วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2552

"Meet the new boss Same as the old boss!!!"


We'll be fighting in the streets
With our children at our feet
And the morals that they worship will be gone
And the men who spurred us on
Sit in judgment of all wrong
They decide and the shotgun sings the song

I'll tip my hat to the new constitution
Take a bow for the new revolution
Smile and grin at the change all around
Pick up my guitar and play
Just like yesterday
Then I'll get on my knees and pray
We don't get fooled again

The change, it had to come
We knew it all along
We were liberated from the fold, that's all
And the world looks just the same
And history ain't changed
'Cause the banners, they were all flown in the last war

I'll tip my hat to the new constitution
Take a bow for the new revolution
Smile and grin at the change all around
Pick up my guitar and play
Just like yesterday
Then I'll get on my knees and pray
We don't get fooled again
No, no!


I'll move myself and my family aside
If we happen to be left half alive
I'll get all my papers and smile at the sky
For I know that the hypnotized never lie

Do ya?

Yeah!

There's nothing in the streets
Looks any different to me
And the slogans are replaced, by-the-bye
And the parting on the left
Is now parting on the right
And the beards have all grown longer overnight

I'll tip my hat to the new constitution
Take a bow for the new revolution
Smile and grin at the change all around
Pick up my guitar and play
Just like yesterday
Then I'll get on my knees and pray
We don't get fooled again


Don't get fooled again

No, no!

Yeaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaah!

Meet the new boss

Same as the old boss!!!

วันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2552

การสถาปนาความยิ่งใหญ่ของบวรพุทธศาสนาระดับจักรวาล ใน กาเหว่าที่บางเพลง


ณ บางเพลง เหตุการณ์แปลกประหลาดได้เกิดขึ้นเมื่อ หญิงสาวอายุระหว่าง16-80ปีเกิดท้องพร้อมกัน มันคงจะไม่ใช่เรื่องยากในการอธิบายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหากว่าในสังคมบางเพลงนั้นมีฐานคิดอยู่ที่ความเชื่อทางลัทธิหรือศาสนาเป็นหลัก แต่ด้วยเหตุที่วิทยาการความรู้สมัยใหม่และความก้าวหน้าในองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้ก้าวล้ำเข้ามาในหมู่บ้านบางเพลงแห่งนี้ “คำถาม”ซึ่งเป็นกระบวนการเบื้องต้นของวิทยาศาสตร์จึงเริ่มต้นขึ้นต่อปรากฏการณ์แปลกประหลาดนี้ และกว่าตลอดเรื่องของนวนิยายเล่มนี้ก็เป็นการค้นหาคำอธิบายของสิ่งที่เกิดขึ้นสลับกันไปมาระหว่างวิทยาศาสตร์และศาสนา
คำอธิบายของอาจารย์ศิริอาจไม่สามารถแทนที่ความเชื่อทางศาสนาได้ทั้งหมด ตรงกันข้ามกลับสร้างความรู้สึกสั่นคลอนและไม่มั่นคงให้เพิ่มมากขึ้นไปอีก เพราะวิทยาศาสตร์ตั้งอยู่บนสมมติฐาน การเก็บข้อมูลที่ได้มาจึงเป็นเพียงข้อเท็จจริงเท่านั้น ไม่ใช่ความจริง เมื่อไม่ใช่ความจริง ความคลุมเครือ(ambiguity) จึงเข้าครอบงำ ผลคือความกลัวต่อสิ่งรอบตัว กลัวไปเสียทุกอย่าง โดยเฉพาะในยามวิกาลที่มนุษย์ไม่สามารถสอดส่ายสายตาได้อย่างทั่วถึง ลำพังเพียงแค่เสียงลากเท้าของโจรขโมยไก่ก็เพียงพอที่จะพาลให้คิดฟุ้งซ่านไปได้ต่างๆนาๆ
ความวิตกกังวลต่อความปลอดภัยในชีวิต ยังทำให้การดำเนินชีวิตของคนในหมู่บ้านเป็นไปได้ยากขึ้น เพราะนับตั้งแต่การผูกคอตายของอาจารย์ฟื้น มาจนถึงการจมน้ำตายอย่างแปลกประหลาดของตาผัน ทำให้ชาวบ้านในบางเพลงต่างวิตกกังวลต่อเหตุการณ์ในทำนองเดียวกันที่อาจเกิดขึ้นแก่ตัวเมื่อใดก็ได้ นี่คือสภาวะสังคมที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง(Risk society)[1] เพราะการตัดสินใจที่จะทำอะไรอย่างหนึ่งอาจนำไปสู่ผลที่เป็นบวกหรือลบในชีวิตได้ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วผู้ที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวมักมีผลออกมาในทางลบทั้งสิ้นเช่นอาจารย์ฟื้นกับตาผัน และเมื่อคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์จากอาจารย์ศิริก็ไม่สามารถไขคำตอบได้หมด(จนท้ายที่สุดก็สรุปเอาเองว่าเป็นเรื่อง“อภินิหาร”)และความศรัทธาในศาสนาก็ดูจะไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น จึงเหลือเพียงสิ่งเดียวที่ดูเหมือนจะยึดเหนี่ยวเอาไว้ได้นั่นก็คือร่างกายของตนเอง การใช้ร่างกายเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวย่อมเลี่ยงไม่พ้นที่จะเข้าไปเกี่ยวพันกับการหาแนวทางแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการใช้ความรุนแรง[2] แต่ถึงที่สุดแล้วการใช้กำลังเข้าแก้ไขปัญหาก็เป็นสิ่งที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้เช่นกัน เพราะในเวลากลางวันแสกๆ ตำรวจทั้งโรงพักยกเว้นสารวัตรยังไม่สามารถที่จะควบคุมตนเองได้ทั้งในระดับของร่างกาย(state of the body)และในระดับของจิตใจ(state of mind) นับประสาอะไรกับการหยิบอาวุธขึ้นฆ่าและปราบปรามกับเด็กทั้ง214คนที่มีอิทธิฤทธิ์พิเศษเหนือคนธรรมดาทั่วไป
เมื่ออำนาจควบคุมไม่ได้อยู่ที่รัฐ และอำนาจก็ไม่ได้อยู่ที่วัด ซ้ำร้ายอำนาจเหนือจิตตนยังไม่สามารถควบคุมได้อีก การไม่Perform functionของทุกสรรพสิ่งในรัฐ จึงเป็นปัญหาที่ผู้เขียนคิดว่าเป็นสภาวะที่ไปไกลมากกว่าFailed State (แต่ต้องไม่ลืมว่าสภาวะที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดในระดับรัฐแต่เกิดแค่ในหมู่บ้านเล็กๆเท่านั้น)
แต่ถึงอย่างไรก็ตามแม้ว่าศาสนาอาจจะไม่สามารถอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้น“...อาตมาหมดปัญญาที่จะคิดเพียงแค่นี้[3]” แต่อย่างน้อยศาสนาก็พอที่จะควบคุมพฤติกรรมของเด็กทั้ง214คนได้บ้าง เพราะ“สำหรับหลวงพ่อแล้วรู้สึกว่ามันเชื่อง และมันอยู่ในโอวาทท่านดีกว่าพวกลูกศิษย์วัดบางคนเสียอีก” ประกอบกับในตอนท้ายอาจารย์ยุพาซึ่งมีความใกล้ชิดกับลูกก็ดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี ทำให้อย่างน้อยบ้านบางเพลงก็ยืดระยะเวลาของการปะทะกันออกไปได้
และเมื่อมาถึงบทสุดท้ายศาสนาพุทธไม่ได้มีอำนาจเพียงแค่ควบคุมได้บ้างอีกต่อไป ศาสนาพุทธได้แผ่ขยายอำนาจขอบเขตของความเชื่อความศรัทธาไปยังบรรณพิภพอื่น เมื่อหลวงพ่อได้เทศนาสั่งสอนเป็นการส่งท้ายในเรื่องทุกขอริยสัจ จนทำให้มนุษย์ต่างดาวบรรลุเกิดดวงตาเห็นธรรมของพระพุทธองค์ จึงอาจกล่าวได้ว่า ณ เวลานั้นอำนาจของศาสนาได้สถาปนาตัวขึ้นสู่จุดสูงสุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ นั่นการมีอำนาจกว้างขวางครอบคลุมขึ้นไปถึงจักรวาล โดยสรุปปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมดจึงถูกแก้ให้ตกไปพร้อมๆกับการสถาปนาความยิ่งใหญ่ของบวรพุทธศาสนาที่คึกฤทธิ์ได้ทิ้งไว้ให้เห็นในนวนิยายเล่มนี้นั่นเอง




________________________________

[1]Anthony Giddens , Modernity and self-identity. Self and society in the late modern age. Cambridge: Polity Press,1991.
[2] คึกฤทธิ์ ปราโมช. กาเหว่าที่บางเพลง. กรุงเทพฯ: สยามรัฐ, 2532.หน้า184
[3] คึกฤทธิ์ ปราโมช. อ้างแล้ว. หน้า39

วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2552

ดงดอกเหมยกับ Pierre Boudieu, Sharlene Hesse-Biberและ Ben Andeson นอกวงสนทนาในคลาสSeminar Politics and Novels



ผู้เขียนไม่เคยคิดไม่เคยฝันมาก่อนว่าจะได้อ่านดงดอกเหมย“นวนิยายตลาดล่างไทย”ที่มี“รสชาติดเหมือนยำวุ้นเส้นแบบชาวบ้าน อาจจะปรุงแบบผิดๆเพี้ยน แต่มี ครบทุกรส จัดจ้าน ซื่อตรง และไม่อวดดี”[1] และไม่เคยคิดมาก่อนว่าในนวนิยายตลาดล่างไทยเช่นนี้จะมีประเด็นให้คิดให้ถกเถียงในทางสังคมศาสตร์หรือรัฐศาสตร์กว้างขวางมากมายเช่นนี้มาก่อน ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องชาติ/ชาตินิยม/เชื้อชาติ/ชนชั้น/เพศ/ความรัก/ฯลฯ แต่เนื่องจากความจำกัดของหน้ากระดาษทำให้ผู้เขียนไม่สามารถที่จะอภิปรายได้ในทุกประเด็นจึงมีความจำเป็นต้องกำจัดในบางประเด็นออกไป โดยจะขอเลือกอภิปรายในสองประเด็นใหญ่คือเรื่องชาติ/ชาตินิยมและเรื่องเพศ



นวนิยายเรื่องนี้เริ่มต้นขึ้นด้วยความรักของฮั้วที่มีต่อเหมย เป็นความรักที่อาจเรียกได้ว่าสุดแสนที่จะโรแมนติคเพราะนันทนาได้ใส่องค์ประกอบของความรักแบบโรแมนติคระหว่างคู่รักคู่นี้ไว้อย่างครบถ้วน เช่นเมื่อแรกเริ่มก็เป็นความรักข้ามชนชั้นระหว่างฮั้ว คนงานท่าเรือซึ่งเป็นลูกกำพร้ากับ ดอกเหมย ซึ่งเป็นเถ้าแก่ซัวที่อาศัยอยู่ในคฤหาสน์หลังโต อุปสรรคกีดขวางทางชนชั้นทำให้ฮั้วและเหมยต้องหนีตามกันมาไล่ล่าความฝันยังดินแดนอันไกลโพ้น ณ สยามประเทศ (พล็อตเรื่องเช่นนี้พบได้ดาษดื่นตั้งแต่หนังฮอลลีวู้ด[เช่นRomeo and Juliet] ลงมาถึงละครก่อน/หลังข่าวภาคค่ำของช่อง7[เช่นเสน่ห์นางงิ้ว]) จนเมื่อมาถึงเมืองสยามทั้งคู่ก็ไล่ตามความฝันที่เคยวาดไว้โดยใช้ชีวิตคู่บนฐานคติเรื่องเพศวิถีสมัยใหม่แบบผัวเดียวเมียเดียว (monogamy marriage) จนเมื่อสิ่งที่วาดไว้ไม่อาจเป็นจริงขึ้นมาได้เพราะเหมยไม่สามารถที่จะมีลูกชายไว้สืบสกุลได้ตามความต้องการของฮั้ว (“อั้วจะมีลูกผู้ชายสักเจ็ดคน”[2]) กำแพงแห่งรักจึงเกิดขึ้น จากที่ฮั้วเคยพูดว่า “ก็ความรักไง นั่นแหละ...ปาฏิหาริย์ละ”[3] มาบัดนี้เมื่อลูกคนที่เจ็ดได้คลอดออกมา ฮั้วก็จำต้องก้มหน้ารับชะตากรรม พร้อมกับคลอเพลงออกมาจากความขัดข้องหมองใจที่สวรรค์ไม่เมตตาเขาเลยใจว่า “ปาฏิหาริย์ไม่มีจริง” ส่วนเหมยเองก็ก้มหน้าทนต่อความเจ็บปวดที่รุมเร้าร่างกายทำงานในฐานะแม่และเมียเพื่อให้ความรักนั้นสมบูรณ์แบบและเดินหน้าต่อไป ด้วยการเติมเต็มความฝันของอีกฝ่ายที่ต้องการมีบุตรชาย อย่างไรก็ตามมันคงจะไม่เป็นโรแมนติคเลิฟที่ถึงแก่นที่สุดแน่หากไม่มีฉากแห่งการพลัดพลาก ที่สุดแล้วจากอาการเจ็บป่วยที่รุมเร้า เหมยก็มาด่วนตายจากไป และแน่นอนว่า ที่สุดแล้วฮั้วก็สำนึกได้ว่าแท้ที่จริงแล้วตนเองได้มองข้ามอะไรบางอย่าง มองข้ามชีวิตรักที่ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบตามที่วาดฝันไว้



ตลอดบทที่1-8 นันทนาเร่งช่วงเวลาแห่งความสัมพันธ์(ทุกทาง)ระหว่างฮั้วกับเหมยอย่างเป็นพลวัตรมากๆ เรียกได้ว่าคลอดกันออกมาแบบหน้า(กระดาษ)ต่อหน้าเลยทีเดียว จนเมื่อมาถึงบทที่18ที่ลูกๆของฮั้วเริ่มแตกเนื้อสาว ประเด็นเรื่องอัตลักษณ์ เรื่องชาติ ก็เริ่มเข้ามาเกี่ยวพันมากขึ้นอย่างเข้มข้น



จากการสัมนาในห้องเรียนมีประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งคือเรื่องstereotype ของตัวละครในเรื่องเช่นความเป็นจีน ความเป็นแขก ความเป็นฝรั่ง ความเป็นไทย ความเป็นลาว เพราะนอกจากมันจะเข้าไปจับพื้นที่การรับรู้เกี่ยวกับความเป็นฯลฯต่างๆเหล่านี้แล้ว ประเด็นหนึ่งที่น่าคิดต่อคือทำไม/เหตุใดมันถึงต้องเป็นเช่นนั้น เช่นทำไมคนจีนต้องค้าขาย(และรวยด้วย)ทำไมอาฮั้วถึงคิดว่าการทำการค้าดีกว่าไปเรียนหนังสือหรือประกอบอาชีพอื่นทั้งๆที่อยู่เมืองไทยมาก็นานแล้ว เหตุใดแขกต้องขายผ้า ต้องพูด“อีนี้...นะอาราชาน/นายจ๋า/นาร้ายนารายณ์”

แนวคิดหนึ่งที่น่าจะนำมาใช้ในการอธิบายกรณีนี้ได้คือแนวความคิดเรื่องHabitusของPierre Boudieu ที่ว่าระบบโครงสร้างในร่างกายนั้นถูกสร้างขึ้นจากประสบการณ์ในอดีตที่ครอบงำประสบการณ์ใหม่ๆ ทำให้มีการเลือรับและปฏิเสธข้อมูลที่อาจกระตุ้นให้เกิดคำถามกับข้อมูลที่ได้สะสมมาก่อน แล้วค่อยรวมเข้ากับโครงสร้างเดิมอย่างสอดคล้องกลมกลืนเพื่อย้ำความคงเส้นคงวาและป้องกันการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง กระบวนการเช่นนี้เกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้งในนิยายเรื่องนี้เช่น



“กิมจู เราเป็นชาวไทยเชื้อสายจีน ชาวจีนโพ้นทะเลคุ้นเคยกับการค้าขาย เราเดินทางไปทั่วโลกผ่านเส้นทางสายไหมเพื่อการค้า ทำไมไม่ใช้คุณสมบัติพิเศษที่สวรรค์ประทานให้เป็นประโยชน์ ปาอยากให้ลูกๆค้าขาย ทำกิจการของตัวเอง ลูกทุกคนของปาจะต้องมีอาชีพ การเรียนหนังสือไทยเรียนไว้เพื่อใหรู้ว่าโลกหมุนไปแค่ไหนแล้ว...” (อาฮั้วพูดราวกับเข้าใจโลกาภิวัตน์เป็นอย่างดี)



นอกจากนี้กระบวนการที่ว่านี้ยังเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติและถูกผลิตซ้ำตลอดเวลาใน“ตำแหน่งทางสังคม”(social location)หรือ“ชนชั้น”(class)ของปัจเจกแต่ละคนโดยไม่รู้ตัว Habitusจึงเป็นเช่นประวัติศาสตร์ที่ติดอยู่ในร่างกาย(embodied history)หรือประสบการณ์ในอดีตที่ถูกหลอมรวมเข้าไปในร่างกาย จนกลายเป็น“ธรรมชาติที่สอง”(second nature)แล้วลืมไปว่ามันเป็นประวัติศาสตร์ ดังตัวอย่างข้างต้นที่ได้ยกมาอธิบายนั่นเอง (เพราะต้องไม่ลืมว่าฮั้วเองก็ไม่เคยไปค้าขายในเส้นทางสายไหม เพราะฉะนั้นคำพูดของฮั้วจึงไม่ได้เกิดจากpractical beliefจริงๆ)



และในขณะที่ฮั้วพยายามที่จะรักษาโครงสร้างเดิมของตนเองไว้ผ่านความผูกพันทางสายเลือด ลูกๆของฮั้วกลับถูกกลืนกลายอัตลักษณ์และแปลงความเป็นชาติ(naturalization)ทั้งจากกลไกเชิงอุดมการณ์และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง“อำนาจของภาษา”[4] ซึ่งเห็นได้จากเมื่อคราวที่อากงส่งจดหมายจากเมืองจีนมาหาฮั้ว และฮั้วให้กิมเฮียง ลูกสาวคนเดียวที่บังคับให้เรียนภาษาจีนอ่านให้ฟังผลคือ



“อั้วอ่านหนังสือจีนไม่เป็นหรอกปา”



“ตัวหนังสือมันกลับโรงเรียนไปหมดแล้วละปา ลูกๆปาทุกคนไม่มีใครอ่านหนังสือจีนได้หรอก ทุกคนเรียนหนังสือไทยกันหมด ปาอ่านเองดีกว่า”



ถึงเวลานี้ ฮั้วก็ฉุกคิดขึ้นมาได้อย่างว่าวันเวลาที่ผ่านมาที่เขาได้ใช้ชีวิตในสยามประเทศมันผ่านไปอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันได้ตั้งตัว จนไม่สามารถรักษาและส่งต่อโครงสร้างความเป็นชาติจีนเดิมไปสู่ลูกๆของเขาได้
“เปล่า ปาไม่ได้เป็นอะไร ปาลืมไปว่าเวลามันผ่านไปเร็วมาก เร็วจริงๆ ลูกๆโตแล้ว แล้วทุกคน...ก็เป็นคนไทยกันไปหมดแล้ว เป็นคนไทยเชื้อสายจีน”

ในส่วนของประเด็นเรื่องเพศนั้น ความเป็นชาย(masculinity) และความเป็นหญิง(femininity) ดูจะเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นได้ชัดเจนตั้งแต่ต้นเรื่องถึงท้ายเรื่องเช่นเดียวกันกับstereotype ของตัวละคร ซึ่งจะว่าไปแล้วแนวความคิดของฮั้วในเรื่องนี้ก็ไม่ได้แตกต่างไปมากนักจากแนวความคิดของAristotle ที่มีต่อผู้ชายและผู้หญิงเช่น males were superior to women หรือ The mind, which only a male could have … The female, therefore, was incapable of reason.[5] ผลที่เกิดขึ้นอย่างหนึ่งซึ่งแทบจะเรียกได้ว่าเป็นสากลคือแนวคิดเกี่ยวกับการแบ่งพื้นที่เพื่อให้เป็นไปตามบทบาทของผู้ชายและผู้หญิง โดยผู้หญิงจะถูกจำกัดไว้ให้เป็นสมบัติในพื้นที่ส่วนตัวนั่นก็คือในบ้านหรือในครอบครัว ส่วนพื้นที่สาธารณะนั้นจะเป็นของผู้ชาย


(“...ลูกแต่งงานแล้วเป็นสมบัติของบ้านอื่น ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นลูกต้องเผชิญหน้กับมันให้ได้ บางที...พวกเขาอาจถูก ถ้าลูกมีลูกให้เขาเรื่องแบบนี้คงไม่เกิดขึ้น)



การแบ่งพื้นที่ออกเป็นอาณาบริเวณสาธารณะและส่วนตัว (Public-Private Distinction) ทำให้เกิดภาพของผู้ชายที่มีความสามารถในการทำงาน โดยเฉพาะในพื้นที่สาธารณะดีกว่าผู้หญิง ในทำนองเดียวกับที่ Thomas Aquinas กล่าวไว้ว่า
“As regards the individual nature, women is defective and misbegotten, for the active force in the male seed tend to the production of perfect likeness in the masculine sex.” กฏเกณฑ์ทางวัฒนธรรมในลักษณะนี้เองที่ควบคุมร่างกายผู้หญิงตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา คำถามคือ how culture controls women’s minds and bodies?



ต่อคำถามนี้ กิมเง็กได้ให้คำอธิบายในสถานการณ์ที่พี่สาวของตนถูกกระทำความรุนแรงจากฝ่ายชายว่า


“เขาเรียกว่าการกดขี่ ประวัติการกดสตรีเพศเป็นมาแล้วก็เป็นไป เพราะพวกผู้ชายไม่พัฒนาความคิด คนเป็นแม่สอนให้ลูกผู้ชายเป็นเทวดา สอนให้ลูกผู้หญิงเป็นหญ้า”[6]


ที่น่าแปลกใจคือ ในกรณีนี้กิมเง็กกลับไขคำตอบว่าผู้ที่มีบทบาทสำคัญภายใต้โครงสร้างและกฎเกณฑ์ทางวัฒนธรรมคือผู้หญิงในครอบครัวเองนั่นก็คือ แม่ ในกรณีเช่นนี้จะเห็นได้ว่า ผู้หญิงไม่ได้ถูกกำหนดให้เป็นเพียงเหยื่อหรือผู้ถูกกระทำแต่เพียงอย่างเดียว แต่ตัวผู้หญิงเองก็เป็นผู้กระทำในโครงสร้างที่กดขี่พวกเขาเองอีกด้วย อย่างไรก็ตามในตอนท้ายของบท กิมเง็กก็ไม่ลืมที่จะระเบิดใส่ผู้ที่มีบทบาทสำคัญต่อการกดขี่ที่เกิดขึ้นนี้ด้วย


“ปา...เห็นหรือยัง นี่ไงล่ะประเพณี จับคนสองคนใส่เข้าไปในถุงให้ชนกันเอง...ล้าหลังสิ้นดี เลิกเสียเถอะปา...พอที”


อีกปัจจัยหนึ่งที่น่าพิจารณาประกอบในกรณีนี้ด้วยคือเรื่อง“ตำแหน่งทางสังคม”(social location)ซึ่งได้เคยกล่าวไว้ในตอนต้นแล้ว เพราะหากย้อนกลับไปดูตามประวัติศาสตร์จะเห็นได้ว่าปนะเพณีการคลุมถุงชนนั้นได้แพร่กระจายจากชนชั้นสูงในราชสำนักแล้วขยายวงออกมาสู่ชนชั้นอื่นๆในสังคมเพื่อรักษาสถานภาพความบริสุทธิ์ของสายเลือด เพราะฉะนั้นการคลุมถุงชนจึงเป็นสิ่งที่คนในสังคมจีนใช้ในการบรรจุคุณค่าเชิงสัญลักษณ์ (Symbolic Value) ที่แสดงให้เห็นถึงอำนาจและยังเป็นการผลิตซ้ำความไม่เท่าเทียมกันในทางสังคมและชนชั้นอีกทั้งยังsupported dualistic thinking ของสังคมปิตาธิปและของฮั้วที่มีมาแต่เดิมว่า “men were superior and women inferior; men were valued and women devalued”


อย่างไรก็ตามในนวนิยายเรื่องดงดอกเหมยยังมีอีกหลายประเด็นที่น่าถกเถียงเช่น Feminist perspectiveของไหม, ประเด็นเรื่องพ่อ-ลูกซึ่งเอาเข้าจริงมันไม่เป็นconsenting adultแต่เป็นdelayma, ประเด็นเรื่องraceซึ่งเชื่อไปถึงเรื่องpureกับไม่pure แต่ด้วยความจำกัดของพื้นที่ทำให้ผู้เขียนจำต้องเลือกที่จะหยิบยกเฉพาะบางประเด็นมากกว่าที่จะว่านแหโดยรวม แต่เพียงแค่สองประเด็นใหญ่ๆข้างต้นที่ผู้เขียนได้อภิปรายก็คงเพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่านวนิยายเรื่องนี้เป็นมากกว่า“นวนิยายตลาดล่างไทย”


____________________________________



[1] ลักขณา ปันวิชัย (คำ ผกา).กระทู้ดอกทอง. กรุงเทพฯ: แพรวสำนักพิมพ์, 2546. หน้า245
[2] นันทนา วีระชน. ดงดอดเหมย. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ดับเบิ้ลนายน์, 2544. หน้า13
[3] นันทนา วีระชน, อ้างแล้ว, หน้า2
[4] เบน แอนเดอร์สัน. ชุมชนจินตกรรม บทสะท้อนว่าด้วยการกำเนิดและการแพร่ขยายของชาตินิยม. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์.2552. หน้า256
[5] Sharlene Hesse-Biber. Am I thin enough yet? : the cult of thinness and the commercialization of identity. New York : Oxford University Press, 1997.
[6] นันทนา วีระชน, อ้างแล้ว, หน้า297

วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2552

คำพิพากษาจากเรื่องเล่า(ปด)สู่เรื่องเหล้า(ปลด)

หากพิจารณาในเบื้องต้นที่ปกของหนังสือคำพิพากษาจะเห็นได้ว่าเป็นรูปคนกำลัง
อ้าปาก มีฟันเป็นเหมือนฟันฉลามที่แหลมคม มีสปริงเป็นขอบปากและตัวกดกับดักเป็นลิ้นไก่ รูปนี้เพียงรูปเดียวก็พอจะสื่อให้เห็นถึงเนื้อความภายในเล่มได้ในระดับหนึ่งและหากเมื่อได้อ่านจนจบเล่มแล้วจะยิ่งพบได้ว่า ปากฉลามของมนุษย์นั้นแท้จริงแล้วก็เป็นเสมือนอาวุธเป็นกับดักที่มีฤทธิ์ร้ายแรงคอยดักโอกาสเล่นงานผู้ไร้เดียงสาหรือผู้ที่ไม่รู้ทิศรู้ทาง อาจเรียกได้ว่าภาพที่เห็นนั้นคือ “อาวุธมีชีวิต?” ดีๆนั่นเอง
ประเด็นหนึ่งที่น่าพิจารณาเป็นอย่างยิ่งคือความเป็นทรราชของคนในหมู่บ้าน(Majority of Tyranny) ที่มีต่อตัวฟัก ว่าเกิดขึ้นมาได้ด้วยเหตุใด มีกระบวนการและปฏิบัติการอย่างไร ในที่นี้ผู้เขียนจะขอหยิบยกแนวคิดว่าด้วยกระบวนการหรือขั้นตอนที่นำพาตนเองไปสู่ความเป็นทรราช 5 ขั้นตอน[1] มาปรับใช้กับคนในหมู่บ้านที่ฟักอยู่
อาจกล่าวได้ว่าความเป็นทรราชนั้นได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อมีการสร้างวัฒนธรรมกลุ่ม มีการแบ่งเป็นพวกเราและพวกเขา(US AND THEM) และเมื่อมีการแบ่งพวกเขาและพวกเราแล้ว ก็ย่อมตามมาด้วยการแบ่งออกเป็นพวกที่เหนือกว่า และพวกที่ด้อยกว่า ลักษณะของการมองโลกแบบคู่ตรงข้ามเช่นนี้ (Binary Opposition) นำมาซึ่งปัญหาในการแยกมนุษย์ออกจากกัน และการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความเป็นสมัยใหม่ก็ยังก่อให้เกิดปฏิกิริยาที่ทั้งเกื้อหนุนและส่งผลให้เกิดความเป็นทรราชสูงขึ้นด้วย อาทิเช่นในอดีตประเทศที่ยังไม่พัฒนาทั้งหลาย หรือกำลังพัฒนาก็ตามแต่ต่างเร่งภาวะทันสมัย[2](Hyper-Modernization) ให้เกิดขึ้นในประเทศของตน ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นในรัฐเผด็จการอำนาจในอดีต ด้วยการเร่งให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศ รัฐจึงใช้อำนาจที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ในการควบคุมสมาชิกในสังคมให้เชื่อฟังคำสั่งตามแนวนโยบายการพัฒนาของประเทศ (เป็นไปได้หรือไม่ที่ชาติ กอบจิตติ อาจกำลังทำการเย้ยหยันการพัฒนาและการเร่งให้เกิดภาวะความทันสมัยผ่านการสร้างชุมชนเล็กๆแห่งนี้ขึ้น โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากบริบทในช่วงเวลาที่หนังสือคำพิพากษาออกวางจำหน่ายครั้งแรก(พ.ศ.2524)นั้น ก็ดูจะอยู่ในช่วงรอยต่อของการพัฒนาประชาธิปไตยไทยในยุคประชาธิปไตยครึ่งใบของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์)
แน่นอนว่าการชื่อฟังตามคำสั่งของรัฐนั้นเป็นสิ่งที่ยึดโยงทั้งรัฐและสังคมเข้าไว้ด้วยกันซึ่งก็ไม่ต่างจากการเชื่อฟังครูใหญ่หรือหลวงพ่อหรือกำนันที่เป็นเสมือนตัวแทนของรัฐให้คนในชุมชนยึดโยง การเชื่อฟังที่ปราศจากการตั้งคำถาม หรือแม้กระทั่งเสรีภาพในการพูด การแสดงความคิดเห็นของคนในหมู่บ้านก็ดูจะเป็นอาวุธที่ทรงพลานุภาพในการริดรอนศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ เพราะฉะนั้นเมื่อคำพูดหรือคำสั่งของครูใหญ่เป็นคำสั่งที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดและผู้คนในสังคมหนุนนำโดยการเชื่อฟังตามคำสั่ง(OBEY ORDERS) จึงเป็นการส่งเสริมภาวะทรราชที่พร้อมจะทำทุกอย่างให้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ตัวอย่างที่เราเห็นได้จากนิยายเรื่องนี้เช่นกรณีที่คนในหมู่บ้านยอมทำตามคำสั่งของครูใหญ่ที่ให้เผาศพฟักเพื่อเป็นการทดลองเตาเผาใหม่โดยไม่คิดตั้งคำถามถึงความถูกต้องชอบธรรม จะมีก็เพียงลุงไข่คนเดียวที่พอจะคิดตั้งคำถามถึงความถูกต้องชอบธรรมในการจัดงานเผาศพคน “...งานศพเช่นนี้ไม่ใช่งานที่แกหวังไว้ศพของฟักไม่ใช่เอามาทำเช่นนี้ ไม่ใช้เอามาทำเพื่อทดลองเตาเผา มันควรเป็นศพที่จัดการทำอย่างศพคนอื่น อย่างงานศพที่แท้จริง ถึงจะไม่ใหญ่โต ก็ขอให้ทำตามประเพณีที่เคยทำกันมา ทำเพื่อส่งดวงวิญญาณ แผ่บุญกุศลไปให้ฟัก ไม่ใช่เอามาลองเผาเป็นหมูเป็นหมาเช่นนี้ ลุงไข่เฝ้าเสียใจอยู่ว่า แกได้เลือกคนจัดการศพฟักผิดไปเสียแล้ว...แต่ก็สายเกินกว่าจะแก้ไขได้[3]” ไม่เฉพาะเพียงแค่ในนิยายหากแต่ในความเป็นจริงที่ในเวลาเราพบเจอเจ้าหน้าที่รัฐออกคำสั่งผู้คนทั่วไปก็มักจะไม่มีการตั้งคำถามถึงความชอบธรรมในคำสั่งนั้นๆเช่นกัน
ปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาคือการเรียนรู้ที่จะยอมรับต่อคำสั่งของเจ้าหน้าที่รัฐหรือแม้กระทั่งผู้มีอำนาจเหนือกว่า[4](top dogs) กลายเป็นกระบวนการที่คนรุ่นหนึ่งส่งต่อไปยังอีกรุ่นหนึ่ง ผลที่เกิดขึ้นตามมาคือการก่อรูปของโครงสร้างและสถาบันทางสังคมที่คอยค้ำชูและรักษาสถานะของผู้ที่เหนือกว่าไว้ ในขณะที่ผู้ที่อยู่ในสถานะต่ำกว่ากลับถูกผลักไสให้อยู่รอบนอกสังคมกระแสหลัก(marginalization) กลายเป็นกลุ่มคนที่ต่ำต้อยด้อยค่า(เช่นฟัก,ตาฟู,ลุงไข่) ความรุนแรงเชิงโครงสร้างในลักษณะนี้เมื่อดำรงอยู่นานวันเข้าและผู้คนรู้สึกว่า มันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงก็จะกลายสภาพเป็นความรุนแรงทางวัฒนธรรม
จะเห็นได้ว่าเพียงเพราะเหตุจากการเชื่อฟังคำสั่งโดยปราศจากการคิดพิจารณาก็เป็นหน่อเชื้อในการให้กำเนิดความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมที่จะทำให้คนบางกลุ่มในสังคมเป็นทรราชย์ได้ไม่ยากและหากเมื่อความเป็นทรราชย์ก่อกำเนิดขึ้นเหนือจิตใจมนุษย์แล้วนั้น การใช้ความรุนแรงจึงไม่ใช่เรื่องยากลำบากอันใดเลย ด้วยเพราะมีข้ออ้าง อุดมการณ์หรือวัฒนธรรมรองรับไว้แล้วนั่นเอง ความพร้อมที่จะทำความรุนแรงต่างๆสามารถเกิดขึ้นได้เสมอขอเพียงแค่ผู้ใช้ความรุนแรงนั้นมีคำอธิบายถึงเหตุผลในการใช้ความรุนแรงของตนที่อยู่ในกรอบอุดมการณ์หรือวัฒนธรรมของสังคมนั้นๆและแม้กระทั่งในทางโครงสร้างคือกฎหมาย[5]
นอกจากนี้การที่ผู้คนที่มีวิถีชีวิตทั้งที่อยู่ในวัฒนธรรมแห่งความรุนแรงหรือไม่อยู่ก็ตาม สามารถที่จะใช้ความรุนแรงเยี่ยงทรราชย์ได้ด้วยข้ออ้างเพื่อพิทักษ์หรือเปลี่ยนแปลงระเบียบทางสังคม โดยการทำให้พวกเขาเป็นอันตรายขึ้นมา (DO THEM HARM) ซึ่งสำหรับพฤติกรรมของนางสมทรง โดยเฉพาะการหมุดเข้าไปในมุ้งของฟักหรือการพยายามเข้าไปนัวเนียอาจกล่าวได้ว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะความสามารถในการใช้เหตุผลของนางนั้นมีค่อนข้างน้อยถึงไม่มีเลย เพราะฉะนั้นเมื่อความสามารถส่วนนี้ลดลงพฤติกรรมของนางที่แสดงออกถึงความต้องการใกล้ชิดกับฟัก(Desire body) จึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าปราศจากเรื่องSEX และเมื่อเรื่องSEXได้เข้ามาเกี่ยวข้องโดยเฉพาะในพื้นที่สาธารณะแล้ว กระบวนพิทักษ์และควบคุมโดยสังคมย่อมตามมาอย่างไม่อาจเลี่ยงได้เช่นกัน และยิ่งเป็นFemale Sexualityของคนสติไม่สมประกอบตามที่สังคมว่ากัน การกำจัดนางสมทรงออกจากชุมชนจึงดูจะเป็นทางออกที่สมบูรณ์ที่สุด เพราะ“ตำบลแห่งนี้จะหมดสิ้นเรื่องราวสกปรก จะหมดเรื่องคาวโลกีย์ที่แสนบัดสี ต่อแต่นี้ไปตำบลแห่งนี้จะกลับมาสะอาดสะอ้าน อีกครั้งหนึ่ง หมดสิ้นกันทีเรื่องของคนชั่ว...เรื่องกามโลกีย์ที่ผิดศีลธรรม[6]”
โดยสรุป สำหรับนิยายเรื่องคำพิพากษา โดยส่วนหนึ่งนั้นได้ฉายภาพให้เราเห็นถึงแนวโน้มในการก่อกำเนิดทรราชเหนือจิตใจมนุษย์ผ่านตัวอย่างร่วมสมัยของผู้อ่าน(เขียนขึ้นปีพ.ศ.2524)โดยการคลี่คลายเนื้อเรื่องผ่านประวัติชีวิตของนายฟัก เพื่อปลุกให้ผู้อ่านได้ฉุกคิดขึ้นมาบ้างถึงตรรกะของการใช้ความรุนแรงในชีวิตประจำวันของเราที่ไม่ได้ต่างกันมากมายนักกับกรณีของฟักและที่สำคัญคือดูเหมือนว่าเราท่านทั้งหลายจะสนับสนุนแนวโน้มในการใช้ความรุนแรงเยี่ยงทรราชและที่แย่ยิ่งกว่าคือการสถาปนาความเป็นทรราชเหนือจิตใจของเรานั้นเกิดขึ้นโดยที่เราไม่ทันได้รู้ตัว.
__________________________________________
[1] สารคดี Five Steps to Tyranny
[2] ชัยวัฒน์ สถาอานันท์. อาวุธมีชีวิต?:แนวคิดเชิงวิพากษ์ว่าด้วยความรุนแรง. กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน.2546.หน้า9
[3] ชาติ กอบจิตติ, อ้างแล้ว,หน้า334
[4] ชัยวัฒน์ สถาอานันท์. “ย่างศพทารก: บทวิพากษ์ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมในสังคมไทย” ใน รัฐศาสตร์สาร. ปีที่19 ฉบับที่3 (2537).
[5] ชัยวัฒน์ สถาอานันท์. ท้าทายทางเลือก: ความรุนแรงและการไม่ใช้ความรุนแรง. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโกมลคีมทอง. 2533.
[6] ชาติ กอบจิตติ, อ้างแล้ว,หน้า327

วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

realize 13 going on 30

ก้อเหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมาคือช่วงนี้ไม่ค่อยอยากเขียนอะไรเท่าไหร่เพราะรู้สึกว่าตัวเองเขียนได้ห่วยแตกมากขึ้นทุกวันๆ คล้ายๆกับคุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง แต่สุดท้ายก้อยังอยากคุยอยากเขียน เมื่อคืนก่อนได้ดูหนังอีกเรื่องหนึ่ง จิงๆแล้วเรื่องนี้ก้อดูตั้งแต่มันเข้าโรงมาใหม่ๆแล้ว แต่ที่ได้กลับมาดูอีกก้อเพราะเหตุผลเดิมคืออยู่บ้านมันเลยมีตัวชง คือเรื่อง 13 going on 30 ถ้าพูดถึงความรู้สึกแต่เดิมที่มีต่อหนังเรื่องนี้ก้อบอกได้เลยว่าชอบตั้งแต่แรกแล้ว โดยเฉพาะที่ผู้กำกับเอาเพลงVIENNA ของ Billy Joel มาใส่แทรกได้ตรงจังหวะมาก เรียกได้ว่าเพลงๆเดียวทำหน้าที่ทั้งใส่อารมณ์ให้เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก้อสรุปความรู้สึกของตัวแสดงในเรื่อง พร้อมทั้งพาคนดูที่เคยมีความรู้สึกในทำนองเดียวกันนี้ให้คล้อยตามบรรยากาศที่กำลังหม่นหมองให้มหองมัวตามไป อีกจุดที่ชอบเรื่องนี้มาก่อนก้อคือความเปนหนังร่วมสมัยกับเราท่านทั้งหลาย บรรยากาศในยุคปี80มันทำให้อารมณ์ร่วมของคนที่เกิดในช่วงทศวรรษที่1980-90เกิดอารมณ์คึกคักคิดถึงวันวานเก่าก่อนได้ไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว ความเปนอเมริกันในหนังเรื่องนี้ก้อได้ฉายภาพให้เห็นตามแบบฉบับhollywoodเช่นเคย ไม่ว่าจะเปนภาพของหนุ่มหล่อในยุค80ที่จะต้องทำผมแสกกลางยาวๆและใส่เสื้อวอร์ม หรือการกระโดดขึ้ไปเต้นบนเตียงของเด็กสาว และที่พลาดไม่ได้คือแกีงค์ของสาวเปรี้ยวที่เริ๊ดที่สุดในhigh school มองกลับมาที่บ้านเรา ในช่วงปีพ.ศ.2530-2540 เราก้อจะมีภาพความทรงจำถึงบรรยากาศเก่าๆในยุค "แฟนฉัน" เก็บไว้เปนเสาหลักแห่งความทรงจำที่โดดเด่นหลักหนึ่งที่ทุกคนรับรู้ร่วมกัน และในเสาหลักที่ว่านั้นเชื่อว่าหลายคนจะต้องมีหลักบางหลักที่ถือได้ว่าเปนจุดเปลี่ยนสำคัญในช่วงชีวิต จุดเปลี่ยนที่หลายคนอาจภาคภูมิที่จะจดจำ หลายคนอาจต้องการลบเลือน และอีกไม่ใช่น้อยที่หลงลืมไป13 going on 30 เปนภาพยนต์อีกเรื่องหนึ่งที่จะนำผู้ชมย้อนกลับไปสำรวจตรวจสอบเส้นทางในช่วงชีวิตที่ผ่านมาว่าเราหลงลืมอะไรไประหว่างเส้นทางอันยาวนานนี้หรือปล่าว หรืออาจเปนการย้อนกลับไปดูความหลัง ความทรงจำ ความผูกพัน ความใฝ่ฝัน ที่เราเคยมีร่วมกัน ทั้งกับคนในครอบครัว เพื่อนพ้องน้องพี่ ครูบาอาจารย์ ว่าจากวันนั้นถึงวันนี้เรายังคงเปนเช่นเดิมไม่แปรเปลี่ยนหรือเปลี่ยนแปรไปตามกาล ความฝันความตั้งใจที่เคยมีบัดนี้มันเปนไปตามที่เราท่านได้เคยวาดมันไว้ในวัยเยาว์หรือไม่ แล้วถ้าความฝันที่ว่าในวันนั้น วันนี้มันกลายเปนจริงขึ้นมาแต่มันไม่ได้เปนไปตามที่คิดไว้เลยคุณจะทำอย่างไร???ในครั้งนี้ ครั้งที่ผมดูหนังเรื่องนี้เปนรอบที่เท่าไหร่ก้อไม่ทราบได้เพราะดูแล้วดูอีกดูหลายรอบเหลือเกิน สิ่งหนึ่งที่เคยฉุดใจผมให้ล่วงไปแล้วครั้งคือเพลงประกอบภาพยนต์ที่ชื่อ Vienna ซึ่งเที่ยวนี้มันไม่ใช่เพียงแค่ฉุดแต่มันยังกระชากแล้วตบซ้ำ เพี้ย!!ซ้าย เพี้ย!!ขวา ให้ตื่นมานั่งตักน้ำชะโงกดูเงาตัวเองแล้วถามว่า"เราคือใคร" คำถามนี้เพียงคำถามเดียวก้อเพียงพอที่จะทำให้น้ำใสๆมันซึมออกมาคลอตา ...ครอบครัว ...เพื่อน ...ครูอาจารย์ ...วันนี้เราคือใคร?? เราหลงลืมอะไรบางอย่างไประหว่างทางหรือไม่ หรือเราเองที่แกล้งทำเปนลืม...เวลานี้...เชื่อว่าปี4หลายคนก้อมักจะเกิดชั่ววูปแห่งอดีตที่มักจะปรากฏขึ้นมาสร้างความรู้สึกวิ๋วๆ ให้วูปๆ ตัวผมเองก้อไม่เคยคิดมาก่อนและแม้จะมีคำกล่าวและคำเตือนจากผองพี่ถึงช่วงชีวิตในมหาลัยช่วงสุดท้ายว่ามันแสนสับสน วกวน หม่นมัว เศร้าหมอง เคว้งคว้าง มองไปไม่เห็นทาง วันๆได้แต่นั่งคิดมาคิดไปถึงช่วงชีวิตที่ผ่านมา สุขบ้าง เศร้าบ้าง เฮฮา ปาร์ตี้ ว่ากันไป แต่ในอีกไม่กี่เดือนไม่กี่วันที่จะมาถึงนี้หลายอย่างในชีวิตจะเปลี่ยนไป ความกลัวจึงเข้าเกาะกุม ...บ่อยครั้งที่ไม่เข้าใจ บ่อยครั้งที่หาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ แต่สำหรับภาพยนต์เรื่องนี้อย่างน้อยอาจทำให้เราเข้าใจหลายสิ่งหลายอย่างท่ามกลางความเคว้งคว้าง ซึ่งสิ่งหนึ่งจะพาเรากลับไปทบทวนตัวเราในอดีตและในปัจจุบันขณะได้ดีที่สุดคงไม่พ้น Vienna : Slow down you crazy childYou're so ambitious for a juvenileBut then if you're so smart tell me whyAre you still so afraid?Where's the fire, what's the hurry about?You better cool it off before you burn it outYou got so much to do and onlySo many hours in a dayBut you know that when the truth is toldThat you can get what you wantOr you can just get oldYou're gonna kick off before you even get halfway throughWhen will you realize...Vienna waits for youSlow down you're doing fineYou can't be everything you want to beBefore your timeAlthough it's so romantic on the borderline tonight (tonight)Too bad but it's the life you leadYou're so ahead of yourselfThat you forgot what you needThough you can see when you're wrongYou know you can't always see when you're right(you're right)You got your passion you got your prideBut don't you know that only fools are satisfied?Dream on but don't imagine they'll all come trueWhen will you realizeVienna waits for youSlow down you crazy childTake the phone off the hook and disappear for a whileIt's alright you can afford to lose a day or twoWhen will you realize...Vienna waits for you.And you know that when the truth is toldThat you can get what you wantOr you can just get oldYou're gonna kick off before you even get halfway throughWhy don't you realize...Vienna waits for youWhen will you realize...Vienna waits for you.

ก้อเหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมาคือช่วงนี้ไม่ค่อยอยากเขียนอะไรเท่าไหร่เพราะรู้สึกว่าตัวเองเขียนได้ห่วยแตกมากขึ้นทุกวันๆ คล้ายๆกับคุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง แต่สุดท้ายก้อยังอยากคุยอยากเขียน เมื่อคืนก่อนได้ดูหนังอีกเรื่องหนึ่ง จิงๆแล้วเรื่องนี้ก้อดูตั้งแต่มันเข้าโรงมาใหม่ๆแล้ว แต่ที่ได้กลับมาดูอีกก้อเพราะเหตุผลเดิมคืออยู่บ้านมันเลยมีตัวชง คือเรื่อง 13 going on 30 ถ้าพูดถึงความรู้สึกแต่เดิมที่มีต่อหนังเรื่องนี้ก้อบอกได้เลยว่าชอบตั้งแต่แรกแล้ว โดยเฉพาะที่ผู้กำกับเอาเพลงVIENNA ของ Billy Joel มาใส่แทรกได้ตรงจังหวะมาก เรียกได้ว่าเพลงๆเดียวทำหน้าที่ทั้งใส่อารมณ์ให้เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก้อสรุปความรู้สึกของตัวแสดงในเรื่อง พร้อมทั้งพาคนดูที่เคยมีความรู้สึกในทำนองเดียวกันนี้ให้คล้อยตามบรรยากาศที่กำลังหม่นหมองให้มหองมัวตามไป อีกจุดที่ชอบเรื่องนี้มาก่อนก้อคือความเปนหนังร่วมสมัยกับเราท่านทั้งหลาย บรรยากาศในยุคปี80มันทำให้อารมณ์ร่วมของคนที่เกิดในช่วงทศวรรษที่1980-90เกิดอารมณ์คึกคักคิดถึงวันวานเก่าก่อนได้ไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว ความเปนอเมริกันในหนังเรื่องนี้ก้อได้ฉายภาพให้เห็นตามแบบฉบับhollywoodเช่นเคย ไม่ว่าจะเปนภาพของหนุ่มหล่อในยุค80ที่จะต้องทำผมแสกกลางยาวๆและใส่เสื้อวอร์ม หรือการกระโดดขึ้ไปเต้นบนเตียงของเด็กสาว และที่พลาดไม่ได้คือแกีงค์ของสาวเปรี้ยวที่เริ๊ดที่สุดในhigh school มองกลับมาที่บ้านเรา ในช่วงปีพ.ศ.2530-2540 เราก้อจะมีภาพความทรงจำถึงบรรยากาศเก่าๆในยุค "แฟนฉัน" เก็บไว้เปนเสาหลักแห่งความทรงจำที่โดดเด่นหลักหนึ่งที่ทุกคนรับรู้ร่วมกัน และในเสาหลักที่ว่านั้นเชื่อว่าหลายคนจะต้องมีหลักบางหลักที่ถือได้ว่าเปนจุดเปลี่ยนสำคัญในช่วงชีวิต จุดเปลี่ยนที่หลายคนอาจภาคภูมิที่จะจดจำ หลายคนอาจต้องการลบเลือน และอีกไม่ใช่น้อยที่หลงลืมไป13 going on 30 เปนภาพยนต์อีกเรื่องหนึ่งที่จะนำผู้ชมย้อนกลับไปสำรวจตรวจสอบเส้นทางในช่วงชีวิตที่ผ่านมาว่าเราหลงลืมอะไรไประหว่างเส้นทางอันยาวนานนี้หรือปล่าว หรืออาจเปนการย้อนกลับไปดูความหลัง ความทรงจำ ความผูกพัน ความใฝ่ฝัน ที่เราเคยมีร่วมกัน ทั้งกับคนในครอบครัว เพื่อนพ้องน้องพี่ ครูบาอาจารย์ ว่าจากวันนั้นถึงวันนี้เรายังคงเปนเช่นเดิมไม่แปรเปลี่ยนหรือเปลี่ยนแปรไปตามกาล ความฝันความตั้งใจที่เคยมีบัดนี้มันเปนไปตามที่เราท่านได้เคยวาดมันไว้ในวัยเยาว์หรือไม่ แล้วถ้าความฝันที่ว่าในวันนั้น วันนี้มันกลายเปนจริงขึ้นมาแต่มันไม่ได้เปนไปตามที่คิดไว้เลยคุณจะทำอย่างไร???ในครั้งนี้ ครั้งที่ผมดูหนังเรื่องนี้เปนรอบที่เท่าไหร่ก้อไม่ทราบได้เพราะดูแล้วดูอีกดูหลายรอบเหลือเกิน สิ่งหนึ่งที่เคยฉุดใจผมให้ล่วงไปแล้วครั้งคือเพลงประกอบภาพยนต์ที่ชื่อ Vienna ซึ่งเที่ยวนี้มันไม่ใช่เพียงแค่ฉุดแต่มันยังกระชากแล้วตบซ้ำ เพี้ย!!ซ้าย เพี้ย!!ขวา ให้ตื่นมานั่งตักน้ำชะโงกดูเงาตัวเองแล้วถามว่า"เราคือใคร" คำถามนี้เพียงคำถามเดียวก้อเพียงพอที่จะทำให้น้ำใสๆมันซึมออกมาคลอตา ...ครอบครัว ...เพื่อน ...ครูอาจารย์ ...วันนี้เราคือใคร?? เราหลงลืมอะไรบางอย่างไประหว่างทางหรือไม่ หรือเราเองที่แกล้งทำเปนลืม...เวลานี้...เชื่อว่าปี4หลายคนก้อมักจะเกิดชั่ววูปแห่งอดีตที่มักจะปรากฏขึ้นมาสร้างความรู้สึกวิ๋วๆ ให้วูปๆ ตัวผมเองก้อไม่เคยคิดมาก่อนและแม้จะมีคำกล่าวและคำเตือนจากผองพี่ถึงช่วงชีวิตในมหาลัยช่วงสุดท้ายว่ามันแสนสับสน วกวน หม่นมัว เศร้าหมอง เคว้งคว้าง มองไปไม่เห็นทาง วันๆได้แต่นั่งคิดมาคิดไปถึงช่วงชีวิตที่ผ่านมา สุขบ้าง เศร้าบ้าง เฮฮา ปาร์ตี้ ว่ากันไป แต่ในอีกไม่กี่เดือนไม่กี่วันที่จะมาถึงนี้หลายอย่างในชีวิตจะเปลี่ยนไป ความกลัวจึงเข้าเกาะกุม ...บ่อยครั้งที่ไม่เข้าใจ บ่อยครั้งที่หาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ แต่สำหรับภาพยนต์เรื่องนี้อย่างน้อยอาจทำให้เราเข้าใจหลายสิ่งหลายอย่างท่ามกลางความเคว้งคว้าง ซึ่งสิ่งหนึ่งจะพาเรากลับไปทบทวนตัวเราในอดีตและในปัจจุบันขณะได้ดีที่สุดคงไม่พ้น Vienna : (ฟังเพลงนี้ได้ที่imeemด้านบน)Slow down you crazy childYou're so ambitious for a juvenileBut then if you're so smart tell me whyAre you still so afraid?Where's the fire, what's the hurry about?You better cool it off before you burn it outYou got so much to do and onlySo many hours in a dayBut you know that when the truth is toldThat you can get what you wantOr you can just get oldYou're gonna kick off before you even get halfway throughWhen will you realize...Vienna waits for youSlow down you're doing fineYou can't be everything you want to beBefore your timeAlthough it's so romantic on the borderline tonight (tonight)Too bad but it's the life you leadYou're so ahead of yourselfThat you forgot what you needThough you can see when you're wrongYou know you can't always see when you're right(you're right)You got your passion you got your prideBut don't you know that only fools are satisfied?Dream on but don't imagine they'll all come trueWhen will you realizeVienna waits for youSlow down you crazy childTake the phone off the hook and disappear for a whileIt's alright you can afford to lose a day or twoWhen will you realize...Vienna waits for you.And you know that when the truth is toldThat you can get what you wantOr you can just get oldYou're gonna kick off before you even get halfway throughWhy don't you realize...Vienna waits for youWhen will you realize...Vienna waits for you.

วันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2552

บทวิจารณ์ภาพยนตร์ เรื่อง The Mist

บทวิจารณ์ภาพยนตร์ เรื่อง The Mist
โดย ภิญโญยศ ม่วงสมมุข

The Mist ภาพยนตร์สยองขวัญกำกับโดย Frank Darabont ซึ่งสร้างจากนิยายของ Stephen King ตัวเรื่องเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชุมชนเล็กๆเกิดแห่งหนึ่งในมลรัฐ Maine เกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภารกิจลับของกองทัพภายใต้ชื่อ The Arrowhead Project ภายหลังจากที่เกิดพายุพัดเข้าถล่ม กลุ่มหมอกก็ได้เริ่มก่อตัวขึ้นและในขณะที่ผู้คนในชุมชนกำลังจับจ่ายซื้อของอยู่ใน store พวกเขาก็ต้องเผชิญกับสภาวะที่มืดมนจากการถูกปิดล้อมด้วยกลุ่มหมอกหนาทึบซึ่งไม่อาจทราบได้เลยว่ามีอะไรอยู่ภายในหมอกนี้
ภาพยนตร์ลงทุนต่ำเรื่องนี้เมื่อมองอย่างผิวเผินผ่านชื่อเรื่องและตัวอย่างภาพยนตร์แล้วอาจเป็นเพียงภาพยนตร์สยองขวัญสั่นประสาทธรรมดาทั่วไป แต่หากได้ชมแล้วสิ่งที่พบได้กลับกลายเป็นเรื่องของการเมืองและปรัชญา[1]
สิ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ตั้งคำถามในเบื้องต้นคือเรื่อง Nature of man โดยเฉพาะในภาวะคับขันที่มนุษย์จำต้องเผชิญกับความกลัวทั้งกลัวในสิ่งที่ตนเองไม่รู้ กลัวในสิ่งที่ตนเองไม่สามารถคาดการณ์ได้และแม้กระทั่งความกลัวตาย มนุษย์จะเอาตัวรอดอย่างไร และธาตุแท้หรือธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ในยามที่ต้องเผชิญกับความกลัวจนเกิดอาการสติแตก นั้นเป็นอย่างไร
คำอธิบายหนึ่งที่ใช้ในการอธิบายที่เกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ได้เป็นอย่างดีและเป็นที่นิยมกันอย่างมากคือ คำอธิบายของ Thomas Hobbes ในเรื่องสภาพธรรมชาติ (the state of nature) Hobbes กล่าวว่าในสภาพธรรมชาติมนุษย์จะมีความเสมอภาคเท่าเทียมกันทั้งในความสามารถของร่างกายและสติปัญญาและความเสมอภาคที่สำคัญที่สุดคือ ความเท่าเทียมกันในความสามารถที่มนุษย์ทั้งปวงจะประหัตประหารกัน สาเหตุสำคัญก็เพราะการกลัวความตายที่รุนแรงเป็นพลังผลักดันอันทรงพลังมากที่สุด ที่จะทำให้มนุษย์กระทำสิ่งใดก็ตามที่จะปกปักรักษาชีวิตของเขาไว้ให้ได้ (The right of nature) แม้ว่าการกระทำนั้นจะเป็นการะละเมิดรากฐานของคำสอนตามจารีตประเพณีว่าด้วยการเหนี่ยวรั้งทางศีลธรรมและการดูหมิ่น ความเห็นแก่ตัว ถูกทำให้หมดความน่าเชื่อไปก็ตาม
[2]
การเปิดหนทางให้กับความชอบธรรมหรือให้ความถูกต้องแก่ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ใหม่ จึงทำให้มนุษย์ทุกคนมีสิทธิต่อทุกอย่าง ไม่มีใครมีความมั่นคงในสภาพเช่นนี้ ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็ได้ฉายให้เห็นถึงสภาพธรรมชาตินี้อย่างชัดเจนในช่วงท้ายของเรื่อง เมื่อการกลัวความตายอย่างรุนแรงได้บ่มเพาะตัวเองมาอย่างยาวนาน มนุษย์จึงยอมทำในทุกวิถีทางเพื่อให้ตนเองอยู่รอด ไม่ว่าจะเป็นการบูชายันต์ผู้ที่บังอาจทำตนเทียบเท่าพระเจ้า และแม้กระทั่งการยินยอมถูกฆ่าด้วยอาวุธปืนเพื่อที่จะตายอย่างเรียบง่ายมากกว่าถูกฆ่าด้วยแมลงหรือสัตว์ประหลาด ซึ่งเมื่อเทียบแล้ว ความเจ็บปวดและรุนแรงนั้นมากกว่า จุดที่ทำให้ผู้กำกับได้สื่อออกมานั้น จึงเป็นการฉายภาพให้เห็นถึงแนวโน้มของสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นมากกว่าคำอธิบายว่าทำไมจึงเกิดขึ้น
ประเด็นถัดมาที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้สื่อให้เห็น คือ เรื่อง rationality และ faith โดยสื่อผ่านตัวละครหลัก 2 คน
คนแรกคือ David Dryton ซึ่งเป็นภาพตัวแทนของผู้ที่ใช้ Common-sense logic เป็นหนทางในการเอาชีวิตรอด และอีกคนหนึ่งคือ Mrs.Carmody ผู้ซึ่งมีความศรัทธาในพระเจ้าและอาศัยพระเจ้าเป็นเครื่องมือวางอุบายในช่วงวิกฤติ เพื่อสถาปนาอำนาจทรราชขึ้นเหนือมวลชนที่กำลังขาดสติให้มาจงภักดีในตัวเธอ
ภาพของการปะทะสังสรรค์กันระหว่างกลุ่มคน 2 ขั้วความคิดนี้ ชี้ชวนให้ผู้ชมได้คิดถึงเหตุการณ์ทางการเมืองตลอดช่วงประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นในไทยเอง หรือในต่างประเทศก็ตาม นอกจากนั้นสิ่งที่ชี้ชวนจากการปะกันทางความคิดในภาพยนตร์เรื่องนี้คือแนวคิดในเรื่องของศาสนาที่แทรกอยู่ในหลายตอนที่ใช้สัญลักษณ์ หรือบางตัวก็กล่าวผ่านตัวละคร แต่ที่แน่นอนที่สุดคือ แกนของภาพยนตร์เรื่องนี้ล้วนได้รับอิทธิพลจากคัมภีร์ไบเบิลของคริสต์ศาสนานั่นเอง
เริ่มตั้งแต่เมื่อผู้คนในชุมชนต้องตกอยู่ในแอกแห่งความกลัวใน grocery store เมื่อการกลัวในความตายที่รุนแรงได้เริ่มยกระดับขึ้น Mrs.Carmody ผู้ที่มีลักษณะเป็น fundamentalism ได้เริ่มหว่านล้อมและชักจูงให้ผู้คนเชื่อในคำทำนายตามประคัมภีร์และตามความฝันของเธอ ในช่วงต้นของเหตุการณ์ที่ความกลัวยังไม่มีอิทธิพลต่อผู้คนนั้น ก็แทบจะไม่มีใครเชื่อถือในสิ่งที่ Mrs.Carmody พูดเลย แต่เมื่อเหตุการณ์ผ่านไป ความประหวั่นพรั่นพรึงต่อชีวิตของตนเองก็เริ่มสะสมพอกพูนขึ้นในจิตใจ สืบเนื่องจากเหตุการณ์เลวร้ายที่แมลงยักษ์บุกเข้ามาร้าน จนทำให้ผู้คนเสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัส สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ มันได้เชื่องโยงและเป็นคำถามนำไปสู่สิ่งที่ Mrs.Carmody ได้เคยพูดไว้ และไม่มีใครเชื่อ ผลที่เกิดขึ้นคือมันมีพลังในการชี้นำทางความคิดของมวลชน ในขณะเดียวกันก็เป็นการเสริมสร้างบารมีในฐานะผู้ทรงคุณธรรมและปัญญา เพื่อหาหนทางออกให้แก่มวลมนุษย์และยิ่งเมื่อ Mrs.Carmody พูดมากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่เธอพูดก็ยิ่งจริงมากขึ้น ภาพสุดท้ายที่เราได้เห็นคือการมอบชีวิตไว้ที่พระผู้เป็นเจ้าอันเป็นทางรอดสุดท้ายที่พวกเขามองเห็น
แต่คำถามคือ อะไรคือสิ่งที่มีอิทธิพลต่อความเห็นของผู้คน? Mrs.Carmody ได้ใช้ในการไขสภาวะแห่งความไม่รู้ที่เกิดขึ้นคือ เรื่องบาปกำเนิด (Original sin) แม้ว่าจะไม่ได้กล่าวถึงบาปกำเนิดอย่างตรงตัวตามพระคัมภีร์ แต่เธอก็ได้อธิบายถึงเหตุแห่งความทุกข์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นเพราะความอหังการ (Pride) และขาดศรัทธา (Faith) มั่นคงพอที่จะเป็นคนของพระเจ้า การละเมิดในพระเจ้าจึงทำให้มนุษย์ต้องสูญเสียความใกล้ชิดกับองค์พระผู้เป็นเจ้า และต้องถูกพระผู้เป็นเจ้าลงทัณฑ์ผ่านสัตว์ร้ายที่จะมาพรากชีวิตใครคนใดคนหนึ่งในทุกค่ำคืนเพื่อเป็นการบูชายันต์[3]
จุดที่น่าสังเกต ในเบื้องต้นผู้ที่กำหนดว่าใครควรจะถูกพรากชีวิตไปเพื่อบูชายันต์คือสัตว์ประหลาดจากภายนอก แต่ในตอนท้ายจะเห็นได้ว่าผู้ที่กำหนดว่าใครควรจะถูกนำไปบูชายันต์กลับกลายเป็น Mrs.Carmody ผู้ซึ่งที่สุดแล้วก็มีความอหังการ (Pride) ถึงขนาดเป็นผู้เลือกว่าใครควรจะมีชีวิตอยู่หรือตาย ความอหังการนี้หากมองด้วยตรรกะเดียวกันกับที่เธอใช้อุบายให้ผู้คนศรัทธาตัวเธอ จะเห็นได้ว่า Mrs.Carmodyเองนั้น ก็ไม่ได้ต่างไปจากปถุชนคนทั่วไปในโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน และกำเริบ คิดทำการใหญ่เทียมเท่าหรือเหมือนพระเจ้า ผลคือ พระเจ้าจึงลงโทษเธอเช่นที่เธอลงโทษผู้อื่น เพียงแต่คนละวิธีเท่านั้นเอง
เมื่อกล่าวถึงการลงโทษสิ่งหนึ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้สะท้อนในเห็นถึงแนวคิดในทางคริสต์ศาสนา คือฉากที่ทหารถูกบูชายันต์โดยถูกจับโยนออกไปให้อยู่นอก Store อย่างโดดเดี่ยว หรือแม้กระทั่งคนใน Store เองก็ถูกทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดียงจากสังคมภายนอก และในตอนจบที่ David Drayton ตัวเอกของเรื่องที่พยายามหาทางเอาชีวิตรอดจนสุดท้ายก็ต้องเป็นผู้ที่ต้องฆ่าคนในรถที่เขาพามา ซึ่งหนึ่งในนั้นมีลูกชายของเขาด้วย ซึ่งโชคไม่ดีที่กระสุนปืนมีจำนวนไม่พอสำหรับทุกคน Drayton จึงต้องยอมเสียสละที่จะอยู่เพียงลงเพื่อรอเวลาที่สัตว์ประหลาดจะมาพรากชีวิตของเขาไปอีกด้วย
ความโดดเดียวที่พบได้อย่างมากมายในหลายๆฉากและแต่ละฉากก็นำเอาอาการบีบคั้นทางจิตใจมาให้แก่ผู้ที่ชมภาพยนตร์เรื่องนี้นั้น แท้ที่จริงแล้ว ใช่หรือไม่ว่า ความโดดเดียวที่กล่าวไปนั้นมีนัยยะสำคัญเดียวกับการลงโทษในพระคัมภีร์ ซึ่งบ่อยครั้งเราจะพบว่า เป็นการลงโทษโดยให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวเช่นกัน เพราะความโดดเดี่ยวในพระคัมภีร์ก็ถือได้ว่าเป็นโทษที่ร้ายแรงที่สุดที่มนุษย์พึงได้รับ จากอิทธิพลในทางความคิดนี้เอง เราจึงเห็นแก่นเรื่องเกี่ยวกับความโดเดี่ยวจะเป็นหนึ่งฝนองค์ประกอบสำคัญของวรรณกรรมตะวันตกทุกยุคทุกสมัย[4]
จุดที่น่าสังเกตถัดมาอีกเรื่องหนึ่งคือ เรื่องของความฝัน ซึ่งชาวยิวเชื่อว่าความฝันเป็นการสื่อสารระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า ในภาพยนตร์เรื่อง The Mist จะเห็นได้ว่า Mrs.Carmody จะกล่าวถึงความฝันของเธอเองบ่อยครั้งและความฝันของเธอก็มักจะกลายเป็นความจริงหรือใกล้เคียงกับความเป็นจริง ความสามารถในการทำนายฝันของเธอนั้นมองในแง่หนึ่งก็ไม่ต่างไปจากความสามารถของโจเซฟที่ช่วยให้ชาวอียิปต์รอดจากการรอดตายและทำให้ชาวยิว อพยพหนีความอดอยากเข้าไปอยู่ในอียิปต์ ซึ่งในกรณีของ Mrs.Carmody นั้น เราไม่ทันได้เห็นเพระว่าเธอด่วนจากไปเสียก่อน
จากความคล้ายคลึงกันระหว่างเหตุการณ์และคำสอนรวมถึงความศรัทธาในศาสนาของผู้คนต่อคำสอนทางศาสนาที่ Mrs.Carmody ได้เป็นผู้เผยแพร่นั้น เพียงพอแล้วหรือต่อการปลุกระดมมวลชนให้ศรัทธาและทำตามความประสงค์ของเธอได้ มี ปัจจัย อื่นใดอีกหรือไม่ ที่หนุนนำให้ผู้คนมีพฤติกรรมความเชื่อสถานการณ์เช่นนั้น? คำตอบหนึ่งที่น่าจะใช้อธิบายได้ดีในกรณีนี้คือ เรื่องพิธีกรรม
กล่าวได้ว่า ศาสนาใดก็ตามที่มีการใช้พิธีกรรมจะแตกต่างจากการใช้ปัญญาเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากพิธีกรรมจะต้องใช้ทุกส่วนของร่างกาย ทุกอย่างต่างล้วนเป็นกิจกรรมที่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมเช่น หู-ฟังเพลงบทสวด ปาก-ท่องบทสวด มือ,แขน,ขา และเข่า-คุกเข่า พนมมือ ฯลฯ
เพราะฉะนั้นพิธีกรรมจึงเป็นสิ่งที่ทรงพลังเป็นอย่างมาก โดยเป็นการเปลี่ยนจากสถานภาพหนึ่งไปสู่อีกสถานภาพหนึ่ง (intiantion rite) การตัดขาดจากสถานะหรือสภาพเดิม จะทำให้ผู้เข้าร่วมรู้สึกถึงสถานะใหม่
สถานะที่ทำให้รู้สึกถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันผ่านการสร้างสายสัมพันธ์ใหม่ๆ จะเห็นได้ว่าพิธีกรรมถือเป็นสิ่งที่ขาดมิได้ในทุกสังคม เพราะเมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยน สถานะของบุคคลเปลี่ยน พิธีกรรมจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้ตัดขาดระหว่างโลกเก่าและโลกใหม่


________________________
[1]ดังจะเห็นได้จากบทวิจารณ์ของหนังสือพิมพ์ต่างๆล้วนกล่าวไปในแนวทางเดียวกัน เช่น
“More political allegory than horror movie”
The Washington Post

“The story’s focus on how people reac under unexplainable duress”
Los Angeles Time.

“…It explores issue as fundamentally elusive as the nature of man, the existence of God and the purpose of religion..”
New York Daily News.

[2] สมบัติ จันทรวงศ์.ประวัติปรัชญาการเมืองเบื้องต้น เล่มที่ 1.กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์คบไฟ,2550,หน้า 161.
[3] ในส่วนนี้สิ่งที่ต้องระวังในการตั้งข้อสังเกตคือ การบูชายันต์เป็น Crude religious practices ที่ถูกนำมาใช้ผ่านการอ้างความชอบธรรมในทุกด้านของคริสต์ศาสนา ซึ่ง Crude religious practices อาจพบได้ในกลุ่มของ Christian fundamentalism
[4] แดงต้อย มาลาสิทธิ์.อิทธิพลของพระคัมภีร์ไบเบิลต่อวรรณกรรมตะวันตก.สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หน้า