วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ความไว้วางใจ

*มีเพื่อนรักอยู่ 3 คน คือ ความหวัง ความรัก และ ความไว้วางใจ

ความหวัง ได้บอกกับเพื่อนทั้ง 2 ว่า .... ถ้าหากฉันหายไป ....
เพียงพวกเธอใช้เวลาจุดไฟแห่งความหวังขึ้นมา ฉันก็จะกลับมา!!!!

ส่วนความรัก บอกกับเพื่อน ว่า .... ถ้าหากฉันหายไป .... เธออาจต้องใช้เวลานานเพื่อ "รอ" ฉันสักสักหน่อย แล้วฉันจะกลับมา!!!

ส่วนความไว้ใจ บอกกับเพื่อนทั้ง 2 ว่า หากฉันหายไป.......


ไม่ต้องรอฉันนะ เพราะพวกเธอจะไม่มีวันได้พบฉันอีกเลย!!!!!


แม้ ความหวัง ความมุ่งมั่นมานะ จะหมดหรือดับไป........ คุณยังอาจจุดประกายแห่งความมุ่งมั่นนั้นได้!!!! --- ขอเพียงคุณมีแรงดลใจ
หรือแม้คุณอกหักหรือผิดหวัง แต่ความรักก็ยังพร้อมจะเกิดขึ้นใหม่ และเจริญงอกงามต่อไปได้เสมอ

แต่ .... "ความไว้วางใจ" นั้น .... เป็นพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับบุคคลอื่นๆ
ไม่ว่าจะเป็น พ่อ แม่ ลูก คนรัก เพื่อน หัวหน้า หรือ ลูกน้อง

ถ้าหากคุณสูญเสียความไว้ใจที่มีต่อบุคคลนั้นไป......
คุณจะไม่พบมันอีกเลย ในความสัมพันธ์ระหว่างคุณ และเขา
------------------------------------

ทันทีที่อ่านจบ ความกลัวก็เข้าเกาะกุมจิตใจ
"มันเปนอย่างที่เขาว่าจริงหรือนี่!!"
ไม่ว่ามันจะจริงหรือไม่จริง อย่างน้อยๆความกลัวก็ได้เกิดขึ้นแล้วจริง
"ทำไงดีล่ะคราวนี้"
การสร้างความไว้วางใจไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่ายๆเหมือนการลงคะแนนไม่ไว้วางใจในสภา
ตรงกันข้าม กลับต้องใช้เวลาในการสะสมทีละเล็กทีละน้อย
จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลยว่าทำไมชาวบ้านในถิ่นห่างไกลถึงยอมรับผู้แทนของเค้าไม่ว่าเค้าจะเปนคนดีหรือคนชั่วตามกรอบกฏหมายหรือตามจริยธรรมของคนชั้นกลาง

ทันทีที่วงจรแห่งความไว้วางใจพังลง กำแพงแห่งความไม่ไว้วางใจจะก่อรูปขึ้นมาทันที
มันหนา มันทึบ อยากที่จะมองข้ามเข้าไปถึงก้นบึ้งของจิตใจได้
ไม่ว่าคุณจะทุบ จะตี จะแทง จะเจาะ จะเซาะ อย่างไร ก็ยากที่จะทำให้มันทลายลงไปได้
คุณจะทุบมันด้วยเหตุผล ตีมันด้วยความอ้อนวอน หรือเจาะมันด้วยความสัมพันธ์อย่างไรก็ตามแต่
ก็ไม่สามารถที่จะเข้าไปได้

ใช่!! "ทำไงดีล่ะคราวนี้"

ทุกครั้งที่เกิดวิกฤติในชีวิต เราทุกคนมักจะมีสิ่งแรกให้คิดเสมอ ไม่ว่าจะเปนคนๆแรกที่คิดถึง สัตว์ตัวแรกที่จะคิดถึง สิ่งของชิ้นแรกที่จะคิดถึง
"....ใช่!! คาลิล ยิบรานไงล่ะ"
งานนี้ต้องคาลิลเท่านั้นที่จะช่วยเราได้ กำแพงนรกนั่นมันจะได้พังลง วงจรแห่งความสมบูรณ์พูลทรัพย์ เอ้ย!พูลสุขก้อจะกลับเข้ามาอีกครั้ง
"ไหนดูซิมันว่าไง..."

"Than said Almitra, Speak to us of Love.
And he raised his head looked upon the (idiot man). And with a great voice he said:

...When love beckons to you, follow him,

Though his ways are hard and steep.

And when his wings enfold you yield to him,

Though the sword hidden among his pinions may wound you.

And when he speaks to you believe him,

Though his voice may shatter your dreams as the north wind lays waste the garden."


"........But if your fear you would seek only love's peace and love's pleasure,

Than it is better for you that you cover your nakedness (!!!อื้มหืมมม) and pass out of love's threshing-floor,

Into the seasonless world where you shall laugh, but not all of your laughter, and weep, but not all of your tears."

"And....think not you can direct the course of love, for love, if it find you worthy, direct your course.
Love has no other desire but to fulfil itself."


โอ้.... Almustafa ข้าขอบขอบใจเจ้าเหลือหลายที่ช่วยทลายกำแพงแห่งความไม่ไว้วางใจลงในวันนี้
แต่...ข้าก็หาได้มั่นใจว่า มันจะสูญสิ้นไปไม่ผุดขึ้นมาใหม่เหมือนดั่งดอกเห็ด
แม้กระทั่งจิตใจของข้าเอง ข้าเองก้อยังไม่ไว้วางใจ แล้วข้าจะไว้วางใจคนอื่นได้อย่างไร
เจ้าจะให้ข้าตามเสียงเรียกของมันไปได้อย่างไร จะให้ข้าเชื่อมันได้อย่างไร

หรืออาจจะจริงอย่างที่เจ้าว่ามันไม่ใช่ความต้องการอะไรอื่นเลย นอกเสียจากการทำตนเองให้สมบูรณ์
นั่นคือทำให้วงจรมันสมบูรณ์ขึ้นมาใหม่

เพราะฉะนั้น คำตอบของปัญหาทั้งหมดจึงอยู่ที่ว่า...
"ข้าทำตนเองให้สมบูรณ์แล้วหรือยัง โดยไม่ต้องคิดถึงสิ่งอื่นใด
เพราะ Yesterday is history, tomorrow is a mystery,
but today is a gift. That is why it is called the "present."**





-------------------------------------------------------------
*(อ้างในexpert2you.com/view_article.php?art_id=1431 - 15k)
**ขอบคุณบล็อคของวชิราที่หยิบยกขึ้นมาพูดเคาะกะโหลกอีกครั้งหนึ่ง

กล้าพอไหม

เธอบอกกับฉัน เธอย้ำว่ากับเขา จบไปตั้งนาน

และไม่มีวัน จะกลับไปรัก ให้ฉันไว้ใจ

ก็จริงไม่จริง ไม่รู้คำพูดเธอ แต่เวลาเขานั้นเดินผ่าน

ตัวเธอเอง ทุกครั้งมีอาการ ให้ฉันไว้ใจเธออย่างไร

กล้ากลับไปหาเขารึเปล่า ไปกับฉัน

กลับไปหาเขาแล้วบอก บอกว่าเรารักกัน

ทำได้ไหม กล้าพอไหมที่จะทำแบบนี้

กล้ากลับไปหาเขาหรือเปล่า กลับไปย้ำ

กลับไปย้ำคำที่บอก บอกว่าเธอไม่รักเขา

จบกันแล้ว ทำให้ฉันหน่อยได้ไหม

...

วันอังคารที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2552

ช่วงแย่ๆของชีวิต


เครียดว่ะแม่ง
จบมาแล้วก้อหางานไม่ได้
ที่เรียนไปก้อไม่ได้ช่วยอะไรเลย
ต้นทุนชีวิตก้อต่ำ ไม่ได้ลอยมาเองเหมือนพานทองแท้
ครอบครัวก้อไม่ได้อยู่พร้อมหน้า
ต่างต้องแยกย้ายไปในแต่ละจังหวัด ทำงาน เรียน
ทุกวันต้องมานั่งมองดูคนทะเลาะกัน
เอะอะ เอ็ดตะโร แผกเสียงลั่น
จิตตก! ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเค้าด้วยเลยย
แต่เสียงมันพาจิตหงุดหงิด จนไม่นานก้อเริ่มตก
อากาศมันก้อร้อน ร้อนมากๆ
พาใจคนจิตร้อนให้ร้อนตามไปด้วย
หนักเข้าไปกันใหญ่
อีพี่ตุนก้อไม่เคยเปลี่ยนแปลง
หายไปเลย จะเกลียดก้อเกลียดไม่ลง
จะรักก้อทำใจไม่ได้ หายหัวไปเหมือนเดิม
ที่เคยพูดอะไรไว้ก้อไม่ได้ตามที่พูดสักอย่าง
แย่! ทำไมแกไม่เปลี่ยนสักทีว๊ะ?
ปรับตัวไม่ได้อย่างแรงกับชีวิตใสวัยที่ต้องโตเปนผู้ใหญ่
ต้องเก็บกด อดทน ต่อชะตาชีวิตที่ไม่ได้ง่ายเสมอไป
ต้องก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาให้ได้
แม้จะรู้ว่ามีคนคอยหนุนหลังอยู่ในทุกอย่างและทุกด้าน
แต่สำนึกภายในมันก้อคอยมากระตุ้นบอกเราเสมอว่า
"นี่มึงอายุขนาดนี้แล้วนะ หัดพึ่งตัวเองได้แล้ว"
ทำไมชีวิตมันยากลำบากขนาดนี้ว๊าา
ทำไมมันช่างดูเปล่าเปลี่ยว มืดมน ไร้หนทาง
ที่สำคัญร้อนอีกต่างหาก (แม่งโคตรร้อนด้วย)
ไม่รู้จะเริ่มจากจุดไหนดี ไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงดี
ไม่รู้ว่าควรจะอยู่ยังไงดี ไม่รู้ว่าควรจะคิดอะไรดี
หรือไม่ต้องคิด น่าจะดีสุด
ปิดหู ปิดตา ปิดจิต ปิดใจ
ไม่สนใจใคร ไม่ขึ้นกับสิ่งแวดล้อมรอบกาย
อยู่ไปวันๆ เสมือนไร้ตัวตนบนโลก
หรือทุกสิ่งบนโลกนั้นไร้ตัวตน ไร้การดำรงอยู่
...ร้องไห้ อยู่ดีๆก้อมานอนร้องไห้คนเดียว
ทำไมต้องร้องไห้ ร้องไห้ขึ้นมาได้ยังไง
ทำตัวเหมือนกับเด็กวัยแรกรุ่น
ไม่น่าเชื่อว่าน้ำตากูจะร่วงออกมาได้เยอะขนาดนี้
ทำไมว๊ะ ทำไมอยู่ดีน้ำตาแม่งก้อไหลออกมาไม่ยอมหยุด
หรือจะเปนเพราะอากาศมันร้อน??
ต้องใช่แน่ อากาศมันร้อน กูเลยร้องไห้

วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2552

"Meet the new boss Same as the old boss!!!"


We'll be fighting in the streets
With our children at our feet
And the morals that they worship will be gone
And the men who spurred us on
Sit in judgment of all wrong
They decide and the shotgun sings the song

I'll tip my hat to the new constitution
Take a bow for the new revolution
Smile and grin at the change all around
Pick up my guitar and play
Just like yesterday
Then I'll get on my knees and pray
We don't get fooled again

The change, it had to come
We knew it all along
We were liberated from the fold, that's all
And the world looks just the same
And history ain't changed
'Cause the banners, they were all flown in the last war

I'll tip my hat to the new constitution
Take a bow for the new revolution
Smile and grin at the change all around
Pick up my guitar and play
Just like yesterday
Then I'll get on my knees and pray
We don't get fooled again
No, no!


I'll move myself and my family aside
If we happen to be left half alive
I'll get all my papers and smile at the sky
For I know that the hypnotized never lie

Do ya?

Yeah!

There's nothing in the streets
Looks any different to me
And the slogans are replaced, by-the-bye
And the parting on the left
Is now parting on the right
And the beards have all grown longer overnight

I'll tip my hat to the new constitution
Take a bow for the new revolution
Smile and grin at the change all around
Pick up my guitar and play
Just like yesterday
Then I'll get on my knees and pray
We don't get fooled again


Don't get fooled again

No, no!

Yeaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaah!

Meet the new boss

Same as the old boss!!!

วันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2552

การสถาปนาความยิ่งใหญ่ของบวรพุทธศาสนาระดับจักรวาล ใน กาเหว่าที่บางเพลง


ณ บางเพลง เหตุการณ์แปลกประหลาดได้เกิดขึ้นเมื่อ หญิงสาวอายุระหว่าง16-80ปีเกิดท้องพร้อมกัน มันคงจะไม่ใช่เรื่องยากในการอธิบายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหากว่าในสังคมบางเพลงนั้นมีฐานคิดอยู่ที่ความเชื่อทางลัทธิหรือศาสนาเป็นหลัก แต่ด้วยเหตุที่วิทยาการความรู้สมัยใหม่และความก้าวหน้าในองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้ก้าวล้ำเข้ามาในหมู่บ้านบางเพลงแห่งนี้ “คำถาม”ซึ่งเป็นกระบวนการเบื้องต้นของวิทยาศาสตร์จึงเริ่มต้นขึ้นต่อปรากฏการณ์แปลกประหลาดนี้ และกว่าตลอดเรื่องของนวนิยายเล่มนี้ก็เป็นการค้นหาคำอธิบายของสิ่งที่เกิดขึ้นสลับกันไปมาระหว่างวิทยาศาสตร์และศาสนา
คำอธิบายของอาจารย์ศิริอาจไม่สามารถแทนที่ความเชื่อทางศาสนาได้ทั้งหมด ตรงกันข้ามกลับสร้างความรู้สึกสั่นคลอนและไม่มั่นคงให้เพิ่มมากขึ้นไปอีก เพราะวิทยาศาสตร์ตั้งอยู่บนสมมติฐาน การเก็บข้อมูลที่ได้มาจึงเป็นเพียงข้อเท็จจริงเท่านั้น ไม่ใช่ความจริง เมื่อไม่ใช่ความจริง ความคลุมเครือ(ambiguity) จึงเข้าครอบงำ ผลคือความกลัวต่อสิ่งรอบตัว กลัวไปเสียทุกอย่าง โดยเฉพาะในยามวิกาลที่มนุษย์ไม่สามารถสอดส่ายสายตาได้อย่างทั่วถึง ลำพังเพียงแค่เสียงลากเท้าของโจรขโมยไก่ก็เพียงพอที่จะพาลให้คิดฟุ้งซ่านไปได้ต่างๆนาๆ
ความวิตกกังวลต่อความปลอดภัยในชีวิต ยังทำให้การดำเนินชีวิตของคนในหมู่บ้านเป็นไปได้ยากขึ้น เพราะนับตั้งแต่การผูกคอตายของอาจารย์ฟื้น มาจนถึงการจมน้ำตายอย่างแปลกประหลาดของตาผัน ทำให้ชาวบ้านในบางเพลงต่างวิตกกังวลต่อเหตุการณ์ในทำนองเดียวกันที่อาจเกิดขึ้นแก่ตัวเมื่อใดก็ได้ นี่คือสภาวะสังคมที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง(Risk society)[1] เพราะการตัดสินใจที่จะทำอะไรอย่างหนึ่งอาจนำไปสู่ผลที่เป็นบวกหรือลบในชีวิตได้ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วผู้ที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวมักมีผลออกมาในทางลบทั้งสิ้นเช่นอาจารย์ฟื้นกับตาผัน และเมื่อคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์จากอาจารย์ศิริก็ไม่สามารถไขคำตอบได้หมด(จนท้ายที่สุดก็สรุปเอาเองว่าเป็นเรื่อง“อภินิหาร”)และความศรัทธาในศาสนาก็ดูจะไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น จึงเหลือเพียงสิ่งเดียวที่ดูเหมือนจะยึดเหนี่ยวเอาไว้ได้นั่นก็คือร่างกายของตนเอง การใช้ร่างกายเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวย่อมเลี่ยงไม่พ้นที่จะเข้าไปเกี่ยวพันกับการหาแนวทางแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการใช้ความรุนแรง[2] แต่ถึงที่สุดแล้วการใช้กำลังเข้าแก้ไขปัญหาก็เป็นสิ่งที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้เช่นกัน เพราะในเวลากลางวันแสกๆ ตำรวจทั้งโรงพักยกเว้นสารวัตรยังไม่สามารถที่จะควบคุมตนเองได้ทั้งในระดับของร่างกาย(state of the body)และในระดับของจิตใจ(state of mind) นับประสาอะไรกับการหยิบอาวุธขึ้นฆ่าและปราบปรามกับเด็กทั้ง214คนที่มีอิทธิฤทธิ์พิเศษเหนือคนธรรมดาทั่วไป
เมื่ออำนาจควบคุมไม่ได้อยู่ที่รัฐ และอำนาจก็ไม่ได้อยู่ที่วัด ซ้ำร้ายอำนาจเหนือจิตตนยังไม่สามารถควบคุมได้อีก การไม่Perform functionของทุกสรรพสิ่งในรัฐ จึงเป็นปัญหาที่ผู้เขียนคิดว่าเป็นสภาวะที่ไปไกลมากกว่าFailed State (แต่ต้องไม่ลืมว่าสภาวะที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดในระดับรัฐแต่เกิดแค่ในหมู่บ้านเล็กๆเท่านั้น)
แต่ถึงอย่างไรก็ตามแม้ว่าศาสนาอาจจะไม่สามารถอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้น“...อาตมาหมดปัญญาที่จะคิดเพียงแค่นี้[3]” แต่อย่างน้อยศาสนาก็พอที่จะควบคุมพฤติกรรมของเด็กทั้ง214คนได้บ้าง เพราะ“สำหรับหลวงพ่อแล้วรู้สึกว่ามันเชื่อง และมันอยู่ในโอวาทท่านดีกว่าพวกลูกศิษย์วัดบางคนเสียอีก” ประกอบกับในตอนท้ายอาจารย์ยุพาซึ่งมีความใกล้ชิดกับลูกก็ดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี ทำให้อย่างน้อยบ้านบางเพลงก็ยืดระยะเวลาของการปะทะกันออกไปได้
และเมื่อมาถึงบทสุดท้ายศาสนาพุทธไม่ได้มีอำนาจเพียงแค่ควบคุมได้บ้างอีกต่อไป ศาสนาพุทธได้แผ่ขยายอำนาจขอบเขตของความเชื่อความศรัทธาไปยังบรรณพิภพอื่น เมื่อหลวงพ่อได้เทศนาสั่งสอนเป็นการส่งท้ายในเรื่องทุกขอริยสัจ จนทำให้มนุษย์ต่างดาวบรรลุเกิดดวงตาเห็นธรรมของพระพุทธองค์ จึงอาจกล่าวได้ว่า ณ เวลานั้นอำนาจของศาสนาได้สถาปนาตัวขึ้นสู่จุดสูงสุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ นั่นการมีอำนาจกว้างขวางครอบคลุมขึ้นไปถึงจักรวาล โดยสรุปปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมดจึงถูกแก้ให้ตกไปพร้อมๆกับการสถาปนาความยิ่งใหญ่ของบวรพุทธศาสนาที่คึกฤทธิ์ได้ทิ้งไว้ให้เห็นในนวนิยายเล่มนี้นั่นเอง




________________________________

[1]Anthony Giddens , Modernity and self-identity. Self and society in the late modern age. Cambridge: Polity Press,1991.
[2] คึกฤทธิ์ ปราโมช. กาเหว่าที่บางเพลง. กรุงเทพฯ: สยามรัฐ, 2532.หน้า184
[3] คึกฤทธิ์ ปราโมช. อ้างแล้ว. หน้า39

วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2552

ดงดอกเหมยกับ Pierre Boudieu, Sharlene Hesse-Biberและ Ben Andeson นอกวงสนทนาในคลาสSeminar Politics and Novels



ผู้เขียนไม่เคยคิดไม่เคยฝันมาก่อนว่าจะได้อ่านดงดอกเหมย“นวนิยายตลาดล่างไทย”ที่มี“รสชาติดเหมือนยำวุ้นเส้นแบบชาวบ้าน อาจจะปรุงแบบผิดๆเพี้ยน แต่มี ครบทุกรส จัดจ้าน ซื่อตรง และไม่อวดดี”[1] และไม่เคยคิดมาก่อนว่าในนวนิยายตลาดล่างไทยเช่นนี้จะมีประเด็นให้คิดให้ถกเถียงในทางสังคมศาสตร์หรือรัฐศาสตร์กว้างขวางมากมายเช่นนี้มาก่อน ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องชาติ/ชาตินิยม/เชื้อชาติ/ชนชั้น/เพศ/ความรัก/ฯลฯ แต่เนื่องจากความจำกัดของหน้ากระดาษทำให้ผู้เขียนไม่สามารถที่จะอภิปรายได้ในทุกประเด็นจึงมีความจำเป็นต้องกำจัดในบางประเด็นออกไป โดยจะขอเลือกอภิปรายในสองประเด็นใหญ่คือเรื่องชาติ/ชาตินิยมและเรื่องเพศ



นวนิยายเรื่องนี้เริ่มต้นขึ้นด้วยความรักของฮั้วที่มีต่อเหมย เป็นความรักที่อาจเรียกได้ว่าสุดแสนที่จะโรแมนติคเพราะนันทนาได้ใส่องค์ประกอบของความรักแบบโรแมนติคระหว่างคู่รักคู่นี้ไว้อย่างครบถ้วน เช่นเมื่อแรกเริ่มก็เป็นความรักข้ามชนชั้นระหว่างฮั้ว คนงานท่าเรือซึ่งเป็นลูกกำพร้ากับ ดอกเหมย ซึ่งเป็นเถ้าแก่ซัวที่อาศัยอยู่ในคฤหาสน์หลังโต อุปสรรคกีดขวางทางชนชั้นทำให้ฮั้วและเหมยต้องหนีตามกันมาไล่ล่าความฝันยังดินแดนอันไกลโพ้น ณ สยามประเทศ (พล็อตเรื่องเช่นนี้พบได้ดาษดื่นตั้งแต่หนังฮอลลีวู้ด[เช่นRomeo and Juliet] ลงมาถึงละครก่อน/หลังข่าวภาคค่ำของช่อง7[เช่นเสน่ห์นางงิ้ว]) จนเมื่อมาถึงเมืองสยามทั้งคู่ก็ไล่ตามความฝันที่เคยวาดไว้โดยใช้ชีวิตคู่บนฐานคติเรื่องเพศวิถีสมัยใหม่แบบผัวเดียวเมียเดียว (monogamy marriage) จนเมื่อสิ่งที่วาดไว้ไม่อาจเป็นจริงขึ้นมาได้เพราะเหมยไม่สามารถที่จะมีลูกชายไว้สืบสกุลได้ตามความต้องการของฮั้ว (“อั้วจะมีลูกผู้ชายสักเจ็ดคน”[2]) กำแพงแห่งรักจึงเกิดขึ้น จากที่ฮั้วเคยพูดว่า “ก็ความรักไง นั่นแหละ...ปาฏิหาริย์ละ”[3] มาบัดนี้เมื่อลูกคนที่เจ็ดได้คลอดออกมา ฮั้วก็จำต้องก้มหน้ารับชะตากรรม พร้อมกับคลอเพลงออกมาจากความขัดข้องหมองใจที่สวรรค์ไม่เมตตาเขาเลยใจว่า “ปาฏิหาริย์ไม่มีจริง” ส่วนเหมยเองก็ก้มหน้าทนต่อความเจ็บปวดที่รุมเร้าร่างกายทำงานในฐานะแม่และเมียเพื่อให้ความรักนั้นสมบูรณ์แบบและเดินหน้าต่อไป ด้วยการเติมเต็มความฝันของอีกฝ่ายที่ต้องการมีบุตรชาย อย่างไรก็ตามมันคงจะไม่เป็นโรแมนติคเลิฟที่ถึงแก่นที่สุดแน่หากไม่มีฉากแห่งการพลัดพลาก ที่สุดแล้วจากอาการเจ็บป่วยที่รุมเร้า เหมยก็มาด่วนตายจากไป และแน่นอนว่า ที่สุดแล้วฮั้วก็สำนึกได้ว่าแท้ที่จริงแล้วตนเองได้มองข้ามอะไรบางอย่าง มองข้ามชีวิตรักที่ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบตามที่วาดฝันไว้



ตลอดบทที่1-8 นันทนาเร่งช่วงเวลาแห่งความสัมพันธ์(ทุกทาง)ระหว่างฮั้วกับเหมยอย่างเป็นพลวัตรมากๆ เรียกได้ว่าคลอดกันออกมาแบบหน้า(กระดาษ)ต่อหน้าเลยทีเดียว จนเมื่อมาถึงบทที่18ที่ลูกๆของฮั้วเริ่มแตกเนื้อสาว ประเด็นเรื่องอัตลักษณ์ เรื่องชาติ ก็เริ่มเข้ามาเกี่ยวพันมากขึ้นอย่างเข้มข้น



จากการสัมนาในห้องเรียนมีประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งคือเรื่องstereotype ของตัวละครในเรื่องเช่นความเป็นจีน ความเป็นแขก ความเป็นฝรั่ง ความเป็นไทย ความเป็นลาว เพราะนอกจากมันจะเข้าไปจับพื้นที่การรับรู้เกี่ยวกับความเป็นฯลฯต่างๆเหล่านี้แล้ว ประเด็นหนึ่งที่น่าคิดต่อคือทำไม/เหตุใดมันถึงต้องเป็นเช่นนั้น เช่นทำไมคนจีนต้องค้าขาย(และรวยด้วย)ทำไมอาฮั้วถึงคิดว่าการทำการค้าดีกว่าไปเรียนหนังสือหรือประกอบอาชีพอื่นทั้งๆที่อยู่เมืองไทยมาก็นานแล้ว เหตุใดแขกต้องขายผ้า ต้องพูด“อีนี้...นะอาราชาน/นายจ๋า/นาร้ายนารายณ์”

แนวคิดหนึ่งที่น่าจะนำมาใช้ในการอธิบายกรณีนี้ได้คือแนวความคิดเรื่องHabitusของPierre Boudieu ที่ว่าระบบโครงสร้างในร่างกายนั้นถูกสร้างขึ้นจากประสบการณ์ในอดีตที่ครอบงำประสบการณ์ใหม่ๆ ทำให้มีการเลือรับและปฏิเสธข้อมูลที่อาจกระตุ้นให้เกิดคำถามกับข้อมูลที่ได้สะสมมาก่อน แล้วค่อยรวมเข้ากับโครงสร้างเดิมอย่างสอดคล้องกลมกลืนเพื่อย้ำความคงเส้นคงวาและป้องกันการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง กระบวนการเช่นนี้เกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้งในนิยายเรื่องนี้เช่น



“กิมจู เราเป็นชาวไทยเชื้อสายจีน ชาวจีนโพ้นทะเลคุ้นเคยกับการค้าขาย เราเดินทางไปทั่วโลกผ่านเส้นทางสายไหมเพื่อการค้า ทำไมไม่ใช้คุณสมบัติพิเศษที่สวรรค์ประทานให้เป็นประโยชน์ ปาอยากให้ลูกๆค้าขาย ทำกิจการของตัวเอง ลูกทุกคนของปาจะต้องมีอาชีพ การเรียนหนังสือไทยเรียนไว้เพื่อใหรู้ว่าโลกหมุนไปแค่ไหนแล้ว...” (อาฮั้วพูดราวกับเข้าใจโลกาภิวัตน์เป็นอย่างดี)



นอกจากนี้กระบวนการที่ว่านี้ยังเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติและถูกผลิตซ้ำตลอดเวลาใน“ตำแหน่งทางสังคม”(social location)หรือ“ชนชั้น”(class)ของปัจเจกแต่ละคนโดยไม่รู้ตัว Habitusจึงเป็นเช่นประวัติศาสตร์ที่ติดอยู่ในร่างกาย(embodied history)หรือประสบการณ์ในอดีตที่ถูกหลอมรวมเข้าไปในร่างกาย จนกลายเป็น“ธรรมชาติที่สอง”(second nature)แล้วลืมไปว่ามันเป็นประวัติศาสตร์ ดังตัวอย่างข้างต้นที่ได้ยกมาอธิบายนั่นเอง (เพราะต้องไม่ลืมว่าฮั้วเองก็ไม่เคยไปค้าขายในเส้นทางสายไหม เพราะฉะนั้นคำพูดของฮั้วจึงไม่ได้เกิดจากpractical beliefจริงๆ)



และในขณะที่ฮั้วพยายามที่จะรักษาโครงสร้างเดิมของตนเองไว้ผ่านความผูกพันทางสายเลือด ลูกๆของฮั้วกลับถูกกลืนกลายอัตลักษณ์และแปลงความเป็นชาติ(naturalization)ทั้งจากกลไกเชิงอุดมการณ์และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง“อำนาจของภาษา”[4] ซึ่งเห็นได้จากเมื่อคราวที่อากงส่งจดหมายจากเมืองจีนมาหาฮั้ว และฮั้วให้กิมเฮียง ลูกสาวคนเดียวที่บังคับให้เรียนภาษาจีนอ่านให้ฟังผลคือ



“อั้วอ่านหนังสือจีนไม่เป็นหรอกปา”



“ตัวหนังสือมันกลับโรงเรียนไปหมดแล้วละปา ลูกๆปาทุกคนไม่มีใครอ่านหนังสือจีนได้หรอก ทุกคนเรียนหนังสือไทยกันหมด ปาอ่านเองดีกว่า”



ถึงเวลานี้ ฮั้วก็ฉุกคิดขึ้นมาได้อย่างว่าวันเวลาที่ผ่านมาที่เขาได้ใช้ชีวิตในสยามประเทศมันผ่านไปอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันได้ตั้งตัว จนไม่สามารถรักษาและส่งต่อโครงสร้างความเป็นชาติจีนเดิมไปสู่ลูกๆของเขาได้
“เปล่า ปาไม่ได้เป็นอะไร ปาลืมไปว่าเวลามันผ่านไปเร็วมาก เร็วจริงๆ ลูกๆโตแล้ว แล้วทุกคน...ก็เป็นคนไทยกันไปหมดแล้ว เป็นคนไทยเชื้อสายจีน”

ในส่วนของประเด็นเรื่องเพศนั้น ความเป็นชาย(masculinity) และความเป็นหญิง(femininity) ดูจะเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นได้ชัดเจนตั้งแต่ต้นเรื่องถึงท้ายเรื่องเช่นเดียวกันกับstereotype ของตัวละคร ซึ่งจะว่าไปแล้วแนวความคิดของฮั้วในเรื่องนี้ก็ไม่ได้แตกต่างไปมากนักจากแนวความคิดของAristotle ที่มีต่อผู้ชายและผู้หญิงเช่น males were superior to women หรือ The mind, which only a male could have … The female, therefore, was incapable of reason.[5] ผลที่เกิดขึ้นอย่างหนึ่งซึ่งแทบจะเรียกได้ว่าเป็นสากลคือแนวคิดเกี่ยวกับการแบ่งพื้นที่เพื่อให้เป็นไปตามบทบาทของผู้ชายและผู้หญิง โดยผู้หญิงจะถูกจำกัดไว้ให้เป็นสมบัติในพื้นที่ส่วนตัวนั่นก็คือในบ้านหรือในครอบครัว ส่วนพื้นที่สาธารณะนั้นจะเป็นของผู้ชาย


(“...ลูกแต่งงานแล้วเป็นสมบัติของบ้านอื่น ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นลูกต้องเผชิญหน้กับมันให้ได้ บางที...พวกเขาอาจถูก ถ้าลูกมีลูกให้เขาเรื่องแบบนี้คงไม่เกิดขึ้น)



การแบ่งพื้นที่ออกเป็นอาณาบริเวณสาธารณะและส่วนตัว (Public-Private Distinction) ทำให้เกิดภาพของผู้ชายที่มีความสามารถในการทำงาน โดยเฉพาะในพื้นที่สาธารณะดีกว่าผู้หญิง ในทำนองเดียวกับที่ Thomas Aquinas กล่าวไว้ว่า
“As regards the individual nature, women is defective and misbegotten, for the active force in the male seed tend to the production of perfect likeness in the masculine sex.” กฏเกณฑ์ทางวัฒนธรรมในลักษณะนี้เองที่ควบคุมร่างกายผู้หญิงตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา คำถามคือ how culture controls women’s minds and bodies?



ต่อคำถามนี้ กิมเง็กได้ให้คำอธิบายในสถานการณ์ที่พี่สาวของตนถูกกระทำความรุนแรงจากฝ่ายชายว่า


“เขาเรียกว่าการกดขี่ ประวัติการกดสตรีเพศเป็นมาแล้วก็เป็นไป เพราะพวกผู้ชายไม่พัฒนาความคิด คนเป็นแม่สอนให้ลูกผู้ชายเป็นเทวดา สอนให้ลูกผู้หญิงเป็นหญ้า”[6]


ที่น่าแปลกใจคือ ในกรณีนี้กิมเง็กกลับไขคำตอบว่าผู้ที่มีบทบาทสำคัญภายใต้โครงสร้างและกฎเกณฑ์ทางวัฒนธรรมคือผู้หญิงในครอบครัวเองนั่นก็คือ แม่ ในกรณีเช่นนี้จะเห็นได้ว่า ผู้หญิงไม่ได้ถูกกำหนดให้เป็นเพียงเหยื่อหรือผู้ถูกกระทำแต่เพียงอย่างเดียว แต่ตัวผู้หญิงเองก็เป็นผู้กระทำในโครงสร้างที่กดขี่พวกเขาเองอีกด้วย อย่างไรก็ตามในตอนท้ายของบท กิมเง็กก็ไม่ลืมที่จะระเบิดใส่ผู้ที่มีบทบาทสำคัญต่อการกดขี่ที่เกิดขึ้นนี้ด้วย


“ปา...เห็นหรือยัง นี่ไงล่ะประเพณี จับคนสองคนใส่เข้าไปในถุงให้ชนกันเอง...ล้าหลังสิ้นดี เลิกเสียเถอะปา...พอที”


อีกปัจจัยหนึ่งที่น่าพิจารณาประกอบในกรณีนี้ด้วยคือเรื่อง“ตำแหน่งทางสังคม”(social location)ซึ่งได้เคยกล่าวไว้ในตอนต้นแล้ว เพราะหากย้อนกลับไปดูตามประวัติศาสตร์จะเห็นได้ว่าปนะเพณีการคลุมถุงชนนั้นได้แพร่กระจายจากชนชั้นสูงในราชสำนักแล้วขยายวงออกมาสู่ชนชั้นอื่นๆในสังคมเพื่อรักษาสถานภาพความบริสุทธิ์ของสายเลือด เพราะฉะนั้นการคลุมถุงชนจึงเป็นสิ่งที่คนในสังคมจีนใช้ในการบรรจุคุณค่าเชิงสัญลักษณ์ (Symbolic Value) ที่แสดงให้เห็นถึงอำนาจและยังเป็นการผลิตซ้ำความไม่เท่าเทียมกันในทางสังคมและชนชั้นอีกทั้งยังsupported dualistic thinking ของสังคมปิตาธิปและของฮั้วที่มีมาแต่เดิมว่า “men were superior and women inferior; men were valued and women devalued”


อย่างไรก็ตามในนวนิยายเรื่องดงดอกเหมยยังมีอีกหลายประเด็นที่น่าถกเถียงเช่น Feminist perspectiveของไหม, ประเด็นเรื่องพ่อ-ลูกซึ่งเอาเข้าจริงมันไม่เป็นconsenting adultแต่เป็นdelayma, ประเด็นเรื่องraceซึ่งเชื่อไปถึงเรื่องpureกับไม่pure แต่ด้วยความจำกัดของพื้นที่ทำให้ผู้เขียนจำต้องเลือกที่จะหยิบยกเฉพาะบางประเด็นมากกว่าที่จะว่านแหโดยรวม แต่เพียงแค่สองประเด็นใหญ่ๆข้างต้นที่ผู้เขียนได้อภิปรายก็คงเพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่านวนิยายเรื่องนี้เป็นมากกว่า“นวนิยายตลาดล่างไทย”


____________________________________



[1] ลักขณา ปันวิชัย (คำ ผกา).กระทู้ดอกทอง. กรุงเทพฯ: แพรวสำนักพิมพ์, 2546. หน้า245
[2] นันทนา วีระชน. ดงดอดเหมย. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ดับเบิ้ลนายน์, 2544. หน้า13
[3] นันทนา วีระชน, อ้างแล้ว, หน้า2
[4] เบน แอนเดอร์สัน. ชุมชนจินตกรรม บทสะท้อนว่าด้วยการกำเนิดและการแพร่ขยายของชาตินิยม. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์.2552. หน้า256
[5] Sharlene Hesse-Biber. Am I thin enough yet? : the cult of thinness and the commercialization of identity. New York : Oxford University Press, 1997.
[6] นันทนา วีระชน, อ้างแล้ว, หน้า297

วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2552

คำพิพากษาจากเรื่องเล่า(ปด)สู่เรื่องเหล้า(ปลด)

หากพิจารณาในเบื้องต้นที่ปกของหนังสือคำพิพากษาจะเห็นได้ว่าเป็นรูปคนกำลัง
อ้าปาก มีฟันเป็นเหมือนฟันฉลามที่แหลมคม มีสปริงเป็นขอบปากและตัวกดกับดักเป็นลิ้นไก่ รูปนี้เพียงรูปเดียวก็พอจะสื่อให้เห็นถึงเนื้อความภายในเล่มได้ในระดับหนึ่งและหากเมื่อได้อ่านจนจบเล่มแล้วจะยิ่งพบได้ว่า ปากฉลามของมนุษย์นั้นแท้จริงแล้วก็เป็นเสมือนอาวุธเป็นกับดักที่มีฤทธิ์ร้ายแรงคอยดักโอกาสเล่นงานผู้ไร้เดียงสาหรือผู้ที่ไม่รู้ทิศรู้ทาง อาจเรียกได้ว่าภาพที่เห็นนั้นคือ “อาวุธมีชีวิต?” ดีๆนั่นเอง
ประเด็นหนึ่งที่น่าพิจารณาเป็นอย่างยิ่งคือความเป็นทรราชของคนในหมู่บ้าน(Majority of Tyranny) ที่มีต่อตัวฟัก ว่าเกิดขึ้นมาได้ด้วยเหตุใด มีกระบวนการและปฏิบัติการอย่างไร ในที่นี้ผู้เขียนจะขอหยิบยกแนวคิดว่าด้วยกระบวนการหรือขั้นตอนที่นำพาตนเองไปสู่ความเป็นทรราช 5 ขั้นตอน[1] มาปรับใช้กับคนในหมู่บ้านที่ฟักอยู่
อาจกล่าวได้ว่าความเป็นทรราชนั้นได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อมีการสร้างวัฒนธรรมกลุ่ม มีการแบ่งเป็นพวกเราและพวกเขา(US AND THEM) และเมื่อมีการแบ่งพวกเขาและพวกเราแล้ว ก็ย่อมตามมาด้วยการแบ่งออกเป็นพวกที่เหนือกว่า และพวกที่ด้อยกว่า ลักษณะของการมองโลกแบบคู่ตรงข้ามเช่นนี้ (Binary Opposition) นำมาซึ่งปัญหาในการแยกมนุษย์ออกจากกัน และการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความเป็นสมัยใหม่ก็ยังก่อให้เกิดปฏิกิริยาที่ทั้งเกื้อหนุนและส่งผลให้เกิดความเป็นทรราชสูงขึ้นด้วย อาทิเช่นในอดีตประเทศที่ยังไม่พัฒนาทั้งหลาย หรือกำลังพัฒนาก็ตามแต่ต่างเร่งภาวะทันสมัย[2](Hyper-Modernization) ให้เกิดขึ้นในประเทศของตน ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นในรัฐเผด็จการอำนาจในอดีต ด้วยการเร่งให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศ รัฐจึงใช้อำนาจที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ในการควบคุมสมาชิกในสังคมให้เชื่อฟังคำสั่งตามแนวนโยบายการพัฒนาของประเทศ (เป็นไปได้หรือไม่ที่ชาติ กอบจิตติ อาจกำลังทำการเย้ยหยันการพัฒนาและการเร่งให้เกิดภาวะความทันสมัยผ่านการสร้างชุมชนเล็กๆแห่งนี้ขึ้น โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากบริบทในช่วงเวลาที่หนังสือคำพิพากษาออกวางจำหน่ายครั้งแรก(พ.ศ.2524)นั้น ก็ดูจะอยู่ในช่วงรอยต่อของการพัฒนาประชาธิปไตยไทยในยุคประชาธิปไตยครึ่งใบของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์)
แน่นอนว่าการชื่อฟังตามคำสั่งของรัฐนั้นเป็นสิ่งที่ยึดโยงทั้งรัฐและสังคมเข้าไว้ด้วยกันซึ่งก็ไม่ต่างจากการเชื่อฟังครูใหญ่หรือหลวงพ่อหรือกำนันที่เป็นเสมือนตัวแทนของรัฐให้คนในชุมชนยึดโยง การเชื่อฟังที่ปราศจากการตั้งคำถาม หรือแม้กระทั่งเสรีภาพในการพูด การแสดงความคิดเห็นของคนในหมู่บ้านก็ดูจะเป็นอาวุธที่ทรงพลานุภาพในการริดรอนศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ เพราะฉะนั้นเมื่อคำพูดหรือคำสั่งของครูใหญ่เป็นคำสั่งที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดและผู้คนในสังคมหนุนนำโดยการเชื่อฟังตามคำสั่ง(OBEY ORDERS) จึงเป็นการส่งเสริมภาวะทรราชที่พร้อมจะทำทุกอย่างให้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ตัวอย่างที่เราเห็นได้จากนิยายเรื่องนี้เช่นกรณีที่คนในหมู่บ้านยอมทำตามคำสั่งของครูใหญ่ที่ให้เผาศพฟักเพื่อเป็นการทดลองเตาเผาใหม่โดยไม่คิดตั้งคำถามถึงความถูกต้องชอบธรรม จะมีก็เพียงลุงไข่คนเดียวที่พอจะคิดตั้งคำถามถึงความถูกต้องชอบธรรมในการจัดงานเผาศพคน “...งานศพเช่นนี้ไม่ใช่งานที่แกหวังไว้ศพของฟักไม่ใช่เอามาทำเช่นนี้ ไม่ใช้เอามาทำเพื่อทดลองเตาเผา มันควรเป็นศพที่จัดการทำอย่างศพคนอื่น อย่างงานศพที่แท้จริง ถึงจะไม่ใหญ่โต ก็ขอให้ทำตามประเพณีที่เคยทำกันมา ทำเพื่อส่งดวงวิญญาณ แผ่บุญกุศลไปให้ฟัก ไม่ใช่เอามาลองเผาเป็นหมูเป็นหมาเช่นนี้ ลุงไข่เฝ้าเสียใจอยู่ว่า แกได้เลือกคนจัดการศพฟักผิดไปเสียแล้ว...แต่ก็สายเกินกว่าจะแก้ไขได้[3]” ไม่เฉพาะเพียงแค่ในนิยายหากแต่ในความเป็นจริงที่ในเวลาเราพบเจอเจ้าหน้าที่รัฐออกคำสั่งผู้คนทั่วไปก็มักจะไม่มีการตั้งคำถามถึงความชอบธรรมในคำสั่งนั้นๆเช่นกัน
ปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาคือการเรียนรู้ที่จะยอมรับต่อคำสั่งของเจ้าหน้าที่รัฐหรือแม้กระทั่งผู้มีอำนาจเหนือกว่า[4](top dogs) กลายเป็นกระบวนการที่คนรุ่นหนึ่งส่งต่อไปยังอีกรุ่นหนึ่ง ผลที่เกิดขึ้นตามมาคือการก่อรูปของโครงสร้างและสถาบันทางสังคมที่คอยค้ำชูและรักษาสถานะของผู้ที่เหนือกว่าไว้ ในขณะที่ผู้ที่อยู่ในสถานะต่ำกว่ากลับถูกผลักไสให้อยู่รอบนอกสังคมกระแสหลัก(marginalization) กลายเป็นกลุ่มคนที่ต่ำต้อยด้อยค่า(เช่นฟัก,ตาฟู,ลุงไข่) ความรุนแรงเชิงโครงสร้างในลักษณะนี้เมื่อดำรงอยู่นานวันเข้าและผู้คนรู้สึกว่า มันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงก็จะกลายสภาพเป็นความรุนแรงทางวัฒนธรรม
จะเห็นได้ว่าเพียงเพราะเหตุจากการเชื่อฟังคำสั่งโดยปราศจากการคิดพิจารณาก็เป็นหน่อเชื้อในการให้กำเนิดความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมที่จะทำให้คนบางกลุ่มในสังคมเป็นทรราชย์ได้ไม่ยากและหากเมื่อความเป็นทรราชย์ก่อกำเนิดขึ้นเหนือจิตใจมนุษย์แล้วนั้น การใช้ความรุนแรงจึงไม่ใช่เรื่องยากลำบากอันใดเลย ด้วยเพราะมีข้ออ้าง อุดมการณ์หรือวัฒนธรรมรองรับไว้แล้วนั่นเอง ความพร้อมที่จะทำความรุนแรงต่างๆสามารถเกิดขึ้นได้เสมอขอเพียงแค่ผู้ใช้ความรุนแรงนั้นมีคำอธิบายถึงเหตุผลในการใช้ความรุนแรงของตนที่อยู่ในกรอบอุดมการณ์หรือวัฒนธรรมของสังคมนั้นๆและแม้กระทั่งในทางโครงสร้างคือกฎหมาย[5]
นอกจากนี้การที่ผู้คนที่มีวิถีชีวิตทั้งที่อยู่ในวัฒนธรรมแห่งความรุนแรงหรือไม่อยู่ก็ตาม สามารถที่จะใช้ความรุนแรงเยี่ยงทรราชย์ได้ด้วยข้ออ้างเพื่อพิทักษ์หรือเปลี่ยนแปลงระเบียบทางสังคม โดยการทำให้พวกเขาเป็นอันตรายขึ้นมา (DO THEM HARM) ซึ่งสำหรับพฤติกรรมของนางสมทรง โดยเฉพาะการหมุดเข้าไปในมุ้งของฟักหรือการพยายามเข้าไปนัวเนียอาจกล่าวได้ว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะความสามารถในการใช้เหตุผลของนางนั้นมีค่อนข้างน้อยถึงไม่มีเลย เพราะฉะนั้นเมื่อความสามารถส่วนนี้ลดลงพฤติกรรมของนางที่แสดงออกถึงความต้องการใกล้ชิดกับฟัก(Desire body) จึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าปราศจากเรื่องSEX และเมื่อเรื่องSEXได้เข้ามาเกี่ยวข้องโดยเฉพาะในพื้นที่สาธารณะแล้ว กระบวนพิทักษ์และควบคุมโดยสังคมย่อมตามมาอย่างไม่อาจเลี่ยงได้เช่นกัน และยิ่งเป็นFemale Sexualityของคนสติไม่สมประกอบตามที่สังคมว่ากัน การกำจัดนางสมทรงออกจากชุมชนจึงดูจะเป็นทางออกที่สมบูรณ์ที่สุด เพราะ“ตำบลแห่งนี้จะหมดสิ้นเรื่องราวสกปรก จะหมดเรื่องคาวโลกีย์ที่แสนบัดสี ต่อแต่นี้ไปตำบลแห่งนี้จะกลับมาสะอาดสะอ้าน อีกครั้งหนึ่ง หมดสิ้นกันทีเรื่องของคนชั่ว...เรื่องกามโลกีย์ที่ผิดศีลธรรม[6]”
โดยสรุป สำหรับนิยายเรื่องคำพิพากษา โดยส่วนหนึ่งนั้นได้ฉายภาพให้เราเห็นถึงแนวโน้มในการก่อกำเนิดทรราชเหนือจิตใจมนุษย์ผ่านตัวอย่างร่วมสมัยของผู้อ่าน(เขียนขึ้นปีพ.ศ.2524)โดยการคลี่คลายเนื้อเรื่องผ่านประวัติชีวิตของนายฟัก เพื่อปลุกให้ผู้อ่านได้ฉุกคิดขึ้นมาบ้างถึงตรรกะของการใช้ความรุนแรงในชีวิตประจำวันของเราที่ไม่ได้ต่างกันมากมายนักกับกรณีของฟักและที่สำคัญคือดูเหมือนว่าเราท่านทั้งหลายจะสนับสนุนแนวโน้มในการใช้ความรุนแรงเยี่ยงทรราชและที่แย่ยิ่งกว่าคือการสถาปนาความเป็นทรราชเหนือจิตใจของเรานั้นเกิดขึ้นโดยที่เราไม่ทันได้รู้ตัว.
__________________________________________
[1] สารคดี Five Steps to Tyranny
[2] ชัยวัฒน์ สถาอานันท์. อาวุธมีชีวิต?:แนวคิดเชิงวิพากษ์ว่าด้วยความรุนแรง. กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน.2546.หน้า9
[3] ชาติ กอบจิตติ, อ้างแล้ว,หน้า334
[4] ชัยวัฒน์ สถาอานันท์. “ย่างศพทารก: บทวิพากษ์ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมในสังคมไทย” ใน รัฐศาสตร์สาร. ปีที่19 ฉบับที่3 (2537).
[5] ชัยวัฒน์ สถาอานันท์. ท้าทายทางเลือก: ความรุนแรงและการไม่ใช้ความรุนแรง. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโกมลคีมทอง. 2533.
[6] ชาติ กอบจิตติ, อ้างแล้ว,หน้า327