สังคมไทยปัจจุบันมีหลายต่อหลายสิ่งเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่การเมืองในรัฐสภาและอำนาจในการกำหนดนโยบายสาธารณะดูเหมือนจะไกลเกินกว่าที่คนธรรมดาจะมีอำนาจในการต่อรองเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง แต่ทุกวันนี้หลายภาคส่วนของสังคม ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนนักศึกษา พ่อค้าแม่ขาย เกษตรกรชาวสวน ลูกจ้างแรงงาน ข้าราชการนักธุรกิจ ฯลฯ ต่างเริ่มตระหนักและตื่นตัวต่อสิทธิในการกำหนดวิถีชีวิตของตน การถกเถียงพูดคุยกันในประเด็นการเมืองหรือเรื่องสาธารณะจึงมีเพิ่มมากขึ้น
ที่ผ่านมาการการถกเถียงพูดคุยมักจะให้ความสำคัญกับการพูดมากกว่าการรับฟัง กล่าวคือคนพูด ก็ไม่สนใจที่จะพูดให้คนรับฟัง ส่วนคนฟังก็ไม่ได้รับฟังเพื่อจะเข้าใจอะไร แต่เพื่อหาเรื่องประท้วง และจะได้เป็นฝ่ายพูดบ้างเท่านั้นเอง การถกเถียงพูดคุยในลักษณะนี้จึงเป็นการพูดคุยแบบทางเดียวหรือที่เรียกในภาษาอังกฤษว่าโมโนล็อค (Monologue) ซึ่งมักจะนำมาสู่ความขัดแย้งเพราะความไม่เข้าใจกันในที่สุด การเรียนรู้ที่จะพูดคุยถกเถียงแบบไดอะล็อค (Dialogue) หรืออาจเรียกว่า“การสนทนา” ที่ผู้พูดและผู้ฟังพร้อมที่จะรับฟังและพูดคุยแบบเปิดจิตเปิดใจให้กว้าง และพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงความเชื่อหรือสิ่งที่เคยได้รับรู้มากับคู่สนทนาในทุกช่วงขณะของการพูดคุย อาจช่วยทำให้ความขัดแย้งจากการพูดคุยลดน้อยลง และนำไปสู่ความเข้าใจระหว่างกันที่เพิ่มมากขึ้น
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ควรคำนึงเป็นเบื้องต้นในทุกครั้งที่สนทนาคือการพยายามทำความเข้าใจกับความคิดของคู่สนทนาก่อนที่จะหาเหตุผลมาหักล้างเพื่อเอาชนะทางความคิด เพราะถึงที่สุดแล้วคงไม่เกิดประโยชน์อันใด หากเราจะมุ่งเอาชนะทางความคิดโดยหาสารพัดเหตุผลมาหักล้างคู่สนทนาเฉพาะหน้า แต่กลับพ่ายแพ้ในการรักษาความสัมพันธ์และการสร้างความเข้าอกเข้าใจระหว่างกัน.
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
+colour.jpg)
1 ความคิดเห็น:
Totally agree.
แสดงความคิดเห็น