไม่ค่อยจะมีเงิน กระผมขอลดภาษีแล้วก็ทำบุญน้อยลงนะขอรับ ข้าวยากหมากแพงแบบนี้ลำบากจริงๆนะขอรับ
อำมาตย์: ข้าวยากหมากแพงอะไร เอ็งเอาอะไรมาพูด ข้าไม่เห็นจะรู้เรื่อง
ไพร่อุปถัมภ์: ท่านไม่ต้องทำมาหากินท่านก็ไม่รู้เรื่องนะขอรับ กระผมคนเดินดินต้องทำมาหากินถึงได้รู้
อำมาตย์: สามหาว เอ็งหาว่าข้าโง่กระนั้นหรือ
ไพร่อุปถัมภ์: เปล่าขอรับ กระผมแค่หมายความว่าท่านไม่ใช่คนเดินดินทำมาหากินแบบกระผม
อำมาตย์: ทำไมข้าจะไม่ทำมาหากิน ข้าก็มีธุรกิจส่วนตัวเหมือนกัน
ไพร่อุปถัมภ์: อ้าว ท่านมีธุรกิจส่วนตัวงั้นท่านก็มีกินมีใช้ไม่ต้องกินภาษีพวกกระผมสิขอรับ
อำมาตย์: ได้ยังไง นั่นมันธุรกิจส่วนตัว คนละเรื่องกัน
ไพร่อุปถัมภ์: เรื่องเดียวกันขอรับ ท่านพอกินพอใช้แล้วท่านจะมาขูดรีดเอากะพวกกระผมทำไมล่ะขอรับ ให้พวกกระผมได้ลืมตาอ้าปากกันบ้าง
อำมาตย์: ไอ้เนรคุณ เอ็งคิดดู ภาษีที่ให้มาพวกข้าก็เอาไปสร้างโรงเรียนสร้างมหาวิทยาลัยให้ลูกเอ็งได้เรียนยังไงเล่า เอ็งก็ได้เรียนถึงมีปัญญามาคิดมาถามข้าแบบนี้
ไพร่อุปถัมภ์: ภาษีนั่นมาจากพวกกระผมก็ต้องหมุนเวียนกลับมาหาพวกกระผมบ้างนะขอรับ แล้วกระผมและลูกกระผมไม่ได้เรียนกันฟรีๆ เวลาจะเข้าโรงเรียนรัฐดีๆก็ยังยากเลย ต้องใช้เส้น ใช่ว่าพวกกระผมจะเข้ากันได้ง่ายๆนะขอรับ ส่วนมากไม่ได้เรียนโรงเรียนดีๆกันขอรับ สุดท้ายก็ลูกหลานพวกท่านนั่นแหละเข้ากันได้ง่ายๆเพราะมีเส้นสาย
อำมาตย์: เส้นสายอะไรกัน ลูกพวกข้ามีบุญมากกว่าลูกพวกเอ็ง ก็บอกแล้วไงว่าพวกข้าสะสมบุญกันมาหลายชาติ พูดกี่รอบเอ็งถึงจะเข้าใจ
ไพร่อุปถัมภ์: ไหนท่านว่าชาติหน้าชั่วคนหน้าพวกกระผมจะได้ลืมตาอ้าปาก ถ้าลูกพวกท่านมีบุญมากกว่าลูกพวกกระผม ก็วนเวียนกันอยู่อย่างนี้สิ พวกกระผมเสียรู้พวกท่านเสียแล้ว
อำมาตย์: สามหาว นี่เป็นจารีตของประเทศเรา เอ็งมันไม่ใช่คนไทยถึงได้คิดแบบนี้
ไพร่อุปถัมภ์: ทำไมท่านไล่กันแบบนี้ล่ะขอรับ สรุปแล้วไม่ว่ากระผมทำอะไรถ้าไม่เชื่อฟังท่านนี่ไม่ใช่คนไทย กระผมไม่ฟังท่านแล้ว
อำมาตย์: โอหัง ไอ้เนรคุณ

ตอนที่ 4 – ความปราณี
ไพร่อุปถัมภ์: ท่านมีกินมีใช้แล้วท่านก็ควักกระเป๋าท่านบ้างสิขอรับ กระผมไม่ไหวจริงๆ น้ำมันก็แพง ข้าวปลาอาหารก็แพง ไหนจะต้องเก็บเงินเป็นค่าแป๊ะเจี๊ยะเอาลูกเข้าโรงเรียนอีก
อำมาตย์: อวดดี คนเห็นแก่ตัวแบบเอ็งนี่ต้องจับไปยิงเป้าเสียให้หมด
ไพร่อุปถัมภ์: ถ้าท่านยิงพวกกระผมหมดท่านก็ต้องควักกระเป๋าเอาเงินท่านซื้ออาวุธเองนะขอรับ แล้วท่านจะเกณฑ์ใครไปรบยามมีศึกล่ะขอรับ ท่านจะให้ลูกหลานพวกท่านไปรบแทนลูกหลานพวกกระผมไหม
อำมาตย์: บังอาจมาสั่งสอนข้า ข้าจะจับขังคุกเสียให้เข็ด อย่างนี้ต้องเชือดไก่ให้ลิงดูเสียแล้ว
ไพร่อุปถัมภ์: ท่านขอรับ การฆ่าสัตว์หรือเพื่อนมนุษย์มันผิดศีลนะขอรับ เป็นบาปนะท่าน
อำมาตย์: ข้าทำบุญมาเยอะแล้ว ทำบาปนิดหน่อยจะเป็นอะไรไป
ไพร่อุปถัมภ์: ท่านขอรับ การฆ่าสัตว์หรือเพื่อนมนุษย์เป็นบาปอย่างแรงไม่ใช่บาปนิดหน่อย
อำมาตย์: แล้วยังไง ข้าต้องทำเพื่อความสงบสุขของประเทศ คนอย่างแกจะก่อความเดือดร้อนให้บ้านเมือง
ไพร่อุปถัมภ์: ท่านขอรับ กระผมแค่ขอความปราณี ขอลดภาษีกะทำบุญน้อยลงเท่านั้น ท่านก็ซื้ออาวุธน้อยลงแค่นั้น กระผมไม่ได้ก่อความไม่สงบสุขอะไร ไม่มีอาวุธจะไปทำอะไรใครได้ขอรับ

ตอนที่ 5 – รถถังเอื้ออาทร
อำมาตย์ 1: ท่านเจ้าคุณ ข้ามีเรื่องจะปรึกษา ไอ้ไพร่อุปถัมภ์มันขอความปราณี เรียกร้องให้ลดภาษี มันว่าข้าวยากหมากแพง ขอทำบุญน้อยลง ท่านจะว่าอย่างไร
อำมาตย์ 2: ท่านจะไปฟังมันทำไม พวกมันขี้เกียจ มันก็อ้างโน่นอ้างนี่ตามประสา ข้าวยากหมากแพงยังไงพวกมันก็เอาตัวรอดได้ แพงนักพวกมันก็ปลูกผักเลี้ยงปลากินกันเองได้ มันพูดมากนักท่านก็สั่งยิงทิ้งเสีย
อำมาตย์ 1: ตอนแรกข้าก็คิดยังงั้น แต่ว่าพวกมันเยอะกว่าพวกเรานะท่าน อาวุธพวกเราก็ต้องหาซื้อจากเมืองฝรั่ง เราจะไปยิงมันหมดได้อย่างไร ยิ่งถ้าพวกมันตายกันเยอะแล้วใครจะทำนาหาข้าวให้พวกเรากินล่ะ พวกเราปลูกผักเลี้ยงปลากันเป็นที่ไหน ภาษีก็จะหดหาย จะเอาเงินที่ไหนมาซื้ออาวุธล่ะท่าน ท่านว่าพวกเราทำอย่างไรดี
อำมาตย์ 2: อืม ถ้างั้นก็ต้องหลอกพวกมันให้กลัว เอารถถังมาวิ่งให้มันเห็นบ้างเป็นครั้งคราว มันจะได้กลัวลนลาน
อำมาตย์ 1: เป็นความคิดที่เข้าท่า ท่านนี่เฉียบแหลมจริงๆ

ตอนที่ 6 – ไพร่รำพึง
ไพร่อุปถัมภ์ 1: เอ็งว่าพวกอำมาตย์จะปราณีพวกเราไหม ข้าวยากหมากแพงเหลือเกิน
ไพร่อุปถัมภ์ 2: ข้าว่าไม่ พวกอำมาตย์มีอำนาจมาก จะมาฟังพวกเราทำไม
ไพร่อุปถัมภ์ 3: อืม ก็จริง แต่พวกเราอุปถัมภ์พวกอำมาตย์มาหลายชั่วคนแล้ว ไม่มีพวกเราพวกอำมาตย์ก็ไม่มีกิน ทำนาปลูกผักเลี้ยงปลากันเป็นที่ไหน โรงไฟฟ้าโรงน้ำมันก็อยู่ตามหัวเมือง พวกเราแบ่งไฟแบ่งน้ำมันให้ใช้ ลูกหลานพวกเราเป็นทหารไปตายแทน ไหนจะกุลีท่าเรือขนส่งสินค้าไปขายฝรั่ง นั่นลูกหลานพวกเราทั้งนั้น เรียกทหารฝรั่งมาตั้งฐานทัพลูกสาวหลานสาวของพวกเราก็ช่วยบริการเอาใจทหารฝรั่ง พวกเราเสียสละเพื่อชาติมามาก
ไพร่อุปถัมภ์ 4: ก็จริง แต่พวกอำมาตย์ไม่สำนึกบุญคุณไพร่อุปถัมภ์ พวกเราจะทำอะไรได้
ไพร่อุปถัมภ์ 5: ก็ต้องทำให้สำนึก ต้องหาทางดัดสันดานพวกอำมาตย์ทั้งหลาย
[รถถังวิ่งไปวิ่งมาทั่วพระนคร เสียงปืนยิงขึ้นฟ้า บรรดาไพร่อุปถัมภ์แตกกระเจิงแยกย้ายกันกลับบ้าน]

ตอนที่ 7 – โลกาภิวัฒน์
ไพร่พาณิชย์: นี่เกิดเหตุวิบัติอะไร เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหว
ไพร่รับใช้: พวกไพร่อุปถัมภ์นอกเรือนมันว่ารถถังออกมาวิ่งทั่วพระนครขอรับ
ไพร่พาณิชย์: จริงหรือ [ควักโทรศัพท์มือถือออกมาโทรออก]
อำมาตย์: ฮัลโหล ว่าไง
ไพร่พาณิชย์: ฮัลโหล ท่านเจ้าคุณ เกิดเหตุอะไร ไพร่รับใช้ในเรือนข้าว่ารถถังวิ่งทั่วพระนคร
อำมาตย์: อ๋อ ท่านไพร่พาณิชย์ พวกข้าแค่อยากสั่งสอนพวกไพร่อุปภัมภ์เสียหน่อย มันไม่รู้หน้าที่ว่าต้องอุปถัมภ์รับใช้พวกเรา บังอาจขอลดภาษี อ้างว่าข้าวยากหมากแพง
ไพร่พาณิชย์: ยังไงท่านอย่ารุนแรงมาก พวกฝรั่งกะแขกที่ค้าขายด้วยกันจะเป็นกังวลไม่กล้าส่งเรือมาขนสินค้าหรือลงทุนสร้างโรงงานด้วยกัน โครงการร่วมทุนของพวกเราจะชะงัก นักท่องเที่ยวก็จะไม่กล้ามา ถ้ารีสอร์ทข้าไม่มีฝรั่งมาพักท่านก็จะขาดรายได้ไปด้วยนา
อำมาตย์: อย่ากังวล พวกข้าแค่ขู่พวกมันพอหอมปากหอมคอ วานท่านช่วยเป็นธุระจัดซื้อลูกกระสุนด้วยแล้วกัน ต้องสำรองไว้เผื่อจำเป็น
ไพร่พาณิชย์: ได้เลยท่าน ข้าจะสั่งกระสุนจากเมืองฝรั่งเตรียมไว้ เสร็จงานนี้ท่านอย่าลืมโครงการสัมปทานที่เราเคยคุยกันไว้
อำมาตย์: ไม่ต้องห่วง ข้าจะตบรางวัลให้อย่างงาม

ตอนที่ 8 – ข่าวซุบซิบ
ไพร่รับใช้: ข้ามีข่าวมาบอกพวกเอ็ง
ไพร่อุปถัมภ์ 1: ข่าวอะไร
ไพร่รับใช้: เอียงหูมา [กระซิบกระซาบ]
ไพร่อุปถัมภ์ 1: ขอบใจมาก คอยจับตาดูนายเอ็งให้ดี แล้วข้าจะเอาของอร่อยจากบ้านนอกมาฝากเอ็งอีก
ไพร่รับใช้: ไม่เป็นไร เราคนบ้านเดียวกันต้องช่วยเหลือกัน ข้าไปล่ะ
ไพร่อุปถัมภ์ 2: ว่าไง ข่าวอะไร
ไพร่อุปถัมภ์ 1: ไพร่พาณิชย์สั่งกระสุนจากเมืองฝรั่งมาเตรียมไว้ แต่กำชับอำมาตย์ว่าอย่ารุนแรงมาก กลัวฝรั่งกะแขกที่ลงทุนทำมาค้าขายด้วยจะหนีหาย
ไพร่อุปถัมภ์ 2: งั้นข้าว่าอย่างมากก็เชือดไก่ให้ลิงดู
ไพร่อุปถัมภ์ 1: แล้วใครจะอยากเป็นไก่ล่ะ
ไพร่อุปถัมภ์ 2: อืม ที่จริงทหารส่วนใหญ่ไม่ใช่อำมาตย์แต่เป็นไพร่สละชีพ เอ็งว่าพวกไพร่สละชีพจะปราณีไว้ชีวิตพี่น้องไพร่อุปถัมภ์ด้วยกันไหม หรือมันจะยิงเราตามคำสั่งอำมาตย์

ตอนที่ 9 – ไพร่สละชีพ
ไพร่อุปถัมภ์: ถ้าพวกข้าออกไปชุมนุมขอลดภาษี พวกเอ็งช่วยปราณีไว้ชีวิตพวกข้าได้ไหม
ไพร่สละชีพ: เอ็งอย่าหาเวรมาให้ข้า ข้าไม่อยากโดนอำมาตย์ลงโทษ
ไพร่อุปถัมภ์: เอ็งแกล้งยิงพลาดได้ไหม ข้าขอร้องล่ะ
ไพร่สละชีพ: ได้ยังไง ถ้าอำมาตย์สั่งให้เอาตายแล้วพวกเอ็งไม่ตายข้าก็เดือดร้อน
ไพร่อุปถัมภ์: แล้วเมื่อไรพวกเราจะได้ลืมตาอ้าปากล่ะ พวกข้ามือเปล่าไม่มีอาวุธหรอก พวกเอ็งทำเป็นยิงพลาดแล้วกันนะ ยังไงเราก็ไพร่อุปภัมภ์ด้วยกัน
ไพร่สละชีพ: ข้าก็เห็นใจเอ็ง เอ็งมาสมัครเข้ากองทัพไหมล่ะ ได้สวัสดิการรักษาพยาบาล แล้วอำมาตย์ก็ให้พิเศษเวลาข้าช่วยธุรกิจส่วนตัวของท่าน ลูกข้าก็ได้อาศัยเส้นสายท่านเข้าโรงเรียนด้วย ถึงจะไม่ดีเท่าโรงเรียนลูกท่านก็ยังดีกว่าไม่มีเส้นเลย ประเทศเราไม่ได้ทำสงคราม ถ้าไม่โดนส่งไปเคลียร์พื้นที่ภาคใต้ก็ไม่ต้องสละชีพจริงๆหรอก
ไพร่อุปถัมภ์: ข้าไม่อยากมีกินเพราะทำร้ายคนชาติเดียวกัน

ตอนที่ 10 – หน้าที่พลเมือง
ไพร่สละชีพ: หน้าที่พวกข้าไม่ใช่ทำร้ายพวกเอ็ง พวกข้ามีหน้าที่ป้องกันประเทศ
ไพร่อุปถัมภ์: แล้วทำไมพวกเอ็งขับรถถังเข้ามายิงปืนในพระนครกันคึกคัก
ไพร่สละชีพ: พวกเอ็งก็อย่าชุมนุมสิ อย่าลืมว่าพวกเรามีหน้าที่สามอย่าง อุปถัมภ์ รับใช้และตายแทน เอ็งทำหน้าที่ของเอ็ง ข้าก็ทำหน้าที่ของข้า
ไพร่อุปถัมภ์: พวกข้าก็ทำหน้าที่อุปถัมภ์พวกเอ็งด้วยเงินเดือนกะสวัสดิการนี่ไงเล่า มาจากภาษีทั้งนั้น ข้ามาขอความปราณีจากเอ็งเพราะข้าวยากหมากแพงจริงๆ พ่อแม่พี่น้องเอ็งอยู่นอกกองทัพก็ลำบากเหมือนข้า เอ็งกลับไปเยี่ยมพ่อแม่บ้างจะได้เห็นว่าฝืดเคืองกันแค่ไหน
ไพร่สละชีพ: อืม งั้นถ้าพวกเอ็งได้ลดภาษี สวัสดิการข้าก็หดน่ะสิ
ไพร่อุปถัมภ์: ไม่หดหรอก แค่พวกอำมาตย์ยอมซื้ออาวุธน้อยลงก็หมดเรื่อง
ไพร่สละชีพ: แล้วพวกอำมาตย์จะยอมเหรอ
ไพร่อุปถัมภ์: ถ้ายอมง่ายๆพวกข้าก็ไม่คิดชุมนุมหรอก

ตอนที่ 11 – กรรมผ่อนส่ง
ไพร่สละชีพ 1: นี่ของฝากจากบ้านนอก แม่เอ็งฝากข้ามา
ไพร่สละชีพ 2: ขอบใจ แม่ข้าเป็นไงบ้าง
ไพร่สละชีพ 1: แม่เอ็งไม่ค่อยสบายเท่าไร เจ็บออดๆแอดๆ บางวันก็ไปขายของที่ตลาดไม่ไหว ฝากบอกให้เอ็งส่งเงินไปให้ด้วย น้องเอ็งต้องกินต้องใช้ ค่าเทอมน้องเอ็งก็แพงขึ้น
ไพร่สละชีพ 2: สิ้นเดือนข้าก็ส่งไปให้ทุกเดือนอยู่แล้วนะ นี่ยังไม่พออีกหรือ
ไพร่สละชีพ 1: แม่เอ็งฝากบอกมายังไงข้าก็บอกเอ็งไปยังงั้น ข้ารู้ เงินเดือนพวกเราแค่เลี้ยงลูกเมียก็เดือนชนเดือนแล้ว ข้าว่าเอ็งบอกให้น้องเอ็งหางานทำเถอะ เรียนไปก็ไม่รู้จบมาจะมีงานทำหรือเปล่า
ไพร่สละชีพ 2: ถ้าน้องข้าเรียนไม่จบจะไปทำอะไรได้ ก็ได้แค่ทำงานโรงงานหรือเป็นเสมียน หรือไม่ก็มาเข้ากองทัพแบบข้า
ไพร่สละชีพ 1: พวกเราทำเวรทำกรรมมาแต่ชาติก่อน ชาตินี้มีกินเท่านี้ก็บุญแล้ว
ไพร่สละชีพ 2: ข้าอยากส่งน้องเรียนจนจบมันจะได้มีอนาคต น้องข้ามันหัวดีกว่าข้า
ไพร่สละชีพ 1: เอ็งจะเอาเงินที่ไหนส่งล่ะ
ไพร่สละชีพ 2: อีกปีเดียวน้องข้าก็จะเรียนจบแล้ว ข้าจะยอมบากหน้าไปกู้เพื่อนฝูง ก็ผ่อนส่งรายเดือนเอานั่นแหละ

ตอนที่ 12 – กลไกตลาด
ไพร่สละชีพ: ข้าร้อนเงิน เอ็งให้ข้ายืมเงินหน่อยได้ไหม แล้วข้าจะผ่อนใช้เอ็งทุกเดือน
ไพร่อุปถัมภ์: เอ็งจะเอาไปทำอะไร เอาเท่าไรล่ะ
ไพร่สละชีพ: ข้าต้องจ่ายค่าเทอมกะค่าหนังสือให้น้อง ขอยืมซักสามหมื่นได้ไหม
ไพร่อุปถัมภ์: เอ็งเอาเพื่อนในกองทัพมาเซ็นค้ำประกันได้ไหมล่ะ แล้วข้าจะคิดดอกเบี้ยถูกๆ
ไพร่สละชีพ: ได้สิ เอ็งจะคิดเท่าไร
ไพร่อุปถัมภ์: ถ้าเอ็งยืมสามหมื่นก็ผ่อนเดือนละพันห้านานสามปี ตกลงไหม
ไพร่สละชีพ: ตกลง
ไพร่อุปถัมภ์: อืม ถ้าเอ็งสัญญาว่าจะไว้ชีวิตพวกข้าเวลาพวกข้าออกไปชุมนุม ข้าจะลดให้เหลือเดือนละพันสอง
ไพร่สละชีพ: ก็ได้ แต่ถ้าเอ็งโดนคนอื่นยิงก็อย่าโทษข้าก็แล้วกัน
ไพร่อุปถัมภ์: ถ้าข้าตายเอ็งก็ใช้หนี้กะเมียข้า เมียข้าจะทำสัญญากู้ยืมเอง ถ้าพวกเอ็งไว้ชีวิตพวกข้าแล้วพวกอำมาตย์ยอมลดภาษี วันหลังพวกข้าชุมนุมเรียกร้องให้ลดค่าเทอมก็ได้นะ คนเดือดร้อนเพราะค่าเทอมมีเยอะแยะ ข้าก็อยากเสียค่าเทอมถูกๆเหมือนกัน
ไพร่สละชีพ: เข้าท่าแฮะ งั้นข้าจะบอกพรรคพวกในกองทัพให้ไว้ชีวิตพวกเอ็ง

ตอนที่ 13 – รักสามเส้า
[พวกไพร่อุปถัมภ์ออกมาชุมนุมถือป้ายเดินขบวนกันที่ลานกลางพระนคร]
ไพร่อุปถัมภ์: ท่านขอรับ กระผมเป็นตัวเแทนชาวไพร่มาขอความปราณี ท่านกรุณาลดภาษีเงินได้ส่วนบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มบ้างเถิดขอรับ ข้าวยากหมากแพงแบบนี้พวกเราลำบากมาก กระผมขอเสนอให้ท่านลดงบซื้ออาวุธ เท่านั้นชาติเราก็ไปได้ขอรับ
อำมาตย์: ข้าก็บอกเอ็งแล้วว่าไม่ได้ เราต้องสะสมอาวุธเพื่อปกป้องประเทศ ยิ่งข้าวยากหมากแพงเศรษฐกิจไม่ดีรายได้เข้าคลังยิ่งลด เผลอๆพวกข้าต้องขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยซ้ำ
ไพร่อุปถัมภ์: ท่านขอรับ กระผมก็เรียนท่านแล้วว่าไม่ต้องสะสมอาวุธมากก็ได้ เอาแค่รับศึกเล็กๆได้ก็พอขอรับ เวลามีศึกใหญ่เราก็ต้องขอความเป็นธรรมจากประเทศอื่นอยู่ดี ถ้าท่านไม่อยากลดงบซื้ออาวุธจริงๆ ท่านขึ้นภาษีเงินได้นิติบุคคลแทนได้ไหมขอรับ
ไพร่พาณิชย์: ได้ยังไง ทำยังงั้นธุรกิจข้าก็ทุนหายกำไรหด แล้วข้าจะเอาเงินที่ไหนมาจ้างงานให้พวกเอ็งทำ งั้นข้าก็ต้องลดค่าแรงพวกเอ็ง
อำมาตย์: ไอ้ไพร่อุปภัมภ์ เอ็งนี่ไม่รักชาติเลย บอกให้ข้าลดอาวุธป้องกันประเทศได้ยังไง
ไพร่อุปถัมภ์: การเอารถถังเข้ามาในพระนครนี่เป็นการป้องกันประเทศตรงไหนขอรับ ประเทศเรามีรถถังมากจนออกมาวิ่งให้เปลืองน้ำมันเล่นๆ แสดงว่ามีรถถังมากเกินไปขอรับ
ไพร่พาณิชย์: ถ้าท่านอำมาตย์ซื้ออาวุธน้อยลงรายได้จากค่าคอมมิชชันของข้าก็ลดลง แบบนี้ยิ่งไม่สมควรขึ้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ไม่งั้นข้าต้องลดคนงาน พวกเอ็งจะตกงานกันนา
ไพร่อุปถัมภ์: ท่านไพร่พาณิชย์ ถ้าท่านไม่ไหวจริงๆก็จ่ายค่าชดเชยก่อนไล่พวกเราออกให้สมน้ำสมเนื้อแล้วกัน ไม่งั้นพวกเราจะนัดหยุดงานประท้วง
อำมาตย์: ข้าตัดสินใจคนเดียวไม่ได้ต้องปรึกษาสภาอำมาตย์ วันนี้พวกเอ็งแยกย้ายกันกลับบ้านกันไปก่อน
ไพร่อุปถัมภ์: ขอความกรุณาท่านตัดสินใจเร็วๆนะขอรับ

ตอนที่ 14 - สภาอำมาตย์
อำมาตย์ 1: ไอ้พวกไพร่มันชุมนุมเรียกร้องขอให้ลดภาษี พวกท่านเห็นว่าอย่างไร
อำมาตย์ 2: เราก็เคยสรุปกันแล้วว่าไม่จำเป็นต้องรับฟังพวกไพร่ วุ่นวายนักก็เอารถถังออกมายิงขู่อีก ก็เท่านั้น
อำมาตย์ 3: เอารถถังออกมาวิ่งในพระนครบ่อยๆมันก็ว่าพวกเรามีรถถังมากเกินความจำเป็น มันอ้างว่า ถ้าพวกเราซื้อรถถังน้อยลงก็ลดภาษีได้น่ะสิ
อำมาตย์ 4: อืม งั้นก็ต้องใช้ไม้อ่อน
อำมาตย์ 1: เอาไงล่ะท่าน
อำมาตย์ 4: พวกเราก็ต้องแจกของบรรเทาภาวะข้าวยากหมากแพงน่ะสิ ตอนแจกก็เรียกทีวีมาทำข่าวเยอะๆ ให้เห็นกันทั่วประเทศ มันจะได้เห็นว่าพวกเราเห็นอกเห็นใจมัน
อำมาตย์ 1: เยี่ยมไปเลยท่าน เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสจริงๆ
อำมาตย์ 2: ที่สำคัญ ท่านไปเรียกไอ้ผู้นำไพร่มาคุย เสนอเงินทองให้พอหอมปากหอมคอ มันจะได้เลิกเรียกพรรคพวกมาชุมนุมให้พวกเราเดือดร้อนอีก ถ้ามันหัวแข็งนักก็ปิดปากมันซะ
อำมาตย์ 3: มันไม่โง่มาให้เราเชือดง่ายๆหรอกท่าน มันหัวหมอขนาดนั้น
อำมาตย์ 4: โง่ไม่โง่เราก็ต้องทำ กลัวอะไร มันมือเปล่าแต่พวกเรามีอาวุธ
อำมาตย์ 1: ข้ากลัวว่าถ้าเราเชือดผู้นำพวกมัน พวกมันจะลุกฮือเป็นไฟลามทุ่งน่ะสิ
อำมาตย์ 4: มันไม่กล้าหรอก พวกมันหัวอ่อนอยู่ใต้อำนาจพวกเรามากี่ศตวรรษ พอผู้นำโดนเชือดมันก็กลัวลนลานแล้ว

ตอนที่ 15 - ผู้แทน
ไพร่อุปถัมภ์: ท่านขอรับ สภาอำมาตย์ตัดสินใจว่าอย่างไรขอรับ
อำมาตย์: พวกเราตัดสินใจไม่ลดภาษี ข้าถามอะไรเอ็งหน่อย เอ็งจะเอาเท่าไรถึงจะเลิกนำพวกไพร่ออกมาชุมนุมเรียกร้อง
ไพร่อุปถัมภ์: กระผมไม่เอาอะไรขอรับ ถ้าท่านยอมลดภาษีก็ไม่ชุมนุมกันแล้วขอรับ
อำมาตย์: ข้าก็บอกเอ็งแล้วว่าพวกเราจะไม่ลดภาษี แต่พวกเราจะแจกข้าวสารให้พวกเอ็งกันครัวเรือนละถัง ว่าไง พวกเอ็งจะเลิกชุมนุมไหม
ไพร่อุปถัมภ์: ท่านขอรับ กระผมก็ไม่ทราบว่าพี่น้องไพร่จะชุมนุมต่อหรือเปล่า ท่านลองแจกข้าวสารดูก่อนก็ได้ขอรับ
อำมาตย์: อ้าว เอ็งจะให้ข้าแจกข้าวสารแต่ไม่เลิกชุมนุมได้ยังไง แบบนี้ก็โกงกันนี่หว่า
ไพร่อุปถัมภ์: ท่านขอรับ สิทธิชุมนุมโดยสงบเป็นสิทธิส่วนบุคคลนะขอรับ กระผมบังคับพี่น้องไพร่ให้ชุมนุมหรือไม่ชุมนุมไม่ได้ขอรับ แล้วแต่พี่น้องจะตัดสินกันเอง
อำมาตย์: แล้วตัวเอ็งล่ะ ทำยังไงเอ็งถึงไม่เรียกพรรคพวกมาชุมนุมอีก เอ็งจะเอารางวัลอะไร
ไพร่อุปถัมภ์: เอาแบบนี้ไหมขอรับ ขอกระผมเข้าไปร้องเรียนในสภาอำมาตย์เวลาพวกกระผมเดือดร้อน ขอเข้าร่วมประชุมกะพวกท่านบ้างเป็นครั้งคราว เวลาพวกกระผมเดือดร้อนก็ไม่ต้องมาชุมนุมให้พวกท่านขับรถถังมาไล่ให้เปลืองกระสุนเปลืองน้ำมันอีก
อำมาตย์: สามหาว เอ็งไม่มีสิทธิในการบริหารจัดการประเทศ มันจะมากไปแล้ว ได้คืบจะเอาศอก
ไพร่อุปถัมภ์: ท่านอย่าเข้าใจผิดขอรับ กระผมแค่ขอเข้าไปร้องเรียนในสภาอำมาตย์เป็นครั้งคราว อำนาจการตัดสินใจเป็นของพวกท่านขอรับ เวลาท่านอยากสั่งอะไรกะพวกกระผมก็สะดวก ไม่เปลืองกระสุนไม่เปลืองน้ำมันขอรับ

ตอนที่ 16 - ประชาไม่นิยม
อำมาตย์: ท่านไพร่พาณิชย์ ข้ามีเรื่องต้องรบกวนท่านนิดหน่อย
ไพร่พาณิชย์: ท่านอำมาตย์มีอะไรให้ข้ารับใช้ ท่านว่ามาเลยไม่ต้องเกรงใจ
อำมาตย์: ขอรบกวนท่านบริจาคข้าวสารซักหนึ่งพันถังได้ไหม
ไพร่พาณิชย์: ได้สิท่าน ข้าจะให้ไพร่รับใช้เอาไปส่งให้ถึงเรือนท่านเลย
อำมาตย์: ขอบใจมากท่านไพร่พาณิชย์ ท่านช่วยสั่งไพร่รับใช้ให้ขนไปที่ลานหน้าพระนครได้ไหม วันเสาร์หน้าท่านจะสะดวกไหม
ไพร่พาณิชย์: ไม่มีปัญหา ว่าแต่ว่าท่านจะให้ข้าส่งข้าวสารไปที่ลานหน้าพระนครทำไม
อำมาตย์: ข้าจะแจกข้าวสารให้ไอ้พวกไพร่อุปถัมภ์ มันจะได้เห็นว่าพวกเรามีเมตตาปราณี ไม่ใจไม้ไส้ระกำ ไม่งั้นพวกมันจะพากันมาชุมนุมเรียกร้องโน่นนี่กันใหญ่โต
ไพร่พาณิชย์: เข้าใจแล้วท่าน แต่ที่ผ่านมาพวกมันชุมนุมกันหลายพันคน ท่านเอาข้าวสารไปแค่หนึ่งพันถังจะพอเหรอ ข้าส่งข้าวสารไปซักห้าพันถังก็ได้นะท่าน
อำมาตย์: ไม่ต้องแจกมันหมดหรอกท่าน เปลืองเปล่าๆ หนึ่งพันถังก็พอแล้ว พวกเราไปแจกข้าวก็เอากรมข่าวไปทำข่าวด้วย ออกข่าวหนังสือพิมพ์กะข่าวทีวีให้ทั่ว แค่นี้พวกไพร่อุปถัมภ์ที่ไม่ได้รับแจกหรือไพร่ตามหัวเมืองก็เห็นว่าเรามีเมตตาปราณีแล้ว ท่านเก็บข้าวสารไว้งานหน้าเถอะ ถ้าข้าจำเป็นต้องแจกอีกข้าก็จะรบกวนท่านอีก
ไพร่พาณิชย์: ข้าเข้าใจแล้ว ถ้ายังงั้นข้าจะเอาฝ่ายประชาสัมพันธ์ของบริษัทข้าไปช่วยทำข่าวด้วยอีกแรง จะได้เอาข่าวไปคั่นเวลาโฆษณาสินค้า
อำมาตย์: ขอบใจมากท่านไพร่พาณิชย์ ประมูลส่งออกข้าวงานหน้าข้าจะไม่ลืมน้ำใจท่าน

ตอนที่ 17 – ได้คืบเอาศอก
[ไพร่อุปถัมภ์เข้าแถวรับแจกข้าวสารจากอำมาตย์แล้วแยกย้ายกันกลับบ้าน]
ไพร่อุปถัมภ์ 1: ข้าวสารแค่นี้จะยังชีพไปได้ซักกี่วัน อำมาตย์ช่างงกเหลือเกิน มีเรือกสวนไร่นาไม่รู้กี่หมื่นกี่พันไร่เหลือกินเหลือใช้ แจกข้าวแค่นี้ ภาษีก็ไม่ยอมลด เอ็งว่าพวกเราทำยังไงกันต่อดี
ไพร่อุปถัมภ์ 2: ข้าว่าอำมาตย์ก็กลัวพวกเราเหมือนกัน ไม่งั้นไม่ออกมาแจกข้าวหรอก
ไพร่อุปถัมภ์ 1: เราจะเรียกร้องต่อไปดีไหม แต่มันจะเหมือนได้คืบเอาศอกน่ะสิ เดี๋ยวอำมาตย์จะโมโหอีก
ไพร่อุปถัมภ์ 2: ได้คืบอะไรกัน ข้าวถังเดียว แค่กระผีกเดียวเอง เอ็งจะไปกลัวอำมาตย์โมโหทำไม พวกเราสิที่น่าจะโมโห อำมาตย์นั่นแหละได้คืบจะเอาศอก ให้กินภาษีอยู่สบายๆยังไม่รู้จักพอ ยังมาวางอำนาจขูดรีดภาษีอีก ข้าวยากหมากแพงแบบนี้พวกเราลำบากอำมาตย์จะเอาตัวรอดไม่ยอมลดภาษีมันก็เกินไป
ไพร่อุปถัมภ์ 1: งั้นพวกเราก็ต้องชุมนุมกันอีก
ไพร่อุปถัมภ์ 2: ใช่ จะประท้วงไม่ยอมจ่ายภาษีก็ทำไม่ได้ เพราะเงินเดือนพวกเราสรรพากรก็หักภาษีไปแล้ว

ตอนที่ 18 – วิธีลบบาป
[ไพร่อุปถัมภ์มาชุมนุมที่ลานหน้าพระนครเรียกร้องให้ลดภาษี]
อำมาตย์ 1: ท่านเจ้าคุณ ไอ้พวกไพร่อุปถัมภ์มันมาชุมนุมกันที่ลานกลางพระนครกันมืดฟ้ามัวดิน เราจะทำอย่างไรดี
อำมาตย์ 2: ก็เอารถถังออกไปยิงปืนขึ้นฟ้าขู่มันแบบเดิม ถ้ามันยังไม่แยกย้ายกันกลับบ้านก็เชือดไก่ให้ลิงดูซะ
อำมาตย์ 1: ถ้าเราเอามันตายมันจะว่าเราเป็นคนบาปนะท่าน ข้ากลัวว่าทีนี้พวกมันจะดื้อไม่ยอมจ่ายภาษีบุญกะพวกเราอีกต่อไป แล้วจะพากันมาชุมนุมอีกน่ะสิ
อำมาตย์ 2: อย่ากังวล หลังจากที่ท่านเชือดพวกมันพอหอมปากหอมคอพวกข้าจะออกไปห้ามทัพ แบบนี้พวกมันก็จะสำนึกบุญคุณแล้วก็จ่ายภาษีกันต่อไป ส่วนท่านก็อยู่เงียบๆไป อย่าออกงาน อีกหน่อยพวกมันก็ลืมท่าน
อำมาตย์ 1: ข้ากลัวว่าพวกมันจะโกรธแค้นจนมาเผาเรือนหรือทำร้ายลูกเมียข้าน่ะสิ
อำมาตย์ 2: ไม่ต้องกลัว เอาไพร่สละชีพไปคุ้มกันเรือนท่านเยอะๆ หรือท่านจะพาลูกเมียหลบไปอยู่เมืองนอก ข้าจะเป็นธุระหาที่อยู่ให้ ให้เรื่องเงียบแล้วค่อยกลับมา
อำมาตย์ 1: ได้ยินแบบนี้ข้าก็สบายใจ งั้นก็ดูสถานการณ์ก่อน ถ้าพวกมันไม่โกรธแค้นมากข้าก็ขออยู่ประเทศเรานี่แหละ ลูกข้าจะได้ไม่ต้องย้ายโรงเรียนกันวุ่นวาย

ตอนที่ 19 – แตกหัก
[ไพร่อุปถัมภ์มาชุมนุมที่ลานหน้าพระนครเรียกร้องให้ลดภาษี]
ไพร่อุปถัมภ์ 1: ท่านอำมาตย์ สภาอำมาตย์ตัดสินใจว่าอย่างไร พวกท่านจะลดภาษีให้พวกเราหรือไม่
อำมาตย์ 1: ข้าก็บอกพวกเอ็งไปแล้วว่าลดไม่ได้ ข้าก็เห็นใจพวกเอ็งถึงได้แจกข้าวสารไปแแล้วไงเล่า พวกเอ็งนี่ไม่ยอมเข้าใจอะไรเลย
ไพร่อุปถัมภ์ 1: พวกท่านสิไม่ยอมเข้าใจอะไร พวกเราลำบากกันถ้วนหน้าพวกท่านยังอยู่สุขสบายเหลือกินเหลือใช้ ข้าวที่ท่านมาแจกกินไม่กี่วันก็หมดแล้ว ถ้าท่านไม่ยอมลดภาษีท่านก็ต้องแจกข้าวพวกเรามากกว่านั้น
อำมาตย์ 1: พวกเอ็งได้คืบจะเอาศอก ข้าจะเตือนพวกเอ็งไว้ว่าอย่าสามหาวมาก เกิดเป็นไพร่ต้องเจียมตัว อย่ามาตีเสมอพวกข้า พวกข้าอยู่สุขสบายก็เป็นเพราะบุญวาสนา แข่งเรือแข่งพายน่ะแข่งได้แต่แข่งบุญแข่งวาสนาน่ะแข่งไม่ได้
ไพร่อุปถัมภ์ 1: พวกท่านอย่ากดขี่กันให้มากนัก ถ้าพวกเราอดอยากมากๆความอดทนก็มีวันสิ้นสุดเหมือนกัน
อำมาตย์ 1: ไอ้ไพร่สามหาว พวกข้าก็ชักจะทนไม่ไหวเหมือนกัน ถ้าพวกเอ็งแข็งข้อเป็นกบฎพวกข้าก็จำเป็นต้องใช้กำลังกวาดล้าง จำใส่กะลาหัวของเอ็งเอาไว้

ตอนที่ 20 – ผู้บัญชาการ
อำมาตย์: พรุ่งนี้ย่ำรุ่งพวกเอ็งจัดการเอารถถังไปสลายชุมนุมที่ลานหน้าพระนครด้วย
ไพร่สละชีพ: ขอรับ
อำมาตย์: ยิงปืนขึ้นฟ้าขู่มันก่อน ถ้าพวกไพร่มันดื้อพวกเอ็งก็ล้อมปราบมันเลย
ไพร่สละชีพ: ขอรับ
อำมาตย์: อย่าให้มันตายหมด เอาแค่สั่งสอนพวกมันหอมปากหอมคอ
ไพร่สละชีพ: ขอรับ
อำมาตย์: แล้วเอ็งคอยดูสัญญาณ ท่านเจ้าคุณใหญ่จะนำทัพมาสมทบ พอท่านมาพวกเอ็งก็หยุดยิงแล้วถอยออกมา ที่เหลือปล่อยให้ท่านเจ้าคุณจัดการ เข้าใจไหม
ไพร่สละชีพ: ขอรับ
อำมาตย์: เอาล่ะ เอ็งไปได้แล้ว
ไพร่สละชีพ: ขอรับ

ตอนที่ 21 – กวาดล้าง
[รถถังเคลื่อนขบวนมาที่ลานชุมนุม]
ไพร่สละชีพ: พี่น้องไพร่ทั้งหลาย ข้าขอประกาศให้ท่านแยกย้ายกันกลับบ้านโดยสงบ มิฉะนั้นพวกท่านจะเข้าข่ายเป็นกบฏแล้วพวกข้าจำเป็นต้องใช้กำลังสลายชุมนุม
ไพร่อุปถัมภ์: พวกข้าไม่ได้เป็นกบฏ พวกข้าออกมาเรียกร้องขอลดภาษีอย่างสงบ พวกเราไม่มีอาวุธ พวกเอ็งจะใช้อาวุธทำไม พวกเราไม่ได้ออกมาล้มล้างบ้านเมือง พวกเราแค่ขอความเห็นใจ พ่อแม่พวกเอ็งอยู่นอกกองทัพก็ลำบากเหมือนพวกข้า
ไพร่สละชีพ: ข้าต้องทำตามหน้าที่ ข้ามีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยของแผ่นดิน
ไพร่อุปถัมภ์: พวกเอ็งมันวัวลืมตีน เข้าไปอยู่ในกองทัพแล้วลืมกำพืดไพร่ เอ็งปล่อยให้พ่อแม่พี่น้องเอ็งลำบากยากเข็ญนอกกองทัพได้ยังไง พวกเอ็งเอาแต่รับใช้อำมาตย์เอาตัวรอดไปวันๆ เอ็งจะทำร้ายพี่น้องไพร่ด้วยกันทำไม
ไพร่สละชีพ: ข้าต้องทำตามหน้าที่ ข้าขอประกาศเตือนเป็นครั้งสุดท้าย
ไพร่อุปถัมภ์: หน้าที่ไพร่มีสามอย่าง อุปถัมภ์ รับใช้ และตายแทน พวกเอ็งจะให้พวกข้าทำหน้าที่ครบทั้งสามอย่างก็แล้วแต่พวกเอ็ง
[รถถังยิงปืนขึ้นฟ้า ไพร่อุปถัมภ์ไม่วิ่งหนี พากันวิ่งกรูล้อมรอบรถถัง]

ตอนที่ 22 – วีรบุรุษ
ไพร่สละชีพ 1: ทำไงดีล่ะทีนี้ เราต้องยิงพวกมันจริงๆหรือนี่
ไพร่สละชีพ 2: ก็ต้องยิงสิวะ เรารับคำสั่งมาว่ายังงั้น ถือซะว่าพวกมันเป็นกบฎต่อบ้านเมือง
ไพร่สละชีพ 1: เอาก็เอาวะ
[รถถังยิงปืนใส่ไพร่อุปถัมภ์ ไพร่อุปถัมภ์ล้มเจ็บระเนระนาด]
ไพร่สละชีพ 2: เฮ้ย พอได้แล้ว ข้าได้สัญญาณจากท่านเจ้าคุณใหญ่แล้ว ท่านสั่งให้หยุดยิง
อำมาตย์: [ประกาศเสียงดัง] ข้าขอประกาศให้พวกเอ็งหยุดยิงเดี๋ยวนี้ คนไทยด้วยกันต้องสามัคคีกัน มายิงกันได้ยังไง ใครมันสั่งให้พวกเอ็งยิงไพร่ด้วยกันแบบนั้น พวกเอ็งถอยออกไป
ไพร่สละชีพ 1: ขอรับ
อำมาตย์: [ประกาศเสียงดัง] หมอและพยาบาลมาแล้ว พวกเอ็งที่เจ็บอยู่อดทนอีกหน่อย

ตอนที่ 23 – ซาบซึ้ง
[หมอและพยาบาลช่วยกันทำแผลให้ไพร่อุปถัมภ์ที่บาดเจ็บที่ลานหน้าพระนคร]
อำมาตย์: พวกเอ็งที่ทำแผลเรียบร้อยแล้วก็แยกย้ายกันกลับบ้านได้
ไพร่อุปถัมภ์: ท่านเจ้าคุณใหญ่ กระผมซาบซึ้งในน้ำใจท่านจริงๆ ถ้าท่านไม่มาห้ามทัพไว้ป่านนี้พวกเราล้มตายกันเป็นเบือ
อำมาตย์: เราคนไทยด้วยกัน ต้องปรองดองสามัคคีกัน แล้วพวกเอ็งไปปาระเบิดใส่รถถังกันทำไม
ไพร่อุปถัมภ์: พวกกระผมไม่ได้ปาระเบิด พวกเรามามือเปล่าไม่มีอาวุธ เราแค่ต้องการให้รถถังไม่เคลื่อนทัพเท่านั้น
อำมาตย์: จริงหรือ ข้าได้ยินเสียงระเบิดมาแต่ไกล ถ้าพวกเอ็งไม่ได้ปาระเบิดแล้วใครมันปา
ไพร่อุปถัมภ์: กระผมไม่ทราบขอรับ ท่านต้องไปไต่สวนพวกไพร่สละชีพเอา ขอความกรุณาท่านให้ความเป็นธรรมกะพวกเราด้วยขอรับ พี่น้องเราเสียชีวิตไปเท่าไรยังนับกันไม่เสร็จ พวกไพร่สละชีพไม่มีใครเป็นอะไรท่านจะมาโทษพวกเราได้อย่างไร
อำมาตย์: ข้าก็ไม่ได้ว่าพวกเอ็งผิด ข้าไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ก็ต้องไต่ถามกันตามประสา เอางี้ พวกเอ็งกลับบ้านไปรักษาตัวกันก่อน ข้าจะไปไต่สวนกะพวกไพร่สละชีพเอาเอง
ไพร่อุปถัมภ์: ขอรับ

ตอนที่ 24 - สมานฉันท์
อำมาตย์: ข้าไต่สวนไพร่สละชีพแล้ว มันว่าพวกเอ็งไปยั่วยุมันก่อน วิ่งกรูเข้าหามันก็กลัวพวกเอ็งทำร้าย มันก็เลยยิงป้องกันตัว
ไพร่อุปถัมภ์: ท่านขอรับ พวกเราไม่มีอาวุธมีแต่เนื้อหนังหุ้มกระดูก จะไปทำอะไรรถถังได้
อำมาตย์: เอาล่ะ เอาเป็นว่าพวกเอ็งที่ล้มเจ็บก็ไปรักษาพยาบาลฟรี ข้าจะเป็นธุระให้
ไพร่อุปถัมภ์: แล้วพี่น้องไพร่ที่ล้มตายไปล่ะขอรับ
อำมาตย์: ข้าจะเป็นธุระจัดงานศพและออกค่าฌาปณกิจศพให้
ไพร่อุปถัมภ์: ท่านขอรับ แล้วเรื่องลดภาษีท่านจะว่าอย่างไร
อำมาตย์: เอ็งต้องเห็นใจข้าบ้าง ข้ามาขัดตาทัพช่วยเหลือพวกเอ็งนี่ข้าก็โดนพรรคพวกเขม่นแล้ว เรื่องที่แล้วมาให้มันแล้วไป ถ้าพวกเอ็งมาชุมนุมอีกก็จะบาดเจ็บล้มตายกันอีกนา
ไพร่อุปถัมภ์: แบบนี้พี่น้องไพร่ที่ล้มตายไปก็ตายฟรีนะขอรับ
อำมาตย์: เอ็งจะให้ข้าทำยังไง ข้าก็เห็นใจพวกเอ็ง แต่ข้าคนเดียวเปลี่ยนแปลงสภาอำมาตย์ไม่ได้หรอก
ไพร่อุปถัมภ์: กระผมคิดว่าพวกอำมาตย์เกรงใจท่านนะขอรับ ท่านมาห้ามทัพได้ก็แสดงว่าท่านน่าจะขอร้องให้สภาอำมาตย์ลดภาษีได้นะขอรับ

ตอนที่ 25 - ระส่ำระสาย
ไพร่อุปถัมภ์ 1: เอ็งเจรจากะอำมาตย์ได้ความว่ายังไง
ไพร่อุปถัมภ์ 2: อำมาตย์ก็ว่าจะทำศพให้พี่น้องไพร่ที่ตายไป แต่ลดภาษีไม่ได้เพราะสภาอำมาตย์ไม่เล่นด้วย
ไพร่อุปถัมภ์ 3: งั้นพวกเราจะทำยังไงต่อไป จะชุมนุมกันอีกหรือเปล่า
ไพร่อุปถัมภ์ 4: ข้าว่าอย่าดีกว่า ข้าชักกลัวแล้ว พวกไพร่สละชีพมันกล้ายิงพวกเราจริงๆแบบนี้ข้าก็ห่วงลูกเมียข้า ข้าตายไปใครจะหาเลี้ยงลูก ลูกข้ายังเล็กทั้งสองคน
ไพร่อุปถัมภ์ 5: ไอ้ขี้ขลาด แค่นี้เอ็งก็ปอดแหกแล้ว แบบนี้พี่น้องไพร่ที่ตายไปก็ตายฟรีสิวะ
ไพร่อุปถัมภ์ 6: นั่นน่ะสิ ข้าเห็นด้วย พวกเราต้องสู้ต่อไป
ไพร่อุปถัมภ์ 4: พวกเอ็งยังโสดกันก็ไม่มีห่วง ข้าขอโทษที่ทำงานกะพวกเอ็งได้ไม่ตลอดรอดฝั่ง ข้าเห็นพวกเราที่ล้มตายไปแล้วข้านึกถึงหัวอกลูกเมียที่บ้าน ถ้าไม่มีข้าหาเลี้ยงจะยิ่งลำบากไปกว่านี้ ข้ายอมจ่ายภาษีเท่าเดิม จะอดมื้อกินมื้อก็ยังดีกว่าตายไปแล้วทิ้งภาระไว้ให้เมีย
ไพร่อุปถัมภ์ 1: เออ ข้าเข้าใจเอ็ง ไม่เป็นไร
ไพร่อุปถัมภ์ 2: มีคนล้มตายไปแบบนี้ข้าว่าพี่น้องไพร่คงไม่ยอมมาชุมนุมกันมากเท่าแต่ก่อนแล้ว เราจะทำยังไงกันดี
ไพร่อุปถัมภ์ 3: เอ็งอย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ ลองไปซาวเสียงดูก่อนว่าพี่น้องไพร่จะมาชุมนุมกันได้ซักกี่คน

ตอนที่ 26 - ระดมพล
ไพร่อุปถัมภ์ 1: พี่น้องไพร่จากหมู่บ้านข้ายืนยันว่าจะมาชุมนุมกันอีก หมู่บ้านเอ็งล่ะว่ายังไงกันบ้าง
ไพร่อุปถัมภ์ 2: หมู่บ้านข้าก็ว่าจะมา พวกที่กลัวอำมาตย์จะยิงทิ้งอีกก็มีบ้าง ข้าคงรวบรวมกำลังได้ไม่เท่าคราวที่แล้ว
ไพร่อุปถัมภ์ 3: ไม่เป็นไร พวกเราชุมนุมด้วยความสมัครใจ ใครไม่อยากมาก็บังคับกันไม่ได้ เอ็งก็พยายามหว่านล้อมแล้วกันว่าถ้าไม่ไปชุมนุมอีกพี่น้องไพร่ที่ตายไปก็ตายฟรี ลูกหลานไพร่เกิดมาก็จะไม่ได้ลืมตาอ้าปาก ต้องอุปถัมภ์รับใช้และตายแทนกันต่อไปอีกหลายชั่วคน
ไพร่อุปถัมภ์ 4: ข้าว่าพวกเราต้องเปลี่ยนกลยุทธ เอ็งก็เห็นแล้วว่าพวกไพร่สละชีพมันกล้ายิงพวกเราจริงๆ เราจะไม่เอาอะไรติดไม้ติดมือไปบ้างหรือ
ไพร่อุปถัมภ์ 1: ไอ้อะไรที่เอ็งว่าน่ะมันอะไร
ไพร่อุปถัมภ์ 4: ก็อาวุธไง ระเบิดเล็กๆน้อยๆ ของพอทำเองได้ ไหนจะปืนผาหน้าไม้ที่พวกเราพอมีอยู่บ้าง
ไพร่อุปถัมภ์ 2: อย่าเลย ถ้าพวกเราเอาอาวุธติดตัวไปจะกลายเป็นว่าพวกเราก่อการกบฎ ไม่ใช่ชุมนุมด้วยความสงบแบบคราวที่แล้ว ทีนี้พวกอำมาตย์ก็จะสั่งยิงพวกเราได้อย่างชอบธรรม
ไพร่อุปถัมภ์ 4: ชอบธรรมไม่ชอบธรรมพวกมันก็ยิงพวกเราอยู่ดี เราจะไม่คิดหาวิธีป้องกันตัวเองเลยหรือ แบบนี้ก็ต้องมีคนตายฟรีแบบคราวที่แล้วอีก
ไพร่อุปถัมภ์ 3: อืม พวกไพร่สละชีพมันคงไม่กล้ายิงญาติพี่น้องตัวเอง ข้าว่าเราไปชักชวนญาติพี่น้องมันที่บ้านนอกมาชุมนุมกับพวกเราดีกว่า โล่ห์มนุษย์นี่แหละเข้าท่าที่สุด

ตอนที่ 27 - สามัคคีชุมนุม
ไพร่อุปถัมภ์ 1: พวกเราที่หัวเมืองรายงานมาว่ารวบรวมกำลังคนได้เป็นแสนแล้ว เอ็งว่าเราจะเคลื่อนพลมาพระนครกันยังไงดี
ไพร่อุปถัมภ์ 2: ก็ต้องค่อยๆแยกย้ายกันเดินทางเข้ามาพระนคร ถ้ามากันเป็นกลุ่มใหญ่นักอำมาตย์จะปรักปรำพวกเราว่าก่อการกบฎ จะหาเหตุห้ามไม่ให้พวกเราชุมนุมกันอีก
ไพร่อุปถัมภ์ 1: เอางั้นก็ได้ แต่ว่าจะให้พี่น้องไพร่ที่ไม่มีญาติพี่น้องในพระนครไปพักที่ไหนกัน
ไพร่อุปถัมภ์ 2: อืม จะให้มากางเต๊นท์นอนตามสวนสาธารณะก็ไม่ได้ มันจะประเจิดประเจ้อ เดี๋ยวอำมาตย์จะรู้ตัวว่าคราวนี้พวกเราจะชุมนุมกันมืดฟ้ามัวดิน
ไพร่อุปถัมภ์ 3: ก็ต้องอาศัยใบบุญวัดทั้งในทั้งรอบๆพระนครนี่แหละ เอ็งส่งข่าวไปด้วยว่าให้พี่น้องกลุ่มนี้มาทีหลัง ให้พวกที่มีที่พักในพระนครทยอยมากันก่อน
ไพร่อุปถัมภ์ 1: ตกลง ข้าจะไปติดต่อเจ้าอาวาสวัดแถวๆนี้ไว้แต่เนิ่นๆ
ไพร่อุปถัมภ์ 2: เออ มีพีน้องไพร่ผู้หญิงอาสามาด้วยบ้างไหม
ไพร่อุปถัมภ์ 1: มีสิ ก็พวกแม่ม่ายผัวตายเพราะโดนไพร่สละชีพยิงคราวที่แล้ว บางคนก็จะเอาลูกมาด้วย แล้วก็มีพวกผู้หญิงที่จะมากับพี่น้องกับลูกหลาน
ไพร่อุปถัมภ์ 2:อืม ข้าไม่อยากให้พาเด็กมาด้วยเลย เกิดไพร่สละชีพมันยิงโดนเด็กจะเป็นบาปกรรมเปล่าๆ
ไพร่อุปถัมภ์ 3: ถ้าเอ็งห้ามพวกแม่ม่ายผัวตายไม่ให้เอาลูกมาด้วยก็จะเป็นการพรากลูกพรากแม่ พวกเราไม่ได้ชุมนุมกันวันสองวันเสร็จ อาจจะนานเป็นเดือน
ไพร่อุปถัมภ์ 4: ข้าว่ามีเด็กกะผู้หญิงมาชุมนุมด้วยนั่นแหละดี พวกไพร่สละชีพมันจะได้ไม่กล้ายิงเพราะกลัวโดนตราหน้าว่ายิงผู้หญิงและเด็ก ที่สำคัญพวกเราไม่ได้บังคับขู่เข็ญใครให้มาชุมนุม มากันด้วยความสมัครใจทั้งนั้น
ไพร่อุปถัมภ์ 2: เอางั้นก็ได้ แต่ยังไงพวกเอ็งก็ต้องเตือนพี่น้องที่หัวเมืองด้วยว่าพวกไพร่สละชีพมันอาจจะยิงพวกเราอยู่ดี พวกนี้มันเหี้ยมโหดไม่คิดถึงหัวอกไพร่ด้วยกัน ให้ทำใจล่วงหน้าว่าอาจเลือดตกยางออกแบบคราวที่แล้วอีก

ตอนที่ 28 - จิ้งจกเปลี่ยนสี
อำมาตย์ 1: สายข้ารายงานมาว่าพวกไพร่อุปถัมภ์มันเตรียมตัวชุมนุมกันอีกแล้ว มันเริ่มเดินทางเข้าพระนครกัน ได้ข่าวว่าไปขออาศัยอยู่ที่วัดรอบๆพระนคร
อำมาตย์ 2: ข้าสั่งไพร่สละชีพยิงสั่งสอนก็แล้ว พวกมันยังไม่เข็ดอีกหรือนี่ คราวนี้มันมาจะมากันซักกี่คน คงปอดแหกมากันน้อยกว่าคราวที่แล้ว ท่านอย่ากังวล
อำมาตย์ 1: ข้าอดกังวลไม่ได้ ที่มาขออาศัยใบบุญวัดรอบๆพระนครนี่ก็หลายพันแล้ว
อำมาตย์ 3: ถ้าหลักพันก็ไม่ต้องห่วง พูดไม่รู้เรื่องนักก็สั่งไพร่สละชีพยิงสั่งสอนอีก แล้วข้าจะออกไปห้ามทัพอีกครั้ง ข้าเอาหมอพยาบาลไปรักษาพวกมันที่บาดเจ็บซะหน่อยพวกมันก็ซาบซึ้งแล้ว
อำมาตย์ 1: มันจะไม่แค่นั้นน่ะสิท่าน สายข้ารายงานว่าพวกมันมีกำลังมาสมทบทุกวัน นอกจากวัดรอบพระนคร ยังมีวัดตามหัวเมืองรอบนอกที่ไปเช้าเย็นกลับพระนครได้สบาย งานนี้ข้าว่าอาจเป็นหมื่นคน
อำมาตย์ 3: อืม งั้นพวกเราก็ต้องเปลี่ยนกลยุทธ
อำมาตย์ 1: ประกาศห้ามไม่ให้ไพร่หัวเมืองเดินทางมาพระนครดีไหม
อำมาตย์ 2: จะประกาศก็ต้องบอกว่าการเข้ามาในเขตพระนครเป็นอันตรายกับความมั่นคงของบ้านเมือง พวกมันติดอาวุธกันหรือเปล่า ถ้ามันติดอาวุธข้าก็ประกาศได้ว่าพวกมันเป็นกบฎต้องห้ามเดินทางเข้าพระนคร
อำมาตย์ 1: เท่าที่รู้พวกมันไม่มีอาวุธ หรือว่าจะแกล้งยัดอาวุธ ให้สายข้าพกอาวุธแล้วแฝงตัวไปตามวัด แล้วข้าก็ส่งคนไปตรวจจับ ดีไหม
อำมาตย์ 4: ไม่ดี พวกมันจะรู้ตัว แล้วทำแบบนั้นก็เสียสายลับ ให้มันคอยส่งข่าวแบบนี้ดีกว่า
อำมาตย์ 3: เอางี้ พวกเราก็ต้องเตรียมกองกำลังไพร่ มันมากันเยอะแบบนี้จะให้ไพร่สละชีพดาหน้าออกไปยิงกราดก็ไม่ดี พวกเราจะกลายเป็นคนบาป
อำมาตย์ 4: แล้วเราจะไปเกณฑ์ไพร่ที่ไหน ไพร่ตามหัวเมืองก็เป็นพวกมันกันหมด
อำมาตย์ 3: ก็ไพร่ในเมืองนี่ไง ให้ไพร่สละชีพถอดเครื่องแบบแล้วใส่เสื้อสีอื่นซะก็หมดเรื่อง
อำมาตย์ 4: ไพร่อุปถัมภ์มันไม่โง่นะท่าน ถึงเปลี่ยนสีมันก็รู้ว่าเป็นไพร่สละชีพ
อำมาตย์ 3: ก็ต้องขอแรงไพร่พาณิชย์ให้ชักชวนหรือว่าจ้างผู้หญิงและคนชรามาสมทบ ให้จูงลูกจูงหลานมาด้วยยิ่งดี กองกำลังไพร่ในเมืองจะได้ไม่เหมือนไพร่สละชีพ พวกท่านจะให้ไพร่ในเมืองใส่เสื้อสีอะไรก็ว่ามา ข้าจะโทรไปบอกไพร่พาณิชย์เอง

ตอนที่ 29 - ไพร่พระนคร
อำมาตย์: ท่านไพร่พาณิชย์ ข้ามีเรื่องจะไหว้วานท่าน
ไพร่พาณิชย์: ท่านมีอะไรให้ข้ารับใช้
อำมาตย์: พวกไพร่อุปถัมภ์กำลังเตรียมตัวชุมนุมใหญ่ ข้าจะให้ไพร่สละชีพนอกเครื่องแบบคอยรับมือ ต้องรบกวนท่านจัดหาชุดลำลองให้ไพร่สละชีพ
ไพร่พาณิชย์: ท่านอยากได้เสื้อสีอะไร ข้ามี 3 สีให้เลือก สีชาด สีคราม แล้วก็สีขมิ้น
อำมาตย์: สีอะไรราคาถูกที่สุดก็เอาสีนั้นล่ะ ท่านจัดมา 2 หมื่นตัวภายใน 2 อาทิตย์แล้วกัน
ไพร่พาณิชย์: งั้นก็สีขมิ้น แล้วกางเกงล่ะท่าน
อำมาตย์: ให้ไพร่สละชีพหากางเกงกันเอง ไม่งั้นจะดูเหมือนเครื่องแบบเกินไป
ไพร่พาณิชย์: ข้าเข้าใจแล้ว ท่านมีอะไรให้ข้ารับใช้อีกว่ามาเลยไม่ต้องเกรงใจ
อำมาตย์: ข้าอยากจะขอยืมไพร่รับใช้ของท่านไปร่วมรับมือกะพวกไพร่อุปถัมภ์ โดยเฉพาะพวกผู้หญิง ไม่งั้นพวกไพร่อุปถัมภ์มันจะรู้ว่าข้าส่งไพร่สละชีพไปล้อมปราบ
ไพร่พาณิชย์: ด้วยความยินดี ข้าก็ระอาพวกไพร่อุปถัมภ์เต็มทน เอาแต่เรียกร้องให้ลดภาษีเงินได้ส่วนบุคคลกะภาษีมูลค่าเพิ่ม จะให้ขึ้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพื่อผลักภาระให้พวกข้า ไม่ยอมเข้าใจเลยว่าพวกข้านี่แหละที่เรียกทุนฝรั่งเข้ามาเปิดโรงงานให้พวกมันได้ค่าจ้าง
อำมาตย์:ได้ยินแบบนี้ข้าก็เบาใจ ขอบใจท่านมาก
ไพร่พาณิชย์: ข้าจะแจ้งข่าวนี้ในที่ประชุมสภาไพร่พาณิชย์ ข้าว่ามีคนอยากร่วมมือกับท่านอีกหลายคน

———- โปรดติดตามตอนต่อไป ———-

วันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2551

Handle Me with Care



พอดีพี่ตุนพูดถึงหนังเรื่องกอด เคยจำได้ว่าเคยเขียนไว้ในฮิห้า ...เลยขอยกมาลงอีกครั้งหนึ่ง
--------------------

ความจริงก้อตั้งใจไว้ว่าจาไม่เขียนอาไรเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้วนะ เพราะว่าเมื่อวานเขียนไปตั้งเยอะพอจะsaveมันก้อดันlockout ช่วงนี้เลยไม่มีอารมณ์จาเขียนจาพิมพ์มากขึ้นกว่าเดิมอีก แต่พอได้ดูหนังเรื่อง "กอด" หรือในชื่อภาษาอังกฤษ "handle me with care" จบปึ๊ปก้อรู้สึกคันไม้คันมือคันหัวอยากเขียนอยากคิด
จริงๆแล้วหนังเรื่องนี้ฉายตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา แต่ผมพึ่งมาดูเอาตอนปลายปี สาเหตุหนึ่งที่มองข้ามหนังเรื่องนี้มาโดยตลอดเพราะอคติส่วนตัวที่คิดว่า "เอาอีกแล้น ยกพวกเอเอฟมาเล่นหนังอีกแล้น" เลยไม่คิดจะสนใจ แล้วเมื่อมาผสมโรงกับโปสเตอร์หนังที่ดูไม่เวิร์คเอาคนสามแขนมากอดซะกลมกับน้องกระแต ทำให้พอคาดคะเนได้เลยว่าหนังเรื่องนี้ต้องออกมาแนวโจ๊ะทึ่มทึมแน่นอน เพราะหนังที่กระแตรับเล่นตลอดช่วงปีที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า บทของเธอนั้นออกแนวโจ๊ะทึ่มทึมทั้งนั้น แต่จะด้วยความบังเอิญหรือความเรื่อยเปื่อยในชีวิตช่วงปิดเทอม หนังเรื่องนี้ก้อวนเข้ามาในชีวิตอีกครั้ง เลยตัดสินใจลองดูซักนิดก่อนคิดวิจารณ์??
วาบแรกที่เห็นบอกได้เลยว่า ภาพสวย กำกับภาพได้สวยมาก เปนภาพชนบทที่ดูไม่สวยเว่อร์ แต่ก้อสะท้อนความเปนชนบทจิงๆ จากนั้นผมก้อตกลงและปลงใจยอมดูหนังเรื่องนี้ด้วยความยินดี เพราะหวังจะดูฉากและเทคนิคการถ่ายโดยไม่คิดถึงเนื้อเรื่องเลยแม้แต่นิดเดียว
แต่จากภาพชนบทที่สวยงามไม่สวยเว่อร์เหมือนหนังบางเรื่องที่ต้องการจะฉายภาพของบางพื้นที่ในภาคเหนือที่เกินจริง หนังเรื่องนี้ก้อดึงผู้ชมให้เข้าร่วมไปกับการเดินทางของชายหนุ่ม ผู้ที่่ต้องการจะตัดส่วนเกินในชีวิต กับหญิงสาว ที่ออกเดินทางตามหาคนรักที่ขาดหายไป แต่ระหว่างการเดินทางของคนทั้งสอง พวกเค้ากลับได้เรียนรู้ถึงการดำรงอยู่ของการมีบางสิ่งที่เกินและบางอย่างที่ขาด
ขวาน(ตุ้ยAF)เปนชายหนุ่มที่มีแขนเปนส่วนเกินตั้งแต่เกิด แม่ของเขาบอกเสมอว่า แขนที่เกินมานั้นเปนสิ่งพิเศษ เปนสเปเชี่ยวที่คนธรรมดาไม่มี เมื่อแม่สิ้นไปเขาก้อได้ค้นพบความจริงว่าที่แท้แล้วแขนของเขานีั้นมีเส้นเลือดโยงเข้าสู่หัวใจ การตัดแขนออกอาจทำให้เขาตายได้ ถัดมาเขาก้อพบว่าสาเหตุหนึ่งที่ตนเองต้องถูกแฟนทิ้งก้อเพราะแฟนของเขารับไม่ได้กับความต่างจากคนทั่วไป เพราะฉะนั้นแขนที่เกินจึงไม่ใช่สิ่งพิเศษอีกต่อไป ตรงกันข้ามมันกลับกลายเปนเหมือนเชื้อร้ายค่อยๆทำลายจิตใจให้เศร้าหมองลงทุกวัน จนเมื่อลุงที่เคยตัดเสื้อให้ขวานตาย ขวานจึงตัดสินใจที่จะออกเดินทางไปกรุงเทพ เพื่อตัดส่วนที่เขาคิดว่าเปนสาเหตุของชีวิตที่ดูแปลกประหลาดในสายตาของคนทั่วไปท้ิงเสีย ระหว่างทางขวานก้อได้พบกับนา(กระแต)สาวไร่ชาที่จะออกเดินทางไปกรุงเทพเพื่อตามหาผัวแต่กลับเกือบถูกข่มขืน โชคยังดีที่ขวานเข้าไปช่วยได้ทัน(ไม่งันคงได้เห็นน้องกระแตหือๆแน่เลย) ด้วยความที่นาเปนหญิงสาวที่มีรูปร่างสะอวดสะอง ถ้าพูดแบบนิวัติ กองเพียร ก้อคงประมาณ"โนมนางเนื้อแน่งน้อยนวลเอย" ช่างเย้ายวนรัญจวนใจให้หลงใหลใฝ่ฝัน จนชายหนุ่มหลายคนที่พบเธอไม่อาจต้านทานแรงปราถนาอันอัดดั้นของตนได้ นาจึงตกเปนเหยื่อสาวที่ไม่ว่าจะไปที่ใดก้อจะมีคนหมายปองจ้องปล้ำเธออยู่เสมอ
เมื่อขวานและนาค้นพบว่าเขาทั้งสองมีจุดหมายปลายทางเดียวกันคือกรุงเทพ การเดินทางของคนสองคนเพื่อตามหาส่วนที่ขาดและตัดส่วนที่เกินจึงได้เริ่มต้นขึ้น
หากได้ดูแล้วจะสังเกตได้ว่าเปนหนังที่ชวนตั้งคำถามมากกว่าที่จะนำเสนอหรือตอบโจทย์ของหนังโดยตรง คำถามที่ตั้งก้อไม่พ้นคำถามคลาสสิคที่ว่า "อะไรคือความสุขของชีวิต" "ชีวิตที่มีความสุขแท้แล้วเปนเช่นไร" และอีกคำถามที่สื่อออกมาอยู่ตลอดเวลาคือคำถามเรื่องการดำรงอยู่(existence)ซึ่งเปนคำถามที่เกิดแก่ปุถุชนทั่วไปเปนธรรมดาว่าอะไรคือคุณค่าแห่งการดำรงอยู่ของคนตัวเล็กๆคนหนึ่งบนโลก โดยเฉพาะคนที่เปนคนพิเศษไม่เหมือนใคร รวมถึงคนที่คิดว่าตนเองนั้นไม่มีเหมือนใครอื่น
ด้วยความเปน road movie เนื้อเรื่องของหนังจึงเปนการผ่านพบเหตุการณ์รายล้อมต่างๆที่ต่างออกไปจากสภาพชีวิตเดิมในหมู่บ้าน แม้ว่าในระหว่างเรื่องตัวละครอาจไม่ได้แสดงบทบาทของการสำรวจปริมณฑลแห่งความสับสนในชีวิตมนุษย์แต่สิ่งที่ผู้กำกับสื่อสารออกมากลับเปนการเชื้อเชิญให้ผู้ที่ได้ชมเริ่มตั้งคำถามและตรวจสอบถึงมุมต่างๆในชีวิต ชีวิตที่ถือตน(pride)ชีวิตที่ยึดติด ชีวิตที่เชื่อมั่น ชีวิตที่โดดเดี่ยว ชีวิตที่สับสน ชีวิตที่ค้นหา และสุดท้าย ชีวิตที่มีเพียงกันและกัน
เหตุการณ์ต่างๆที่เข้ามาเปนบททดสอบในระหว่างการเดินทางของขวานและนาจึงเปนการย้อนกลับมาตรวจสอบชีวิตของพวกเขาอีกครั้ง เพื่อให้ค้นพบกับคำว่าความสุข หรือแม้กระทั่งความรักที่เขาและเธอต้องการ

Socrates, the father of ancient philosophy, once stated, "An unexamined life is not worth living." In order to make one life becomes worth to live, this famous statement strongly addresses that one must exanimate himself first and then others in the society to find the meaning and happiness of life.

วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2551

way of PM.















"POLITICS

IS THE ART OF POSSIBLE"

Abhisit will become the next government leader

"I have risen through democratic procedures, and never take short cuts. I am not in a position to set up a party of my own. I am only an MP who has the support of my colleagues,"
Mr Abhisit said.

วันเสาร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ตุลากับพฤศจิกา...และวันที่คิดถึงเมืองลาว


นี่ก้อผ่านมาเดือนกว่าแล้วที่จากประเทศลาวมา บอกตามตรงว่าคิดถึ้งงงคิดถึง พอเปิดเวปเข้าไปดูรูปทั้งที่เวียงจันทน์และวังเวียงภาพบรรยากาศเก่าๆพลันสว่างขึ้นทันใจนึก...

ช่วงเวลาแห่งการเดินทางตลอดเดือนตุลาคมร่วมกว่า6,000กิโลซึ่งเป็นการเดินทางที่ต่อเนื่องยาวนานที่สุดตั้งแต่เคยเดินทางมามันช่างแสนแตกต่างจากชีวิตที่จำต้องประสบพบเจอในวันนี้

วันที่ต้องคอยปั่นต้นฉบับการวิเคราะห์สังคมการเมืองฟิลิปปินส์ส่งอาจารย์สีดา

วันที่ต้องนั่งอกสั่นขวัญแขวนว่าจะอ่านหนังสือเพื่อเตรียมเข้าเรียนการเมืองและนวนิยายของอาจารย์ชัยวัฒน์ไม่ทัน วันที่ต้อง

วันที่ต้องรอลุ้นว่าเมื่อไหร่อาจารย์ไพฑูรย์จะเรียกให้ไปส่งข้อสอบไฟนอลหลังจากที่ลืมไปสอบเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก้อไม่รู้

วันที่ต้องวิ่งตามกิจการต่างๆของชุมนุมฟันดาบ ไหนจะโครงการใหม่ ไหนจะโครงการเก่า ไหนจะต้องมานั่งทำรายงานการประเมินโครงการอันยืดยาวเพื่อส่งให้กับกองกิจฯซึ่งไม่รู้ด้วยว่ามันจะอ่านที่กูอุตส่าห์นั่งพิมพ์ทั้งคืนรึป่าว?

และสุดท้ายวันที่อดมื้อกินมื้อ บางวันก้อได้กินสองมื้อ บางวันก้อจำต้องกินมื้อเดียว วันไหนโชคไม่ดีไม่ได้พบเจอคนรู้จักก้อไม่ได้กิน ส่วนไอ้สามมื้ออ่ะหรอ...ลืมไปได้เลย จนมาถึงวันที่ข้าวตกไม่ถึงท้องร่วมเกือบสามวัน มีเพียงน้ำประปาที่ได้จากก๊อกน้ำในห้องน้ำพอยืดเวลาให้หัวใจที่ห่อเหี่ยวและแห้งผากยังเต้นต่อไปได้ และแทบไม่น่าเชื่อว่ารอดมาได้ โชคดีที่ไหวทันว่าตัวเองกำลังจะช๊อค เลยจำต้องยอมแบกหน้าไปขอข้าวเขากินจนได้ และผลจากการที่ร่างกายขาดอาหารนี่เองที่ทำให้ในเวลาต่อมาร่างกายต้องล้มป่วยลงในที่สุด แต่ก้อเป็นป่วยที่ยาวนานกว่าปกติ เพราะมันขึ้นๆลงๆมาร่วมจะสัปดาห์หนึ่งแล้ว

สุดท้ายจริงๆคือวันที่ตัวเองไม่สามารถที่จะเดินทางไปไหนได้สักที่ แม้กระทั่งจะไปสัมภาษณ์งานก้อยังไม่มีปัญญาจะไป เล่าให้ใครฟังก้อโดนเค้าด่าชิพหายว่ามึงโง่หรือมึงบ้าเอาอนาคตตัวเองไปทิ้งไว้กับเรื่องแบบนี้ได้ยังไง

เห็นหรือยัง?? ระหว่างเดือนตุลาคม กับเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม มันช่างแตกต่างอย่างลิปลับ หากเปรียบชีวิตในช่วงนี้เป็นดั่งภาพถ่ายแล้วคอนทราสต์คงจะจัดจ้านน่าดูในช่วงเดือนตุลา และม่นมัวแบบตุ่นๆในช่วงเดือนพฤษจิกา หรืออาจจะเปรียบได้อีกว่า จากชีวิตแบบดอกฟ้ากลายมาเป็นหมาขี้เรื้อน ที่เต็มไปด้วยภาระรุงรังที่คอยเกาะกินและบั่นทอนจิตใจ จะไปไหนก้อไม่สามารถไปได้ต้องวนๆเวียนๆอยู่แถวท้องที่ถิ่นมัน ขณะที่ร่างกายก้อผอมโซ ในบางวันก้อมีคนเค้าเมตตาสงสารเอาอาหารมาให้ วันไหนไม่เจอใครให้เค้าเวทนาก้อต้องนอนเซารอวันใหม่ให้หายหิวอยู่บนห้องแต่เพียงลำพัง ผลสุดท้ายคือโรคที่รุมเร้าจากสภาพของ"หมาขี้เรื้อน"

เพราะฉะนั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลยที่อยู่ดีๆวันหนึ่ง จะเกิดอาการคิดถึงเมืองลาวขึ้นมา เพราะชีวิตในวันนี้มันช่างต่างจากวันวานเสียเหลือเกิน วันที่สายลมพัดเอื่อย โอบล้อมด้วยขุนเขาและแมกไม้ นอนเปลญวนจิบเบียร์ลาวริมลำน้ำซองไปพลาง อ่านหนังสือดีๆสักเล่มไปพลาง ร้อนหน่อยก้อโดดลงน้ำให้มันช่ำจิตช่ำใจ ถ้าเริ่มเบื่อก้อออกเดินถ่ายรูปเล่น หิวก้อออกไปหาบาเก๊ตส์กินถ้าให้ดีต้องเบคอนชีสและออมเลต พอตกค่ำก้อนั่งสนทนาวิสาสะกับเพื่อนต่างแดน ออกไปแดนซ์ให้เหงื่อมันออกซักหน่อยที่บัตเกตบาร์ กลับมากรุ่มกริ่มพอได้ที่ เอกเขนกลงเปลพลันหลับไหลไปกับแสงดาวและสายลมเย็นริมลำน้ำซอง

ตลอดเวลาร่วมสัปดาห์ ณ เมืองลาว มีเพียงสามหนเท่านั้นที่ผมได้จิบน้ำเปล่า ที่เหลือคือเบียร์ลาว ที่กินมันทั้งวันทั้งคืนโดยไม่ต้องพะวงในเรื่องอันใด อยากกิน...กิน กินไปเดินไปไม่ต้องแคร์ใคร ชีวิตในเมืองลาวของผมจึงมีเพียงแค่ของสองสิ่งที่อยู่ในมือ ข้างหนึ่งคือกล้องถ่ายรูปตัวเขื่อง และอีกข้างคือเบียร์ลาว เบียร์ชั้นยอดที่กินได้แม่งทั้งวันทั้งคืนจิงๆ เดินถ่ายรูปไป พลางจิบเบียร์ลาวไป หามุมมอง รังสรรค์จินตนาการใหม่และจรรโลงจิตใจของตนด้วยศิลปะการถ่ายภาพกับน้ำจันทร์ ....แหม่! สุขใดจะเทียมเท่า!!!

นี่ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องคายัคกิ้งนะ... เพราะเมื่อคุณอยู่บนคายัคระหว่างลัดเลาะไปตามลำน้ำซองคุณอาจจะได้ตระหนักถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ และความสำนึกในตนว่าเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กของจักรวาล ภูเขาหินปูนขนาดมหึมาที่ประกอบไปด้วยรูปทรงต่างๆนานาพาให้มนุษย์ตัวเล็กเผลอจินตนาการไปได้ร้อยแปด เกาะแก่งที่เคี้ยวคดเป็นเสมือนตัวโน้ตบนบทเพลงแห่งการเดินทาง อุปสรรคที่คอยท้าทายอยู่ตลอดเวลาก้อเช่นเดียวกัน

เฮ้ออ!! .....ตุลากับพฤศจิกาเอ๋ย ทำไมมันช่างต่างกันราวสวรรค์กับนรก

ชีวิตเดินทางกับชีวิตประจำวัน ช่วยเขยิบมาให้ใกล้กันสักนิดกว่านี้จะได้มั๊ยจ๊ะ...

เด๋วดีเด๋วร้ายกับเค้าแบบนี้ เค้าปรับใจตามไม่ทันนะ อย่าโหดร้ายกับเค้าอย่างนี้ซิ...

รีบกลับมาเถอะนะ กลับมาเถอะ เราจะเดินทางไปค้นหาโลกค้นหาความหมายของชีวิตร่วมกัน....อีกครั้งหนึ่ง



-----------------------------------------------------------------------------------------
ขอขอบคุณผู้ใจบุญที่มีเมตตากรุณาบริจาคอาหารและน้ำ
ให้ชีวิตของผมได้ดำเนินต่อไปในช่วงเดือนอันโหดร้ายนี้

ขอบคุณเอมนะ ถ้าไม่ได้เอม ทั้งชุมนุมและตัวแดนเองคงเจ๊งไปพร้อมๆกัน น้องๆคงไปได้ไปแข่งชิงแชมป์ประเทศไทย น้องดลคงไม่ได้โชว์ฝีมือ น้องหนุ่มอาจไม่ได้ลงเล่น พวกเราคงไม่มีปัญญาได้ขึ้นรถตู้สบายๆไปคงไม่ได้มีข้าวกินกันอิ่มเอมอย่างถ้วนหน้าถ้าไม่ได้เอมช่วยไว้ ส่วนแดน คงไม่ได้ไปส่งข้อสอบอาจารย์ไพฑูรย์ซึ่งหมายถึงเรียนไม่จบ และคงอดข้าวนับสิบๆมื้อถ้าไม่ได้เอมที่คอยช่วยแดนไว้ตลอด และในทุกครั้งที่เอมรับปากจะช่วยทั้งชุมนุมและชีวิตแดน เอมไม่เคยที่จะลืมเลย....ขอบใจนะที่ไม่ทิ้งกัน

ขอบคุณพี่โต้ง(พขร.มธ.)ที่เข้ามาช่วยผมในวันที่ผมไม่ได้กินอะไรมาทั้งวันและกำลังตัดสินใจที่จะใช้เงินส่วนสุดท้ายประทังชีวิตเพื่อให้ทำงานได้ในคืนนั้น แต่เหมือนสวรรค์รู้ทัน พี้เลยเลี้ยงก๋วยเตี๋ยวหมูต้มยำร้านโปรดผมโดยที่ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้กินข้าวกับพี่ในโอกาสแบบนี้

ขอบคุณไอ้สืบและเอยที่ไปทำบุญที่อยุธยาแล้วไม่รู้อะไรดลใจให้ซื้อก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋นจากอยุธยามาฝาก บางทีอาจเป็นเพราะผลกรรมที่เราเคยไปเที่ยวไปทำบุญที่อยุธยามาแล้วด้วยกันครั้งหนึ่งก้อเป็นได้ อยากบอกว่าวันนั้นเปรมสุดๆ เนื้อล้วนๆอ่ะเนื้อล้วนๆ สืบกะเอยเอามาให้ในวันที่ตกอับโดยแดนไม่เคยได้บอกกล่าว ไม่รู้ว่ารู้ได้ไงว่าคนกำลังโซ ...แดนดีใจแบบไม่รู้จะพูดขอบคุณยังไง

ขอบคุณน้องเปาที่ช่วยชีวิตพี่ไว้จากวันที่พี่เกือบจะช๊อคเพราะไม่ได้กินข้าวมาร่วมสามวัน สุกี้ทะเล และข้าวผัดมันกุ้งที่เอ็งช่วยพี่ไว้วันนั้น มันต่อลมหายใจของพี่จิงๆ ไม่ใช่เป็นเพียงแค่สำนวน

ขอบใจไอ้เอฟที่ไม่เคยปฏิเสธคำเย้าแหย่ให้เลี้ยงข้าวจากเพื่อนคนนี้ ในวันที่กูต้องไปท่าพระจันทร์ลำพังค่ารถก้อลำบากลำบนพออยู่แล้ว ค่าข้าววันนั้นจึงไม่ต้องพูดถึง นั่นคือเท่ากับคำว่า "หมดสิทธิ์" แต่ก้อได้มึงนี่แหละที่คอยช่วยเหลือกูอยู่เสมอและไม่เคยที่จะทิ้งกูไว้ให้ต้องแง่วและโซอยู่ที่ท่าพระจันทร์แต่เพียงผู้เดียว

ขอบคุณแม็กกี้ที่ไม่เคยที่จะปฏิเสธที่จะช่วยเหลือเพื่อนคนนี้ในยามทุกข์ยาก แม้ในวันที่อยู่ห่างไกลกันมึงก้อไม่เคยที่จะขี้เกียจหรือลืมที่จะวิ่งไปช่วยเหลือกู ตั้งแต่ปีหนึ่งถึงปีสี่

ขอบคุณป้าร้านน้องแอมที่ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้แก่ไม่คิดค่ากับข้าวผมหนึ่งอย่าง (นั่นประหยัดไปได้ตั้งห้าบาทเชียวน้าาาา)

และสุดท้ายขอบคุณโลกใบนี้ที่สอนให้ผม ได้เรียนรู้บทเรียนใหม่ที่ไม่เคยได้รับ(อย่างสาหัสสากัญ)เท่านี้มาก่อนในชีวิต "ต่อไปมันจะไม่มีเกิดขึ้นอีก" .....ผมสัญญากับตัวเอง