วันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2552

บทวิจารณ์ภาพยนตร์ เรื่อง The Mist

บทวิจารณ์ภาพยนตร์ เรื่อง The Mist
โดย ภิญโญยศ ม่วงสมมุข

The Mist ภาพยนตร์สยองขวัญกำกับโดย Frank Darabont ซึ่งสร้างจากนิยายของ Stephen King ตัวเรื่องเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชุมชนเล็กๆเกิดแห่งหนึ่งในมลรัฐ Maine เกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภารกิจลับของกองทัพภายใต้ชื่อ The Arrowhead Project ภายหลังจากที่เกิดพายุพัดเข้าถล่ม กลุ่มหมอกก็ได้เริ่มก่อตัวขึ้นและในขณะที่ผู้คนในชุมชนกำลังจับจ่ายซื้อของอยู่ใน store พวกเขาก็ต้องเผชิญกับสภาวะที่มืดมนจากการถูกปิดล้อมด้วยกลุ่มหมอกหนาทึบซึ่งไม่อาจทราบได้เลยว่ามีอะไรอยู่ภายในหมอกนี้
ภาพยนตร์ลงทุนต่ำเรื่องนี้เมื่อมองอย่างผิวเผินผ่านชื่อเรื่องและตัวอย่างภาพยนตร์แล้วอาจเป็นเพียงภาพยนตร์สยองขวัญสั่นประสาทธรรมดาทั่วไป แต่หากได้ชมแล้วสิ่งที่พบได้กลับกลายเป็นเรื่องของการเมืองและปรัชญา[1]
สิ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ตั้งคำถามในเบื้องต้นคือเรื่อง Nature of man โดยเฉพาะในภาวะคับขันที่มนุษย์จำต้องเผชิญกับความกลัวทั้งกลัวในสิ่งที่ตนเองไม่รู้ กลัวในสิ่งที่ตนเองไม่สามารถคาดการณ์ได้และแม้กระทั่งความกลัวตาย มนุษย์จะเอาตัวรอดอย่างไร และธาตุแท้หรือธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ในยามที่ต้องเผชิญกับความกลัวจนเกิดอาการสติแตก นั้นเป็นอย่างไร
คำอธิบายหนึ่งที่ใช้ในการอธิบายที่เกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ได้เป็นอย่างดีและเป็นที่นิยมกันอย่างมากคือ คำอธิบายของ Thomas Hobbes ในเรื่องสภาพธรรมชาติ (the state of nature) Hobbes กล่าวว่าในสภาพธรรมชาติมนุษย์จะมีความเสมอภาคเท่าเทียมกันทั้งในความสามารถของร่างกายและสติปัญญาและความเสมอภาคที่สำคัญที่สุดคือ ความเท่าเทียมกันในความสามารถที่มนุษย์ทั้งปวงจะประหัตประหารกัน สาเหตุสำคัญก็เพราะการกลัวความตายที่รุนแรงเป็นพลังผลักดันอันทรงพลังมากที่สุด ที่จะทำให้มนุษย์กระทำสิ่งใดก็ตามที่จะปกปักรักษาชีวิตของเขาไว้ให้ได้ (The right of nature) แม้ว่าการกระทำนั้นจะเป็นการะละเมิดรากฐานของคำสอนตามจารีตประเพณีว่าด้วยการเหนี่ยวรั้งทางศีลธรรมและการดูหมิ่น ความเห็นแก่ตัว ถูกทำให้หมดความน่าเชื่อไปก็ตาม
[2]
การเปิดหนทางให้กับความชอบธรรมหรือให้ความถูกต้องแก่ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ใหม่ จึงทำให้มนุษย์ทุกคนมีสิทธิต่อทุกอย่าง ไม่มีใครมีความมั่นคงในสภาพเช่นนี้ ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็ได้ฉายให้เห็นถึงสภาพธรรมชาตินี้อย่างชัดเจนในช่วงท้ายของเรื่อง เมื่อการกลัวความตายอย่างรุนแรงได้บ่มเพาะตัวเองมาอย่างยาวนาน มนุษย์จึงยอมทำในทุกวิถีทางเพื่อให้ตนเองอยู่รอด ไม่ว่าจะเป็นการบูชายันต์ผู้ที่บังอาจทำตนเทียบเท่าพระเจ้า และแม้กระทั่งการยินยอมถูกฆ่าด้วยอาวุธปืนเพื่อที่จะตายอย่างเรียบง่ายมากกว่าถูกฆ่าด้วยแมลงหรือสัตว์ประหลาด ซึ่งเมื่อเทียบแล้ว ความเจ็บปวดและรุนแรงนั้นมากกว่า จุดที่ทำให้ผู้กำกับได้สื่อออกมานั้น จึงเป็นการฉายภาพให้เห็นถึงแนวโน้มของสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นมากกว่าคำอธิบายว่าทำไมจึงเกิดขึ้น
ประเด็นถัดมาที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้สื่อให้เห็น คือ เรื่อง rationality และ faith โดยสื่อผ่านตัวละครหลัก 2 คน
คนแรกคือ David Dryton ซึ่งเป็นภาพตัวแทนของผู้ที่ใช้ Common-sense logic เป็นหนทางในการเอาชีวิตรอด และอีกคนหนึ่งคือ Mrs.Carmody ผู้ซึ่งมีความศรัทธาในพระเจ้าและอาศัยพระเจ้าเป็นเครื่องมือวางอุบายในช่วงวิกฤติ เพื่อสถาปนาอำนาจทรราชขึ้นเหนือมวลชนที่กำลังขาดสติให้มาจงภักดีในตัวเธอ
ภาพของการปะทะสังสรรค์กันระหว่างกลุ่มคน 2 ขั้วความคิดนี้ ชี้ชวนให้ผู้ชมได้คิดถึงเหตุการณ์ทางการเมืองตลอดช่วงประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นในไทยเอง หรือในต่างประเทศก็ตาม นอกจากนั้นสิ่งที่ชี้ชวนจากการปะกันทางความคิดในภาพยนตร์เรื่องนี้คือแนวคิดในเรื่องของศาสนาที่แทรกอยู่ในหลายตอนที่ใช้สัญลักษณ์ หรือบางตัวก็กล่าวผ่านตัวละคร แต่ที่แน่นอนที่สุดคือ แกนของภาพยนตร์เรื่องนี้ล้วนได้รับอิทธิพลจากคัมภีร์ไบเบิลของคริสต์ศาสนานั่นเอง
เริ่มตั้งแต่เมื่อผู้คนในชุมชนต้องตกอยู่ในแอกแห่งความกลัวใน grocery store เมื่อการกลัวในความตายที่รุนแรงได้เริ่มยกระดับขึ้น Mrs.Carmody ผู้ที่มีลักษณะเป็น fundamentalism ได้เริ่มหว่านล้อมและชักจูงให้ผู้คนเชื่อในคำทำนายตามประคัมภีร์และตามความฝันของเธอ ในช่วงต้นของเหตุการณ์ที่ความกลัวยังไม่มีอิทธิพลต่อผู้คนนั้น ก็แทบจะไม่มีใครเชื่อถือในสิ่งที่ Mrs.Carmody พูดเลย แต่เมื่อเหตุการณ์ผ่านไป ความประหวั่นพรั่นพรึงต่อชีวิตของตนเองก็เริ่มสะสมพอกพูนขึ้นในจิตใจ สืบเนื่องจากเหตุการณ์เลวร้ายที่แมลงยักษ์บุกเข้ามาร้าน จนทำให้ผู้คนเสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัส สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ มันได้เชื่องโยงและเป็นคำถามนำไปสู่สิ่งที่ Mrs.Carmody ได้เคยพูดไว้ และไม่มีใครเชื่อ ผลที่เกิดขึ้นคือมันมีพลังในการชี้นำทางความคิดของมวลชน ในขณะเดียวกันก็เป็นการเสริมสร้างบารมีในฐานะผู้ทรงคุณธรรมและปัญญา เพื่อหาหนทางออกให้แก่มวลมนุษย์และยิ่งเมื่อ Mrs.Carmody พูดมากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่เธอพูดก็ยิ่งจริงมากขึ้น ภาพสุดท้ายที่เราได้เห็นคือการมอบชีวิตไว้ที่พระผู้เป็นเจ้าอันเป็นทางรอดสุดท้ายที่พวกเขามองเห็น
แต่คำถามคือ อะไรคือสิ่งที่มีอิทธิพลต่อความเห็นของผู้คน? Mrs.Carmody ได้ใช้ในการไขสภาวะแห่งความไม่รู้ที่เกิดขึ้นคือ เรื่องบาปกำเนิด (Original sin) แม้ว่าจะไม่ได้กล่าวถึงบาปกำเนิดอย่างตรงตัวตามพระคัมภีร์ แต่เธอก็ได้อธิบายถึงเหตุแห่งความทุกข์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นเพราะความอหังการ (Pride) และขาดศรัทธา (Faith) มั่นคงพอที่จะเป็นคนของพระเจ้า การละเมิดในพระเจ้าจึงทำให้มนุษย์ต้องสูญเสียความใกล้ชิดกับองค์พระผู้เป็นเจ้า และต้องถูกพระผู้เป็นเจ้าลงทัณฑ์ผ่านสัตว์ร้ายที่จะมาพรากชีวิตใครคนใดคนหนึ่งในทุกค่ำคืนเพื่อเป็นการบูชายันต์[3]
จุดที่น่าสังเกต ในเบื้องต้นผู้ที่กำหนดว่าใครควรจะถูกพรากชีวิตไปเพื่อบูชายันต์คือสัตว์ประหลาดจากภายนอก แต่ในตอนท้ายจะเห็นได้ว่าผู้ที่กำหนดว่าใครควรจะถูกนำไปบูชายันต์กลับกลายเป็น Mrs.Carmody ผู้ซึ่งที่สุดแล้วก็มีความอหังการ (Pride) ถึงขนาดเป็นผู้เลือกว่าใครควรจะมีชีวิตอยู่หรือตาย ความอหังการนี้หากมองด้วยตรรกะเดียวกันกับที่เธอใช้อุบายให้ผู้คนศรัทธาตัวเธอ จะเห็นได้ว่า Mrs.Carmodyเองนั้น ก็ไม่ได้ต่างไปจากปถุชนคนทั่วไปในโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน และกำเริบ คิดทำการใหญ่เทียมเท่าหรือเหมือนพระเจ้า ผลคือ พระเจ้าจึงลงโทษเธอเช่นที่เธอลงโทษผู้อื่น เพียงแต่คนละวิธีเท่านั้นเอง
เมื่อกล่าวถึงการลงโทษสิ่งหนึ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้สะท้อนในเห็นถึงแนวคิดในทางคริสต์ศาสนา คือฉากที่ทหารถูกบูชายันต์โดยถูกจับโยนออกไปให้อยู่นอก Store อย่างโดดเดี่ยว หรือแม้กระทั่งคนใน Store เองก็ถูกทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดียงจากสังคมภายนอก และในตอนจบที่ David Drayton ตัวเอกของเรื่องที่พยายามหาทางเอาชีวิตรอดจนสุดท้ายก็ต้องเป็นผู้ที่ต้องฆ่าคนในรถที่เขาพามา ซึ่งหนึ่งในนั้นมีลูกชายของเขาด้วย ซึ่งโชคไม่ดีที่กระสุนปืนมีจำนวนไม่พอสำหรับทุกคน Drayton จึงต้องยอมเสียสละที่จะอยู่เพียงลงเพื่อรอเวลาที่สัตว์ประหลาดจะมาพรากชีวิตของเขาไปอีกด้วย
ความโดดเดียวที่พบได้อย่างมากมายในหลายๆฉากและแต่ละฉากก็นำเอาอาการบีบคั้นทางจิตใจมาให้แก่ผู้ที่ชมภาพยนตร์เรื่องนี้นั้น แท้ที่จริงแล้ว ใช่หรือไม่ว่า ความโดดเดียวที่กล่าวไปนั้นมีนัยยะสำคัญเดียวกับการลงโทษในพระคัมภีร์ ซึ่งบ่อยครั้งเราจะพบว่า เป็นการลงโทษโดยให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวเช่นกัน เพราะความโดดเดี่ยวในพระคัมภีร์ก็ถือได้ว่าเป็นโทษที่ร้ายแรงที่สุดที่มนุษย์พึงได้รับ จากอิทธิพลในทางความคิดนี้เอง เราจึงเห็นแก่นเรื่องเกี่ยวกับความโดเดี่ยวจะเป็นหนึ่งฝนองค์ประกอบสำคัญของวรรณกรรมตะวันตกทุกยุคทุกสมัย[4]
จุดที่น่าสังเกตถัดมาอีกเรื่องหนึ่งคือ เรื่องของความฝัน ซึ่งชาวยิวเชื่อว่าความฝันเป็นการสื่อสารระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า ในภาพยนตร์เรื่อง The Mist จะเห็นได้ว่า Mrs.Carmody จะกล่าวถึงความฝันของเธอเองบ่อยครั้งและความฝันของเธอก็มักจะกลายเป็นความจริงหรือใกล้เคียงกับความเป็นจริง ความสามารถในการทำนายฝันของเธอนั้นมองในแง่หนึ่งก็ไม่ต่างไปจากความสามารถของโจเซฟที่ช่วยให้ชาวอียิปต์รอดจากการรอดตายและทำให้ชาวยิว อพยพหนีความอดอยากเข้าไปอยู่ในอียิปต์ ซึ่งในกรณีของ Mrs.Carmody นั้น เราไม่ทันได้เห็นเพระว่าเธอด่วนจากไปเสียก่อน
จากความคล้ายคลึงกันระหว่างเหตุการณ์และคำสอนรวมถึงความศรัทธาในศาสนาของผู้คนต่อคำสอนทางศาสนาที่ Mrs.Carmody ได้เป็นผู้เผยแพร่นั้น เพียงพอแล้วหรือต่อการปลุกระดมมวลชนให้ศรัทธาและทำตามความประสงค์ของเธอได้ มี ปัจจัย อื่นใดอีกหรือไม่ ที่หนุนนำให้ผู้คนมีพฤติกรรมความเชื่อสถานการณ์เช่นนั้น? คำตอบหนึ่งที่น่าจะใช้อธิบายได้ดีในกรณีนี้คือ เรื่องพิธีกรรม
กล่าวได้ว่า ศาสนาใดก็ตามที่มีการใช้พิธีกรรมจะแตกต่างจากการใช้ปัญญาเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากพิธีกรรมจะต้องใช้ทุกส่วนของร่างกาย ทุกอย่างต่างล้วนเป็นกิจกรรมที่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมเช่น หู-ฟังเพลงบทสวด ปาก-ท่องบทสวด มือ,แขน,ขา และเข่า-คุกเข่า พนมมือ ฯลฯ
เพราะฉะนั้นพิธีกรรมจึงเป็นสิ่งที่ทรงพลังเป็นอย่างมาก โดยเป็นการเปลี่ยนจากสถานภาพหนึ่งไปสู่อีกสถานภาพหนึ่ง (intiantion rite) การตัดขาดจากสถานะหรือสภาพเดิม จะทำให้ผู้เข้าร่วมรู้สึกถึงสถานะใหม่
สถานะที่ทำให้รู้สึกถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันผ่านการสร้างสายสัมพันธ์ใหม่ๆ จะเห็นได้ว่าพิธีกรรมถือเป็นสิ่งที่ขาดมิได้ในทุกสังคม เพราะเมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยน สถานะของบุคคลเปลี่ยน พิธีกรรมจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้ตัดขาดระหว่างโลกเก่าและโลกใหม่


________________________
[1]ดังจะเห็นได้จากบทวิจารณ์ของหนังสือพิมพ์ต่างๆล้วนกล่าวไปในแนวทางเดียวกัน เช่น
“More political allegory than horror movie”
The Washington Post

“The story’s focus on how people reac under unexplainable duress”
Los Angeles Time.

“…It explores issue as fundamentally elusive as the nature of man, the existence of God and the purpose of religion..”
New York Daily News.

[2] สมบัติ จันทรวงศ์.ประวัติปรัชญาการเมืองเบื้องต้น เล่มที่ 1.กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์คบไฟ,2550,หน้า 161.
[3] ในส่วนนี้สิ่งที่ต้องระวังในการตั้งข้อสังเกตคือ การบูชายันต์เป็น Crude religious practices ที่ถูกนำมาใช้ผ่านการอ้างความชอบธรรมในทุกด้านของคริสต์ศาสนา ซึ่ง Crude religious practices อาจพบได้ในกลุ่มของ Christian fundamentalism
[4] แดงต้อย มาลาสิทธิ์.อิทธิพลของพระคัมภีร์ไบเบิลต่อวรรณกรรมตะวันตก.สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หน้า

ไม่มีความคิดเห็น: