วันอาทิตย์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Winyu

"It's all about questioning. Here in Thailand we accept so many things without asking. We treat all these dubious matters as norms ... as something we have to live with anyway. Our ultimate goal is to get people to question things and be more responsible to the society,"


"For Joh Kow Tuen, we never wanted it to be funny. But I guess when you are very sarcastic - it become a dark comedy. I think the laughs [we receive] are like an added bonus for us. We started off wanting to satirise and be acidic towards a lot of political and social issues that have been left unsolved or neglected in Thailand. Maybe it's in our trait to let things go, but we should start questioning whatever is happening around us. Why must we tolerate corrupted politicians? What happens to our taxes? How is our hard earned money spent by the government?"

Winyu is also disappointed with the current state of the Thai media. He strongly feels the so called "in depth" analysis offered by the media is not profound enough and that there are no hard questions being asked.

"So I guess we've all learned to engage in civil discussions without losing our temper since a young age,"


"I feel that the problem with the younger generation is that we don't consume enough information, and even when we do, we don't examine it. So when you don't have enough concrete information, you will feel forced to choose sides because you don't know the entire story."
"Then you become overemotional over serious issues when you should be using your logic and thinking faculties rather than retorting to emotional outbursts,"


I understand those who don't want to make their opinions public, though. This is Thailand after all. You have to be kreng jai [considerate] to people.



"Those who are vocal [about their beliefs and opinions] will be labelled as 'extreme'. I guess it's okay to put pictures of some actresses' underwear and bra showing on a cover, but once they want to say something politically, people are so ready to gnaw on them. I don't know where the standard is," he said.


Winyu.

วันจันทร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เศรษฐกิจพอเพียง(ไทย) กับ The Juche Idea(North Korea)

เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระราชดำรัสแก่ชาวไทยนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517เป็นต้นมา
The first known reference to Juche was a speech given by Kim Il-sung on December 28, 1955


หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีความสำคัญในช่วงปี พ.ศ. 2540 ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศไทย ต้องประสบปัญหาภาวะทางเศรษฐกิจ และ ต้องการรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพ เพื่อที่จะยืนหยัดในการพึ่งพาผู้อื่น และ พัฒนานโยบายที่สำคัญเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ
Kim said that "Juche means Chosun's revolution" (Chosun being the traditional name for Korea). He stated, "To make revolution in Korea we must know Korean history and geography as well as the customs of the Korean people.


ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่ทรงปรับปรุงพระราชทานเป็นที่มาของนิยาม "3 ห่วง 2 เงื่อนไข" ประกอบด้วย
1. พอประมาณ
2. มีเหตุผล
3. มีภูมิคุ้มกัน"
Kim Il-sung outlined the three fundamental principles of Juche in his April 14, 1965::
1. independence (chajusong) in thought and politics
2. "economic self-sufficiency!!!!!!!!!!!!!!!!!!"
3. and self-reliance in defense.


เศรษฐกิจพอเพียงเป็นการดำเนินชีวิตอย่างสมดุลและยั่งยืน เพื่อให้สามารถอยู่ได้แม้ในโลกโลกาภิวัตน์ที่มีการแข่งขันสูง
Methods of revolution and construction must be suitable to the situation of the country!!!!!!!!!!.


แนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ยังถูกบรรจุในรัฐธรรมนูญของไทย เช่น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ในส่วนที่ 3 แนวนโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดิน มาตรา 78 (1)
Juche is a component of North Korea's political system and requires absolute loyalty to the revolutionary party and leader.

วันอาทิตย์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2553

จดหมายถึงมาชูว่าด้วยชีวิตในสังคมทุนนิยม!!

มาชู Japanification คือตัวอย่างที่น่ากลัวอีกกรณีหนึ่งที่เกิดขึ้นในสังคมทุนนิยมที่มีการพัฒนาแล้วคล้ายกับที่Marxเคยพูดไว้ ไม่แน่ว่าในประเทศที่ทุนนิยมจ๋าพัฒนาจนถึงขีดสุดอาจเกิดการล่มสลายด้วยตัวของมันเอง แต่ในกรณีญี่ปุ่นดูเหมือนว่าปัญหาจะเกิดจากความไม่มั่นคงทางการเมืองเข้ามามีส่วนด้วยค่อนข้างมาก ชูแดมไม่รู้ว่าอนาคตของประเทศเราจะเดินไปในแนวทางไหน ความไม่มั่นคงแน่นอนย่อมมีอยู่แล้วในชีวิตของมนุษย์ทุกคน แต่หน่องเคยบอกว่า"ชีวิตมันไม่แน่นอน คุณต้องควบคุมปัจจัยที่ไม่แน่นอนให้น้อยที่สุด ไม่ใช่ไม่มีเลย" ชูแดมก็เลยอยากให้ชูเอมลองศึกษาดู เพราะชูเอมมีจุดมุ่งหมายสำคัญคือเข้าไปในภาคธุรกิจอยู่แล้ว การศึกษาประเทศที่เค้านำเราไปเยอะ หนำซ้ำยังสะดุดขาตัวเองล้มแล้วด้วย จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ....หวังว่ามาชูจะตั้งใจอ่านให้จบนะ!!!

------------------------------
ทศวรรษ 1980 คือทศวรรษที่ญี่ปุ่นกลายเป็นชาติแรกจากเอเชียที่มีศักยภาพเกินพอต่อการท้าทายการครอบงำทั้งโลกที่อยู่ในกำมือของชาติตะวันตกมายาวนาน

ในความเป็นจริง ญี่ปุ่นในปีนี้ ไม่เพียงมีขนาดเศรษฐกิจใกล้เคียงอย่างยิ่งกับเมื่อ 10 หรือ 20 ปีก่อนเท่านั้น สัตว์เศรษฐกิจตัวนี้ยังสูญเสียจิตวิญญาณของตัวเองไปโดยสมบูรณ์แบบอีกด้วย

สังคมญี่ปุ่นเต็มไปด้วยปัญหาการเมืองในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมาตกอยู่ในสภาวะ "อัมพาต" ในห้วงเวลาดังกล่าวนี้ ญี่ปุ่นมีนายกรัฐมนตรีรวมทั้งสิ้น 14 คน ไม่มีผู้ใดสามารถแม้เพียงแค่ "จุดประกาย" ให้ความหวังและแรงบันดาลใจกับสังคมญี่ปุ่นได้

เดือนสิงหาคมปีนี้ ญี่ปุ่นไม่เพียงหยุดนิ่งอยู่กับที่ ยังถูก จีน แซงหน้าขึ้นเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกเป็นอันดับ 2 แทน

รัฐบาลญี่ปุ่นทำได้เพียงแค่การกระตุ้นกระตุ้นและกระตุ้นเศรษฐกิจ หว่านและอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบครั้งแล้วครั้งเล่า อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงแทบเป็น 0 เปอร์เซ็นต์มานานปีดีดัก ผลลัพธ์ที่ได้คือ ญี่ปุ่น กลายเป็นประเทศที่มีหนี้ภาครัฐสูงที่สุดในโลก

สูงถึง 200 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี!

สังคมเล่า? ประชากรญี่ปุ่นหดตัวลงอย่างรวดเร็ว ญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศที่มีประชากรสูงอายุมากที่สุดในโลก ระดับ "คนยากจน" เพิ่มขึ้นตามอัตราว่างงาน เช่นเดียวกับอัตราการฆ่าตัวตาย

ความเป็นจริงของเหตุการณ์น่าตระหนกแต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่าก็คือ เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเช่นนั้น เกิดอะไรขึ้นกับสังคมญี่ปุ่น?

ยิ่งนับวันคนญี่ปุ่นยิ่งหดตัวเองแคบลง แคบลงเรื่อยๆ เหลือเพียงรัศมีโดยรอบตัวเองไม่กี่ตารางเมตร เริ่มจากผู้สูงอายุ แล้วลุกลามต่อไปยังลูกๆ หลานๆ ทั้งหมดพยายามอยู่ได้ด้วยตัวเอง ใช้จ่ายให้น้อยที่สุด เพื่อดำรงตนให้อยู่ได้นานที่สุด

"ทุกคนคิดถึงแต่เงิน เงินที่ไม่มากมายเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว" เนโมโตะ บอกอย่างนั้น

มันเริ่มต้นอย่างช้าๆ แต่มั่นคงและแน่วแน่อย่างยิ่ง เริ่มจากซัพพลายเออร์ในอาดาชิ หดหายไปเรื่อยๆ ถ้าไม่ล้มละลายก็โยกย้ายไปยังจีนพร้อมๆ กับบริษัทขนาดใหญ่ของญี่ปุ่น ถัดมาร้านรวงในย่านนั้นก็เริ่มปิดตัวลง สุดท้ายแหล่งพบปะของชุมชนคนย่านเดียวกันที่มีอยู่แห่งเดียวก็ร้างราตามไปด้วย

หลังจากนั้น อุตสาหกรรมของญี่ปุ่นอุตสาหกรรมแล้วอุตสาหกรรมเล่า ยกธงขาวยอมแพ้ให้กับคู่แข่งกระหายชัยชนะและส่วนแบ่งการตลาดจากเกาหลีและจีน

ไม่มีงาน ไม่มีเงิน ไม่มีอนาคต คือสิ่งที่วนเวียนอยู่ในหัวของผู้คนในญี่ปุ่น

ความเชื่อมั่น ทะยานอยาก หดหายไปตามกาลเวลาที่ผ่านไป

ในทรรศนะของนักเศรษฐศาสตร์ญี่ปุ่นคือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า "ทุนนิยม" กลืนกินตัวเองได้อย่างไร และผู้นำทางการเมืองของญี่ปุ่นล้มเหลวคนแล้วคนเล่าได้อย่างไร

"แจแปนิฟิเคชั่น" คือการตกลึกลงไปใน "กับดักภาวะเงินฝืด" ที่เกิดขึ้นเมื่อ อุปสงค์ล่มสลายจากการที่ผู้บริโภคปฏิเสธที่จะใช้จ่าย ส่งผลต่อไปยังบริษัทธุรกิจที่ขยาดกับการลงทุน และบรรดาธนาคารทั้งหลายนั่งอยู่บนกองเงินออมก้อนมหึมา

มันกลายเป็นวัฏจักรของความเลวร้าย ที่อยู่ได้ด้วยตัวเองและกลืนกินตัวเองไปเรื่อยๆ ยิ่งไม่มีการจับจ่าย ยิ่งกดดันให้ราคาข้าวของลดลงมากขึ้น งานหายไปมากขึ้น เงินในกระเป๋าผู้บริโภคยิ่งลดลงและยิ่งมัธยัสถ์มากยิ่งชึ้น ซึ่งยิ่งทำให้ธุรกิจยิ่งตัดทอนรายจ่ายมากยิ่งขึ้น ชะลอแผนขยายตัวออกไปอีกเรื่อยๆ และดูเหมือนยังไม่มีที่สิ้นสุด

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1290840867&grpid=01&catid=&subcatid=

วันพุธที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ถามหาความจริงใจต่อลูกจ้างแรงงาน

ถึงจุดที่ต้องกลับมา ส่วนหนึ่งยอมรับว่าในฐานะปุถุชนจำต้องหาทางระบายออกซึ่งความคับแค้นในบางเรื่องบ้าง ครั้นจะไปโพสในFBก็ลำบากใจ บางครั้งเพียงต้องการบันทึกไว้เป็นข้อมูลประจำวัน บางครั้งก็อยากให้ผู้อื่นได้หันมองในมุมอื่นบ้าง สุดท้ายรำคาญใจตัวเอง กลับมาหาblogเดิมเรานี่แหละว๊ะ สบายใจกว่า!!!

เรื่องแรกวันนี้เลยแล้วกัน
ว่าด้วยเรื่องค่าจ้างแรงงาน!!
แม้ว่าการปรับเพิ่มค่าแรงงานขั้นต่ำตามข้อเสนอของคณะอนุกรรมการโดยเสนอให้ปรับเพิ่มจาก 206 บาทต่อวัน เพิ่มเป็น 216 บาทต่อวัน ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการไตรภาคี แต่สำหรับภาคค้าปลีกซึ่งถือเป็นตลาดใหญ่ไม่แพ้กันอย่างCentral Retail Ltd. การประกาศปรับเพิ่มค่าจ้างแรงงานจาก210เป็น220 ก่อนมติของคณะอนุกรรมการจะคลอดออกมาแก่สาธารณะชนก็ยังคงแสดงให้เห็นถึงความไม่จริงใจของผู้บริหารในเรื่องการยกระดับคุณภาพชีวิตของพนักงานจริงอยู่ดี
เพราะไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรก็ตามท่านก็ต้องทราบอยู่แล้วว่าในเวลานี้มีความจำเป็นต้องปรับค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำตามสภาพอัตราเงินเฟ้ออยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการที่CRC ได้ปรับค่าจ้างจาก210 มาเป็น220 จึงเป็นหลักฐานที่ชัดเจนถึงความไม่จริงใจในการยกคุณภาพชีวิตของพนักงานจริง แต่เหตุหลักที่CRCปรับขึ้นก็เนื่องจากขาดแคลนแรงงาน และการไหลออกของแรงงานไปสู่บริษัทคู่แข่งทางการค้าย่านสยาม
โดยสรุปแล้ว ไม่ว่าผลการพิจารณาของคณะกรรมการไตรภาคี ในวันที่ 9 ธันวาคม 2553 จะได้ข้อสรุปออกมาอย่างไร CRCก็ยังคงยืนยันที่จะจ่ายค่าจ้างแรงงานให้ต่ำที่สุดเท่าที่สภาพธุรกิจจะดำเนินการได้อย่างไม่เสียเปรียบคู่แข่งแถวสยามและไม่เป็นที่น่าเกลียดเกินไปต่อสังคมก็เท่านั้นเอง!!!

วันศุกร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2553

ผูกขาดถนน

จากบทความของ ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ ในประชาไท (http://www.prachatai.net/journal/2010/04/28897)

เรื่องที่ต้องพิจารณาด้วยก็คือผู้ชุมนุมเป็นเจ้าของพื้นที่สาธารณะไม่ต่างจากประชาชนคนอื่น เขามีสิทธิใช้ถนนเท่าผู้ใช้รถและอภิมหาเศรษฐีที่ผูกขาดถนนนี้มาตลอดชีวิต ให้ผู้ชุมนุมใช้สิทธินี้บ้างจะเป็นไรไป ความลำบากในการขับรถไม่พึงเป็นเหตุให้ใช้กำลังสลายประชาชน

วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

โดนใจ!! คัดมาจาก"ฟันเดียวก๊า"กระทู้หนึ่ง และที่อาจารย์สมศักดิ์โพสไว้

พสกนิกรสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ จัดสรรเงินภาษีให้สำนักพระราชวังปีหน้า3พันล้านบาท เวบไซต์ของสำนักงบประมาณhttp://www.bb.go.th/...00/00000038.PDFเปิดเผยว่า งบประมาณ ของสำนักพระราชวัง ที่ประกาศใน "งบประมาณโดยสังเขป" ประจำปี 53 อยู่ที่ 2,364.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนนี้ 13.3% โดยเมื่อปีที่แล้ว งบนี้อยู่ที่ 2,086.3 ล้านบาท

งบประมาณของสำนักพระราชวังปี 2502--------32,836,049 บาทปี 2522-------126,185,900 บาทปี 2523-------141,151,100 บาทปี 2524-------165,683,100 บาทปี 2525-------184,922,000 บาทปี 2526-------235,286,000 บาทปี 2527-------312,911,700 บาทปี 2528-------281,435,000 บาทปี 2529-------340,980,000 บาทปี 2530-------387,734,790 บาทปี 2531-------358,685,300 บาทปี 2533-------450,372,100 บาทปี 2534-------517,515,900 บาทปี 2535-------623,176,400 บาทปี 2536-------829,365,200 บาทปี 2537-------815,711,600 บาทปี 2538-------933,229,700 บาทปี 2539-------907,461,000 บาทปี 2540-------944,400,000 บาทปี 2541-------987,516,500 บาทปี 2542-------961,575,400 บาทปี 2543------1,028,315,500 บาทปี 2544------1,058,540,000 บาทปี 2545------1,136,536,600 บาทปี 2546------1,209,861,700 บาทปี 2547------1,275,948,400 บาทปี 2548------1,501,472,900 บาทปี 2549------1,676,888,800 บาทปี 2550------1,945,122,400 บาทปี 2551------2,086,310,000 บาทปี 2552-------2,086,310,000 บาทปี2553-------2,364.610,000 บาทปี2554----ประมาณการณ์เพิ่มขึ้นเป็น3,303 ล้านบาทเศษ*http://www.sameskybo...showtopic=35415

ทั้งนี้งบประมาณที่พสกนิกรน้อมถวายด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณนี้ก็เพื่อ: ความสะดวกแด่พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ เช่น



-. เงินอุดหนุนทั่วไป 835,519,200 บาท

1) เงินอุดหนุนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในพระราชฐานที่ประทับ 308,000,000 บาท

2) เงินอุดหนุนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในพระราชฐานที่ประทับสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฏราชกุมาร 198,000,000 บาท

3) เงินอุดหนุนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในพระองค์ 65,625,000 บาท

4) เงินอุดหนุนเพื่อเป็นเงินปีพระบรมวงศานุวงศ์ 57,856,000 บาท

5) เงินอุดหนุนเพื่อเป็นค่าใช้ายในพระราชฐานต่างจังหวัด 110,000,000 บาท

6) เงินอุดหนุนเพื่อเป็นเงินเบี้ยหวัดข้าราชการฝ่ายใน 8,908,200 บาท

7) เงินอุดหนุนเพื่อเป็นเงินพระราชกุศลตามพระราชอัธาศัย 9,900,000 บาท

8) เงินอุดหนุนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายประสานงานโครงการสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี 19,380,000 บาท

9) เงินอุดหนุนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายประสานงานโครงการอนุรักษ์พนธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดําริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 25,350,000 บาท

10) เงินอุดหนุนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงพระราชฐานและซ่อมเครื่องตกแต่ง 11,000,000 บาท

11) เงินอุดหนุนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงพระตําหนักจิตรลดารโหฐานพร้อมจัดหาซ่อม ทําเครื่องใช้เครื่องตกแต่ง 16,500,000 บาท

12) เงินอุดหนุนโครงการบูรณาการเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต 5,000,000 บาท




-. งบรายจ่ายอื่น 3,500,000 บาท

1) ค่าใช้จ่ายที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ข้าราชการสํานักพระราชวังเดินทางไปต่างประเทศ2,000,000 บาท

2) ค่าใช้จ่ายในการจัดการปัญหาแมลงและสัตว์รบกวนในเขตพระราชฐาน 1,000,000 บาท

3) ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาระบบบริหารความรู้ภายในองค์กรสํานักพระราชวัง 500,000 บาท


5.พสกนิกรน้อมใจจัดสรรงบประมาณจากภาษีให้โครงการตามพระราชดำริทุกปี และโครงการตามพระราชดำรินั้น ใช้เงินจากงบประมาณแผ่นดินที่ประชาชนจ่ายภาษีhttp://www.bb.go.th/...lue51/25004.pdfคนมักเข้าใจผิดๆว่าสำนักงานโครงการพระราชดำรินั้น เป็นโครงการที่ในหลวงใช้จ่ายเงินส่วนพระองค์เพื่อพสกนิกร ความจริงคือ

5.1ใช้งบประมาณแผ่นดินจากภาษีประชาชน

5.2โครงการต่างๆที่ว่า6พันกว่าโครงการนั้น ก็ใช้งบประมาณจากภาษีประชาชนผ่านโครงการของหน่วยงาน กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ(รายละเอียดครับ)กรม : สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริผลผลิต : โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดผลสัมฤทธิ์

1. งบบุคลากร 5 2,598,800 บาท

1.1 เงินเดือนและค่าจ้างประจำ 4 2,760,100 บาท
1.1.1 เงินเดือน 3 8,863,600 บาท(1) อัตราเดิม 3 3,096,600 บาท(2) เงินประจำตำแหน่ง 2 ,274,000 บาท(3) เงินค่าตอบแทนรายเดือนสำหรับข้าราชการ 3 ,324,000 บาท(4) เงินช่วยเหลือการครองชีพข้าราชการระดับต้น 1 69,000 บาท
1.1.2 ค่าจ้างประจำ 3 ,896,500 บาท(1) อัตราเดิม (ค่าจ้างประจำ) 3 ,575,600 บาท(2) เงินช่วยเหลือการครองชีพพิเศษ 3 20,900 บาท

1.2 ค่าตอบแทนพนักงานราชการ 9 ,838,700 บาท
1.2.1 ค่าตอบแทนพนักงานราชการ 9 ,838,700 บาท(1) ค่าตอบแทนพนักงานราชการ 9 ,838,700 บาท


2. งบดำเนินงาน 2 6,644,900 บาท

2.1 ค่าตอบแทน ใช้สอยและวัสดุ 2 4,350,500 บาท
2.1.1 ค่าตอบแทน ใช้สอยและวัสดุ 2 4,350,500 บาท(1) ค่าอาหารทำการนอกเวลา 3 00,000 บาท(2) ค่าเช่าบ้าน 4 1,900 บาท(3) รายการค่าตอบแทนอื่น ๆ 1 ,780,700 บาท(4) ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเช่าที่พักและค่าพาหนะ 7 ,368,500 บาท(5) ค่าใช้จ่ายในการสัมมนาและฝึกอบรม 1 ,556,000 บาท(6) ค่าประชาสัมพันธ์ 9 ,220,000 บาท(7) ค่าใช้สอยอื่น ๆ 1 ,661,500 บาท(8) วัสดุสำนักงาน 7 21,900 บาท(9) วัสดุเชื้อเพลิงและหล่อลื่น 3 00,000 บาท(10) วัสดุงานบ้านงานครัว 1 00,000 บาท(11) วัสดุไฟฟ้าและวิทยุ 1 00,000 บาท(12) วัสดุโฆษณาและเผยแพร่ 2 00,000 บาท(13) วัสดุคอมพิวเตอร์ 9 00,000 บาท(14) วัสดุยานพาหนะและขนส่ง 1 00,000 บาทรายละเอียดงบประมาณจำแนกตามงบรายจ่ายกรม : สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

2.2 ค่าสาธารณูปโภค 2 ,294,400 บาท
2.2.1 ค่าสาธารณูปโภค 2 ,294,400 บาท(1) ค่าโทรศัพท์ 8 21,700 บาท(2) ค่าน้ำประปา 6 2,000 บาท
(3) ค่าไปรษณีย์โทรเลข 1 83,800 บาท(4) ค่าไฟฟ้า 1 ,085,700 บาท(5) ค่าบริการสื่อสารและโทรคมนาคม 1 41,200 บาทตัวอย่างบางตอนว่าเงินที่มาทำโครงการพระราชดำริมาจากไหนนายสามารถ โชคคณาพิทักษ์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2550 กรมชลประทานได้งบประมาณรวมทั้งสิ้น 33,835 ล้านบาท โดยแผนงานในปี 2550 กรมชลฯ มีการดำเนินโครงการขนาดใหญ่จำนวน 9 โครงการ รวมเป็นเงิน 8,243 ล้านบาท โดยเป็นโครงการที่เปิดโครงการโดยคณะกรรมการประสานงานโครงการอันเนื่อง มาจากพระราชดำริจำนวน 4 โครงการ


--------------------------------------------------------------------------------------

...สมมุติว่า ในประเทศ ก มีกฎหมายบอกว่า ทุกคนต้องเชื่อว่าโลกแบน ใครบังอาจพูดว่าโลกกลม ต้องติดคุก 15 ปี และสร้างระบบ"ประชาสัมพันธ์" (โฆษณาชวนเชื่อ) 24 ชั่วโมงในทุกๆสื่อ ส่งแต่สารว่า "ไชโยๆ นับว่าพวกเราโชคดีมากๆ ที่โลกแบน การที่โลกแบนนับเป็นบุญอันใหญ่หลวงของชาวเรา บลา บลา บลา" หรือ ในประเทศ "แฟรี่แลนด์" มีกฎหมายว่า ต้องยอมรับว่า "the Emperor" กำลังสวมเสื้อวิเศษที่สวยงามอยู่ ทั้งๆที่ the Emperor has no cloth แล้วก็โฆษณา 24 ชั่วโมงว่า "เสื้อผ้า" ของ the Emperor นี้ สวยงามเพียงใด บลา บลา บลา ..... วันดีคืน มีคนจำนวนหนึ่ง เริ่มเลิกตะโกนประสานเสียง "เสื้อผ้าของ the Emperor ช่างสวยงามอะไรเช่นนี้" หรือ "โลกเราช่างสวยงามอะไรเช่นนี้แบนๆ" "ปัญญาชน" จำนวนหนึ่งของ แฟรี่แลนด์ (หรือ ประเทศ ก) ก็ตกอกตกใจ รีบประกาศว่า "เฮ้ยๆๆ มี ขบวนการล้ม Fairy Tales เว้ย มีขบวนการ ต้องการล้มความเชื่อเรื่อง โลกแบน บลา บลา บลา แต่ พวกนี้ ไม่ยอมพูดอย่างตรงไปตรงมา ใช้วิธี เป้าล่อ ...."



วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

Down Town Story








นิยม-วัตถุ
วัตถุ - (ไม่เป็นที่)นิยม