วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ขอบ่น เรื่องปลุกกระแสน้ำมัน

สำหรับผู้ที่นิยมต่อว่ารัฐว่า "ไม่มีหน่วยงานไหน มาอธิบาย" ความเป็นจริงแล้ว หน่วยงานรัฐชี้แจงหลายรอบแล้วคับ แต่ปัญหาคือกลุ่มการเมืองบางสี ส.ว. และนักเคลื่อนไหวต่างๆ เอาแต่ปลุกประเด็นที่ตัวเองไปเสิร์ชในอินเตอร์เน็ตมาวิจารณ์แล้วเผยแพร่ปลุกระดม พอหน่วยงานรัฐเขาไปชี้แจงในสภาฯหรือชี้แจงข้อมูลผ่านสภาาฯหรือทำหนังสือชี้แจงกลุ่มแอ๊คติวิสท์เหล่านี้กลับไม่ยอมเอามาเผยแพร่ให้ประชาชนได้ทราบ อีกอย่างคือตัวผู้รับสื่อเองก็เลือกที่จะฟังแต่อะไรที่มันเร้าใจอย่างเดียว เช่นคลิปข้างบน แต่ไม่เคยที่จะเข้าไปสืบค้นข้อเท็จจริงบ้างเลย สงสัยก็ถามซิกระทรวงซิครับ ไม่ใช่เอาแต่ฟังข้อมูลที่เค้านำเสนอด้านเดียว กฎหมายก็เปิดช่องให้ซักถามแล้วตาม พรบ.ข้อมูลข่าวสาร 

วันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2555

รำลึกชุมนุม


หลังเรียนจบผมมองชุมนุมในแง่ค่อนข้างลบ โดยเอาไปเปรียบเทียบน้ำหนักกับกิจกรรมทางวิชาการ
วันนี้กลับมาดูรูปทีละรูปแล้วฉุกคิดขึ้นมาได้ บางทีผมอาจจะคิดถึงแต่เรื่องผลประโยชน์ทางการเรียนมากเกินไป
จนลืมความสุขความทรงจำดีๆที่ได้จากชุมนุม การดูแลที่เสมอต้นเสมอปลายจากพี่เป้พี่พัต ความตื่นเต้นความสนุกจากการได้เรียนรู้อะไรใหม่เสมอจากพี่ตุน ความมุ่งมั่นของต่ายและน้องหนุ่ม ความจริงจังจากพี่เบนและน้องเปา ความไม่จริงจัง(ฮา)จากน้องตูน ความขยันซ่อมดาบของไอ่นัท ความแมนจากน้องเตยและโม สีสันแบบสาวๆจากเอิงเอยและแตงโม ความเป็นกันเองของน้องๆมัธยมจากจุฬาภรณ์ ลพบุรี

ตอนนั้นพี่เป้สวยและน่ารักมาก
ตอนนั้นตุนๆเสน่ห์เหลือร้ายแท็คติคเหลือล้น
ตอนนั้นพี่เบนจริงจังเหลือเกิน
ตอนนั้นพี่พัตฟิตแบบโหดสัดวินัยจัด
ตอนนั้นไอ่ต่ายก็อดทนรอโค้ชสุดๆ
ตอนนั้นเตยโมเป็นความหวังทั้งใจของผม
ตอนนั้นตูนรับปากว่าจะลดน้ำหนักให้ได้10โล
ตอนนั้นทุกคนอยากมีตาเหมือนน้องแชมป์
ตอนนั้นเรากินเลี้ยงกันบ่อยจัด
ตอนนั้นกล้าพูดได้เลยว่าชุมนุมนี้หรูที่สุดในมหาลัย
ตอนนั้นยิมเจ็ดแม่งชอบตุกติกเล่นการเมืองเลยต้องเล่นคืน
ตอนนั้นน้องนุ๊กแม่งหายไปจากวงโคจรเกือบปีตามรอยน้องโม
ตอนนั้นเกิดภาวะdilemmaเมื่อระหว่างผู้หญิงของนัท
ตอนนั้นน้องหนุ่มแลน้องตูนต้องแดกหญ้า
ตอนนั้นเราพยายามเหลือเกินที่จะให้เด็กใหม่อยู่เกินเทอม
ตอนนั้นเรามีทีมกายภาพบำบักประจำด้วย
ตอนนั้นเป็นครั้งแรกที่งบของฟันดาบสูงกว่าฟุตบอล
ตอนนั้นเกิดศึกชิงนาง
ตอนนั้นผมทำผิดพลาดหลายอย่างและยังไม่กล้าขอโทษ
ตอนนั้นผมกับน้องๆภูมิใจมากกับการเข้ารอบชิงเนวีของตุนๆ
ตอนนั้นก๋วยเตี๋ยวเนื้อบ้านน้องดุ๊กอร่อยที่สุด
ตอนนั้นหลังแข่งเสร็จเราจะไปโยนโบว์กัน
ตอนนั้นผมเลยออกเวรทำความสะอาดห้องชุมนุมแต่ก็ไปได้ไม่นาน
ตอนนั้นพี่เป้เป็นคนพาชุมนุมเข้าสู่วงการก๋วยเตี๋ยวลุงป้าหลังอนเตอร์ปาร์ค
ตอนนั้นเราประชุมกันที่ระเบียงห้องเปาเป็นประจำ
ตอนนั้นข้างแกงน้องแอมสองอย่างสิบแปดและพี่พัตไม่กินน้ำอัดลม
......

(เขียนไม่จบเมื่อ 22 พ.ค. 2555)
หมายเหตุ ข้อความทั้งหมดนี้อยู่ในใจ ความจริงไม่อยากเปิดเผยออกสู่สาธารณะ แต่คิดว่ายังไงก็คงไม่มีใครเข้ามาอ่านในนี้อยู่แล้ว จึงเก็บไว้ในโลกออนไลน์ประกันความทรงจำไว้ด้วยอีกทางหนึ่ง

วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ม็อบคนรวยกับม็อบคนจนในเดือนเดียวกัน


All roads lead to Government House!!
สัปดาห์ที่แล้วเกษตรกรม็อบคูโบต้าชุมนุมประท้วงเรื่องเครื่องมือทำการเกษตร
สัปดาห์นี้ม็อบพ่อค้าและนักบิดบิ๊กไบท์ชุมนุมประท้วงเรื่องเครื่องมือผ่อนคลาย(+ทำกิน)
...คนชั้นกลางในเมืองหลวงขับรถแอร์เย็นฉ่ำเวลาเจอม็อบมักกร่นด่าเป็นฝืนไฟ ตราบใดที่ตนเองยังไม่เดือดร้อนฉันนั้นไม่มีวันเข้าใจ
...มาทำไมพวกม็อบคนจน??

วันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

วิถีชีวิตหลังสละโสด( ตอนที่1 ) Pitipee Ruammake (แปะไว้อ่าน)




ปัจจุบัน หนุ่มสาวไทยหวงแหนคำว่า "โสดและอิสระ" กว่าจะยอมสละโสดเข้าพิธีวิวาห์ต้องคิดทบทวนกันหลายคราว หลายท่านอาจตั้งคำถามว่า แต่งงานแล้วชีวิตจะเป็นอย่างไร การแต่งงานทำให้ขาดความเป็นอิสระจริงหรือ ถ้าคิดว่าจะแต่งงานควรแต่งงานเข้าหรือแต่งออกดี ในขณะเดียวกัน บางท่านอาจตัดสินใจแต่งงานเพื่อค้นหาบางสิ่งที่ขาดหายไปในชีวิต ด้วยความหวังว่าการแต่งงานจะช่วยเติมเต็มชีวิตของเขา ดังนั้น ดิฉัน อาจารย์ปิติพีร์ รวมเมฆ จากภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ทำการศึกษาถึงวิถีชีวิตของหนุ่มสาวไทยที่กล้าที่จะทิ้งความโ สดและก้าวสู่อีกช่วงหนึ่งของชีวิตไปสู่ช่วง"เริ่มต้นชีวิตคู่ "

บทความนี้จะกล่าวถึงผลจากการวิจัย ที่ดิฉันได้มุ่งเน้นการศึกษาถึงแบบแผนการดำรงชีวิตของผู้บริโภค ไทยในช่วงเริ่มต้นชีวิตคู่ (Newly Married Couples) ซึ่งเป็นช่วงที่ 2 ของงานวิจัยชุดวงจรชีวิตครอบครัวไทยทั้ง 8 ช่วง ที่ดิฉันได้ทำการศึกษาร่วมกับคณะซึ่งประกอบด้วย รองศาสตราจารย์วิทวัส รุ่งเรืองผล และอาจารย์วิทยา จารุพงศ์โสภณ จากภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ก่อนที่จะเข้าสู่ผลการวิจัย จะขอกล่าวถึงวิธีการศึกษาในครั้งนี้ก่อน ในการวิจัยครั้งนี้ดิฉันได้เก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-depth Interview) ร่วมกับการให้กลุ่มตัวอย่างบันทึกกิจวัตรประจำวันเป็นเวลา 2 สัปดาห์ผ่านทางกระดานบันทึกส่วนตัว (Diary Board) โดยกลุ่มตัวอย่างสำหรับการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย สามีหรือภรรยาที่แต่งงานแล้วแต่ยังไม่มีบุตร จำนวน 24 ราย แบ่งเป็น ชาย 11 ราย หญิง 13 ราย โดยมีอายุอยู่ในช่วง 25-37 ปี และมีรายได้ต่อครอบครัวตั้งแต่10,000 บาทต่อเดือน จนถึง 500,000 บาทต่อเดือน โดยเฉลี่ยแล้วจัดได้ว่าเป็นกลุ่มที่มีฐานะระดับปานกลางถึงระดับ สูง ประกอบอาชีพหลากหลายตั้งแต่รับราชการ ลูกจ้างบริษัทเอกชน จนถึงเจ้าของกิจการ

จากการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่กระทบการดำรงชีวิตของคู่สมรสที่เพิ่งเริ่มต้นชีวิตคู่ ปัจจัยแรกคือ สถานะการพึ่งพิงครอบครัวเดิม โดยลักษณะการพึ่งพิงแบ่งได้ดังนี้



การพักอาศัยร่วมกันกับครอบครัวเดิมหรือแต่งเข้า

ครอบครัวไทยส่วนใหญ่เป็นครอบครัวขยายซึ่งเน้นการสร้างความสัมพั นธ์ที่ดีในครอบครัว ความใกล้ชิด ความอบอุ่น และความผูกพันในครอบครัวค่อนข้างสูง การแต่งงานมักจะเป็นการแต่งเข้า คือ การแต่งสามีหรือภรรยาเข้ามาอยู่ร่วมกับครอบครัวเดิม สาเหตุหลักของการแต่งเข้าประการแรก คือ หลายคู่ยังไม่พร้อมที่จะรับภาระค่าใช้จ่ายและการดูแลที่อยู่อาศ ัยเอง ยังต้องพึ่งพาครอบครัวเดิมในด้านการเงินในส่วนของค่าใช้จ่ายในบ ้าน อาทิ ค่าอาหาร ค่าเครื่องครัว ค่าไฟฟ้า ค่านํ้าประปา ค่าแรงแม่บ้านและคนสวน ประการที่สอง บางรายเป็นลูกคนเดียว หรือ พี่น้องของตนได้แต่งงานแยกออกไปอยู่กันเอง จึงเป็นหน้าที่ของตนเองที่จะต้องแต่งเข้าเพื่ออยู่เป็นเพื่อนพ่ อแม่ของตนเอง ดังที่ คุณเอ๋ กล่าวว่า "แฟนเค้าเป็นลูกคนเดียว ถ้าไม่แต่งเข้าไปอยู่บ้านเค้าก็คงรู้สึกผิดที่ต้องทิ้งให้พ่อแม ่อยู่กันเองสองคน" ประการที่สาม คู่สมรสเป็นหัวหน้าครอบครัวที่รับภาระเลี้ยงดูพ่อแม่และคนในครอ บครัวตั้งแต่ก่อนแต่งงาน เมื่อแต่งงานแล้วจึงต้องแต่งเข้าเพราะยังคงต้องรับภาระเลี้ยงดู คนในครอบครัวต่อไป

 คู่สมรสที่แต่งเข้าส่วนใหญ่รู้สึกอึดอัดโดยเฉพาะผู้หญิง

การแต่งงานเข้าไปอยู่ในบ้านของครอบครัวอีกฝ่ายหนึ่งทำให้คู่สมร สบางรายรู้สึกอึดอัดและมีความคิดที่ต้องการจะย้ายออกไปอยู่กันเ อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิง เนื่องจากผู้หญิงมักจะเป็นเพศที่มีความเกรงใจสูง มีแบบแผนการใช้ชีวิตที่ยุ่งยาก และต้องการความเป็นส่วนตัวสูงเพราะปกติมักทำกิจกรรมในบ้านค่อนข ้างมาก เช่นทำอาหาร จัดบ้าน ดังที่ คุณอร กล่าวว่า "ครอบครัวแฟนแตกต่างกับครอบครัวของตนเองเยอะมาก ทางครอบครัวเค้าจะค่อนข้างอนุรักษ์นิยม คุณแม่เป็นแม่บ้าน คุณพ่อทำงานบริษัท แต่คนในครอบครัวของตนเป็นนักธุรกิจ ทำให้มีวิถึชีวิตที่ต่างกัน ตนรู้สึกอึดอัด ความเป็นส่วนตัวจำกัดอยู่แค่ในห้องนอนของตนเองเพราะบ้านแฟนค่อน ข้างเล็ก อยากแยกออกไปอยู่เองแต่แฟนไม่ยอมเพราะเค้าติดแม่มาก" ส่วนคุณวิกกี้ กล่าวว่า "ไม่ได้รู้สึกอึดอัดมากเพราะรู้จักปรับตัว แต่ยังมีความเกรงใจทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตของคนได้อย่างเต็มที่ เช่น ตนเองเป็นคนต้องใส่เสื้อผ้าที่ต้องตากแดด แต่บ้านฝ่ายชายใช้ระบบอบผ้า ไม่มีที่ตากผ้า ทำให้ต้องนำเสื้อผ้ากลับไปซักที่บ้านของครอบครัวเราเอง"

สำหรับฝ่ายชายที่ไม่ค่อยรู้สึกอึดอัดที่ต้องแต่งงานเข้า เนื่องจากเป็นคนใช้ชีวิตที่เรียบง่าย ต้องทำงานเป็นหัวหน้าครอบครัว มักจะกลับบ้านดึกกว่าฝ่ายหญิง จึงมีเวลาใช้ชีวิตในบ้านค่อนข้างน้อย เช่น คุณกึ้ง กล่าวว่า "ไม่รู้สึกอึดอัดเลยเนื่องจากพ่อแม่แฟนดีกับตนมากๆ และรู้จักคุ้นเคยกันตั้งแต่ก่อนแต่งงานแล้ว"

สิ่งที่ผู้แต่งเข้าทำเมื่อรู้สึกอึดอัด คือ ต้องอดทนและพยายามปรับตัวให้เข้ากับคนในบ้านมากขึ้น บางรายหลีกเลี่ยงการใช้ชีวิตในบ้านโดยการไปทำกิจกรรมต่างๆนอกบ้ าน เช่น ทานอาหาร ออกกำลังกาย แล้วกลับมาบ้านเพื่อนอนเท่านั้น บางรายถึงกับวางแผนว่าจะย้ายออกไปอยู่กันเองกับสามีเมื่อมีลูก เพราะการมีลูกทำให้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการใช้ชีวิตในบ้านได้

การพึ่งพาการสนับสนุนทางการเงินจากครอบครัวเดิม

ลักษณะที่เด่นชัดของครอบครัวไทย โดยเฉพาะสำหรับคนชั้นกลางขึ้นไป พ่อแม่มักจะให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ลูกของตน ถึงแม้ว่าลูกจะมีงานทำและมีรายได้เป็นของตัวเอง หรือแต่งงานแยกออกไปสร้างครอบครัวใหม่แล้วก็ตาม ในกรณีที่แต่งเข้ามาอยู่ในบ้านก็จะได้รับการสนับสนุนทางการเงิน ในเรื่องของค่าใช้จ่ายในบ้านทั้งหมด และให้เงินแก่ลูกของตนบ้างเป็นครั้งคราวแล้วแต่โอกาส เช่น การให้เงินช่วยเป็นครั้งคราว การจ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิตแบบออมทรัพย์ให้ เป็นต้น

ส่วนคู่ที่แต่งงานและแยกออกไปอยู่กันเองตามลำพังสามีภรรยา หรือ ที่เรียกว่าแต่งออกนั้นมักจะได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากครอ บครัวทั้งสองฝ่ายเพื่อใช้ในการสร้างครอบครัวใหม่ทั้งทางตรงและท างอ้อม ได้แก่ การพักผ่อนหรือซื้อบ้านและรถยนต์ให้ และการให้เงินก้นถุงเพื่อเอาไปดูแลและจัดสรรเองสำหรับเป็นค่าใช ้จ่ายในบ้าน



ความเปลี่ยนแปลงจากวงจรชีวิตครอบครัวช่วงโสดอิสระ (Bachelor) ไปสู่ช่วงเริ่มต้นชีวิตคู่ (Newly Married Couples)

คนทั่วไปมักคิดว่าการแต่งงานเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในชีว ิตจุดหนึ่งเนื่องจากคู่สมรสต้องปรับตัวอย่างมากจากการที่ต้องมา ใช้ชีวิตร่วมกัน แต่จากการวิจัยพบว่า คู่สมรสไม่ได้รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงมากนักจากการแต่งงานและต้ องใช้ชีวิตร่วมกับคนอีกหนึ่งคน เนื่องจากได้คบหาและเริ่มปรับตัวเข้าหากันอยู่แล้วก่อนที่จะแต่ งงาน การที่ตัดสินใจแต่งงาน ส่วนหนึ่งเกิดจากการปรับตัวเข้ากันได้ ความเข้าใจ และความไว้ใจซึ่งกันและกัน กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่คบหากันนานกว่า 3 ปี บางรายนานถึง 11 ปี เช่น คุณนก กล่าวว่า "รู้สึกว่าชีวิตเปลี่ยนแปลงตอนที่เจอแฟนแล้วรู้สึกว่าใช่ ส่วนหลังจากแต่งงานรู้สึกว่าเฉยๆ ไม่ได้รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงใดๆเลย" นอกจากนี้ จากการวิจัยกลับพบว่าปัจจัยที่มีผลกระทบโดยตรงต่อการเปลี่ยนแปล งวิถีชีวิตคือ



1. การย้ายบ้านและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปหลังจากการแต่งงาน

เกิดจากการแต่งเข้าไปอยู่ในครอบครัวของอีกฝ่ายหรือการแต่งงานแย กออกไปอยู่กันสองคนตามลำพัง การย้ายบ้านเข้าไปอยู่ในบ้านคนอื่นทำให้ต้องมีการปรับตัวอย่างม ากจากการที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป การปรับตัวให้เข้ากับครอบครัวใหม่ การแต่งงานไม่ได้แค่เปิดรับใครหนึ่งคนเข้ามาในชีวิตแต่รวมถึงกา รเปิดรับครอบครัวของคู่สมรสด้วย

2. การเพิ่มขึ้นของความรับผิดชอบ ภาระค่าใช้จ่ายและการดูแลบ้าน

การแต่งออกมาอยู่กันเองตามลำพัง ส่งผลให้คู่สมรสต้องปรับตัวอย่างมากเนื่องจากต้องรับภาระค่าใช้ จ่ายในบ้านที่เพิ่มขึ้น จากเดิมที่เคยอาศัยอยู่กับครอบครัว ไม่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายใดๆ นอกจากค่าใช้จ่ายส่วนตัวของตนเอง ทำให้เริ่มมีการวางแผนการเงิน ทั้งในส่วนของการใช้จ่ายและการออม รวมถึงการให้ความสำคัญกับการทำประกันชีวิตและประกันสุขภาพดัวย (สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้จ่ายและการออมจะกล่าว ถึงในตอนต่อไป) เช่น คุณสุภาพร ที่แต่งงานแล้วย้ายออกมาอยู่คอนโดกับสามี 2 คนกล่าวว่า "จุดเปลี่ยนของชีวิตคือการแต่งงาน เพราะต้องแยกออกมาอยู่กันตามลำพังกับสามี ซึ่งต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเอง ต้องเริ่มวางแผนอนาคต การเงิน การงาน เพื่อที่จะมีรายได้พอที่จะรับผิดชอบครอบครัวของตนเองได้"

 ผู้ชายรู้สึกเปลี่ยนมากกว่าผู้หญิงหลังแต่งงาน

การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและทัศนคติของผู้ชายหลังแต่งงานมีค่อนข ้างสูง เนื่องจากความรู้สึกว่าต้องเริ่มเป็นหัวหน้าครอบครัว ถึงแม้ว่าสังคมไทยในปัจจุบันสามีและภรรยาจะช่วยกันทำงานหารายได ้ให้ครอบครัวแล้วก็ตาม เช่น คุณต้นกล่าวว่า "หลังการแต่งงานรู้สึกว่าการใช้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างเยอะ มีความรับผิดชอบสูงขึ้น ต้องเป็นหัวหน้าครอบครัว ระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น คิดก่อนซื้อทุกครั้ง" ในขณะที่คุณสมคิด กล่าวว่า "การแต่งงานทำให้รู้สึกอยากทำประกันชีวิต เพราะอุ่นใจ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นก็มีหลักประกันให้คนที่เรารับผิดชอบอยู่"

โดยเฉพาะผู้ชายที่รักอิสระ ในวัยโสดชอบสังสรรค์กับเพื่อนฝูง จะรู้สึกว่าชีวิตของตนเองขาดความเป็นอิสระ ต้องแบ่งเวลาให้ภรรยาและครอบครัวมากขึ้น เช่น คุณกึ้ง กล่าวว่า "สิ่งที่ชอบมากที่สุดจากการแต่งงานคือ มีภรรยาคอยดูแลและได้ภรรยาที่ดี แต่สิ่งที่เสียดายจากการแต่งงานคือความอิสระ" เช่นเดียวกับคุณสมศักดิ์ที่กล่าวว่า "จุดเปลี่ยนของชีวิตผมคือการแต่งงานเนื่องจากขาดอิสระ จริงๆแล้วยังไม่อยากแต่งงาน ยังอยากใช้ชีวิตอิสระให้คุ้มค่าก่อน และอยากมีความมั่นคงในหน้าที่การงานให้พร้อมกว่านี้ สาเหตุที่แต่งงานเร็วกว่าที่วางแผนไว้เพราะผู้ใหญ่อยากให้รีบแต ่ง"

นอกจากนี้ผู้ชายหลายคนเริ่มปรับตัวตั้งแต่ตอนที่เริ่มมีการวางแ ผนชีวิตคู่ เมื่อผู้ชายเริ่มมีความรู้สึกว่าต้องการที่จะแต่งงานและสร้างคร อบครัวของตัวเอง ทำให้มีทัศนะคติและค่านิยมที่เปลี่ยนไป เริ่มมีการวางแผนโดยเฉพาะด้านการงานเพื่อเตรียมความมั่นคงให้กั บครอบครัวที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ดังเช่นที่คุณประจวบ ซึ่งทำงานประจำอยู่ที่ธนาคารแห่งหนึ่ง มีตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดี มีความก้าวหน้าดี ได้กล่าวว่า "ประมาณ 2 ปีก่อนแต่งงานก็เริ่มคิดจริงจังกับแฟน รู้สึกอยากแต่งงานกับคนนี้ ทำให้มีเรื่องที่ต้องถามตัวเองว่าควรจะเป็นลูกจ้างหรือออกไปทำธ ุรกิจเองดี"

ถ้าเปรียบเทียบกับผู้หญิงแล้ว การเปลี่ยนแปลงของทัศนะคติและความคิด รวมถึงวิถีชีวิตจะไม่มากเท่ากับผู้ชาย ธรรมชาติของผู้หญิงไทยยังคงเป็นผู้ตามและให้เกียรติสามีในการเป ็นผู้นำครอบครัว เมื่อแต่งงาน ผู้หญิงจะรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยมากกว่าที่จะรู้สึกว่าขาดอิสระ ผู้หญิงหลายคนแต่งงานเพราะรู้สึกว่าต้องการคนดูแลและต้องการหลั กประกันชีวิต การแต่งงานจึงเปรียบเสมือนการช่วยเติมเต็มความรู้สึกนี้ให้แก่ผ ู้หญิง เช่น คุณจิ๋ม กล่าวไว้ว่า "ปัจจัยที่ทำให้ตัดสินใจแต่งงานคือรู้สึกว่าพ่อแม่เป็นห่วงเพรา ะเป็นลูกคนเดียว ท่านจะได้หมดห่วงถ้าลูกเป็นฝั่งเป็นฝา" อีกทั้งยังกล่าวว่า "รู้สึกว่าพอแต่งงานแล้วมีพันธะ ถ้าหย่าก็จะเกิดปัญหาต่อพ่อแม่ สังคม ทำให้เลิกยากกว่าตอนเป็นแฟนกัน"

 กรณีที่วิถีชีวิตไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากการแต่งงาน

สำหรับคู่สมรสที่แต่งสามีหรือภรรยาเข้ามาอยู่ในบ้านตนเองนั้น ไม่ทำให้รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง เนื่องจากตนเองยังคงอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดิมพร้อมกับสมาชิกในคร อบครัวเดิม จึงไม่ต้องมีการปรับตัวใดๆเลย และยังไม่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในบ้านอีกด้วย ตัวอย่างเช่นที่คุณใหม่ กล่าว "ดิฉันไม่รู้สึกเปลี่ยนแปลงอะไร ยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม ทำงานเหมือนเดิม อยู่กับพ่อแม่พี่น้องเหมือนเดิม แค่มีสามีเพิ่มเข้ามาในบ้านเท่านั้น"



ที่กล่าวไปทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนแรกของผลวิจัยนี้เท่านั้น ในตอนต่อไปจะกล่าวถึง การบริหารเวลาและการเงินของครอบครัวเพิ่งเริ่มต้นชีวิตคู่ รวมถึง การวางแผนเรื่องการมีลูกว่าส่งผลให้วิถีชีวิตของคู่สมรสพลิกผัน ไปอย่างไร ทำไมคู่สมรสบางคู่ใช้ชีวิตและจับจ่ายใช้สอยอย่างสะดวกสบาย ในขณะที่บางคู่ต้องใช้เงินอย่างกระเบียดกระเสียด ถ้าท่านสนใจอยากทราบ ต้องติดตามตอนต่อไปของ วิถีชีวิตหลังสละโสดตอน 2 คะ


จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2042   08 ก.ย.  - 10 ก.ย. 2548

วันพุธที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2555

รวมข้อคิดเห็น NASA-อู่ตะเภา


พ.อ.ธีรนันท์ นันทขว้าง
ปัจจัยที่ทำให้เกิดผลกระทบจาก 3 มุม คือ มุมของจีน สหรัฐ และไทย ได้แก่ 

1.เพิ่มความหวาดระแวงระหว่างสหรัฐกับจีนในเวทีโลก
2.เป็นการตอกย้ำแนวคิดการปิดล้อมจีน
3.ไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเวทีความหวาดระแวงระหว่างสหรัฐกับจีน
4.ไทยอาจสร้างความไม่พอใจให้กับจีน และอาจนำไปสู่การดำเนินนโยบายต่างประเทศที่เป็นผลลบต่อไทย
5.ในส่วนของไทยเองมีการใช้ประเด็นนี้เป็นประเด็นทางการเมือง สร้างเงื่อนไขชาตินิยมสุดโต่ง และอาจทำให้ไทยเสียโอกาสในการรับองค์ความรู้ นวัตกรรม และข้อมูลทางวิทยาศาสตร์
6.ไทยอาจสร้างความไม่พอใจให้กับสหรัฐ และอาจนำไปสู่การดำเนินนโยบายการต่างประเทศที่เป็นผลลบต่อไทย 7.หากไทยตัดสินใจให้สหรัฐใช้พื้นที่ ก็จะนำไปสู่การเพิ่มน้ำหนักการขยายอิทธิพลของสหรัฐในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้


ระวังปัญหาความมั่นคง
            ทั้งนี้ ประเด็นนี้ยังเป็นเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคงที่หลายฝ่ายมองว่า ไทยอาจจะถูกสหรัฐอเมริกาใช้เป็นเบี้ยในกระดานชิงอำนาจในสังคมโลกได้ โดย “วอชิงตันโพสต์” หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ออกมาวิเคราะห์ก่อนหน้านี้ว่า โครงการดังกล่าวเป็นยุทธศาสตร์ของรัฐบาล บารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่จะย้อนกลับมาใช้ฐานทัพเก่าของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชีย เพื่อสกัดกั้นการขยายอิทธิพลทางทหารของจีน
            ขณะที่ รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยถึงมติ ครม.นำเรื่องการขอใช้อู่ตะเภาขององค์การนาซาเข้าสภาฯ ว่า ถือเป็นทางออกที่ดี แต่ถ้าหากนำเรื่องเข้ารัฐสภาต้องทำให้เกิดความชัดเจนว่ารายละเอียดเป็นอย่างไร
       ทั้งนี้มองว่านักวิทยาศาสตร์ต้องทำความเข้าใจว่ายุคปัจจุบันความมั่นคงระหว่างประเทศก็มีความสำคัญมากขึ้น ซึ่งจะต้องตัดสินใจให้รอบคอบด้วย มองว่าหากมีการเข้ามาศึกษาสภาพอากาศของนาซา โดยศักยภาพของไทยอาจจะเสียเปรียบ อาจจะไม่ใช้ความรู้ข้อมูลที่ได้มาไปพัฒนาอย่างจริงจัง แม้แต่สหรัฐฯ เองก็ยังไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่
            กรณีความมั่นคงนี้ ทางทีม “Special Scoop” ได้ติดต่อขอสัมภาษณ์นักวิชาการด้านความมั่นคง พ.อ.ดร.ธีรนันท์ นันทขว้าง ผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์ทางการทหาร
            พ.อ.ดร.ธีรนันท์ นันทกว้าง กล่าวว่า ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของมหาอำนาจนั้น สามารถตีความเป็นเรื่องของความมั่นคงได้หมด เพราะเรื่องของความมั่นคงสามารถรวมอยู่ในเนื้อเดียวกันกับเรื่องทุกเรื่องได้อยู่แล้ว เพียงแต่ว่ารัฐบาลไทยจะต้องพิจารณาเรื่องนี้อย่างละเอียด โดยใช้หลักทางการทูตระหว่างประเทศที่มีชั้นเชิงดีพอ
            โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ของไทยจะต้องชัดเจน เช่น เดิมไทยเคยวางยุทธศาสตร์กับสหรัฐฯ ไว้ว่าเป็นภาพความร่วมมือทางการทหาร ส่วนจีนเป็นในภาพของความร่วมมือทางด้านสังคมวัฒนธรรม
       ดังนั้น การปฏิเสธสหรัฐอเมริกาเลยก็ทำได้ แต่สหรัฐฯ ก็จะไม่สนใจเพราะว่าสหรัฐฯ ได้เข้าใช้พื้นที่ในประเทศเวียดนาม กัมพูชา และกำลังจะเข้าพม่า ในเรื่องความร่วมมือด้านต่างๆ อยู่แล้ว รวมถึงไทยก็มีโครงการที่สหรัฐฯ เข้ามาในมิติความมั่นคงอย่างอื่นอยู่แล้ว
            ขณะที่จีน ไทยไม่แคร์จีนก็ไม่ได้เช่นกัน เพราะจีนก็เป็นมหาอำนาจและมีความร่วมมือกับไทยหลายด้านในเวลานี้ ดังนั้น ประเทศไทยสามารถดำเนินการทางการทูตเพื่อสร้างความเข้าใจกับทั้งสองฝ่ายได้ เช่น แม้ไทยจะร่วมมือกับนาซาเพื่อสำรวจสภาพอากาศ แต่ไทยก็ร่วมมือกับจีนในด้านการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงซึ่งเป็นผลดีกับเศรษฐกิจทั้งสองฝ่ายได้ เป็นต้น



อู่ตะเภา : ตกลงใคร ริเริ่มเรื่องนี้กันแน่?
กาแฟดำ

จะนำเรื่อง "อู่ตะเภา" เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีหรือไม่อย่างไร เป็นประเด็นน่าจับตาและวิเคราะห์ เพราะเกี่ยวพันกับเรื่องการเมืองการทูตและการทหารอย่างปฏิเสธไม่ได้

 อู่ตะเภา มีทั้งมิติองค์การนาซา และกระทรวงกลาโหมของสหรัฐ ที่เขาบอกว่าไม่เกี่ยวกันและไม่ได้รู้เรื่องกันมาก่อน

 เดิมทีดูเหมือนจะเร่งร้อน เพราะรัฐมนตรีกลาโหมและแม่ทัพนายกองพากันไปพบนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่พัทยา ก่อนการประชุม ครม. สัญจรเมื่อสัปดาห์ก่อนเพื่อจะหารือกันเรื่องนี้เมื่อคนระดับประธานคณะเสนาธิการทหารของสหรัฐ นายพลมาร์ติน เดมพ์เซย์ มาเมืองไทยเองเพื่อพบนายกฯ และพูดคุยเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ

 แต่แล้วก็ไม่ได้นำเข้าวาระการประชุม ครม. โดยมีเหตุผลทางการว่ายังต้องเก็บรายละเอียด เพื่อความรอบคอบในการพิจารณา

 แต่แล้วผ่านมาอีกไม่กี่วัน รัฐมนตรีต่างประเทศสุรพงษ์ ก็บอกนักข่าวว่าทางสถานทูตสหรัฐส่งสารมาบอกว่า ถ้ารัฐบาลไทยไม่ตัดสินภายในวันที่ 26 มิถุนายน (คือวันนี้) เห็นทีองค์การนาซาเขาจะขนอุปกรณ์มาอู่ตะเภาเพื่อทำเรื่องสำรวจชั้นเมฆและมรสุมไม่ทัน จึงจะถอนตัวจากโครงการนี้

 คุณสุรพงษ์ บอกว่าเมื่อเป็นเช่นนั้นจึงจะรีบนำเสนอ ครม. วันนี้เพราะเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อไทย
 เท่ากับว่านาซาขีดเส้นตายมาและเราก็กลัวตายจึงต้องรีบพิจารณาให้

 แต่ไม่แน่ชัดว่าประเด็นอู่ตะเภาอีกมิติหนึ่ง คือ ที่กระทรวงกลาโหม ของสหรัฐ จะขอใช้เพื่อเป็นศูนย์ปฏิบัติการด้านความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและภัยพิบัตินั้น จะนำเข้าเสนอ ครม. ในวันนี้เหมือนกันหรือไม่

 เรื่องนี้มีประเด็นที่ยังสับสนเพิ่มเติมว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร เพราะเดิมทีนั้นเข้าใจกันว่าสหรัฐเป็นผู้เสนอมา และกำลังอยู่ในการพิจารณาความเหมาะสมของฝ่ายไทย ที่ฝ่ายความมั่นคงของไทยก็มีประเด็นเป็นห่วงกังวลอยู่เพราะหวั่นว่า จีน จะมีความรู้สึกว่าไทยเราจะกลายเป็นเครื่องมือของอเมริกาในการปิดล้อมหรือสกัดกั้นจีนเขา

 ตอนผมสัมภาษณ์นายพลเดมพ์เซย์ ที่กรุงเทพฯ เมื่อสองสัปดาห์ก่อน น้ำเสียงก็เป็นไปในทำนองว่าฝ่ายสหรัฐเป็นผู้นำเสนอ เพื่อให้รัฐบาลไทยพิจารณา

 แต่ผมดูรายการ "ตอบโจทย์" ทางไทยพีบีเอส เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาได้ยินชัดๆ ที่ท่านเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย คริสตี้ เคนนี้ ตอบคำถาม คุณณัฏฐา โกมลวาทิน เรื่องอู่ตะเภา ว่า

 "เรื่องนี้ฝ่ายไทยเป็นผู้เสนอให้สหรัฐเข้ามา และเรากำลังหารือกันอยู่ อาจจะเกิดปีหน้า หรืออีกห้าปีก็ได้ เป็นเรื่องที่ต้องร่วมกันพิจารณา..."

 ซึ่งทำให้เกิดภาพอีกด้านหนึ่งว่าไทยเป็นฝ่ายเชิญชวนเขาเข้ามา ไม่ใช่เป็นการขอของสหรัฐเข้ามาที่อู่ตะเภาแต่ประการใด

 หากเป็นเช่นนี้ก็จะกลายเป็นคนละเรื่องกับความเข้าใจเดิมของคนที่ติดตามข่าวที่เข้าใจว่าฝ่ายสหรัฐเป็นผู้กดดันเรียกร้องและต้องการจะมาใช้อู่ตะเภา และฝ่ายไทยกำลังต้องใคร่ครวญอย่างรอบด้าน เพราะหวั่นว่าจีนจะเข้าใจผิดว่าไทยกระโดดไปอยู่ข้างสหรัฐ เพื่อจะมาล้อมจีนทางทะเล

 ท่านทูตเคนนี้ ย้ำหลายครั้งในการให้สัมภาษณ์นี้ว่า "เรื่องนี้ริเริ่มโดยฝ่ายไทย..." ซึ่งย่อมทำให้การวิเคราะห์เรื่องนี้ปรับเปลี่ยนไปอีกทิศทางหนึ่งอย่างมีนัยสำคัญยิ่ง

 และหากฝ่ายไทยเป็นคนเชิญชวนสหรัฐ ก็ต้องย้อนกลับไปค้นหาความจริงว่าเป็นเรื่องที่เริ่มต้นสมัยรัฐบาลใด และมีเหตุผลกลใดที่จะทำเช่นนั้น

 ข่าวอีกกระแสหนึ่งยืนยันว่าเรื่องนี้รัฐบาลไทยสมัย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นำเสนอต่อ "ที่ประชุมสุดยอดอาเซียน" เมื่อประมาณสองปีก่อน...และ คุณกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีต่างประเทศสมัยนั้นบอกวันก่อนว่าได้เสนอเรื่องนี้กับอาเซียนและสหรัฐ ไปพร้อมๆ กัน เพราะเห็นว่าเป็นประโยชน์กับไทย

 และไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลอภิสิทธิ์ หรือยิ่งลักษณ์ ก็จะต้องตอบคำถามประชาชนคนไทยว่ามีที่มาที่ไปและเหตุผลอันใด

 เพราะความกระจ่างและโปร่งใสเท่านั้น ที่จะทำให้เกิดความเข้าใจต่อเรื่องราวที่เริ่มจะก่อความสับสนมากขึ้นทุกที





ฟื้นฐานทัพมะกัน วอชิงตันโพสต์แฉเองแผนขอใช้‘อู่ตะเภา’ ส่งเรือลิตโทรัลเทียบ/2557โดรนรุกน่านฟ้า

วอชิงตันโพสต์แฉเอง “มะกัน” รุกเอเชียเพื่อสกัดจีน เล็งฟื้นใช้ฐานทัพเก่าทั้ง “อู่ตะเภา-เวียดนาม-ฟิลิปปินส์” แบบชั่วคราว อึ้ง! พร้อมส่งเรือลิตโทรัลลำใหม่เทียบท่า ปูดปี  57 ส่งเครื่องบินโพไซแดนพี-8 เอ พ่วง ”โดรนรุ่นใหม่” บินเหนือน่านฟ้า บิ๊กเพนตากอนเตรียมมาไทยเดือน ก.ค.นี้ “ธานี” ยกคำขู่นาซาย้ำต้องไฟเขียว 26 มิ.ย.นี้ ถาวรผิดหวัง ผบ.เหล่าทัพไม่ท้วงติง
    กรณีองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (นาซา)  ของสหรัฐอเมริกาขอใช้สนามบินอู่ตะเภาเพื่อศึกษาชั้นบรรยากาศนั้น ยังคงเป็นประเด็นที่สังคมถกเถียงกันในวงกว้าง โดยเฉพาะนัยแอบแฝงของสหรัฐ ซึ่งล่าสุดหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ รวมทั้งเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์ดังกล่าวซึ่งเป็นสื่อที่ทรงอิทธิพลในสหรัฐ ได้เขียนบทความในหัวข้อ "U.S. eyes return to some Southeast Asia military bases" (สหรัฐหมายตากลับมายังฐานทัพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) โดยเป็นการรายงานทิศทางนโยบายทางทหารของรัฐบาลประธานาธิบดีบารัก โอบามา ที่รุกคืบเข้ามายังภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกมากขึ้นตามยุทธศาสตร์หันเหสู่เอเชียที่ประกาศไว้เมื่อเดือนมกราคม  
บทความระบุว่า ขณะที่รัฐบาลโอบามาปรับปรุงยุทธศาสตร์เอเชียเพื่อตอบโต้การผงาดขึ้นของจีน กองทัพสหรัฐก็กำลังสนใจกลับมาใช้ฐานทัพหลายแห่งในภูมิภาคนี้ ที่เคยใช้เป็นฐานระหว่างการทำสงครามเวียดนาม ทั้งฐานบินอู่ตะเภา ฐานทัพเรือในเวียดนาม และฐานทัพอากาศที่ฟิลิปปินส์ แม้การเร่งเครื่องเจรจาและกระชับความสัมพันธ์ยังคงจำกัดเฉพาะความร่วมมือบางด้าน เช่น การฝึกทหารร่วมหรือการส่งเรือรบเข้าเทียบท่า แต่สหรัฐก็หวังว่าความร่วมมือเหล่านี้จะนำไปสู่การเข้ามามีบทบาททางทหารที่สม่ำเสมอและกว้างขวางขึ้น อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่สหรัฐอ้างว่า สหรัฐไม่มีความประสงค์จะกลับมาครอบครองฐานทัพที่เคยทิ้งไป และก็ไม่มีงบประมาณที่จะสร้างฐานทัพใหม่ในภูมิภาคนี้ สิ่งที่สหรัฐพยายามทำคำขออนุญาตดำเนินการในฐานทัพเก่าเหล่านี้ในฐานะแขก โดยส่วนใหญ่เป็นการขอใช้พื้นที่แบบชั่วคราว
    รายงานกล่าวว่า ช่วงไม่กี่สัปดาห์มานี้ เจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐได้เร่งหารือกับรัฐบาลไทยเกี่ยวการก่อตั้งศูนย์บรรเทาภัยพิบัติประจำภูมิภาค และพวกนายทหารยังแสดงความสนใจจะส่งเรือรบมาเทียบท่าที่ไทยเพิ่มขึ้น กับร่วมมือกับทางการไทยในด้านเที่ยวบินตรวจการณ์เพื่อเฝ้าระวังเส้นทางการค้าและความเคลื่อนไหวทางทหาร
ผู้นำเพนตากอนมาไทย
    พล.อ.มาร์ติน อี. เดมพ์ซีย์ ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วมสหรัฐ ก็เพิ่งเดินทางมาเยือนไทย, ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์เมื่อเร็วๆ นี้ โดยเดมพ์ซีย์ยังเป็นประธานเสนาธิการทหารสหรัฐคนแรกที่มาเยือนไทยในรอบเกินกว่าทศวรรษด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสหรัฐกลับมาให้ความสำคัญกับไทยอีกครั้ง และในเดือนหน้า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม (เพนตากอน) แอชตัน คาร์เตอร์ ก็มีกำหนดมาเยือน ในขณะที่รัฐบาลไทยเองก็ได้เชิญรัฐมนตรีกลาโหม ลีออน พาเน็ตตา มาเยือนอย่างเป็นทางการด้วย หลังจากพาเน็ตตาได้พบหารือกับรัฐมนตรีกลาโหมของไทยขณะไปร่วมการประชุมความมั่นคงภูมิภาคที่สิงคโปร์เมื่อต้นเดือน มิ.ย.
    ในช่วงเนื้อหาครึ่งท้ายของบทความยังกล่าวถึงการขอความร่วมมือใช้สนามบินอู่ตะเภาที่สหรัฐมาสร้างรันเวย์ยาว 2 ไมล์ไว้เมื่อยุคทศวรรษ 1960s เพื่อเป็นฐานส่งกำลังบำรุงสมัยสงครามเวียดนาม ก่อนถอนกำลังทหารออกไปเมื่อปี 2519 รายงานกล่าวว่า รัฐบาลของสองชาติกำลังหารือจะใช้สนามบินนี้เป็นศูนย์รวมทางทหารร่วมเพื่อรับมือภัยพิบัติ อาทิ ไซโคลน, สึนามิและหายนภัยทางธรรมชาติด้านอื่นๆ แต่พวกเจ้าหน้าที่ของสหรัฐกลับไม่ได้แสดงความชัดเจนต่อสาธารณะว่า กองทัพจะส่งกำลังทหารมาประจำที่อู่ตะเภาทั้งสิ้นกี่นาย หรือจะปฏิบัติภารกิจลักษณะใดบ้าง การขาดความชัดเจนของข้อมูล ทำให้สื่อและฝ่ายค้านของไทยแสดงความกังขาควบคู่กับโครงการของนาซาที่ใช้อู่ตะเภาเป็นฐานบินสำหรับปฏิบัติการตรวจสภาพภูมิอากาศ ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลจีนก็สงสัยการขยายบทบาททางทหารของสหรัฐเช่นกัน
    แคธรีน อัลปิโน ผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผู้เคยเป็นเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ กล่าวว่า ข้อตกลงทางทหารฉบับใหม่ระหว่างไทย-สหรัฐ น่าจะอยู่ในระดับพอประมาณ เนื่องจากไทยมีประวัติให้ความร่วมมือใกล้ชิดกับมหาอำนาจทั้งสหรัฐและจีน และไทยไม่น่าจะทำข้อตกลงใดที่ทำให้ต้องบาดหมางกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
    นายทหารสหรัฐบางรายกล่าวว่า สหรัฐยังต้องการจะยกระดับการส่งเรือของกองทัพเข้าเทียบท่าเรือของไทยด้วย ตอนนี้กองทัพเรือสหรัฐกำลังเตรียมการส่งเรือรบลิตโทรัลลำใหม่ 4 ลำไปประจำที่สิงคโปร์ และหวังจะสับเปลี่ยนมาเทียบท่าที่ไทยและชาติอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นบางครั้งบางคราวด้วย
เล็งส่งโดรนมาจอด
    นอกจากนี้ กองทัพเรือสหรัฐกำลังมองหาช่องทางปฏิบัติภารกิจตรวจตราทางอากาศร่วมกันทั้งจากเมืองไทย, ฟิลิปปินส์ และออสเตรเลีย พวกเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเพนตากอนกล่าวว่า สิ่งสำคัญลำดับสูงสุดในทางยุทธศาสตร์คือการปรับปรุงการตรวจตราเส้นทางเดินเรือ และความเคลื่อนไหวทางทหารทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และมหาสมุทรอินเดีย แผนหนึ่งในนั้นคือ ปี 2557 กองทัพเรือจะเริ่มส่งเครื่องบินลาดตระเวน โพไซแดน พี-8 เอ รุ่นใหม่และเครื่องบินต่อต้านเรือดำนำมาประจำภูมิภาคแปซิฟิก ทดแทนเครื่องบินโอไรออน พี-3 ซี จากยุคสงครามเย็น กองทัพเรือยังเตรียมจะส่งเครื่องบินสอดแนมไร้คนขับ (โดรน) รุ่นใหม่ที่บินได้ระดับสูงมาประจำที่เอเชีย-แปซิฟิกในช่วงเวลาเดียวกันด้วย โดยจะประจำที่ฐานทัพบนเกาะกวม แต่ขณะเดียวกันสหรัฐก็กำลังมองหาหุ้นส่วนในเอเชียที่เต็มใจจะเป็นฐานให้โดรนเหล่านี้
    ด้านนายธานี ทองภักดี อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีนาซาขอใช้สนามบินอู่ตะเภาว่า เรื่องอยู่ในขั้นตอนของคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว เข้าใจว่ากำลังรอความเห็นจากสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องส่งมาให้ครบอยู่ ส่วนของกระทรวงโดยเฉพาะกรอบสัญญาถือว่าเสร็จสิ้นขั้นตอนแล้ว แต่หากทางการไทยไม่สามารถให้คำตอบกับนาซาได้ภายในวันที่ 26 มิ.ย. นาซาก็จะขอยกเลิกโครงการแน่นอน เนื่องจากไม่สามารถขนเครื่องมือและอุปกรณ์เข้ามาทันตามกรอบเวลาที่ได้ตกลงไว้ในสัญญา
“หากเราไม่สามารถพิจารณาเรื่องนี้ให้เสร็จตามกำหนดที่เขาร้องขอมาคือ 26 มิ.ย. เราเองคงไม่สามารถเจรจาขอเลื่อนเวลากับนาซาออกไปได้ และนาซาคงยกเลิกโครงการสถานเดียว เพราะเขาได้ระบุไว้ชัดว่า ถ้าเลยกำหนดคงไม่สามารถขนอุปกรณ์เข้ามาได้ทัน” นายธานีกล่าว
    นายธานีกล่าวว่า ส่วนความกังวลเรื่องเครื่องบิน ER-2 ที่เกรงว่าจะเป็นเครื่องบินจารกรรมนั้น ขอชี้แจงว่า เครื่องบินประเภทนี้มีลักษณะคล้ายเครื่องบิน 737 ซึ่งเป็นเครื่องบินที่ขึ้นอยู่ว่าจะติดตั้งอุปกรณ์อะไรขึ้นไป ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวล เพราะหากเราสงสัยสามารถขอตรวจสอบได้ตลอดเวลา
       มีรายงานจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งด้วยว่า ในวันที่ 25 มิ.ย.นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เตรียมจะชี้แจงในเรื่องนี้ด้วย
    พล.ร.อ.ฆนัท ทองพูล ผู้บังคับการกองเรือยุทธการ กล่าวถึงกรณีนายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่าเว็บไซต์นาซาระบุว่ามีการขนอุปกรณ์เข้ามาตั้งแต่วันที่ 18 พ.ค.ที่ผ่านมานั้น ว่าจากการตรวจสอบไม่มีเครื่องบินที่ขนอุปกรณ์ใดๆ ของนาซาหรือสหรัฐเข้ามาที่อู่ตะเภา มีแต่เครื่องบินทางทหารของสหรัฐที่บินมาลงจอดขอเติมน้ำมันตามปกติตามข้อตกลงที่มีมานานแล้ว        
“เรื่องดังกล่าวเป็นเท็จ ไม่มีมูลความจริงเลย ไม่มีการขนอุปกรณ์ใดๆ มา เพราะอเมริกาจะขนอะไรมาอู่ตะเภาหรือจะมาจอด ก็ต้องแจ้งกองทัพเรือทราบก่อนทุกครั้ง แล้วเราก็ดูแลทุกครั้ง ไม่มีเครื่องบินลับใดมา ไม่มีลับลวงพรางแน่นอน ผมยืนยันขอให้มั่นใจและเชื่อมั่นในตัวผม ผมดูแลอยู่” พล.ร.อ.ฆนัทกล่าว และว่า ส่วนที่อ้างว่าข้อมูลจากเว็บไซต์นั้นไม่ทราบ เพราะสหรัฐไม่เคยแจ้งเรื่องนี้มาเลย อาจเป็นแผนงานเก่าหรือไม่ แต่ไม่เคยมีแผนการบินใดๆ ที่แจ้งให้เราทราบเลยในเดือน พ.ค.จนถึงปัจจุบัน มีแต่การบินปกติเท่านั้น
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวในเรื่องนี้ว่า การชี้แจงของกองทัพเป็นการตบหน้าพรรคประชาธิปัตย์ที่การกล่าวเท็จ มุ่งแต่ทำให้เป็นเรื่องการเมือง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ควรอบรมโฆษกพรรค เพราะทำให้ประชาชนสับสน และควรปลดนายชวนนท์ออกจากโฆษกพรรค และขอตั้งฉายาให้ว่าปลาบู่นาธาน เพราะสิ่งที่โฆษก ปชป.แถลงเป็นสิ่งที่ประชาชนรับไม่ได้
นายถาวร เสนเนียม รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า อยากให้รัฐบาลชัดเจนในเรื่องปฏิบัติภาคการบิน จะใช้เครื่องบินและอุปกรณ์รวมถึงเทคโนโลยีอะไร เพราะรัฐบาลต้องกำหนดอุปกรณ์และเงื่อนไขให้ชัดเจน ไม่เช่นนั้นเราจะได้รับผลกระทบทางด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ และการที่รัฐบาลชี้แจงว่าประเทศเพื่อนบ้านเห็นชอบนั้น ขอโต้แย้งว่า กัมพูชา สิงคโปร์ และมาเลเซียให้บินได้เฉพาะในเขตน่านน้ำทะเลอาณาเขตเท่านั้น แต่ไม่อนุญาตให้บินเหนือพื้นดินที่เป็นอาณาเขตประเทศเหล่านั้น
“รัฐบาลต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนเรื่องพลังงานและการขอวีซ่าเข้าสหรัฐของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และต้องปฏิบัติตามข้อเสนอของหน่วยงานความมั่นคงคือ สมช.อย่างเคร่งครัด”
ผิดหวัง ผบ.เหล่าทัพ
นายถาวรกล่าวอีกว่า ผิดหวังกับการที่ ผบ.เหล่าทัพไม่ได้แสดงบทบาทในการท้วงติงโครงการที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงเท่าที่ควร โดยเท่าที่ทราบมีเพียง พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผบ.ทอ. ที่ฝากข้อห่วงใยต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้ระมัดระวังเรื่องเครื่องบิน ER-2 ที่พัฒนาการจากเครื่องบินจารกรรม U2 ที่อาจสุ่มเสี่ยงต่อการนำผลที่ได้ไปใช้ประโยชน์ในยุทธศาสตร์ทางการทหารของสหรัฐ ทั้งนี้ จากที่ได้เห็นร่างสัญญาที่สหรัฐส่งไปให้นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.การต่างประเทศ ลงวันที่ 25 พ.ค. 55 นั้น พบว่า เป็นกรอบที่กว้างมากจนอาจกลายเป็นช่องโหว่ในภายหลังที่จะถูกนำไปใช้ในสิ่งที่จะกระทบต่อไทยได้ จึงเห็นว่าควรมีการปรับเนื้อหากำหนดรายละเอียดที่ชัดเจนเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศมากกว่านี้
นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำกลุ่มคนเสื้อหลากสี กล่าวว่า อยากให้สมาชิกรัฐสภาขอเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญเป็นการเฉพาะเพื่อหารือในเรื่องนี้ และอาจเป็นการประชุมลับก็ได้ เพื่อให้สมาชิกได้รับรู้ถึงข้อมูลข้อเท็จจริง เพราะที่ผ่านมารัฐบาลเองยังไม่เคยชี้แจงเรื่องดังกล่าวเลย
วันเดียวกัน สำนักวิจัยเอแบคโพล มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญได้เผยผลสำรวจประชาชน 1,284 ตัวอย่างใน 17 จังหวัด ในเรื่องเห็นด้วยหรือไม่ที่นาซาจะใช้สนามบินอู่ตะเภาเป็นศูนย์กลางศึกษาชั้นบรรยากาศ พบว่า 63.5% เห็นด้วย มีเพียง 36.5% ที่ไม่เห็นด้วย.


http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/politics/20120626/458508/%E0%B8%9E.%E0%B8%AD.%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%9C%E0%B8%A2%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%82%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B5%E0%B8%AD%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%B2.html

http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9550000078673

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/suthichaiyoon/20120626/458454/%E0%B8%AD%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%B2-:-%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%84%E0%B8%A3-%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B9%88-.html

วันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2555

รวมข้อวิจารณ์ Tinker Tailor Soldier Spy (ที่น่าสนใจ)


“หนังสายลับอย่างบอนด์หรือบอร์นนั้นเหมือนมีสปอตไลท์สาดส่องตลอดเวลา ต่างจากเรื่องนี้ที่เหมือนผู้ชมจ้องดูลาวาในความมืด”
- แกรี โอลด์แมน

“ผมต้องการถ่ายทอดให้เห็นโลกที่แท้จริงของคนในแวดวงสายลับ ไม่ใช่โลกแฟนตาซีที่สายลับพกเครื่องมือไฮเทคหรือเที่ยวประกาศไปทั่วว่าเขาชื่ออะไร!”
- จอห์น เลอ คาร์เร

“ลอนดอนในหนังเรื่องนี้ออกมาในรูปแบบที่ตัวผมเองเคยเห็นในยุค 70 นั่นคือ บ้านเมืองเต็มไปด้วยสีเทาและน้ำตาล รอบกายมีแต่หมอกควันและคราบสกปรก โดยต้นแบบด้านภาพของผมก็คือหนังเรื่อง The Conversation (ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา, 1974) และ Il conformist (แบร์นาโด แบร์โตลุชชี, 1970)”
- โทมัส อัลเฟร็ดสัน

“ผมไม่ต้องการให้หนังมองย้อนอดีตแบบถวิลหา เพราะมันจะทำให้มุมมองของหนังเป็นแบบอุเบกขาไม่ยินดียินร้าย แต่ผมเลือกวิธีเล่าเรื่องแบบนี้เพราะเรารู้ตอนจบของเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นจริงนี่อยู่แล้ว ผมจึงต้องการให้คนดูรู้สึกเหมือนว่าคนในยุคนั้นเป็นคนสร้างหนังเรื่องนี้เอง เขาจึงได้เต็มไปด้วยความอ่อนไหวมากต่อประเด็นซ้าย-ขวา”
- โทมัส อัลเฟร็ดสัน

หนังมีรายละเอียดที่ซับซ้อน และอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจำนวนมาก แต่ก็มีความเป็นเหตุเป็นผลและเชื่อมโยงกัน โดยที่หนังไม่ได้สนใจความเข้าใจของผู้ชมเป็นอันดับแรก แต่เน้นไปที่ความเป็นไปได้ที่ข้อมูลเหล่านั้นจะถูกถ่ายทอดออกมา

กว่า 80 % จะเป็นเรื่องราวในมุมมองของ Smiley ดังนั้นหนังจึงไม่เล่าเรื่องตามลำดับเวลาที่เหตุการณ์เกิดขึ้น แต่จะเล่าเรื่องตามลำดับเวลาของ Smiley เป็นหลัก

ข้อมูลบางอย่างถ้าไม่มีเหตุผลดีๆให้ตัวละครพูดออกมา มันก็ไม่ควรถูกเผยออกมา อย่างข้อมูลของตัวละคร Karla ซึ่งทุกคนในเรื่องรู้จักกันดี และถูกเอ่ยถึงมาตั้งแต่ช่วงต้นเรื่อง หนังก็จะไม่พยายามยัดเยียดหรือใส่บทพูดให้ตัวละครได้อธิบายให้ผู้ชมเข้าใจ หรือใส่ฉาก flashback เพื่ออธิบายถึงตัวละครตัวนี้ แต่ข้อมูลของ Karla จะถูกคายออกมาแบบอ้อมๆ ในฉากต่างๆที่มีเหตุผลสมควรว่าตัวละครนี้จะต้องถูกพูดถึง

ดังนั้นใน Tinker Tailor Soldier Spy ผู้ชมจะเหมือนผู้สังเกตุการณ์ ที่คอยปะติดปะต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นด้วยตัวเอง (ราวกับการนั่งฟังการสนทนาของนักฟิสิกส์ 2 คน โดยที่คุณไม่เคยเรียนฟิสิกส์มาก่อน แถมพวกเขาก็ไม่หันมาอธิบายศัพท์เฉพาะทางให้ฟัง)

ภายใต้การกำกับของ Tomas Alfredson ที่เล่าเรื่องราวแบบเรื่อยๆ ไม่พยายามเร่งเร้าอารมณ์จนเกินงาม โดยให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นตัวสร้างความเข้มข้นน่าติดตามด้วยตัวของมันเอง ถือเป็นการ “ให้เกียรติ” เรื่องราวของ le Carre ให้ได้แสดงศักยภาพอย่างที่มันควรจะเป็น และนี่ยังเป็นการขับเน้นถึงประเด็นของเรื่องได้อย่างเต็มที่

สิ่งที่ Alfredson เลือกใช้ในการสร้างอารมณ์อันตึงเครียด ก็คือการสร้างบรรยากาศโดยรวมที่ไม่น่าไว้วางใจ คาดเดาไม่ได้ ผ่านการถ่ายภาพ และการเคลื่อนกล้องที่ชวนอึดอัด




http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=navagan&month=04-2012&date=02&group=2&gblog=100

วันพุธที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2555

Academic Quotes - ในที่สาธารณะ

"หากพวกคุณมาเรียนมหาวิทยาลัย แล้วยังคิดอยู่ว่า พุทธศาสนาสอนทุกอย่างไว้หมดแล้ว ก็จงลาออกไปบวชซะ เพราะมหาวิทยาลัยเกิดขึ้นมาเพื่อเป็นปฏิปักษ์กับศาสนา เพื่อปลดปล่อยคนจากศาสนา..." 
By ยุกติ มุกดาวิจิตร

...เวลา quote ประโยคต่างๆมา สิ่งหนึ่งที่มักจะเป็นปัญหาแทบทุกครั้งคือ ผู้ที่รับสารมักจะปฏิเสธหรือไม่เข้าใจหรือไม่แน่ใจในประโยค

...ผมลองคิดๆดูว่าถ้าผมไม่เคยอ่าน/เรียนเรื่องพวกนี้เลย ผมคงจินตนาการไม่ออกถึงโลกในยุคที่มหาวิทยาลัยกำเนิดขึ้นมาด้วยสาเหตุอะไร แล้วมันเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับประเทศเราอย่างไร

...สุดท้ายแล้วผมว่า quote ต่างๆดูจะเป็นมีประโยชน์ก็แต่ในการตอกย้ำหรือให้ไอเดียในกลุ่มคนเฉพาะกลุ่ม มากกว่าบุคคลทั่วไปที่ไม่เคยรับรู้เรื่องราวก่อนที่จะมาถึงประโยคที่ได้quoteไว้เลย เพราะคงมีน้อยคนจริงๆที่สงสัยแล้วตามไปค้นหาคำตอบเชิงลึกจนเข้าใจ