วันศุกร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

การปฏิรูประบอบประชาธิปไตยในโรงเรียนไทย

ท่ามกลางสภาวะการเปลี่ยนผ่านของอำนาจในการเมืองไทย คำว่า “ประชาธิปไตย” ถูกหยิบยกมาใช้เป็นเครื่องมือของทุกๆฝ่าย จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจว่า ประชาธิปไตยที่คนเหล่านั้นอ้าง เขามีขั้นตอนการเรียนรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตยเป็นมาอย่างไร และได้รับการศึกษาอบรมในเนื้อหาและวิธีการมาจากที่ไหน?

โรงเรียนดูจะเป็นสถานที่ที่น่าจะหาคำตอบจากคำถามข้างต้นได้ชัดเจนที่สุด หลายต่อหลายคนเริ่มหัดที่จะก้าวเดินในถนนสายประชาธิปไตยผ่านการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นหัวหน้าห้อง ในขณะที่อีกหลายต่อหลายคนก็เริ่มเรียนรู้ที่จะใช้สิทธิ์ของตนร่วมกำหนดผู้ที่จะขึ้นมาเป็นหัวหน้าห้องผ่านการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เมื่อการเลือกตั้งเสร็จสิ้น คุณครูประจำชั้น ก็มักจะมาสรุปบทเรียนที่ได้จากการเลือกหัวหน้าห้องสั้นๆง่ายๆว่า เป็นการเรียนรู้วิธีการประชาธิปไตย กระบวนการเลือกผู้แทนของห้องเรียนนี้อาจถูกผลิตซ้ำอีกตลอดภาคการศึกษา ภายใต้ข้ออ้างหลักการประชาธิปไตยในห้องเรียน!

ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นกับเด็กไทยทุกคน แต่แน่ใจแล้วหรือว่ากระบวนการเพียงเท่านี้ จะสามารถสร้างความเข้าใจในเนื้อหาและวิธีการของแนวคิดประชาธิปไตยได้อย่างแท้จริง?

โดยส่วนใหญ่แล้ว กระบวนการเลือกตั้งหัวหน้าห้องเรียน มักจะจบลงด้วยการใช้สิทธิอำนาจหรือคะแนนเสียงจากคนส่วนใหญ่(majority rule) มารับรองความชอบธรรมในการขึ้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าห้อง แย่หน่อยก็อาจลงเอยด้วยการใช้อำนาจของคนส่วนใหญ่กดขี่บีบบังคับใครสักคนหนึ่งด้วยวิธีการใดก็ตามให้ขึ้นมาเป็นหัวหน้าห้อง(tyranny of majority) เป้าหมายคือให้หัวหน้าห้องเป็นผู้รับภาระรับผิดชอบในกิจการสาธารณะแต่เพียงผู้เดียว กล่าวคืองานของส่วนรวมในห้องทั้งหมดมักตกเป็นของหัวหน้าห้องแต่เพียงผู้เดียว ส่วนสมาชิกในห้อง หลังจากที่ได้ลงคะแนนเลือกตั้งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พวกเขาจะกลายสภาพเป็นเสรีชน ปราศจากพันธะผูกมัดใดๆทั้งสิ้น เป็นเสรีชนที่มีสิทธิอำนาจ แต่ปราศจากหน้าที่และความรับผิดชอบร่วมกันซ้ำร้าย ความรับผิดชอบในกิจการสาธารณะทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นทำความเคารพครู การลบกระดานดำ การรวบรวมการบ้าน การจดชื่อคนที่เสียงดังเวลาครูไม่อยู่ ฯลฯ ดูจะตกอยู่ที่หัวหน้าห้องแต่เพียงผู้เดียว หากหัวหน้าห้องทำงานเคร่งครัดไม่ถูกใจเพื่อนสมาชิกในห้องเข้า อาจถูกแบนหรือถูกหาว่าเป็นเผด็จการ ครั้งจะขอลาออกก็ยากที่จะกระทำได้ เพราะอาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือในสายตาของคุณครู

นอกจากนั้น ความชอบธรรมในการดำเนินงานของหัวหน้าห้องโดยส่วนใหญ่ มักจะวางอยู่บนความสุ่มเสี่ยงของสภาวะไร้หลักการและกฎกติการ่วมกัน กล่าวคือ ในสายตาของเพื่อนๆ หัวหน้าห้องจะทำงานดีบ้าง เลวบ้าง ก็ไม่ว่ากัน ขอเพียงไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการใช้ชีวิตที่ปรารถนาของเพื่อนในห้องก็เป็นพอ เช่น หากครูไม่อยู่และสั่งหัวหน้าห้องให้คอยจดชื่อเพื่อนนักเรียนที่เสียงดังเพื่อหักคะแนนเมื่อครูกลับมา หากหัวหน้าห้องจดชื่อเพื่อนที่เสียงดังและนำส่งครูจริง ไม่ใช่เฉพาะเพื่อนที่เสียงดังเท่านั้นที่ต้องแลกคะแนนของตนกับความผิดที่ตนเองได้ก่อ แต่หัวหน้าห้องก็มีบางอย่างที่ต้องแลกเพื่อรักษาคำสั่งนั้นไว้เช่นกัน สิ่งนั้นอาจจะเป็นความสัมพันธ์ในหมู่พ้องเพื่อนก็เป็นได้ หรือหากเพื่อนๆส่วนใหญ่ในห้องต้องการคุยกัน เสียงข้างมากของคนในห้องก็สามารถกดขี่เสียงส่วนน้อยของหัวหน้าห้อง ให้กระทำตามที่คนส่วนใหญ่ต้องการได้ทุกเมื่อ แม้มันจะเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของครู หัวหน้าห้องก็จำต้องยอมรับ สภาวะเช่นนี้จึงเป็นการก่อตัวของกระบวนการเรียนรู้ในสิ่งที่เรียกว่า “ทรราชย์แห่งเสียงข้างมาก” หรือ Tyranny of the majority มากกว่าที่จะเป็นกระบวนการเรียนรู้ในสิ่งซึ่งเรียกว่า “ประชาธิปไตย”

แน่ล่ะ ประชาธิปไตยไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม โดยพื้นฐานแล้วเรียกร้องการมีส่วนร่วมของคนในสังคม หรือคนในห้องเรียนทุกคน(popular participation) เป็นเบื้องต้น แต่หากคนในสังคมนั้นๆยังเฉื่อยเนือย ไม่ตื่นตัวในสิทธิและหน้าที่ของตน มุ่งแต่จะโยนภาระหน้าที่และความรับผิดชอบให้แก่ผู้นำ ก็ยากที่จะเรียนรู้ในหลักการประชาธิปไตยได้ แม้จะมีการเลือกผู้แทน หรือเลือกตั้งหัวหน้าห้องก็ตาม

การมีส่วนร่วมในทางการเมือง(political participation) จึงเป็นหัวใจของการเรียนรู้ในหลักการประชาธิปไตยทั้งในระดับสังคมและห้องเรียน การมีส่วนร่วมไม่ควรจำกัดเฉพาะการใช้สิทธิ การเรียกร้องสิทธิ หรือการปกป้องสิทธิเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการทำตามหน้าที่ของพลเมืองในสังคมนั้นๆด้วย เช่น หน้าที่ที่จะเข้าไปเสนอแนะให้ความคิดเห็น หรือหน้าที่ในการปฏิบัติตามข้อตกลงร่วมกัน หรืออาสาทำหน้าที่ในกิจการสาธารณะ ความตระหนักในหน้าที่ของคนส่วนใหญ่ต่อกิจการสาธารณะในห้องเรียนเฉกเช่นเดียวกับหัวหน้าห้อง จึงเป็นส่วนประกอบหนึ่งของเส้นแบ่งบางๆที่แยกระหว่างกระบวนการเรียนรู้ในหลักประชาธิปไตยทางตรง กับกระบวนการเรียนรู้ในหลักทรราชย์แห่งเสียงข้างมาก

หากทุกคนในห้องเข้าไปมีบทบาทในงานต่างๆอย่างเท่าเทียมกัน ก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องเลือกตั้งผู้แทนหรือหัวหน้าห้อง แต่อาจมีบ้างที่ในบางงานจำเป็นที่จะต้องมีผู้แทน ก็อาจทำได้โดยการหาฉันทานุมัติ เพื่อแต่งตั้งกลุ่มคนที่เหมาะสมกับงานนั้นที่สุดเข้ามารับหน้าที่ที่ต้องใช้ความรู้ความสามารถเป็นการเฉพาะ ทั้งนี้การทำหน้าที่ของผู้ที่ได้รับฉันทานุมัติจะต้องไม่เป็นการถาวร ควรมีการหมุนเวียนสับเปลี่ยนในทุกๆครั้ง เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมทางการเมืองกับสมาชิกทุกคน

ถึงเวลาแล้วที่โรงเรียนควรเป็นผู้นำในการปฏิรูปการเรียนรู้ในหลักการประชาธิปไตย จากประชาธิปไตยทางอ้อมหรือแบบมีผู้แทน ที่ฝึกแต่เฉพาะการเลือกตั้งผู้แทน สู่ประชาธิปไตยทางตรง ที่ฝึกการมีส่วนร่วมจากนักเรียนทุกคนในห้องเรียนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้พวกเขาได้ฝึกฝนเรียนรู้หน้าที่ของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่ยึดถือเสียงส่วนใหญ่เป็นหลักในการดำเนินงาน และให้พวกเขาได้ตระหนักถึงโอกาส ที่การใช้เสียงส่วนใหญ่ของพวกเขา อาจกระทบกระเทือนหรือกดขี่ต่อสิทธิของคนส่วนน้อยได้

วันนี้ การเมืองไทยในระยะเปลี่ยนผ่าน อาจสร้างความวุ่นวายและหาจุดลงตัวระหว่างกลุ่มคนต่างๆในโครงสร้างอำนาจทางการเมืองยังไม่ได้ แต่การเตรียมความพร้อมให้กับเยาวชนคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ในโรงเรียน ผ่านการเรียนรู้หลักการประชาธิปไตยที่เหมาะสมกับเงื่อนไขในชีวิตประจำวัน ย่อมทำให้เชื่อมั่นได้ว่าปัญหาการเมืองแบบพวกมากลากไป หรือพวกน้อยไม่เอา หรือปัญหาประชาธิปไตยในคูหาจะต้องลดน้อยลงอย่างแน่นอน

วันจันทร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2554

ระบบไหลเวียนเลือดของหนังสือสักเล่ม

สำหรับมือใหม่หัดขับ "อธิคม" บอกเราว่า เงินลงทุนเริ่มต้นอาจใช้เพียง 1 แสนบาท ก็เปิดสำนักพิมพ์ได้...

โดยเมื่อคิดได้ว่าจะทำสำนักพิมพ์แนวไหน เช่นหนังสือวรรณกรรมเยาวชน อาหาร สุขภาพ ความงาม หรืองานแปลจากต่างประเทศ จากนั้นก็เคาะตัวเลข และดำเนินการขอต้นฉบับนักเขียน หรือขอซื้อลิขสิทธิ์หนังสือต่างประเทศเพื่อมาแปล

สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นคือ "ค่าลิขสิทธิ์ต้นฉบับ" ที่มาในรูปของค่าลิขสิทธิ์นักเขียน ค่าลิขสิทธิ์งานแปลจากต่างประเทศ และค่านักแปล แล้วแต่การได้มาของต้นฉบับนั้นๆ

โดยมาตรฐานทั่วไป ค่าลิขสิทธิ์นักเขียนอยู่ที่ 10% ของราคาปก คูณด้วยจำนวนพิมพ์ทุกครั้งของการพิมพ์ หรือมากกว่าสำหรับหนังสือยอดนิยมระดับหมื่นเล่มขึ้นไป ไม่รวมกับหนังสือฟรีให้นักเขียน 1% ของยอดพิมพ์

สำหรับหนังสือแปลมีค่าใช้จ่าย 2 ส่วน ส่วนแรกค่าลิขสิทธิ์ ซึ่งสำนักพิมพ์สามารถติดต่อเอง หรือผ่านบริษัทตัวแทน ซึ่งต้องจ่ายเป็นเงินก้อนสำหรับค่าลิขสิทธิ์ บวกค่านายหน้า บางกรณีเมื่อมีผู้เสนอขอไปหลายราย ก็จะประมูลราคา

ในขณะที่ค่านักแปลจะมีการจ่าย 2 แบบ คือประมาณ 4-5% ของราคาปกตามยอดพิมพ์ หรือแบบเหมาจ่ายครั้งเดียว

ด่านแรกผ่านพ้น ก็มาถึงค่าบรรณาธิการเล่ม โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 2.5% ของราคาปก คูณด้วยยอดพิมพ์ ไล่ไปถึงค่าออกแบบปก ออกแบบรูปเล่มเนื้อใน ค่าพิสูจน์อักษร ทั้งหมดคือต้นทุนเฉพาะค่าจ้างผลิต ซึ่งจะจ่ายครั้งเดียว

จากนั้นก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการผลิต ซึ่งต้นทุนของหนังสือไม่ควรเกิน 35% ของราคาปก

ศึกต่อมา คือค่าผู้จัดจำหน่าย หรือสายส่ง ที่หากเป็นระบบ "ฝากขาย" จะต้องจ่าย 40% จากราคาปก และระบบ "ขายขาด" สายส่งจะเริ่มต้นหักที่ 50% จากราคาปก หรือตามแต่ตกลงราคา

"ระบบพอคเก็ตบุ๊ควันนี้ จะเป็นระบบฝากขาย ฉะนั้นหน้าร้านจะได้เปอร์เซ็นต์ เช่นราคาหนังสือเล่มละ 100 บาท สายส่งจะคิดค่าจำหน่ายที่ 40% สำนักพิมพ์จะได้ 60% ส่วน 40% ที่ถูกหักไป สายส่งจะแบ่งให้หน้าร้านตามจำนวนการขาย และหากเราส่งหนังสือไป เช่น 3,000 เล่ม ถ้า 3 เดือนขายไม่ได้เลย เขาจะส่งคืนมา 3 พันเล่ม และไม่คิดเงิน เพราะจะคิดตามยอดขายเท่านั้น"

เจ้าของสำนักพิมพ์ต้องรู้ค่าใช้จ่ายทั้งหมดเพื่อคำนวณกลับเป็นราคาหนังสือ เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด ขณะเดียวกันไม่สูงเกินตลาดรับได้ โดยราคาปกจะคิดที่ 5 เท่าของต้นทุนทั้งหมด

"ทุกวันนี้หนังสือในท้องตลาดบ้านเรา จะตั้งราคาไว้ค่อนข้างสูงมาก ซึ่งถ้าคำนวนราคาออกมาที่ 116 บาท สำหรับผมจะตั้งที่ 115 บาท แต่ 120 นี่ก็น่าเกลียดแล้ว เอาเปรียบคนอ่าน การทำธุรกิจนี้ สิ่งสำคัญคือต้องมีจิตวิญญาณที่ดีด้วย"

เมื่อต้องทำสำนักพิมพ์แบบ "เถ้าแก่" การคำนึงถึงจุดคุ้มทุนมีความสำคัญ พวกเขาลองคำนวณตัวเลขคร่าวๆ เป็นตัวอย่างว่า จุดคุ้มทุนประมาณ 53-55% กำลังดี ถ้าคืนทุนเร็วกว่านี้ ก็แสดงว่าตั้งราคาไว้สูงมาก และเอาเปรียบผู้บริโภคจนเกินไป เช่น หนังสือ 3,000 เล่ม จุดคุ้มทุนก็อยู่ที่ประมาณ 1,600 เล่ม "ลงทุน 1 แสนบาท จุดคุ้มทุน 1,600 เล่ม ข้อเท็จจริงที่น่าเศร้าคือ 1,600 เล่ม ไม่ใช่เรื่องง่าย"

พวกเขาบอกว่า หน้าร้านทุกร้านอยากขายหนังสือทุกเล่ม แต่พื้นที่ในร้านมีจำกัด ขณะที่มีการผลิตหนังสือเพิ่มขึ้นทุกวัน ฉะนั้นหน้าร้านจึงจำเป็นต้องขายหนังสือที่ขายเร็ว โดยอายุของพอคเก็ตบุ๊คมีเพียง 2 สัปดาห์แรกของการวางแผง ที่พวกเขาใช้คำว่า "2 สัปดาห์อันตราย

http://www.oknation.net/blog/print.php?id=70036

ขอจงมีศรัทธา

ขอจงมีศรัทธา
ถ้าอยากทำร้านหนังสืออย่างที่ว่าก็ทำไปเลย ถ้ามัวคิดแต่ในแง่ธุรกิจก็คงไม่ได้ทำ หรือทำไม่ได้อยู่นั่นแหละ ผมว่าบางเรื่องในชีวิตมนุษย์เรานั้น ไม่จำเป็นจะต้องเสียเวลาวิเคราะห์อะไรให้มันลึกซึ้งหรอก ถ้ามันเป็นเรื่องที่ดีงามต่อโลกต่อสังคมด้วยแล้ว จะไปกังวลทำไม ทำไปเลย
แต่ก็อย่างที่เราคุยกันมาแล้วว่าต้องยืนระยะด้วย อย่าชั่ววูบชั่ววาบ อย่าแพ้ง่าย และไม่สมควรฟูมฟาย ร้านหนังสือจำเป็นต้องสร้างคนอ่าน เพราะคนอ่านจะกลับมาเป็นผู้สนับสนุนที่ทำให้ร้านหนังสืออยู่ได้ อย่าไปคิดตามกรอบเก่าๆ ถ้าคิดตามกรอบก็ผิดแล้ว ถ้าเรามีทุนน้อย เราก็ทำแบบน้อยๆ หาพื้นที่ที่ลงตัวและพอสู้ได้ หรือถ้าจะแพ้ก็ไม่เป็นไรหรอก เราอาจจะแพ้ในทางธุรกิจ แต่ในทางจิตวิญญาณเราไม่มีวันแพ้ แค่เริ่มต้นเราก็ชนะแล้ว เรื่องพวกนี้ไม่ใช่อุดมคติเลย นี่คือเรื่องจริง นี่คือความเป็นจริงที่เราควรจะเดินไปบนถนนสายนี้ จงเดินต่อไปเถอะ ผมยังไม่เห็นว่ามันจะมีทางอื่นอีก เชื่อเถอะ มันคงไม่ถึงขั้นจะตายโหงตายห่าหรือว่าเราจะอดตายหรอก แม้มันอาจไม่ราบรื่น ไม่สะดวกมากนักกับบางเรื่องหรือบางห้วงยาม
เพียงแต่เราต้องมีศรัทธาและกล้าทำ ห้ามฉ้อฉลเด็ดขาด ฉ้อฉลแม้แต่น้อยก็ไม่ได้ ต้องมีศรัทธา มีความเชื่อ แล้วฟ้าดินจะเมตตา แต่ถ้าไปเรียกร้องงอแงกับท่านมาก บางทีท่านก็อาจรำคาญเหมือนกัน ท่านอาจส่งคำเตือนสักครั้งสองครั้งให้พอไหวทัน แต่ถ้าแพ้ง่ายเกินไป ก็อาจไม่ได้ยิน
ชีวิตนี้ เสน่ห์ของมันคือปริศนาบางอย่าง ผมเคยคิดว่า ทำไมบางเรื่องเราหาเหตุผลที่มีตรรกะมารองรับไม่ได้ มันมีกลไกบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ อย่างผมทำสำนักพิมพ์สามัญชน ผ่านมาร่วมยี่สิบปีแล้ว แทบไม่เคยไปทำมาหากินอย่างอื่น หนังสือก็ใช่จะขายดิบขายดีเหมือนชาวบ้านชาวช่อง แต่ทุกวันนี้ ‘แม่ของลูกมึงก็มีบ้านช่องห้องหับนอนหลับสบายแล้วไม่ใช่เหรอ มึงก็พอมีตังค์ดื่มชาเขียวกับเพื่อนพ้องน้องนุ่งแทบทุกเย็นไม่ใช่เหรอ’ คือมันคงต้องมีอะไรสักอย่าง กระนั้นก็ต้องไม่เหิมเกริม อย่าไปรบกวนเรียกร้องฟ้าดินบ่อยนัก เอาไว้เข้าตาจนแล้วค่อยสนทนาพึมพำกับท่านว่า ‘ท่าทางจะลำบากแล้วนะขอรับ ถ้าท่านไม่ช่วย ผมก็ไม่รู้จะทำยังไงแล้ว’ คือไม่เพียงมีศรัทธาลงเรี่ยวลงแรงต่อเรื่องดีๆ ต้องถามตัวเองเสมอด้วยว่า หาวิธีแก้ไขด้วยกำลังของเราเต็มที่แล้วหรือยัง
เชื่อเถอะว่า เรื่องดีๆ น่ะเราทำได้ อย่าไปอ้อยอิ่งว่า สงสัยจะไม่ไหว ดูท่าจะทำไม่ได้ โดยส่วนตัวผมคิดว่ามนุษย์มีศักยภาพเกินกว่าที่มีการบันทึกไว้ หลายเรื่องที่เราเข้าใจว่าทำไม่ได้ ผมคิดว่า ไม่ใช่เราไม่มีศักยภาพ แต่ขาดความกล้าหาญต่างหาก หรือละล้าละลังกับอะไรบางอย่างจนไม่กล้าที่จะลงมือเสียที ถ้าเรามีความกล้าหาญ มีความซื่อสัตย์ มีความตรงไปตรงมา ผมคิดว่าเราทำอะไรได้อีกเยอะ ไม่ต้องกลัวว่าเดี๋ยวจะทุกข์จะเศร้า และอย่าไปคิดเรื่องผลประกอบการทางธุรกิจ เพราะมูลค่าบางอย่างมันประเมินไม่ได้ เป็นมูลค่าทางจิตใจ เป็นมูลค่าทางจิตวิญญาณ
พูดมากกว่านี้ไม่ดี เกรงใจหลวงพี่ไพศาล วิสาโล ท่านน่ะ

(วุฐิศานติ์ จันทร์วิบูล: เรียบเรียงจากการสนทนาในคืนฝนพรำ ณ ร้านป้าอนงค์ เลียบทางด่วนรามอินทรา)
http://www.oknation.net/blog/print.php?id=525576

วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม

นี่มันก็นานร่วมปีแล้วที่ผมไม่สามารถสลัดหน้าของคุณวิไลรัตน์ เอมเอี่ยม ออกไปจากสมองได้เลย การได้เห็นหน้าของคุณวิไลรัตน์เพียงครั้งเดียวทำให้ผมไม่อยากอ่านงานของเธออีกต่อไป(ผมไม่ได้เป็นแค่คนเดียวนะ) แม้กระทั่งบทนำใน a day bulletin ที่จัดว่าเป็นงานโชว์ฝีมือฝีสมองของเธอ เพราะฉะนั้นขอเตือนสำหรับผู้ที่ยังไม่เคยเห็นหน้าเธอ อย่าได้ริสบตาเป็นอันขาด -ขอเตือน!!

ท่านวอ

‎"เราต้องเปลี่ยนสังคมไทยให้เป็นสังคมฐานความรู้ ทุกวันนี้สังคมไทยเราเป็นสังคมฐานความเชื่อ" - ว.วชิระเมธี
เอ...ท่านวอครับ วันนู้นนผมเห็นท่านให้สัมภาษณ์ตาวู๊ดดี้เรื่องที่ท่าน"เชื่อ"นรกสวรรค์อยู่เลย ผมไม่ยักรู้มาก่อนว่าแก้ผ้าปีนต้นงิ้วนี่เป็นฐานความรู้ชนิดหนึ่งไม่ใช่ฐานความเชื่อ(ประชด) สรุปท่านจะให้สังคมไทยเปลี่ยนเป็นสังคมฐานความรู้หรือฐานความเชื่อกันแน่ครับ?

วันศุกร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2554

ตอนที่ 1 : อะไรคือความดี?

หากมีใครตั้งคำถามข้างต้นขึ้นมากลางวงสนทนาดูจะเป็นเรื่องผิดแผกแปลกประหลาดในสายตาของคนทั่วไป เพราะความดี เป็นสิ่งที่ประชาชนไทยทุกคนล้วนได้รับการอบรม บ่มเพาะ สอนสั่งกันมาตั้งแต่ครั้งวัยเยาว์ ใครที่ริจะตั้งคำถามต่อความดี ย่อมเสี่ยงต่อการถูกมองเป็นผู้มีปัญหาและอาจสร้างปัญหาต่อสังคม อย่างไรก็ตามหากเราได้ลองตั้งคำถามต่อความดี ลึกลงไปอีกนิดหนึ่งว่า ๑.)ใช่หรือไม่ที่ความดีดำรงอยู่อย่างอิสระ เพราะความดีเป็นสิ่งที่ดีโดยตัวมันเองไม่ขึ้นต่อสิ่งใดหรือสถานที่ใด? ๒.)ใช่หรือไม่ว่าความดีเป็นสิ่งที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง เพราะความดีเป็นสิ่งดีโดยตัวมันเองไม่ขึ้นต่อกาลเวลา? ๓.)ความดีของศาสนาหนึ่งเหมือนหรือแตกต่างอย่างไรกับความดีของอีกศาสนาหนึ่ง? ๔.)สรุปแล้วความดีมันเป็นสิ่งสากลหรือไม่ หรือพูดให้ถึงที่สุด คุณธรรมความดีมันมีหรือไม่?

เราอาจเริ่มจากการตั้งคำถามต่อพฤติกรรมที่เราได้พบเห็นทั่วไปในชีวิตประจำวันเช่นการพูดความจริง และการโกหก ในทางศาสนาทุกคนล้วนทราบว่าการโกหกนั้นคือการละเมิดหลักการทางศีลธรรม

...แน่ละ หากยึกเกณฑ์ทางศาสนาเป็นหลักย่อมต้องตามมาด้วยข้อยกเว้นที่ไม่ได้มีการบัญญัติไว้

แต่แน่ใจแล้วหรือว่าการโกหกนั้นจะเป็นความชั่วเสมอไป เป็นไปได้หรือไม่ที่การโกหกก็เป็นความดีได้เช่นเดียวกัน? ตัวอย่างเช่น สมมติว่าเมื่อสัปดาห์ก่อนมีเพื่อนบ้านคนหนึ่งเอาปืนมาฝากให้ท่านช่วยดูแลเก็บไว้(จะด้วยเหตุใดก็ตามแต่) แล้วอยู่มาวันหนึ่งท่านเห็นผู้หญิงคนหนึ่งดูเหมือนวิ่งหนีอะไรบางอย่างผ่านมาทางบ้านท่านแล้วเข้าไปซุกตัวหลบอยู่หลังบ้านท่าน ทันใดนั้นเพื่อนบ้านที่ฝากปืนกับท่านไว้ก็วิ่งมาขอปืนคืนด้วยอารมณ์โมโหเดือดดาล ท่านจึงคืนปืนให้กับเจ้าของ จากนั้นเพื่อนบ้านท่านก็ถามท่านว่า เห็นผู้หญิงวิ่งหนีมาทางนี้ไหม ท่านก็บอกออกไปตามความสัจจริงว่า หลบอยู่หลังบ้านท่าน สุดท้ายแล้วเสียงปืนก็ดังเปรี้ยง! และผู้หญิงคนนั้นเสียชีวิต

จากตัวอย่างข้างต้นทำให้เกิดคำถามขึ้นว่า เอาเข้าจริงแล้วเราควรจะพูดเฉพาะในสิ่งที่คู่สนทนาของเราควรจะรู้ในขณะนั้นๆมากกว่าไหม? เพราะไม่ว่าจะเป็น คนโมโห หรือ เด็กเล็ก ก็ไม่ควรจะรับรู้ความจริงทุกอย่าง หากแต่จะได้รู้เฉพาะในสิ่งที่“ควร”รู้เท่านั้น เพราะฉะนั้นการโกหกในแง่หนึ่ง จึงเป็นการให้ในสิ่งที่เขาควรจะได้รับต่อให้เป็นเรื่องโกหกก็ตาม

คำถามที่ตามมาคือ เช่นนี้แล้วการพูดโกหกจะยังถือเป็นความชั่ว(ละเมิดศีล)อยู่หรือไม่? และการพูดความจริงจะยังคงถือเป็นความดีเสมอไปหรือไม่? หากพิจารณาตาม“ตรรกะ”(อย่างเคร่งครัด) อาจกล่าวได้ว่า การพูดโกหกก็ไม่แน่ว่าจะเป็นความชั่วเท่านั้นและ การพูดความจริงไม่แน่ว่าจะใช่ความดีถ่ายเดียวเสมอไป สถานะของความดี ความชั่ว ในเรื่องการโกหกจึงเป็นสิ่งที่คลุมเคลืออยากจะชี้เฉพาะลงไปได้ ไม่ต่างจากเรื่องอื่นๆอีกมากมายที่สวมเสื้อคลุมความดีแฝงเร้นอยู่ในชีวิตประจำวันของเรา ที่รอให้เราเข้าไปตรวจสอบตั้งคำถาม ส่วนใครจะสรุปว่าการโหกเป็นความดีหรือไม่ดีอย่างไร คงต้องแล้วแต่วิจารณญานของท่านเอง

สำหรับในตอนต่อไป เราจะมาตั้งคำถามต่อยอดจากเรื่องนี้กันว่า แท้ที่จริงแล้วคนเราควรได้รับรู้ในทุกสิ่งที่เป็นสิทธิ์ของเขาหรือไม่ หรือควรมีใครกำหนดให้เขารู้เฉพาะในสิ่งที่เขาควรจะรู้เท่านั้น??

วันพฤหัสบดีที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2554

"ชาญวิทย์" ฟันธง ไพ่ชาตินิยมของพันธมิตร ...ลำบาก !!!ใช้สงครามตัดสินไม่มีใครเล่นด้วย มันเสียหายมหาศาล

ถ้าคุณไปเปิดหนังสือ “แผนที่ภูมิศาสตร์ไทย” ของ ทองใบ แตงน้อย ที่ให้เด็กม.4 ม.5 เรียน หนังสือเล่มนี้ได้สร้างอคติให้กับคนไทยได้อย่างวิเศษสุด เพราะทำให้มองอะไรด้านเดียว เขียนแผนที่ตั้งแต่สมัยสุโขทัย-อยุธยาว่ามีอาณาเขตเท่าไร ทั้งที่ในยุคนั้นยังไม่มีแผนที่ ไม่มีเขตแดน ยังเป็นอาณาจักรอยู่ การทำแผนที่ของไทย เริ่มครั้งแรกสมัยรัชกาลที่ 5 ที่รัฐบาลสยามจ้าง James McCarthy ทำ แผนที่ เมื่อปี ค.ศ.1888/พ.ศ.2431 ก่อนหน้านั้นสยามไม่มีแผนที่ มีแต่แผนการเดินทัพ ซึ่งไม่ได้บอกเขตแดนอะไรเลย บอกแค่ว่าหงสาวดีมาเจอกับอยุธยาแถวๆนี้แหล่ะ แต่หนังสือของทองใบ กลับบอกว่าสุโขทัย-อยุธยามีเท่าไร แล้วเขียนแค่ว่าไทยเสียดินแดนไปเท่าไร โดยไม่ได้บอกว่าเคยได้มาเท่าไร ทำให้คนไทยคิดว่า ไอ้นี่ก็ของเราๆ


@ สมัยนั้นไทยยังไม่มีรัฐ ไม่มีชาติ เพราะไม่มีอาณาเขตแน่นอน?

แผนที่ซึ่งรัฐบาลสยามให้ทำครั้งแรก หรือแผนที่ McCarthy ตอน นั้นยังไปกินลาวและเขมรอยู่ แต่ค่อยๆหดลงไปเรื่อยๆ แต่เวลาทองใบ แดงน้อยเขียนหนังสือกลับบอกว่ามี ซึ่งหมายความว่า ตำราเรียนนั้นไม่ใช่ประวัติศาสตร์ แต่เป็น"อประวัติศาสตร์" เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่มาก อ.ธงชัย วินิจจะกูล เป็นคนแรกที่ชี้ประเด็นนี้ ถ้าไม่แก้ตำราเรียนของทองใบ แตงน้อย ก็ยากมากที่จะแก้ไขอคติของคน คนไทยก็จะบอกว่าไอ้นี่ก็ของเรา ทั้งที่ความจริงมันเป็นของเขา ลาวเป็นของใคร ก็ต้องของคนลาว แต่คนไทยเอามาหนหนึ่ง แล้วหลุดมือไป ถามว่าตอนนี้จะไปเอากลับมาได้ไหม ไม่ได้แล้ว..เพราะมันเกิดชาตินิยมในลาว หรือเราจะไปเอาเสียมเรียบ พระตะบอง ศรีโสภณคืนจากกัมพูชาได้หรือเปล่า..ก็ไม่ได้

@ คิดว่าเกมปั่นกระแสหนนี้จะจบลงอย่างไร

มันก็คงเดินไปจนสุดของมัน ธนูออกจากแล่ง ถ้าไม่หมดแรงเอง ก็คงไปชนอะไรเข้าสักอย่าง

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1296128582&grpid=01&catid=&subcatid=