สำหรับมือใหม่หัดขับ "อธิคม" บอกเราว่า เงินลงทุนเริ่มต้นอาจใช้เพียง 1 แสนบาท ก็เปิดสำนักพิมพ์ได้...
โดยเมื่อคิดได้ว่าจะทำสำนักพิมพ์แนวไหน เช่นหนังสือวรรณกรรมเยาวชน อาหาร สุขภาพ ความงาม หรืองานแปลจากต่างประเทศ จากนั้นก็เคาะตัวเลข และดำเนินการขอต้นฉบับนักเขียน หรือขอซื้อลิขสิทธิ์หนังสือต่างประเทศเพื่อมาแปล
สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นคือ "ค่าลิขสิทธิ์ต้นฉบับ" ที่มาในรูปของค่าลิขสิทธิ์นักเขียน ค่าลิขสิทธิ์งานแปลจากต่างประเทศ และค่านักแปล แล้วแต่การได้มาของต้นฉบับนั้นๆ
โดยมาตรฐานทั่วไป ค่าลิขสิทธิ์นักเขียนอยู่ที่ 10% ของราคาปก คูณด้วยจำนวนพิมพ์ทุกครั้งของการพิมพ์ หรือมากกว่าสำหรับหนังสือยอดนิยมระดับหมื่นเล่มขึ้นไป ไม่รวมกับหนังสือฟรีให้นักเขียน 1% ของยอดพิมพ์
สำหรับหนังสือแปลมีค่าใช้จ่าย 2 ส่วน ส่วนแรกค่าลิขสิทธิ์ ซึ่งสำนักพิมพ์สามารถติดต่อเอง หรือผ่านบริษัทตัวแทน ซึ่งต้องจ่ายเป็นเงินก้อนสำหรับค่าลิขสิทธิ์ บวกค่านายหน้า บางกรณีเมื่อมีผู้เสนอขอไปหลายราย ก็จะประมูลราคา
ในขณะที่ค่านักแปลจะมีการจ่าย 2 แบบ คือประมาณ 4-5% ของราคาปกตามยอดพิมพ์ หรือแบบเหมาจ่ายครั้งเดียว
ด่านแรกผ่านพ้น ก็มาถึงค่าบรรณาธิการเล่ม โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 2.5% ของราคาปก คูณด้วยยอดพิมพ์ ไล่ไปถึงค่าออกแบบปก ออกแบบรูปเล่มเนื้อใน ค่าพิสูจน์อักษร ทั้งหมดคือต้นทุนเฉพาะค่าจ้างผลิต ซึ่งจะจ่ายครั้งเดียว
จากนั้นก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการผลิต ซึ่งต้นทุนของหนังสือไม่ควรเกิน 35% ของราคาปก
ศึกต่อมา คือค่าผู้จัดจำหน่าย หรือสายส่ง ที่หากเป็นระบบ "ฝากขาย" จะต้องจ่าย 40% จากราคาปก และระบบ "ขายขาด" สายส่งจะเริ่มต้นหักที่ 50% จากราคาปก หรือตามแต่ตกลงราคา
"ระบบพอคเก็ตบุ๊ควันนี้ จะเป็นระบบฝากขาย ฉะนั้นหน้าร้านจะได้เปอร์เซ็นต์ เช่นราคาหนังสือเล่มละ 100 บาท สายส่งจะคิดค่าจำหน่ายที่ 40% สำนักพิมพ์จะได้ 60% ส่วน 40% ที่ถูกหักไป สายส่งจะแบ่งให้หน้าร้านตามจำนวนการขาย และหากเราส่งหนังสือไป เช่น 3,000 เล่ม ถ้า 3 เดือนขายไม่ได้เลย เขาจะส่งคืนมา 3 พันเล่ม และไม่คิดเงิน เพราะจะคิดตามยอดขายเท่านั้น"
เจ้าของสำนักพิมพ์ต้องรู้ค่าใช้จ่ายทั้งหมดเพื่อคำนวณกลับเป็นราคาหนังสือ เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด ขณะเดียวกันไม่สูงเกินตลาดรับได้ โดยราคาปกจะคิดที่ 5 เท่าของต้นทุนทั้งหมด
"ทุกวันนี้หนังสือในท้องตลาดบ้านเรา จะตั้งราคาไว้ค่อนข้างสูงมาก ซึ่งถ้าคำนวนราคาออกมาที่ 116 บาท สำหรับผมจะตั้งที่ 115 บาท แต่ 120 นี่ก็น่าเกลียดแล้ว เอาเปรียบคนอ่าน การทำธุรกิจนี้ สิ่งสำคัญคือต้องมีจิตวิญญาณที่ดีด้วย"
เมื่อต้องทำสำนักพิมพ์แบบ "เถ้าแก่" การคำนึงถึงจุดคุ้มทุนมีความสำคัญ พวกเขาลองคำนวณตัวเลขคร่าวๆ เป็นตัวอย่างว่า จุดคุ้มทุนประมาณ 53-55% กำลังดี ถ้าคืนทุนเร็วกว่านี้ ก็แสดงว่าตั้งราคาไว้สูงมาก และเอาเปรียบผู้บริโภคจนเกินไป เช่น หนังสือ 3,000 เล่ม จุดคุ้มทุนก็อยู่ที่ประมาณ 1,600 เล่ม "ลงทุน 1 แสนบาท จุดคุ้มทุน 1,600 เล่ม ข้อเท็จจริงที่น่าเศร้าคือ 1,600 เล่ม ไม่ใช่เรื่องง่าย"
พวกเขาบอกว่า หน้าร้านทุกร้านอยากขายหนังสือทุกเล่ม แต่พื้นที่ในร้านมีจำกัด ขณะที่มีการผลิตหนังสือเพิ่มขึ้นทุกวัน ฉะนั้นหน้าร้านจึงจำเป็นต้องขายหนังสือที่ขายเร็ว โดยอายุของพอคเก็ตบุ๊คมีเพียง 2 สัปดาห์แรกของการวางแผง ที่พวกเขาใช้คำว่า "2 สัปดาห์อันตราย
http://www.oknation.net/blog/print.php?id=70036
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
+colour.jpg)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น