วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2552

คำพิพากษาจากเรื่องเล่า(ปด)สู่เรื่องเหล้า(ปลด)

หากพิจารณาในเบื้องต้นที่ปกของหนังสือคำพิพากษาจะเห็นได้ว่าเป็นรูปคนกำลัง
อ้าปาก มีฟันเป็นเหมือนฟันฉลามที่แหลมคม มีสปริงเป็นขอบปากและตัวกดกับดักเป็นลิ้นไก่ รูปนี้เพียงรูปเดียวก็พอจะสื่อให้เห็นถึงเนื้อความภายในเล่มได้ในระดับหนึ่งและหากเมื่อได้อ่านจนจบเล่มแล้วจะยิ่งพบได้ว่า ปากฉลามของมนุษย์นั้นแท้จริงแล้วก็เป็นเสมือนอาวุธเป็นกับดักที่มีฤทธิ์ร้ายแรงคอยดักโอกาสเล่นงานผู้ไร้เดียงสาหรือผู้ที่ไม่รู้ทิศรู้ทาง อาจเรียกได้ว่าภาพที่เห็นนั้นคือ “อาวุธมีชีวิต?” ดีๆนั่นเอง
ประเด็นหนึ่งที่น่าพิจารณาเป็นอย่างยิ่งคือความเป็นทรราชของคนในหมู่บ้าน(Majority of Tyranny) ที่มีต่อตัวฟัก ว่าเกิดขึ้นมาได้ด้วยเหตุใด มีกระบวนการและปฏิบัติการอย่างไร ในที่นี้ผู้เขียนจะขอหยิบยกแนวคิดว่าด้วยกระบวนการหรือขั้นตอนที่นำพาตนเองไปสู่ความเป็นทรราช 5 ขั้นตอน[1] มาปรับใช้กับคนในหมู่บ้านที่ฟักอยู่
อาจกล่าวได้ว่าความเป็นทรราชนั้นได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อมีการสร้างวัฒนธรรมกลุ่ม มีการแบ่งเป็นพวกเราและพวกเขา(US AND THEM) และเมื่อมีการแบ่งพวกเขาและพวกเราแล้ว ก็ย่อมตามมาด้วยการแบ่งออกเป็นพวกที่เหนือกว่า และพวกที่ด้อยกว่า ลักษณะของการมองโลกแบบคู่ตรงข้ามเช่นนี้ (Binary Opposition) นำมาซึ่งปัญหาในการแยกมนุษย์ออกจากกัน และการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความเป็นสมัยใหม่ก็ยังก่อให้เกิดปฏิกิริยาที่ทั้งเกื้อหนุนและส่งผลให้เกิดความเป็นทรราชสูงขึ้นด้วย อาทิเช่นในอดีตประเทศที่ยังไม่พัฒนาทั้งหลาย หรือกำลังพัฒนาก็ตามแต่ต่างเร่งภาวะทันสมัย[2](Hyper-Modernization) ให้เกิดขึ้นในประเทศของตน ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นในรัฐเผด็จการอำนาจในอดีต ด้วยการเร่งให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศ รัฐจึงใช้อำนาจที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ในการควบคุมสมาชิกในสังคมให้เชื่อฟังคำสั่งตามแนวนโยบายการพัฒนาของประเทศ (เป็นไปได้หรือไม่ที่ชาติ กอบจิตติ อาจกำลังทำการเย้ยหยันการพัฒนาและการเร่งให้เกิดภาวะความทันสมัยผ่านการสร้างชุมชนเล็กๆแห่งนี้ขึ้น โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากบริบทในช่วงเวลาที่หนังสือคำพิพากษาออกวางจำหน่ายครั้งแรก(พ.ศ.2524)นั้น ก็ดูจะอยู่ในช่วงรอยต่อของการพัฒนาประชาธิปไตยไทยในยุคประชาธิปไตยครึ่งใบของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์)
แน่นอนว่าการชื่อฟังตามคำสั่งของรัฐนั้นเป็นสิ่งที่ยึดโยงทั้งรัฐและสังคมเข้าไว้ด้วยกันซึ่งก็ไม่ต่างจากการเชื่อฟังครูใหญ่หรือหลวงพ่อหรือกำนันที่เป็นเสมือนตัวแทนของรัฐให้คนในชุมชนยึดโยง การเชื่อฟังที่ปราศจากการตั้งคำถาม หรือแม้กระทั่งเสรีภาพในการพูด การแสดงความคิดเห็นของคนในหมู่บ้านก็ดูจะเป็นอาวุธที่ทรงพลานุภาพในการริดรอนศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ เพราะฉะนั้นเมื่อคำพูดหรือคำสั่งของครูใหญ่เป็นคำสั่งที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดและผู้คนในสังคมหนุนนำโดยการเชื่อฟังตามคำสั่ง(OBEY ORDERS) จึงเป็นการส่งเสริมภาวะทรราชที่พร้อมจะทำทุกอย่างให้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ตัวอย่างที่เราเห็นได้จากนิยายเรื่องนี้เช่นกรณีที่คนในหมู่บ้านยอมทำตามคำสั่งของครูใหญ่ที่ให้เผาศพฟักเพื่อเป็นการทดลองเตาเผาใหม่โดยไม่คิดตั้งคำถามถึงความถูกต้องชอบธรรม จะมีก็เพียงลุงไข่คนเดียวที่พอจะคิดตั้งคำถามถึงความถูกต้องชอบธรรมในการจัดงานเผาศพคน “...งานศพเช่นนี้ไม่ใช่งานที่แกหวังไว้ศพของฟักไม่ใช่เอามาทำเช่นนี้ ไม่ใช้เอามาทำเพื่อทดลองเตาเผา มันควรเป็นศพที่จัดการทำอย่างศพคนอื่น อย่างงานศพที่แท้จริง ถึงจะไม่ใหญ่โต ก็ขอให้ทำตามประเพณีที่เคยทำกันมา ทำเพื่อส่งดวงวิญญาณ แผ่บุญกุศลไปให้ฟัก ไม่ใช่เอามาลองเผาเป็นหมูเป็นหมาเช่นนี้ ลุงไข่เฝ้าเสียใจอยู่ว่า แกได้เลือกคนจัดการศพฟักผิดไปเสียแล้ว...แต่ก็สายเกินกว่าจะแก้ไขได้[3]” ไม่เฉพาะเพียงแค่ในนิยายหากแต่ในความเป็นจริงที่ในเวลาเราพบเจอเจ้าหน้าที่รัฐออกคำสั่งผู้คนทั่วไปก็มักจะไม่มีการตั้งคำถามถึงความชอบธรรมในคำสั่งนั้นๆเช่นกัน
ปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาคือการเรียนรู้ที่จะยอมรับต่อคำสั่งของเจ้าหน้าที่รัฐหรือแม้กระทั่งผู้มีอำนาจเหนือกว่า[4](top dogs) กลายเป็นกระบวนการที่คนรุ่นหนึ่งส่งต่อไปยังอีกรุ่นหนึ่ง ผลที่เกิดขึ้นตามมาคือการก่อรูปของโครงสร้างและสถาบันทางสังคมที่คอยค้ำชูและรักษาสถานะของผู้ที่เหนือกว่าไว้ ในขณะที่ผู้ที่อยู่ในสถานะต่ำกว่ากลับถูกผลักไสให้อยู่รอบนอกสังคมกระแสหลัก(marginalization) กลายเป็นกลุ่มคนที่ต่ำต้อยด้อยค่า(เช่นฟัก,ตาฟู,ลุงไข่) ความรุนแรงเชิงโครงสร้างในลักษณะนี้เมื่อดำรงอยู่นานวันเข้าและผู้คนรู้สึกว่า มันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงก็จะกลายสภาพเป็นความรุนแรงทางวัฒนธรรม
จะเห็นได้ว่าเพียงเพราะเหตุจากการเชื่อฟังคำสั่งโดยปราศจากการคิดพิจารณาก็เป็นหน่อเชื้อในการให้กำเนิดความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมที่จะทำให้คนบางกลุ่มในสังคมเป็นทรราชย์ได้ไม่ยากและหากเมื่อความเป็นทรราชย์ก่อกำเนิดขึ้นเหนือจิตใจมนุษย์แล้วนั้น การใช้ความรุนแรงจึงไม่ใช่เรื่องยากลำบากอันใดเลย ด้วยเพราะมีข้ออ้าง อุดมการณ์หรือวัฒนธรรมรองรับไว้แล้วนั่นเอง ความพร้อมที่จะทำความรุนแรงต่างๆสามารถเกิดขึ้นได้เสมอขอเพียงแค่ผู้ใช้ความรุนแรงนั้นมีคำอธิบายถึงเหตุผลในการใช้ความรุนแรงของตนที่อยู่ในกรอบอุดมการณ์หรือวัฒนธรรมของสังคมนั้นๆและแม้กระทั่งในทางโครงสร้างคือกฎหมาย[5]
นอกจากนี้การที่ผู้คนที่มีวิถีชีวิตทั้งที่อยู่ในวัฒนธรรมแห่งความรุนแรงหรือไม่อยู่ก็ตาม สามารถที่จะใช้ความรุนแรงเยี่ยงทรราชย์ได้ด้วยข้ออ้างเพื่อพิทักษ์หรือเปลี่ยนแปลงระเบียบทางสังคม โดยการทำให้พวกเขาเป็นอันตรายขึ้นมา (DO THEM HARM) ซึ่งสำหรับพฤติกรรมของนางสมทรง โดยเฉพาะการหมุดเข้าไปในมุ้งของฟักหรือการพยายามเข้าไปนัวเนียอาจกล่าวได้ว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะความสามารถในการใช้เหตุผลของนางนั้นมีค่อนข้างน้อยถึงไม่มีเลย เพราะฉะนั้นเมื่อความสามารถส่วนนี้ลดลงพฤติกรรมของนางที่แสดงออกถึงความต้องการใกล้ชิดกับฟัก(Desire body) จึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าปราศจากเรื่องSEX และเมื่อเรื่องSEXได้เข้ามาเกี่ยวข้องโดยเฉพาะในพื้นที่สาธารณะแล้ว กระบวนพิทักษ์และควบคุมโดยสังคมย่อมตามมาอย่างไม่อาจเลี่ยงได้เช่นกัน และยิ่งเป็นFemale Sexualityของคนสติไม่สมประกอบตามที่สังคมว่ากัน การกำจัดนางสมทรงออกจากชุมชนจึงดูจะเป็นทางออกที่สมบูรณ์ที่สุด เพราะ“ตำบลแห่งนี้จะหมดสิ้นเรื่องราวสกปรก จะหมดเรื่องคาวโลกีย์ที่แสนบัดสี ต่อแต่นี้ไปตำบลแห่งนี้จะกลับมาสะอาดสะอ้าน อีกครั้งหนึ่ง หมดสิ้นกันทีเรื่องของคนชั่ว...เรื่องกามโลกีย์ที่ผิดศีลธรรม[6]
โดยสรุป สำหรับนิยายเรื่องคำพิพากษา โดยส่วนหนึ่งนั้นได้ฉายภาพให้เราเห็นถึงแนวโน้มในการก่อกำเนิดทรราชเหนือจิตใจมนุษย์ผ่านตัวอย่างร่วมสมัยของผู้อ่าน(เขียนขึ้นปีพ.ศ.2524)โดยการคลี่คลายเนื้อเรื่องผ่านประวัติชีวิตของนายฟัก เพื่อปลุกให้ผู้อ่านได้ฉุกคิดขึ้นมาบ้างถึงตรรกะของการใช้ความรุนแรงในชีวิตประจำวันของเราที่ไม่ได้ต่างกันมากมายนักกับกรณีของฟักและที่สำคัญคือดูเหมือนว่าเราท่านทั้งหลายจะสนับสนุนแนวโน้มในการใช้ความรุนแรงเยี่ยงทรราชและที่แย่ยิ่งกว่าคือการสถาปนาความเป็นทรราชเหนือจิตใจของเรานั้นเกิดขึ้นโดยที่เราไม่ทันได้รู้ตัว.
__________________________________________
[1] สารคดี Five Steps to Tyranny
[2] ชัยวัฒน์ สถาอานันท์. อาวุธมีชีวิต?:แนวคิดเชิงวิพากษ์ว่าด้วยความรุนแรง. กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน.2546.หน้า9
[3] ชาติ กอบจิตติ, อ้างแล้ว,หน้า334
[4] ชัยวัฒน์ สถาอานันท์. “ย่างศพทารก: บทวิพากษ์ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมในสังคมไทย” ใน รัฐศาสตร์สาร. ปีที่19 ฉบับที่3 (2537).
[5] ชัยวัฒน์ สถาอานันท์. ท้าทายทางเลือก: ความรุนแรงและการไม่ใช้ความรุนแรง. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโกมลคีมทอง. 2533.
[6] ชาติ กอบจิตติ, อ้างแล้ว,หน้า327

ไม่มีความคิดเห็น: