วันเสาร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ตุลากับพฤศจิกา...และวันที่คิดถึงเมืองลาว


นี่ก้อผ่านมาเดือนกว่าแล้วที่จากประเทศลาวมา บอกตามตรงว่าคิดถึ้งงงคิดถึง พอเปิดเวปเข้าไปดูรูปทั้งที่เวียงจันทน์และวังเวียงภาพบรรยากาศเก่าๆพลันสว่างขึ้นทันใจนึก...

ช่วงเวลาแห่งการเดินทางตลอดเดือนตุลาคมร่วมกว่า6,000กิโลซึ่งเป็นการเดินทางที่ต่อเนื่องยาวนานที่สุดตั้งแต่เคยเดินทางมามันช่างแสนแตกต่างจากชีวิตที่จำต้องประสบพบเจอในวันนี้

วันที่ต้องคอยปั่นต้นฉบับการวิเคราะห์สังคมการเมืองฟิลิปปินส์ส่งอาจารย์สีดา

วันที่ต้องนั่งอกสั่นขวัญแขวนว่าจะอ่านหนังสือเพื่อเตรียมเข้าเรียนการเมืองและนวนิยายของอาจารย์ชัยวัฒน์ไม่ทัน วันที่ต้อง

วันที่ต้องรอลุ้นว่าเมื่อไหร่อาจารย์ไพฑูรย์จะเรียกให้ไปส่งข้อสอบไฟนอลหลังจากที่ลืมไปสอบเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก้อไม่รู้

วันที่ต้องวิ่งตามกิจการต่างๆของชุมนุมฟันดาบ ไหนจะโครงการใหม่ ไหนจะโครงการเก่า ไหนจะต้องมานั่งทำรายงานการประเมินโครงการอันยืดยาวเพื่อส่งให้กับกองกิจฯซึ่งไม่รู้ด้วยว่ามันจะอ่านที่กูอุตส่าห์นั่งพิมพ์ทั้งคืนรึป่าว?

และสุดท้ายวันที่อดมื้อกินมื้อ บางวันก้อได้กินสองมื้อ บางวันก้อจำต้องกินมื้อเดียว วันไหนโชคไม่ดีไม่ได้พบเจอคนรู้จักก้อไม่ได้กิน ส่วนไอ้สามมื้ออ่ะหรอ...ลืมไปได้เลย จนมาถึงวันที่ข้าวตกไม่ถึงท้องร่วมเกือบสามวัน มีเพียงน้ำประปาที่ได้จากก๊อกน้ำในห้องน้ำพอยืดเวลาให้หัวใจที่ห่อเหี่ยวและแห้งผากยังเต้นต่อไปได้ และแทบไม่น่าเชื่อว่ารอดมาได้ โชคดีที่ไหวทันว่าตัวเองกำลังจะช๊อค เลยจำต้องยอมแบกหน้าไปขอข้าวเขากินจนได้ และผลจากการที่ร่างกายขาดอาหารนี่เองที่ทำให้ในเวลาต่อมาร่างกายต้องล้มป่วยลงในที่สุด แต่ก้อเป็นป่วยที่ยาวนานกว่าปกติ เพราะมันขึ้นๆลงๆมาร่วมจะสัปดาห์หนึ่งแล้ว

สุดท้ายจริงๆคือวันที่ตัวเองไม่สามารถที่จะเดินทางไปไหนได้สักที่ แม้กระทั่งจะไปสัมภาษณ์งานก้อยังไม่มีปัญญาจะไป เล่าให้ใครฟังก้อโดนเค้าด่าชิพหายว่ามึงโง่หรือมึงบ้าเอาอนาคตตัวเองไปทิ้งไว้กับเรื่องแบบนี้ได้ยังไง

เห็นหรือยัง?? ระหว่างเดือนตุลาคม กับเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม มันช่างแตกต่างอย่างลิปลับ หากเปรียบชีวิตในช่วงนี้เป็นดั่งภาพถ่ายแล้วคอนทราสต์คงจะจัดจ้านน่าดูในช่วงเดือนตุลา และม่นมัวแบบตุ่นๆในช่วงเดือนพฤษจิกา หรืออาจจะเปรียบได้อีกว่า จากชีวิตแบบดอกฟ้ากลายมาเป็นหมาขี้เรื้อน ที่เต็มไปด้วยภาระรุงรังที่คอยเกาะกินและบั่นทอนจิตใจ จะไปไหนก้อไม่สามารถไปได้ต้องวนๆเวียนๆอยู่แถวท้องที่ถิ่นมัน ขณะที่ร่างกายก้อผอมโซ ในบางวันก้อมีคนเค้าเมตตาสงสารเอาอาหารมาให้ วันไหนไม่เจอใครให้เค้าเวทนาก้อต้องนอนเซารอวันใหม่ให้หายหิวอยู่บนห้องแต่เพียงลำพัง ผลสุดท้ายคือโรคที่รุมเร้าจากสภาพของ"หมาขี้เรื้อน"

เพราะฉะนั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลยที่อยู่ดีๆวันหนึ่ง จะเกิดอาการคิดถึงเมืองลาวขึ้นมา เพราะชีวิตในวันนี้มันช่างต่างจากวันวานเสียเหลือเกิน วันที่สายลมพัดเอื่อย โอบล้อมด้วยขุนเขาและแมกไม้ นอนเปลญวนจิบเบียร์ลาวริมลำน้ำซองไปพลาง อ่านหนังสือดีๆสักเล่มไปพลาง ร้อนหน่อยก้อโดดลงน้ำให้มันช่ำจิตช่ำใจ ถ้าเริ่มเบื่อก้อออกเดินถ่ายรูปเล่น หิวก้อออกไปหาบาเก๊ตส์กินถ้าให้ดีต้องเบคอนชีสและออมเลต พอตกค่ำก้อนั่งสนทนาวิสาสะกับเพื่อนต่างแดน ออกไปแดนซ์ให้เหงื่อมันออกซักหน่อยที่บัตเกตบาร์ กลับมากรุ่มกริ่มพอได้ที่ เอกเขนกลงเปลพลันหลับไหลไปกับแสงดาวและสายลมเย็นริมลำน้ำซอง

ตลอดเวลาร่วมสัปดาห์ ณ เมืองลาว มีเพียงสามหนเท่านั้นที่ผมได้จิบน้ำเปล่า ที่เหลือคือเบียร์ลาว ที่กินมันทั้งวันทั้งคืนโดยไม่ต้องพะวงในเรื่องอันใด อยากกิน...กิน กินไปเดินไปไม่ต้องแคร์ใคร ชีวิตในเมืองลาวของผมจึงมีเพียงแค่ของสองสิ่งที่อยู่ในมือ ข้างหนึ่งคือกล้องถ่ายรูปตัวเขื่อง และอีกข้างคือเบียร์ลาว เบียร์ชั้นยอดที่กินได้แม่งทั้งวันทั้งคืนจิงๆ เดินถ่ายรูปไป พลางจิบเบียร์ลาวไป หามุมมอง รังสรรค์จินตนาการใหม่และจรรโลงจิตใจของตนด้วยศิลปะการถ่ายภาพกับน้ำจันทร์ ....แหม่! สุขใดจะเทียมเท่า!!!

นี่ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องคายัคกิ้งนะ... เพราะเมื่อคุณอยู่บนคายัคระหว่างลัดเลาะไปตามลำน้ำซองคุณอาจจะได้ตระหนักถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ และความสำนึกในตนว่าเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กของจักรวาล ภูเขาหินปูนขนาดมหึมาที่ประกอบไปด้วยรูปทรงต่างๆนานาพาให้มนุษย์ตัวเล็กเผลอจินตนาการไปได้ร้อยแปด เกาะแก่งที่เคี้ยวคดเป็นเสมือนตัวโน้ตบนบทเพลงแห่งการเดินทาง อุปสรรคที่คอยท้าทายอยู่ตลอดเวลาก้อเช่นเดียวกัน

เฮ้ออ!! .....ตุลากับพฤศจิกาเอ๋ย ทำไมมันช่างต่างกันราวสวรรค์กับนรก

ชีวิตเดินทางกับชีวิตประจำวัน ช่วยเขยิบมาให้ใกล้กันสักนิดกว่านี้จะได้มั๊ยจ๊ะ...

เด๋วดีเด๋วร้ายกับเค้าแบบนี้ เค้าปรับใจตามไม่ทันนะ อย่าโหดร้ายกับเค้าอย่างนี้ซิ...

รีบกลับมาเถอะนะ กลับมาเถอะ เราจะเดินทางไปค้นหาโลกค้นหาความหมายของชีวิตร่วมกัน....อีกครั้งหนึ่ง



-----------------------------------------------------------------------------------------
ขอขอบคุณผู้ใจบุญที่มีเมตตากรุณาบริจาคอาหารและน้ำ
ให้ชีวิตของผมได้ดำเนินต่อไปในช่วงเดือนอันโหดร้ายนี้

ขอบคุณเอมนะ ถ้าไม่ได้เอม ทั้งชุมนุมและตัวแดนเองคงเจ๊งไปพร้อมๆกัน น้องๆคงไปได้ไปแข่งชิงแชมป์ประเทศไทย น้องดลคงไม่ได้โชว์ฝีมือ น้องหนุ่มอาจไม่ได้ลงเล่น พวกเราคงไม่มีปัญญาได้ขึ้นรถตู้สบายๆไปคงไม่ได้มีข้าวกินกันอิ่มเอมอย่างถ้วนหน้าถ้าไม่ได้เอมช่วยไว้ ส่วนแดน คงไม่ได้ไปส่งข้อสอบอาจารย์ไพฑูรย์ซึ่งหมายถึงเรียนไม่จบ และคงอดข้าวนับสิบๆมื้อถ้าไม่ได้เอมที่คอยช่วยแดนไว้ตลอด และในทุกครั้งที่เอมรับปากจะช่วยทั้งชุมนุมและชีวิตแดน เอมไม่เคยที่จะลืมเลย....ขอบใจนะที่ไม่ทิ้งกัน

ขอบคุณพี่โต้ง(พขร.มธ.)ที่เข้ามาช่วยผมในวันที่ผมไม่ได้กินอะไรมาทั้งวันและกำลังตัดสินใจที่จะใช้เงินส่วนสุดท้ายประทังชีวิตเพื่อให้ทำงานได้ในคืนนั้น แต่เหมือนสวรรค์รู้ทัน พี้เลยเลี้ยงก๋วยเตี๋ยวหมูต้มยำร้านโปรดผมโดยที่ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้กินข้าวกับพี่ในโอกาสแบบนี้

ขอบคุณไอ้สืบและเอยที่ไปทำบุญที่อยุธยาแล้วไม่รู้อะไรดลใจให้ซื้อก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋นจากอยุธยามาฝาก บางทีอาจเป็นเพราะผลกรรมที่เราเคยไปเที่ยวไปทำบุญที่อยุธยามาแล้วด้วยกันครั้งหนึ่งก้อเป็นได้ อยากบอกว่าวันนั้นเปรมสุดๆ เนื้อล้วนๆอ่ะเนื้อล้วนๆ สืบกะเอยเอามาให้ในวันที่ตกอับโดยแดนไม่เคยได้บอกกล่าว ไม่รู้ว่ารู้ได้ไงว่าคนกำลังโซ ...แดนดีใจแบบไม่รู้จะพูดขอบคุณยังไง

ขอบคุณน้องเปาที่ช่วยชีวิตพี่ไว้จากวันที่พี่เกือบจะช๊อคเพราะไม่ได้กินข้าวมาร่วมสามวัน สุกี้ทะเล และข้าวผัดมันกุ้งที่เอ็งช่วยพี่ไว้วันนั้น มันต่อลมหายใจของพี่จิงๆ ไม่ใช่เป็นเพียงแค่สำนวน

ขอบใจไอ้เอฟที่ไม่เคยปฏิเสธคำเย้าแหย่ให้เลี้ยงข้าวจากเพื่อนคนนี้ ในวันที่กูต้องไปท่าพระจันทร์ลำพังค่ารถก้อลำบากลำบนพออยู่แล้ว ค่าข้าววันนั้นจึงไม่ต้องพูดถึง นั่นคือเท่ากับคำว่า "หมดสิทธิ์" แต่ก้อได้มึงนี่แหละที่คอยช่วยเหลือกูอยู่เสมอและไม่เคยที่จะทิ้งกูไว้ให้ต้องแง่วและโซอยู่ที่ท่าพระจันทร์แต่เพียงผู้เดียว

ขอบคุณแม็กกี้ที่ไม่เคยที่จะปฏิเสธที่จะช่วยเหลือเพื่อนคนนี้ในยามทุกข์ยาก แม้ในวันที่อยู่ห่างไกลกันมึงก้อไม่เคยที่จะขี้เกียจหรือลืมที่จะวิ่งไปช่วยเหลือกู ตั้งแต่ปีหนึ่งถึงปีสี่

ขอบคุณป้าร้านน้องแอมที่ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้แก่ไม่คิดค่ากับข้าวผมหนึ่งอย่าง (นั่นประหยัดไปได้ตั้งห้าบาทเชียวน้าาาา)

และสุดท้ายขอบคุณโลกใบนี้ที่สอนให้ผม ได้เรียนรู้บทเรียนใหม่ที่ไม่เคยได้รับ(อย่างสาหัสสากัญ)เท่านี้มาก่อนในชีวิต "ต่อไปมันจะไม่มีเกิดขึ้นอีก" .....ผมสัญญากับตัวเอง


ไม่มีความคิดเห็น: