วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2552

ดงดอกเหมยกับ Pierre Boudieu, Sharlene Hesse-Biberและ Ben Andeson นอกวงสนทนาในคลาสSeminar Politics and Novels



ผู้เขียนไม่เคยคิดไม่เคยฝันมาก่อนว่าจะได้อ่านดงดอกเหมย“นวนิยายตลาดล่างไทย”ที่มี“รสชาติดเหมือนยำวุ้นเส้นแบบชาวบ้าน อาจจะปรุงแบบผิดๆเพี้ยน แต่มี ครบทุกรส จัดจ้าน ซื่อตรง และไม่อวดดี”[1] และไม่เคยคิดมาก่อนว่าในนวนิยายตลาดล่างไทยเช่นนี้จะมีประเด็นให้คิดให้ถกเถียงในทางสังคมศาสตร์หรือรัฐศาสตร์กว้างขวางมากมายเช่นนี้มาก่อน ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องชาติ/ชาตินิยม/เชื้อชาติ/ชนชั้น/เพศ/ความรัก/ฯลฯ แต่เนื่องจากความจำกัดของหน้ากระดาษทำให้ผู้เขียนไม่สามารถที่จะอภิปรายได้ในทุกประเด็นจึงมีความจำเป็นต้องกำจัดในบางประเด็นออกไป โดยจะขอเลือกอภิปรายในสองประเด็นใหญ่คือเรื่องชาติ/ชาตินิยมและเรื่องเพศ



นวนิยายเรื่องนี้เริ่มต้นขึ้นด้วยความรักของฮั้วที่มีต่อเหมย เป็นความรักที่อาจเรียกได้ว่าสุดแสนที่จะโรแมนติคเพราะนันทนาได้ใส่องค์ประกอบของความรักแบบโรแมนติคระหว่างคู่รักคู่นี้ไว้อย่างครบถ้วน เช่นเมื่อแรกเริ่มก็เป็นความรักข้ามชนชั้นระหว่างฮั้ว คนงานท่าเรือซึ่งเป็นลูกกำพร้ากับ ดอกเหมย ซึ่งเป็นเถ้าแก่ซัวที่อาศัยอยู่ในคฤหาสน์หลังโต อุปสรรคกีดขวางทางชนชั้นทำให้ฮั้วและเหมยต้องหนีตามกันมาไล่ล่าความฝันยังดินแดนอันไกลโพ้น ณ สยามประเทศ (พล็อตเรื่องเช่นนี้พบได้ดาษดื่นตั้งแต่หนังฮอลลีวู้ด[เช่นRomeo and Juliet] ลงมาถึงละครก่อน/หลังข่าวภาคค่ำของช่อง7[เช่นเสน่ห์นางงิ้ว]) จนเมื่อมาถึงเมืองสยามทั้งคู่ก็ไล่ตามความฝันที่เคยวาดไว้โดยใช้ชีวิตคู่บนฐานคติเรื่องเพศวิถีสมัยใหม่แบบผัวเดียวเมียเดียว (monogamy marriage) จนเมื่อสิ่งที่วาดไว้ไม่อาจเป็นจริงขึ้นมาได้เพราะเหมยไม่สามารถที่จะมีลูกชายไว้สืบสกุลได้ตามความต้องการของฮั้ว (“อั้วจะมีลูกผู้ชายสักเจ็ดคน”[2]) กำแพงแห่งรักจึงเกิดขึ้น จากที่ฮั้วเคยพูดว่า “ก็ความรักไง นั่นแหละ...ปาฏิหาริย์ละ”[3] มาบัดนี้เมื่อลูกคนที่เจ็ดได้คลอดออกมา ฮั้วก็จำต้องก้มหน้ารับชะตากรรม พร้อมกับคลอเพลงออกมาจากความขัดข้องหมองใจที่สวรรค์ไม่เมตตาเขาเลยใจว่า “ปาฏิหาริย์ไม่มีจริง” ส่วนเหมยเองก็ก้มหน้าทนต่อความเจ็บปวดที่รุมเร้าร่างกายทำงานในฐานะแม่และเมียเพื่อให้ความรักนั้นสมบูรณ์แบบและเดินหน้าต่อไป ด้วยการเติมเต็มความฝันของอีกฝ่ายที่ต้องการมีบุตรชาย อย่างไรก็ตามมันคงจะไม่เป็นโรแมนติคเลิฟที่ถึงแก่นที่สุดแน่หากไม่มีฉากแห่งการพลัดพลาก ที่สุดแล้วจากอาการเจ็บป่วยที่รุมเร้า เหมยก็มาด่วนตายจากไป และแน่นอนว่า ที่สุดแล้วฮั้วก็สำนึกได้ว่าแท้ที่จริงแล้วตนเองได้มองข้ามอะไรบางอย่าง มองข้ามชีวิตรักที่ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบตามที่วาดฝันไว้



ตลอดบทที่1-8 นันทนาเร่งช่วงเวลาแห่งความสัมพันธ์(ทุกทาง)ระหว่างฮั้วกับเหมยอย่างเป็นพลวัตรมากๆ เรียกได้ว่าคลอดกันออกมาแบบหน้า(กระดาษ)ต่อหน้าเลยทีเดียว จนเมื่อมาถึงบทที่18ที่ลูกๆของฮั้วเริ่มแตกเนื้อสาว ประเด็นเรื่องอัตลักษณ์ เรื่องชาติ ก็เริ่มเข้ามาเกี่ยวพันมากขึ้นอย่างเข้มข้น



จากการสัมนาในห้องเรียนมีประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งคือเรื่องstereotype ของตัวละครในเรื่องเช่นความเป็นจีน ความเป็นแขก ความเป็นฝรั่ง ความเป็นไทย ความเป็นลาว เพราะนอกจากมันจะเข้าไปจับพื้นที่การรับรู้เกี่ยวกับความเป็นฯลฯต่างๆเหล่านี้แล้ว ประเด็นหนึ่งที่น่าคิดต่อคือทำไม/เหตุใดมันถึงต้องเป็นเช่นนั้น เช่นทำไมคนจีนต้องค้าขาย(และรวยด้วย)ทำไมอาฮั้วถึงคิดว่าการทำการค้าดีกว่าไปเรียนหนังสือหรือประกอบอาชีพอื่นทั้งๆที่อยู่เมืองไทยมาก็นานแล้ว เหตุใดแขกต้องขายผ้า ต้องพูด“อีนี้...นะอาราชาน/นายจ๋า/นาร้ายนารายณ์”

แนวคิดหนึ่งที่น่าจะนำมาใช้ในการอธิบายกรณีนี้ได้คือแนวความคิดเรื่องHabitusของPierre Boudieu ที่ว่าระบบโครงสร้างในร่างกายนั้นถูกสร้างขึ้นจากประสบการณ์ในอดีตที่ครอบงำประสบการณ์ใหม่ๆ ทำให้มีการเลือรับและปฏิเสธข้อมูลที่อาจกระตุ้นให้เกิดคำถามกับข้อมูลที่ได้สะสมมาก่อน แล้วค่อยรวมเข้ากับโครงสร้างเดิมอย่างสอดคล้องกลมกลืนเพื่อย้ำความคงเส้นคงวาและป้องกันการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง กระบวนการเช่นนี้เกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้งในนิยายเรื่องนี้เช่น



“กิมจู เราเป็นชาวไทยเชื้อสายจีน ชาวจีนโพ้นทะเลคุ้นเคยกับการค้าขาย เราเดินทางไปทั่วโลกผ่านเส้นทางสายไหมเพื่อการค้า ทำไมไม่ใช้คุณสมบัติพิเศษที่สวรรค์ประทานให้เป็นประโยชน์ ปาอยากให้ลูกๆค้าขาย ทำกิจการของตัวเอง ลูกทุกคนของปาจะต้องมีอาชีพ การเรียนหนังสือไทยเรียนไว้เพื่อใหรู้ว่าโลกหมุนไปแค่ไหนแล้ว...” (อาฮั้วพูดราวกับเข้าใจโลกาภิวัตน์เป็นอย่างดี)



นอกจากนี้กระบวนการที่ว่านี้ยังเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติและถูกผลิตซ้ำตลอดเวลาใน“ตำแหน่งทางสังคม”(social location)หรือ“ชนชั้น”(class)ของปัจเจกแต่ละคนโดยไม่รู้ตัว Habitusจึงเป็นเช่นประวัติศาสตร์ที่ติดอยู่ในร่างกาย(embodied history)หรือประสบการณ์ในอดีตที่ถูกหลอมรวมเข้าไปในร่างกาย จนกลายเป็น“ธรรมชาติที่สอง”(second nature)แล้วลืมไปว่ามันเป็นประวัติศาสตร์ ดังตัวอย่างข้างต้นที่ได้ยกมาอธิบายนั่นเอง (เพราะต้องไม่ลืมว่าฮั้วเองก็ไม่เคยไปค้าขายในเส้นทางสายไหม เพราะฉะนั้นคำพูดของฮั้วจึงไม่ได้เกิดจากpractical beliefจริงๆ)



และในขณะที่ฮั้วพยายามที่จะรักษาโครงสร้างเดิมของตนเองไว้ผ่านความผูกพันทางสายเลือด ลูกๆของฮั้วกลับถูกกลืนกลายอัตลักษณ์และแปลงความเป็นชาติ(naturalization)ทั้งจากกลไกเชิงอุดมการณ์และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง“อำนาจของภาษา”[4] ซึ่งเห็นได้จากเมื่อคราวที่อากงส่งจดหมายจากเมืองจีนมาหาฮั้ว และฮั้วให้กิมเฮียง ลูกสาวคนเดียวที่บังคับให้เรียนภาษาจีนอ่านให้ฟังผลคือ



“อั้วอ่านหนังสือจีนไม่เป็นหรอกปา”



“ตัวหนังสือมันกลับโรงเรียนไปหมดแล้วละปา ลูกๆปาทุกคนไม่มีใครอ่านหนังสือจีนได้หรอก ทุกคนเรียนหนังสือไทยกันหมด ปาอ่านเองดีกว่า”



ถึงเวลานี้ ฮั้วก็ฉุกคิดขึ้นมาได้อย่างว่าวันเวลาที่ผ่านมาที่เขาได้ใช้ชีวิตในสยามประเทศมันผ่านไปอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันได้ตั้งตัว จนไม่สามารถรักษาและส่งต่อโครงสร้างความเป็นชาติจีนเดิมไปสู่ลูกๆของเขาได้
“เปล่า ปาไม่ได้เป็นอะไร ปาลืมไปว่าเวลามันผ่านไปเร็วมาก เร็วจริงๆ ลูกๆโตแล้ว แล้วทุกคน...ก็เป็นคนไทยกันไปหมดแล้ว เป็นคนไทยเชื้อสายจีน”

ในส่วนของประเด็นเรื่องเพศนั้น ความเป็นชาย(masculinity) และความเป็นหญิง(femininity) ดูจะเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นได้ชัดเจนตั้งแต่ต้นเรื่องถึงท้ายเรื่องเช่นเดียวกันกับstereotype ของตัวละคร ซึ่งจะว่าไปแล้วแนวความคิดของฮั้วในเรื่องนี้ก็ไม่ได้แตกต่างไปมากนักจากแนวความคิดของAristotle ที่มีต่อผู้ชายและผู้หญิงเช่น males were superior to women หรือ The mind, which only a male could have … The female, therefore, was incapable of reason.[5] ผลที่เกิดขึ้นอย่างหนึ่งซึ่งแทบจะเรียกได้ว่าเป็นสากลคือแนวคิดเกี่ยวกับการแบ่งพื้นที่เพื่อให้เป็นไปตามบทบาทของผู้ชายและผู้หญิง โดยผู้หญิงจะถูกจำกัดไว้ให้เป็นสมบัติในพื้นที่ส่วนตัวนั่นก็คือในบ้านหรือในครอบครัว ส่วนพื้นที่สาธารณะนั้นจะเป็นของผู้ชาย


(“...ลูกแต่งงานแล้วเป็นสมบัติของบ้านอื่น ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นลูกต้องเผชิญหน้กับมันให้ได้ บางที...พวกเขาอาจถูก ถ้าลูกมีลูกให้เขาเรื่องแบบนี้คงไม่เกิดขึ้น)



การแบ่งพื้นที่ออกเป็นอาณาบริเวณสาธารณะและส่วนตัว (Public-Private Distinction) ทำให้เกิดภาพของผู้ชายที่มีความสามารถในการทำงาน โดยเฉพาะในพื้นที่สาธารณะดีกว่าผู้หญิง ในทำนองเดียวกับที่ Thomas Aquinas กล่าวไว้ว่า
“As regards the individual nature, women is defective and misbegotten, for the active force in the male seed tend to the production of perfect likeness in the masculine sex.” กฏเกณฑ์ทางวัฒนธรรมในลักษณะนี้เองที่ควบคุมร่างกายผู้หญิงตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา คำถามคือ how culture controls women’s minds and bodies?



ต่อคำถามนี้ กิมเง็กได้ให้คำอธิบายในสถานการณ์ที่พี่สาวของตนถูกกระทำความรุนแรงจากฝ่ายชายว่า


“เขาเรียกว่าการกดขี่ ประวัติการกดสตรีเพศเป็นมาแล้วก็เป็นไป เพราะพวกผู้ชายไม่พัฒนาความคิด คนเป็นแม่สอนให้ลูกผู้ชายเป็นเทวดา สอนให้ลูกผู้หญิงเป็นหญ้า”[6]


ที่น่าแปลกใจคือ ในกรณีนี้กิมเง็กกลับไขคำตอบว่าผู้ที่มีบทบาทสำคัญภายใต้โครงสร้างและกฎเกณฑ์ทางวัฒนธรรมคือผู้หญิงในครอบครัวเองนั่นก็คือ แม่ ในกรณีเช่นนี้จะเห็นได้ว่า ผู้หญิงไม่ได้ถูกกำหนดให้เป็นเพียงเหยื่อหรือผู้ถูกกระทำแต่เพียงอย่างเดียว แต่ตัวผู้หญิงเองก็เป็นผู้กระทำในโครงสร้างที่กดขี่พวกเขาเองอีกด้วย อย่างไรก็ตามในตอนท้ายของบท กิมเง็กก็ไม่ลืมที่จะระเบิดใส่ผู้ที่มีบทบาทสำคัญต่อการกดขี่ที่เกิดขึ้นนี้ด้วย


“ปา...เห็นหรือยัง นี่ไงล่ะประเพณี จับคนสองคนใส่เข้าไปในถุงให้ชนกันเอง...ล้าหลังสิ้นดี เลิกเสียเถอะปา...พอที”


อีกปัจจัยหนึ่งที่น่าพิจารณาประกอบในกรณีนี้ด้วยคือเรื่อง“ตำแหน่งทางสังคม”(social location)ซึ่งได้เคยกล่าวไว้ในตอนต้นแล้ว เพราะหากย้อนกลับไปดูตามประวัติศาสตร์จะเห็นได้ว่าปนะเพณีการคลุมถุงชนนั้นได้แพร่กระจายจากชนชั้นสูงในราชสำนักแล้วขยายวงออกมาสู่ชนชั้นอื่นๆในสังคมเพื่อรักษาสถานภาพความบริสุทธิ์ของสายเลือด เพราะฉะนั้นการคลุมถุงชนจึงเป็นสิ่งที่คนในสังคมจีนใช้ในการบรรจุคุณค่าเชิงสัญลักษณ์ (Symbolic Value) ที่แสดงให้เห็นถึงอำนาจและยังเป็นการผลิตซ้ำความไม่เท่าเทียมกันในทางสังคมและชนชั้นอีกทั้งยังsupported dualistic thinking ของสังคมปิตาธิปและของฮั้วที่มีมาแต่เดิมว่า “men were superior and women inferior; men were valued and women devalued”


อย่างไรก็ตามในนวนิยายเรื่องดงดอกเหมยยังมีอีกหลายประเด็นที่น่าถกเถียงเช่น Feminist perspectiveของไหม, ประเด็นเรื่องพ่อ-ลูกซึ่งเอาเข้าจริงมันไม่เป็นconsenting adultแต่เป็นdelayma, ประเด็นเรื่องraceซึ่งเชื่อไปถึงเรื่องpureกับไม่pure แต่ด้วยความจำกัดของพื้นที่ทำให้ผู้เขียนจำต้องเลือกที่จะหยิบยกเฉพาะบางประเด็นมากกว่าที่จะว่านแหโดยรวม แต่เพียงแค่สองประเด็นใหญ่ๆข้างต้นที่ผู้เขียนได้อภิปรายก็คงเพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่านวนิยายเรื่องนี้เป็นมากกว่า“นวนิยายตลาดล่างไทย”


____________________________________



[1] ลักขณา ปันวิชัย (คำ ผกา).กระทู้ดอกทอง. กรุงเทพฯ: แพรวสำนักพิมพ์, 2546. หน้า245
[2] นันทนา วีระชน. ดงดอดเหมย. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ดับเบิ้ลนายน์, 2544. หน้า13
[3] นันทนา วีระชน, อ้างแล้ว, หน้า2
[4] เบน แอนเดอร์สัน. ชุมชนจินตกรรม บทสะท้อนว่าด้วยการกำเนิดและการแพร่ขยายของชาตินิยม. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์.2552. หน้า256
[5] Sharlene Hesse-Biber. Am I thin enough yet? : the cult of thinness and the commercialization of identity. New York : Oxford University Press, 1997.
[6] นันทนา วีระชน, อ้างแล้ว, หน้า297

ไม่มีความคิดเห็น: