ท่ามกลางสภาวะการเปลี่ยนผ่านของอำนาจในการเมืองไทย คำว่า “ประชาธิปไตย” ถูกหยิบยกมาใช้เป็นเครื่องมือของทุกๆฝ่าย จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจว่า ประชาธิปไตยที่คนเหล่านั้นอ้าง เขามีขั้นตอนการเรียนรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตยเป็นมาอย่างไร และได้รับการศึกษาอบรมในเนื้อหาและวิธีการมาจากที่ไหน?
โรงเรียนดูจะเป็นสถานที่ที่น่าจะหาคำตอบจากคำถามข้างต้นได้ชัดเจนที่สุด หลายต่อหลายคนเริ่มหัดที่จะก้าวเดินในถนนสายประชาธิปไตยผ่านการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นหัวหน้าห้อง ในขณะที่อีกหลายต่อหลายคนก็เริ่มเรียนรู้ที่จะใช้สิทธิ์ของตนร่วมกำหนดผู้ที่จะขึ้นมาเป็นหัวหน้าห้องผ่านการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เมื่อการเลือกตั้งเสร็จสิ้น คุณครูประจำชั้น ก็มักจะมาสรุปบทเรียนที่ได้จากการเลือกหัวหน้าห้องสั้นๆง่ายๆว่า เป็นการเรียนรู้วิธีการประชาธิปไตย กระบวนการเลือกผู้แทนของห้องเรียนนี้อาจถูกผลิตซ้ำอีกตลอดภาคการศึกษา ภายใต้ข้ออ้างหลักการประชาธิปไตยในห้องเรียน!
ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นกับเด็กไทยทุกคน แต่แน่ใจแล้วหรือว่ากระบวนการเพียงเท่านี้ จะสามารถสร้างความเข้าใจในเนื้อหาและวิธีการของแนวคิดประชาธิปไตยได้อย่างแท้จริง?
โดยส่วนใหญ่แล้ว กระบวนการเลือกตั้งหัวหน้าห้องเรียน มักจะจบลงด้วยการใช้สิทธิอำนาจหรือคะแนนเสียงจากคนส่วนใหญ่(majority rule) มารับรองความชอบธรรมในการขึ้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าห้อง แย่หน่อยก็อาจลงเอยด้วยการใช้อำนาจของคนส่วนใหญ่กดขี่บีบบังคับใครสักคนหนึ่งด้วยวิธีการใดก็ตามให้ขึ้นมาเป็นหัวหน้าห้อง(tyranny of majority) เป้าหมายคือให้หัวหน้าห้องเป็นผู้รับภาระรับผิดชอบในกิจการสาธารณะแต่เพียงผู้เดียว กล่าวคืองานของส่วนรวมในห้องทั้งหมดมักตกเป็นของหัวหน้าห้องแต่เพียงผู้เดียว ส่วนสมาชิกในห้อง หลังจากที่ได้ลงคะแนนเลือกตั้งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พวกเขาจะกลายสภาพเป็นเสรีชน ปราศจากพันธะผูกมัดใดๆทั้งสิ้น เป็นเสรีชนที่มีสิทธิอำนาจ แต่ปราศจากหน้าที่และความรับผิดชอบร่วมกันซ้ำร้าย ความรับผิดชอบในกิจการสาธารณะทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นทำความเคารพครู การลบกระดานดำ การรวบรวมการบ้าน การจดชื่อคนที่เสียงดังเวลาครูไม่อยู่ ฯลฯ ดูจะตกอยู่ที่หัวหน้าห้องแต่เพียงผู้เดียว หากหัวหน้าห้องทำงานเคร่งครัดไม่ถูกใจเพื่อนสมาชิกในห้องเข้า อาจถูกแบนหรือถูกหาว่าเป็นเผด็จการ ครั้งจะขอลาออกก็ยากที่จะกระทำได้ เพราะอาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือในสายตาของคุณครู
นอกจากนั้น ความชอบธรรมในการดำเนินงานของหัวหน้าห้องโดยส่วนใหญ่ มักจะวางอยู่บนความสุ่มเสี่ยงของสภาวะไร้หลักการและกฎกติการ่วมกัน กล่าวคือ ในสายตาของเพื่อนๆ หัวหน้าห้องจะทำงานดีบ้าง เลวบ้าง ก็ไม่ว่ากัน ขอเพียงไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการใช้ชีวิตที่ปรารถนาของเพื่อนในห้องก็เป็นพอ เช่น หากครูไม่อยู่และสั่งหัวหน้าห้องให้คอยจดชื่อเพื่อนนักเรียนที่เสียงดังเพื่อหักคะแนนเมื่อครูกลับมา หากหัวหน้าห้องจดชื่อเพื่อนที่เสียงดังและนำส่งครูจริง ไม่ใช่เฉพาะเพื่อนที่เสียงดังเท่านั้นที่ต้องแลกคะแนนของตนกับความผิดที่ตนเองได้ก่อ แต่หัวหน้าห้องก็มีบางอย่างที่ต้องแลกเพื่อรักษาคำสั่งนั้นไว้เช่นกัน สิ่งนั้นอาจจะเป็นความสัมพันธ์ในหมู่พ้องเพื่อนก็เป็นได้ หรือหากเพื่อนๆส่วนใหญ่ในห้องต้องการคุยกัน เสียงข้างมากของคนในห้องก็สามารถกดขี่เสียงส่วนน้อยของหัวหน้าห้อง ให้กระทำตามที่คนส่วนใหญ่ต้องการได้ทุกเมื่อ แม้มันจะเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของครู หัวหน้าห้องก็จำต้องยอมรับ สภาวะเช่นนี้จึงเป็นการก่อตัวของกระบวนการเรียนรู้ในสิ่งที่เรียกว่า “ทรราชย์แห่งเสียงข้างมาก” หรือ Tyranny of the majority มากกว่าที่จะเป็นกระบวนการเรียนรู้ในสิ่งซึ่งเรียกว่า “ประชาธิปไตย”
แน่ล่ะ ประชาธิปไตยไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม โดยพื้นฐานแล้วเรียกร้องการมีส่วนร่วมของคนในสังคม หรือคนในห้องเรียนทุกคน(popular participation) เป็นเบื้องต้น แต่หากคนในสังคมนั้นๆยังเฉื่อยเนือย ไม่ตื่นตัวในสิทธิและหน้าที่ของตน มุ่งแต่จะโยนภาระหน้าที่และความรับผิดชอบให้แก่ผู้นำ ก็ยากที่จะเรียนรู้ในหลักการประชาธิปไตยได้ แม้จะมีการเลือกผู้แทน หรือเลือกตั้งหัวหน้าห้องก็ตาม
การมีส่วนร่วมในทางการเมือง(political participation) จึงเป็นหัวใจของการเรียนรู้ในหลักการประชาธิปไตยทั้งในระดับสังคมและห้องเรียน การมีส่วนร่วมไม่ควรจำกัดเฉพาะการใช้สิทธิ การเรียกร้องสิทธิ หรือการปกป้องสิทธิเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการทำตามหน้าที่ของพลเมืองในสังคมนั้นๆด้วย เช่น หน้าที่ที่จะเข้าไปเสนอแนะให้ความคิดเห็น หรือหน้าที่ในการปฏิบัติตามข้อตกลงร่วมกัน หรืออาสาทำหน้าที่ในกิจการสาธารณะ ความตระหนักในหน้าที่ของคนส่วนใหญ่ต่อกิจการสาธารณะในห้องเรียนเฉกเช่นเดียวกับหัวหน้าห้อง จึงเป็นส่วนประกอบหนึ่งของเส้นแบ่งบางๆที่แยกระหว่างกระบวนการเรียนรู้ในหลักประชาธิปไตยทางตรง กับกระบวนการเรียนรู้ในหลักทรราชย์แห่งเสียงข้างมาก
หากทุกคนในห้องเข้าไปมีบทบาทในงานต่างๆอย่างเท่าเทียมกัน ก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องเลือกตั้งผู้แทนหรือหัวหน้าห้อง แต่อาจมีบ้างที่ในบางงานจำเป็นที่จะต้องมีผู้แทน ก็อาจทำได้โดยการหาฉันทานุมัติ เพื่อแต่งตั้งกลุ่มคนที่เหมาะสมกับงานนั้นที่สุดเข้ามารับหน้าที่ที่ต้องใช้ความรู้ความสามารถเป็นการเฉพาะ ทั้งนี้การทำหน้าที่ของผู้ที่ได้รับฉันทานุมัติจะต้องไม่เป็นการถาวร ควรมีการหมุนเวียนสับเปลี่ยนในทุกๆครั้ง เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมทางการเมืองกับสมาชิกทุกคน
ถึงเวลาแล้วที่โรงเรียนควรเป็นผู้นำในการปฏิรูปการเรียนรู้ในหลักการประชาธิปไตย จากประชาธิปไตยทางอ้อมหรือแบบมีผู้แทน ที่ฝึกแต่เฉพาะการเลือกตั้งผู้แทน สู่ประชาธิปไตยทางตรง ที่ฝึกการมีส่วนร่วมจากนักเรียนทุกคนในห้องเรียนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้พวกเขาได้ฝึกฝนเรียนรู้หน้าที่ของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่ยึดถือเสียงส่วนใหญ่เป็นหลักในการดำเนินงาน และให้พวกเขาได้ตระหนักถึงโอกาส ที่การใช้เสียงส่วนใหญ่ของพวกเขา อาจกระทบกระเทือนหรือกดขี่ต่อสิทธิของคนส่วนน้อยได้
วันนี้ การเมืองไทยในระยะเปลี่ยนผ่าน อาจสร้างความวุ่นวายและหาจุดลงตัวระหว่างกลุ่มคนต่างๆในโครงสร้างอำนาจทางการเมืองยังไม่ได้ แต่การเตรียมความพร้อมให้กับเยาวชนคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ในโรงเรียน ผ่านการเรียนรู้หลักการประชาธิปไตยที่เหมาะสมกับเงื่อนไขในชีวิตประจำวัน ย่อมทำให้เชื่อมั่นได้ว่าปัญหาการเมืองแบบพวกมากลากไป หรือพวกน้อยไม่เอา หรือปัญหาประชาธิปไตยในคูหาจะต้องลดน้อยลงอย่างแน่นอน
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
+colour.jpg)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น