วันจันทร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2554

ขอจงมีศรัทธา

ขอจงมีศรัทธา
ถ้าอยากทำร้านหนังสืออย่างที่ว่าก็ทำไปเลย ถ้ามัวคิดแต่ในแง่ธุรกิจก็คงไม่ได้ทำ หรือทำไม่ได้อยู่นั่นแหละ ผมว่าบางเรื่องในชีวิตมนุษย์เรานั้น ไม่จำเป็นจะต้องเสียเวลาวิเคราะห์อะไรให้มันลึกซึ้งหรอก ถ้ามันเป็นเรื่องที่ดีงามต่อโลกต่อสังคมด้วยแล้ว จะไปกังวลทำไม ทำไปเลย
แต่ก็อย่างที่เราคุยกันมาแล้วว่าต้องยืนระยะด้วย อย่าชั่ววูบชั่ววาบ อย่าแพ้ง่าย และไม่สมควรฟูมฟาย ร้านหนังสือจำเป็นต้องสร้างคนอ่าน เพราะคนอ่านจะกลับมาเป็นผู้สนับสนุนที่ทำให้ร้านหนังสืออยู่ได้ อย่าไปคิดตามกรอบเก่าๆ ถ้าคิดตามกรอบก็ผิดแล้ว ถ้าเรามีทุนน้อย เราก็ทำแบบน้อยๆ หาพื้นที่ที่ลงตัวและพอสู้ได้ หรือถ้าจะแพ้ก็ไม่เป็นไรหรอก เราอาจจะแพ้ในทางธุรกิจ แต่ในทางจิตวิญญาณเราไม่มีวันแพ้ แค่เริ่มต้นเราก็ชนะแล้ว เรื่องพวกนี้ไม่ใช่อุดมคติเลย นี่คือเรื่องจริง นี่คือความเป็นจริงที่เราควรจะเดินไปบนถนนสายนี้ จงเดินต่อไปเถอะ ผมยังไม่เห็นว่ามันจะมีทางอื่นอีก เชื่อเถอะ มันคงไม่ถึงขั้นจะตายโหงตายห่าหรือว่าเราจะอดตายหรอก แม้มันอาจไม่ราบรื่น ไม่สะดวกมากนักกับบางเรื่องหรือบางห้วงยาม
เพียงแต่เราต้องมีศรัทธาและกล้าทำ ห้ามฉ้อฉลเด็ดขาด ฉ้อฉลแม้แต่น้อยก็ไม่ได้ ต้องมีศรัทธา มีความเชื่อ แล้วฟ้าดินจะเมตตา แต่ถ้าไปเรียกร้องงอแงกับท่านมาก บางทีท่านก็อาจรำคาญเหมือนกัน ท่านอาจส่งคำเตือนสักครั้งสองครั้งให้พอไหวทัน แต่ถ้าแพ้ง่ายเกินไป ก็อาจไม่ได้ยิน
ชีวิตนี้ เสน่ห์ของมันคือปริศนาบางอย่าง ผมเคยคิดว่า ทำไมบางเรื่องเราหาเหตุผลที่มีตรรกะมารองรับไม่ได้ มันมีกลไกบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ อย่างผมทำสำนักพิมพ์สามัญชน ผ่านมาร่วมยี่สิบปีแล้ว แทบไม่เคยไปทำมาหากินอย่างอื่น หนังสือก็ใช่จะขายดิบขายดีเหมือนชาวบ้านชาวช่อง แต่ทุกวันนี้ ‘แม่ของลูกมึงก็มีบ้านช่องห้องหับนอนหลับสบายแล้วไม่ใช่เหรอ มึงก็พอมีตังค์ดื่มชาเขียวกับเพื่อนพ้องน้องนุ่งแทบทุกเย็นไม่ใช่เหรอ’ คือมันคงต้องมีอะไรสักอย่าง กระนั้นก็ต้องไม่เหิมเกริม อย่าไปรบกวนเรียกร้องฟ้าดินบ่อยนัก เอาไว้เข้าตาจนแล้วค่อยสนทนาพึมพำกับท่านว่า ‘ท่าทางจะลำบากแล้วนะขอรับ ถ้าท่านไม่ช่วย ผมก็ไม่รู้จะทำยังไงแล้ว’ คือไม่เพียงมีศรัทธาลงเรี่ยวลงแรงต่อเรื่องดีๆ ต้องถามตัวเองเสมอด้วยว่า หาวิธีแก้ไขด้วยกำลังของเราเต็มที่แล้วหรือยัง
เชื่อเถอะว่า เรื่องดีๆ น่ะเราทำได้ อย่าไปอ้อยอิ่งว่า สงสัยจะไม่ไหว ดูท่าจะทำไม่ได้ โดยส่วนตัวผมคิดว่ามนุษย์มีศักยภาพเกินกว่าที่มีการบันทึกไว้ หลายเรื่องที่เราเข้าใจว่าทำไม่ได้ ผมคิดว่า ไม่ใช่เราไม่มีศักยภาพ แต่ขาดความกล้าหาญต่างหาก หรือละล้าละลังกับอะไรบางอย่างจนไม่กล้าที่จะลงมือเสียที ถ้าเรามีความกล้าหาญ มีความซื่อสัตย์ มีความตรงไปตรงมา ผมคิดว่าเราทำอะไรได้อีกเยอะ ไม่ต้องกลัวว่าเดี๋ยวจะทุกข์จะเศร้า และอย่าไปคิดเรื่องผลประกอบการทางธุรกิจ เพราะมูลค่าบางอย่างมันประเมินไม่ได้ เป็นมูลค่าทางจิตใจ เป็นมูลค่าทางจิตวิญญาณ
พูดมากกว่านี้ไม่ดี เกรงใจหลวงพี่ไพศาล วิสาโล ท่านน่ะ

(วุฐิศานติ์ จันทร์วิบูล: เรียบเรียงจากการสนทนาในคืนฝนพรำ ณ ร้านป้าอนงค์ เลียบทางด่วนรามอินทรา)
http://www.oknation.net/blog/print.php?id=525576

ไม่มีความคิดเห็น: