วันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2552

การสถาปนาความยิ่งใหญ่ของบวรพุทธศาสนาระดับจักรวาล ใน กาเหว่าที่บางเพลง


ณ บางเพลง เหตุการณ์แปลกประหลาดได้เกิดขึ้นเมื่อ หญิงสาวอายุระหว่าง16-80ปีเกิดท้องพร้อมกัน มันคงจะไม่ใช่เรื่องยากในการอธิบายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหากว่าในสังคมบางเพลงนั้นมีฐานคิดอยู่ที่ความเชื่อทางลัทธิหรือศาสนาเป็นหลัก แต่ด้วยเหตุที่วิทยาการความรู้สมัยใหม่และความก้าวหน้าในองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้ก้าวล้ำเข้ามาในหมู่บ้านบางเพลงแห่งนี้ “คำถาม”ซึ่งเป็นกระบวนการเบื้องต้นของวิทยาศาสตร์จึงเริ่มต้นขึ้นต่อปรากฏการณ์แปลกประหลาดนี้ และกว่าตลอดเรื่องของนวนิยายเล่มนี้ก็เป็นการค้นหาคำอธิบายของสิ่งที่เกิดขึ้นสลับกันไปมาระหว่างวิทยาศาสตร์และศาสนา
คำอธิบายของอาจารย์ศิริอาจไม่สามารถแทนที่ความเชื่อทางศาสนาได้ทั้งหมด ตรงกันข้ามกลับสร้างความรู้สึกสั่นคลอนและไม่มั่นคงให้เพิ่มมากขึ้นไปอีก เพราะวิทยาศาสตร์ตั้งอยู่บนสมมติฐาน การเก็บข้อมูลที่ได้มาจึงเป็นเพียงข้อเท็จจริงเท่านั้น ไม่ใช่ความจริง เมื่อไม่ใช่ความจริง ความคลุมเครือ(ambiguity) จึงเข้าครอบงำ ผลคือความกลัวต่อสิ่งรอบตัว กลัวไปเสียทุกอย่าง โดยเฉพาะในยามวิกาลที่มนุษย์ไม่สามารถสอดส่ายสายตาได้อย่างทั่วถึง ลำพังเพียงแค่เสียงลากเท้าของโจรขโมยไก่ก็เพียงพอที่จะพาลให้คิดฟุ้งซ่านไปได้ต่างๆนาๆ
ความวิตกกังวลต่อความปลอดภัยในชีวิต ยังทำให้การดำเนินชีวิตของคนในหมู่บ้านเป็นไปได้ยากขึ้น เพราะนับตั้งแต่การผูกคอตายของอาจารย์ฟื้น มาจนถึงการจมน้ำตายอย่างแปลกประหลาดของตาผัน ทำให้ชาวบ้านในบางเพลงต่างวิตกกังวลต่อเหตุการณ์ในทำนองเดียวกันที่อาจเกิดขึ้นแก่ตัวเมื่อใดก็ได้ นี่คือสภาวะสังคมที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง(Risk society)[1] เพราะการตัดสินใจที่จะทำอะไรอย่างหนึ่งอาจนำไปสู่ผลที่เป็นบวกหรือลบในชีวิตได้ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วผู้ที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวมักมีผลออกมาในทางลบทั้งสิ้นเช่นอาจารย์ฟื้นกับตาผัน และเมื่อคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์จากอาจารย์ศิริก็ไม่สามารถไขคำตอบได้หมด(จนท้ายที่สุดก็สรุปเอาเองว่าเป็นเรื่อง“อภินิหาร”)และความศรัทธาในศาสนาก็ดูจะไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น จึงเหลือเพียงสิ่งเดียวที่ดูเหมือนจะยึดเหนี่ยวเอาไว้ได้นั่นก็คือร่างกายของตนเอง การใช้ร่างกายเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวย่อมเลี่ยงไม่พ้นที่จะเข้าไปเกี่ยวพันกับการหาแนวทางแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการใช้ความรุนแรง[2] แต่ถึงที่สุดแล้วการใช้กำลังเข้าแก้ไขปัญหาก็เป็นสิ่งที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้เช่นกัน เพราะในเวลากลางวันแสกๆ ตำรวจทั้งโรงพักยกเว้นสารวัตรยังไม่สามารถที่จะควบคุมตนเองได้ทั้งในระดับของร่างกาย(state of the body)และในระดับของจิตใจ(state of mind) นับประสาอะไรกับการหยิบอาวุธขึ้นฆ่าและปราบปรามกับเด็กทั้ง214คนที่มีอิทธิฤทธิ์พิเศษเหนือคนธรรมดาทั่วไป
เมื่ออำนาจควบคุมไม่ได้อยู่ที่รัฐ และอำนาจก็ไม่ได้อยู่ที่วัด ซ้ำร้ายอำนาจเหนือจิตตนยังไม่สามารถควบคุมได้อีก การไม่Perform functionของทุกสรรพสิ่งในรัฐ จึงเป็นปัญหาที่ผู้เขียนคิดว่าเป็นสภาวะที่ไปไกลมากกว่าFailed State (แต่ต้องไม่ลืมว่าสภาวะที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดในระดับรัฐแต่เกิดแค่ในหมู่บ้านเล็กๆเท่านั้น)
แต่ถึงอย่างไรก็ตามแม้ว่าศาสนาอาจจะไม่สามารถอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้น“...อาตมาหมดปัญญาที่จะคิดเพียงแค่นี้[3]” แต่อย่างน้อยศาสนาก็พอที่จะควบคุมพฤติกรรมของเด็กทั้ง214คนได้บ้าง เพราะ“สำหรับหลวงพ่อแล้วรู้สึกว่ามันเชื่อง และมันอยู่ในโอวาทท่านดีกว่าพวกลูกศิษย์วัดบางคนเสียอีก” ประกอบกับในตอนท้ายอาจารย์ยุพาซึ่งมีความใกล้ชิดกับลูกก็ดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี ทำให้อย่างน้อยบ้านบางเพลงก็ยืดระยะเวลาของการปะทะกันออกไปได้
และเมื่อมาถึงบทสุดท้ายศาสนาพุทธไม่ได้มีอำนาจเพียงแค่ควบคุมได้บ้างอีกต่อไป ศาสนาพุทธได้แผ่ขยายอำนาจขอบเขตของความเชื่อความศรัทธาไปยังบรรณพิภพอื่น เมื่อหลวงพ่อได้เทศนาสั่งสอนเป็นการส่งท้ายในเรื่องทุกขอริยสัจ จนทำให้มนุษย์ต่างดาวบรรลุเกิดดวงตาเห็นธรรมของพระพุทธองค์ จึงอาจกล่าวได้ว่า ณ เวลานั้นอำนาจของศาสนาได้สถาปนาตัวขึ้นสู่จุดสูงสุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ นั่นการมีอำนาจกว้างขวางครอบคลุมขึ้นไปถึงจักรวาล โดยสรุปปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมดจึงถูกแก้ให้ตกไปพร้อมๆกับการสถาปนาความยิ่งใหญ่ของบวรพุทธศาสนาที่คึกฤทธิ์ได้ทิ้งไว้ให้เห็นในนวนิยายเล่มนี้นั่นเอง




________________________________

[1]Anthony Giddens , Modernity and self-identity. Self and society in the late modern age. Cambridge: Polity Press,1991.
[2] คึกฤทธิ์ ปราโมช. กาเหว่าที่บางเพลง. กรุงเทพฯ: สยามรัฐ, 2532.หน้า184
[3] คึกฤทธิ์ ปราโมช. อ้างแล้ว. หน้า39

ไม่มีความคิดเห็น: