วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

NOTE ของเหลือจากคำกล่าวเปิดของประธาน



ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการพลวัตรแห่งการพัฒนา ทั้งภายในประเทศและอิทธิพลจากภายนอก การเตรียมตัวเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนในปีได้เป็นจุดเร่งให้ภาครัฐต้องดำเนินการพัฒนาและลงทุนในโครงการต่างๆมากมาย ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ การพัฒนากฎหมายและการเสริมสร้างความมั่นคง ตลอดจนการส่งเสริมด้านศิลปวัฒนธรรม นอกจากนี้ ประเทศไทยยังต้องเตรียมตัวเข้าเป็นรัฐภาคีในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมกันขับเคลื่อนหน่วยงานให้มีความโปร่งใสสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น

การสร้างความโปร่งใสในหน่วยงานภาครัฐจึงถือเป็นด่านหน้าในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติและประชาคมโลกที่จะเข้ามาร่วมลงทุนและดำเนินโครงการต่างๆในประเทศไทย อีกทั้งยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนไทยด้วย ซึ่งที่ผ่านมาองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ หรือ Transparency International ได้สำรวจและจัดอันดับภาพลักษณ์ปัญหาการคอร์รัปชันของประเทศต่างๆทั่วโลก มีการกำหนดเกณฑ์การให้คะแนนตั้งแต่ 1 – 10 คะแนนผลการสำรวจพบว่าที่ผ่านมา (พ.ศ. 2538 – 2554) ประเทศไทยมีภาพลักษณ์การคอร์รัปชันค่อนข้างมาก ทั้งนี้ ในการสำรวจครั้งล่าสุดเมื่อปี 2554 พบว่าประเทศไทยได้คะแนนเพียง 3.4 คะแนน

การจัดทำดัชนีวัดความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐ จึงนับเป็นจุดเริ่มต้นครั้งสำคัญที่หน่วยงานภาครัฐจะได้ทบทวนตรวจสอบการปฏิบัติราชการในหน่วยงานของตนว่ามีความโปร่งใสมากน้อยเพียงใด มีจุดแข็งและจุดอ่อนในด้านใดบ้างที่ต้องเร่งแก้ไข เพื่อให้ทุกหน่วยงานมีความพร้อมต่อการตอบสนองความต้องการของประชาชนและองค์กรต่างๆ ทั้งในด้านการให้บริการและความพร้อมต่อการตรวจสอบของภาคประชาชน อันจะนำมาสู่ความเชื่อมั่นในประสิทธิภาพและความโปร่งใสของหน่วยงานาภาครัฐ
 
การดำเนินการในระยะต่อไป คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีนโยบายที่จะบูรณาการการประเมินดัชนีวัดความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐ กับการประเมินคุณธรรมการดำเนินงาน (Integrity Assessment) โดยจะบูรณาการทั้งสองเครื่องมือเข้ารวมกัน เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อส่วนราชการ สำหรับการประเมินดัชนีความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐ ประจำปี 2555 ใคร่ขอความร่วมมือจากหัวหน้าส่วนราชการต่างๆ กำชับเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบในเรื่องดังกล่าวด้วย   

หากหน่วยงานต่างๆไม่ร่วมมือกันเร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าวแล้ว ท้ายที่สุดอาจส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์แห่งชาติ (National Interest) และกลายเป็นผลพวงจนนำมาสู่การสูญเสียเกียรติภูมิของประเทศในที่สุด  

วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2555

เตรียมสอบศูนย์วิจัย เรื่อง การวิจัย


[1] การวิเคราะห์เครือข่ายทางสังคม (Social Network Analysis)

อ้างอิงจาก SpatialPolicy Makers :  http://spatialpolicymakers.blogspot.com/2008/07/social-network-analysis.html

การวิเคราะห์เครือข่ายทางสังคมไม่ใช่เรื่องใหม่ อันที่จริงเป็นแนวคิดที่มีการศึกษากันอย่างแพร่หลายในแวดวงวิชาการทางสังคมศาสตร์ มานานแล้วหลายทศวรรษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางมานุษยวิทยาและสังคมวิทยา เช่น การจัดช่วงชั้นทางสังคม สังคมวิทยาเมือง สังคมวิทยาเกี่ยวกับสุขภาพจิต หรือสังคมวิทยาองค์กร แต่เมื่อสังคมเราเข้าสู่ยุคสังคมเครือข่ายขนาดใหญ่แบบอินเตอร์เน็ตที่ประกอบด้วยเครือข่ายย่อยจำนวนมากต่อเชื่อมกัน ซึ่งค่อนข้างสลับซับซ้อน ยากที่จะอธิบาย นักวิชาการเมื่อมาค้นในลิ้นชักพบกับศาสตร์แขนงนี้เข้าแล้ว เอาไปประยุกต์ใช้ จึงได้เห็นพลังในการอธิบายเรื่องเครือข่ายค่อนข้างสูง ถึงขนาดที่ว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยตลาดระดับโลกอย่างบริษัทการ์ตเนอร์ (Gartner) ได้ทำการวิเคราะห์ไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 ว่า เทคโนโลยีที่เชื่อว่าจะสร้างผลกระทบอย่างมากแก่ภาคธุรกิจในช่วง 10 ปีต่อจากนี้หนึ่งในนั้น ได้แก่ การวิเคราะห์เครือข่ายทางสังคม

การวิเคราะห์เครือข่ายทางสังคมเป็นการศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์หรือความเชื่อมโยง(linkage)ต่างๆของผู้กระทำทางสังคมทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นบุคคล กลุ่ม หรือองค์กร ศึกษากระบวนการ(process) ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและระหว่างกลุ่ม เน้นถึงกระบวนการปรับตัวและความสามารถในการปรับตัวของมนุษย์ เพราะฉะนั้นความสัมพันธ์ทางสังคมจึงไม่ได้ถูกกำหนดให้มีลักษณะตายตัวตามแบบแผนทางวัฒนธรรมหรือตามลักษณะองค์กรทางสังคม แต่แปรเปลี่ยนไปตามสถานภาพ บทบาทของบุคคลและสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา นอกจากนี้การวิเคราะห์เครือข่ายยังให้ความสนใจกับความสัมพันธ์ต่างๆระหว่างผู้กระทำหรือกลุ่มทั้งหลายมากกว่าจะเน้นที่คุณลักษณะต่างๆ (attributes) ของผู้กระทำหรือลักษณะของสมาชิกในกลุ่มของผู้กระทำเหล่านั้น ลักษณะเด่นของการวิเคราะห์เครือข่ายทางสังคมคือเป็นความพยายามที่จะศึกษา อธิบายโครงสร้างทางสังคม โดยพิจารณาลักษณะการกระทำความสัมพันธ์ทางสังคมของปัจเจกหรือกลุ่มที่นำไปสู่ โครงสร้างสังคมและลักษณะที่โครงสร้างสังคมก่อให้เกิดหรือจำกัด(constrain) การกระทำและความสัมพันธ์ทางสังคมของปัจเจกหรือกลุ่ม รวมทั้งลักษณะที่ทัศนคติและพฤติกรรมต่างๆของผู้กระทำทั้งหลายที่มีความสัมพันธ์ทางสังคมต่อกันถูกกำหนดภายในบริบททางสังคมที่การกระทำนั้นๆเกิดขึ้น

การใช้การวิเคราะห์เครือข่ายทางสังคมในการวิเคราะห์ปัญหาความสัมพันธ์ด้านข้อมูลในเครือข่ายขององค์กร เพื่อทำให้หน่วยงานต่างๆ ในองค์กรร่วมมือกันทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวางแผนหรือการวางผังสมัยใหม่ที่คำนึงถึงบทบาทขององค์กรด้านสังคมที่หลากหลาย ผู้มีส่วนได้เสียที่มากมาย จากเดิมที่นักวางแผนเป็นผู้เชี่ยวชาญ ที่เสมือนต้องรู้ทุกเรื่องราวในการวางแผนแบบองค์รวม (Comprehensive planning) มาเป็นการวางแผนแบบประสานร่วมมือกัน (Collaborative planning) ที่ต้องอาศัยความร่วมมือด้านข้อมูลจากภาคีต่างๆ เป็นจำนวนมาก โดยการวิเคราะห์เครือข่ายทางสังคมสามารถตอบปัญหาสำคัญๆ เช่น ใครมีบทบาทสำคัญในองค์กรในด้านต่างๆ, แต่ละหน่วยงานทั้งในและนอกองค์กร มีความสัมพันธ์กันอย่างไร, ข้อมูลในองค์กรและระหว่างองค์กร ถูกส่งจากใคร ไปหาใคร, ข้อมูลไปกระจุกตัวอยู่ที่ไหน เกิดปัญหาคอขวดของข้อมูลหรือไม่, ทำไมข้อมูลไปไม่ถึงผู้ต้องการรับ, ใครหรือหน่วยงานไหน มีศักยภาพ แต่ถูกละเลย เป็นต้น

ความร่วมมืออย่างกว้างขวางระหว่างองค์กร เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ภารกิจสามารถบรรลุวัตถุประสงค์โดยเฉพาะงานขนาดใหญ่ (เช่น การแสวงหาความร่วมมือกับท้องถิ่น และ/หรือ องค์กรภาคเอกชนในการสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งตลอดลำน้ำโขง) เพราะแต่ละกลุ่มและแต่ละองค์กรก็มีความรู้ความถนัดที่ต่างกัน และความรู้เหล่านั้นจะเกิดประโยชน์ก็ต่อเมื่อเกิดสะพานเชื่อมความรู้ทั้งหมดเข้าด้วยกันอย่างมีความหมาย แต่ความพยายามในการเชื่อมโยงความรู้ของเครือข่ายเข้าด้วยกัน มักประสบอุปสรรคหลากหลาย เช่นการที่ผู้มีอำนาจ ตัดสินใจไม่ทราบว่าแหล่งความรู้ที่ต้องการอยู่ที่หน่วยงานไหน ใครควรจะส่งข้อมูลให้ใคร ทำไมข้อมูลที่ดูเหมือนจะมีพร้อมไม่สามารถถูกรวบรวมและสังเคราะห์ เมื่อรวบรวมปัญหาดังกล่าวเข้าด้วยกัน จะเห็นว่า เกิดจากการที่องค์กรมองไม่เห็นโครงสร้างที่แท้จริงของเครือข่ายของตน ทำให้ไม่เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยต่างๆ ในเครือข่าย การวิเคราะห์เครือข่ายทางสังคมสามารถตอบปัญหาสำคัญๆ ดังกล่าว ได้โดยการแปลงข้อมูลเป็นแผนภาพที่ผู้อ่าน สามารถทำความเข้าใจคุณลักษณะต่างๆ ของความสัมพันธ์ทั้งในและนอกองค์กรได้

อาจกล่าวได้ว่าการวิเคราะห์เครือข่ายทางสังคม สามารถเปิดเผยให้เห็น
- การติดขัดของข้อมูล หรือการที่ข้อมูลไปกระจุกตัวอยู่ในหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง
- จำนวนเส้นทางความสัมพันธ์ ซึ่งหากแต่ละหน่วยงานมีจำนวนเส้นทางความสัมพันธ์กันน้อยย่อมหมาย ความว่าข้อมูลไม่เชื่อมถึงกัน
- ระยะห่างระหว่างหน่วยงาน หากหน่วยงานอยู่ห่างกันมาก ย่อมต้องใช้เวลานานในการส่งข้อมูลถึงกัน
- หน่วยงานที่หลุดออกจากเครือข่าย บ่งบอกถึงการเป็นหน่วยงานที่ไม่เชื่อมข้อมูลกับใครเลย เป็นการสูญเสียทรัพยากรในระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากหน่วยงานนั้นมีความสามารถมาก

การวิเคราะห์เครือข่ายทางสังคม ทำกันอย่างไรกันบ้าง ตอบเลยว่าง่ายนิดเดียวครับ โดยปกติแล้วจะประกอบด้วยขั้นตอนสำคัญๆ ดังต่อไปนี้
1. เลือกกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการศึกษา เช่น คลัสเตอร์อุตสาหกรรมไหมภาคอีสาน หรือกลุ่มภาคีต่างๆในการวางผังภาค หรือแผนกต่างๆ ในสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัด
2. เลือกประเภทความสัมพันธ์ที่ต้องการศึกษา เช่น การไหลของวัตถุดิบ, การสื่อสาร, ความเชื่อถือ หรือการไหลของข้อมูล
3. ศึกษากลุ่มเป้าหมายและความสัมพันธ์ดังกล่าว โดยใช้วิธีการต่างๆ เช่น ทำแบบสำรวจ การสังเกตการณ์
4. นำข้อมูลที่ได้มาบันทึกเป็นรูปแบบที่โปรแกรมสร้างแผนภาพเครือข่ายทางสังคมเข้าใจได้ เช่น ใน MsExcel
5. นำข้อมูลที่บันทึกแล้วมาเปิดในโปรแกรมสร้างแผนภาพเครือข่าย เช่น UciNET, NetDRAW ฯลฯเพื่อให้โปรแกรมสร้างแผนภาพออกมา
6. นำแผนภาพที่ได้มาวิเคราะห์เพื่อหาคำตอบปัญหาที่ถาม โดยอาจใช้โปรแกรมช่วยวิเคราะห์
7. นำผลลัพธ์ที่ได้มาปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาหรือปรับปรุงต่อไป

ขอทิ้งท้ายกับสุดยอดเคล็ดวิชากับประสบการณ์ที่โดนกรรมการให้ใบเหลืองประจำ คือ การวิเคราะห์เครือข่ายไม่ใช่การวิเคราะห์โครงสร้างขององค์กร และ(สำคัญ)ต้องมีพื้นฐานของหลักสถิติอยู่เป็นนิจ
รายการอ้างอิง

Knoke D. and Kuklinski J.H. (1990) Network Analysis. Newbury Park London, SAGE publications.

Wasserman S. and Faust K. (1994) Social Network Analysis: Methods and Applications. Cambridge, Cambridge University Press.

*******************************************

[2] social network analysis (SNA)

อ้างอิงจาก Ruchareka’s Diary : http://ruchareka.wordpress.com/2012/03/11/social-network-analysis-sna/

social network analysis (SNA)
หลักการคือ นักวิเคราะห์เครือข่ายจะทำการเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์และปฏิสัมพันธ์ของ nodes ต่างๆ ที่อยู่ภายในเครือข่ายมาทำการวิเคราะห์ nodes หมายถึงคน ส่วน links หมายถึง ความสัมพันธ์ระหว่างคน แต่ที่จริง nodes อาจเป็นสิ่งไม่มีชีวิตก็ได้ เช่น เป็นวัตถุ สิ่งของ เหตุการณ์ หรือแนวคิด นำมาวัดและวิเคราะห์ด้วยเทคนิคทางคณิตศาสตร์ด้วยโปรแกรมประเภท SNA softwares ซึ่งปัจจุบันมีมากมายหลายชนิด จากนั้นนำมาสร้างเป็นกราฟหรือแผนที่อธิบายแบบแผนของการเชื่อมโยงระหว่าง nodes ต่างๆ ภายในเครือข่ายนั้นๆ เทคนิค SNA นิยมนำมาประยุกต์ใช้กันหลายวงการ ทั้งวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศาสตร์ทางด้านการบริหารจัดการ ตัวอย่างเช่น การวิเคราะห์และประเมินเครือข่ายความเป็นผู้นำหรือ leadership network เป็นต้น

ดัชนีวัดเครือข่าย (metrics) ที่สำคัญ มีอะไรบ้าง?

1. Bonding และ bridging
ทั้งสองคำนี้จะนิยมใช้บ่อย ในเรื่องทุนทางสังคม (social capital) โดย Robert Putnam เป็นตัววัดความเชื่องโยง (connectivity) โดย bonding จะเป็นบริเวณที่มีการเชื่อมโยงภายในกลุ่มที่เกาะกันแน่น ทำให้เกิดชุมชนหรือเครือข่ายที่ไว้วางใจกัน ส่วน bridging จะเป็นบริเวณที่มีการเชื่อมโยงข้ามต่อออกไปยังกลุ่มอื่น ซึ่งเป็นช่องที่จะทำให้นำนวัตกรรมและความรู้ใหม่ๆเข้ามาสู่ชุมชนหรือเครือข่ายได้
Ronald S.Burt ใช้คำว่า closure และ brokerage ส่วน Mark Granovetter ใช้คำว่า strong ties และ weak ties

2.Clusters
เป็นกลุ่มย่อยในเครือข่าย ที่เกาะตัวกันหนาแน่น วัดได้จาก ค่าความหนาแน่น (density) และจำนวน links per node

3. Core / Periphery structure
รูปแบบโครงสร้างของเครือข่าย ที่แสดงให้เห็นว่า nodes ใดมีลักษณะเป็น core คือมีการเกาะกลุ่มหนาแน่นอยู่ตรงกลาง และ nodes ใดมีลักษณะเป็น periphery คือกระจายตัวอยู่รอบนอกและมีการเชื่อมโยงไปยัง nodes อื่นๆ น้อย

4. Density และ links per node
density หมายถึง จำนวน links ที่มีอยู่จริงในเครือข่าย หารด้วยจำนวน links ที่มีโอกาสเป็นไปได้ (ในภาพ density = 6/10 = 0.6) ส่วน Links per node หมายถึง จำนวน links ที่มีอยู่จริงในเครือข่าย หารด้วยจำนวน nodes ทั้งหมดที่มีอยู่ในเครือข่าย (ในภาพ links per node = 6/5 = 1.2) ซึ่งจะช่วยวัดการเชื่อมโยงของเครือข่ายได้ถูกต้องแม่นยำ มากกว่าการใช้ density เพียงอย่างเดียว

5. Bridgers และ Betweenness Centrality
Bridgers เป็น nodes หรือคนที่มีการติดต่อเชื่อมโยงออกไปยัง clusters กลุ่มอื่น คนที่เป็น Bridgers จะสามารถนำโอกาสดีๆ เช่น นวัตกรรมใหม่ สร้างผลกระทบและนำความเจริญเข้ามาในกลุ่มได้ การหาตัว bridgers ทำได้โดยการคำนวณค่า betweenness centrality ซึ่งจะวัดว่าคนๆนั้นทำตัวเป็นจุดถ่ายทอดระหว่างสมาชิกเครือข่ายคนอื่นๆ มากน้อยแค่ไหน ดัชนีอีกตัวหนึ่งที่ใช้หาคนที่เป็น bridgers คือค่า network constraint ซึ่งวัดจำนวน links ที่คนๆนั้นทำการเชื่อมโยงต่อไปยัง nodes อื่นที่มีการเชื่อมโยงกันอยู่แล้ว แต่ถ้าค่า network constraint ต่ำ หมายถึงจำนวน links ที่เขาทำการเชื่อมโยงต่อไปยัง nodes ต่างๆ ที่ยังไม่ได้มีการเชื่อมโยงกันเอง สรุปว่า คนที่เป็น bridgers คือคนที่มีค่า betweenness centrality สูง และมีค่า network constraint ต่ำ

6. Hubs และ Indegree Centrality
Hubs คือ คนที่มีอิทธิพลที่สุดในเครือข่าย ไม่ว่า hub นั้นจะสร้างสะพานเชื่อมระหว่าง clusters ที่แตกต่างกัน หรือเชื่อมภายใน clusters เดียวกัน หรือเชื่อมทั้งสองอย่าง เขาจะเป็นบุคคลที่พึงประสงค์ของสมาชิกเครือข่ายรายอื่นๆ การค้นหาว่าใครเป็น hub หรือมีอิทธิพลต่อเครือข่าย จะใช้ค่า indegree centrality คือการนับจำนวน directed links ที่เข้ามาหาคนๆนั้น จากการเป็นคนที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก หรือให้คำปรึกษาแก่คนอื่น เป็นต้น

7. Structural Equivalence
ตัวอย่างชัดเจนของ Structural Equivalence คือ วิธีการขายหนังสือของ Amazon ที่กล่าวว่า คนซื้อหนังสือ A และ B ไปแล้ว มักมีแนวโน้มที่จะซื้อหนังสือ C และ D ด้วยเช่นกัน .. ทั้งหนังสือและคนซื้อล้วนเป็น nodes ที่เชื่อมโยงกันภายในเครือข่ายเดียวกัน คนที่ซื้อหนังสือชนิดเดียวกันจะมีค่า Structural Equivalence สูง ส่วนคนที่ซื้อหนังสือต่างชนิดกัน จะมีค่า Structural Equivalence ต่ำ

สำหรับในกรณีของเครือข่ายองค์กร ค่า Structural equivalence ที่สูง จะแสดงถึงกลุ่มคนจำนวนมากที่ share เป้าหมาย วัตถุประสงค์ ทำกิจกรรม และมีความสนใจร่วมกัน หรือแสดงถึงกิจกรรมที่ share สมาชิกจำนวนมากร่วมกัน ค่า Structural equivalence เป็นดัชนีวัดเครือข่ายที่สำคัญ คล้ายๆกันการหา กลุ่มย่อยหรือ clusters แต่มีความแตกต่างกันคือค่า structural equivalence ไม่จำเป็นต้องสอบถามว่าใครรู้จักกับใครมาก่อน (เหมือนกับการที่ Amazon.com แนะนำเราว่า มีใครบ้างที่ซื้อหนังสือเล่มเดียวกับที่เราสนใจ เป็นต้น) ทำให้การเก็บข้อมูลเพื่อหา structural equivalence ทำได้ง่ายกว่าการหา clusters

สำหรับผู้เชี่ยวชาญที่จัดว่าเป็นกูรูของศาสตร์นี้ หลายท่านมีผลงานที่น่าสนใจและได้รับการอ้างอิงบ่อยในวงการ SNA ท่านที่สนใจสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ อาทิ John Scott, Stephen P. Borgatti & Martin G Everett, Stanley Wasserman & Katherine Faust, Mark Granovetter, Linton C. Freeman เป็นต้น

อ้างอิงจากบทความ Hoppe B. and Reineltb C. (2010). Social Network Analysis and the Evaluation of Leadership Networks. The Leadership Quarterly. 21, 4: 600-619.

*******************************************

[3] ประเภทของการวิจัย

อ้างอิงจาก Ruchareka’s Diary : http://ruchareka.wordpress.com/2011/06/17/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%97%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2/

วันจันทร์ที่ 20 มิ.ย. 54 นี้ จะเริ่มโครงการสนับสนุนบุคลากรให้ทำวิจัยเพื่อพัฒนาองค์กร .. กิจกรรมดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการความรู้ของหน่วยงานเรา (Stang Library KM) ดังนั้น ต้องเตรียมข้อมูลไปเสวนากันหน่อย หาหัวข้อเพื่อขอทุนทำโครงการวิจัย R2R กันดีกว่า อันดับแรกต้องปูพื้นความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการวิจัยก่อน

ประเภทของการวิจัย 

จำแนกตามศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง
- การวิจัยเฉพาะศาสตร์ (Monodisciplinary Research)
- การวิจัยสหสาขาวิชา หรือสหวิทยาการ (Interdisciplinary Research)

จำแนกตามสาขาวิชา
- การวิจัยทางวิทยาศาสตร์
- การวิจัยทางสังคมศาสตร์
- การวิจัยทางมนุษยศาสตร์

จำแนกตามลักษณะของข้อมูล
- การวิจัยเชิงปริมาณ (Quanlitative Research) ข้อมูลเป็นตัวเลข สมการ สัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ อาศัยเทคนิคทางสถิติมาช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูล
- การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ข้อมูลที่ไม่เป็นตัวเลข แต่เป็นข้อความบรรยายคุณลักษณะ สภาพเหตุการณ์ของสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
- การวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method Research)

จำแนกตามสมมุติฐาน
- การวิจัยเชิงอนุมาน (นิรนัย, deductive Research) – hypothesis-testing method
- การวิจัยเชิงอุปมาน (อุปนัย, inductive research) – hypothesis-generating method

จำแนกตามประโยชน์ของการนำผลการวิจัยไปใช้
- การวิจัยพื้นฐาน (Basic Research) หรือการวิจัยบริสุทธิ์ (Pure Research) เป็นการวิจัยที่ค้นหาหลักการ กฎ ทฤษฎี เพื่อขยายพื้นฐานความรู้ทางวิชาการให้กว้างขวางออกไป
- การวิจัยประยุกต์ (Applied Research) เป็นการวิจัยและพัฒนาเพื่อนำผลไปใช้เพื่อปรับปรุงสภาพของสังคม และความเป็นอยู่ของมนุษย์ให้ดีขึ้น เช่น ด้านเศรษฐกิจ การเมือง และการศึกษา
- การวิจัยเชิงปฎิบัติการ (Action Research-AR) เป็นการวิจัยเพื่อนำผลมาใช้แก้ปัญหาในการปฏิบัติงาน
- การวิจัยดำเนินงาน หรือการวิจัยปฏิบัติการ (Operations Research-OR) การนำเอาปัญหาข้อจำกัดในการปฏิบัติ มาวิเคราะห์และสรุปออกมาเป็นตัวเลขเพื่อใช้ในการตัดสินใจ
- การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research-PAR)
- การวิจัยชุมชน (Community-based Research)

จำแนกตามความมุ่งหมายของการทำวิจัย
- การวิจัยเพื่อค้นหา หรือการวิจัยเชิงบุกเบิก (Exploratory Research)
- การวิจัยเชิงตีความ (interpretive research) เป็นความพยายามที่จะขุดค้นทฤษฎีจากตัวข้อมูล มากกว่าจากสมมุติฐานที่ตั้งไว้
- การวิจัยเชิงพรรณนา หรือเชิงบรรยาย (Descriptive Research)
- การวิจัยเชิงอรรถาธิบาย หรือการวิจัยเชิงวิเคราะห์ (Explanatory Research / Analytical Research) ศึกษาเหตุการณ์ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร มีสาเหตุจากอะไร ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
- การวิจัยเชิงพยากรณ์ หรือคาดการณ์ (Predictive Research) ศึกษาสภาพเหตุการณ์ในอดีตจนถึงปัจจุบัน เพื่อทำนายอนาคต

จำแนกตามระเบียบวิธีวิจัย
- การวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ (Historical Research) เป็นการวิจัยเพื่อค้นหาความจริงในอดีตที่ผ่านมา
- การวิจัยเชิงพรรณนา หรือเชิงบรรยาย (Descriptive Research) เป็นการวิจัยเพื่อค้นหาความจริงในสภาพปัจจุบัน
- การวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) หรือการวิจัยสำรวจตัวอย่าง (Sample survey research)
- การวิจัยเชิงความสัมพันธ์ของตัวแปร (Interrelationship Research)
- การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ (Correlational Research) ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร 2 ตัวขึ้นไป เช่น ความคิดสร้างสรรค์ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีสหสัมพันธ์กันหรือไม่?
- การวิจัยเชิงทฤษฎี (Theoretical research) ค้นคว้าหาทฤษฎีใหม่
- การวิจัยเชิงประจักษ์ (Empirical Research) เก็บรวบรวมข้อมูลหลักฐานจากแหล่งปฐมภูมิ ใช้วิธีการทางสถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ทางวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสิ่งที่มีจริงคือสิ่งที่สังเกตได้
- การวิจัยเชิงวิพากษ์วิจารณ์ หรือไม่ประจักษ์ (Non-empirical Research) อาศัยข้อมูลที่มีอยู่แล้วในเอกสาร มักใช้การวิพากษ์วิจารณ์แทนการใช้วิธีการทางสถิติ
- การวิจัยเชิงทดลอง (Experimantal Research) ควบคุมตัวแปรต่าง ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้อง แล้ววัดผลตัวแปรตาม
- การวิจัยเชิงกึ่งทดลอง (Quasi-expertimental Research) ควบคุมตัวแปรอิสระที่ไม่ต้องการได้เพียงบางตัว
- การวิจัยเชิงทดลองที่แท้จริง (True-Experimental Research)
- การวิจัยเชิงธรรมชาติ (Nationalistic Research) ค้นหาความจริงของสภาพการณ์ ใช้การสังเกตการณ์เป็นสำคัญ
- การวิจัยเชิงเหตุผลเปรียบเทียบ (Causal-comparative research) / การวิจัยย้อนรอย (Expost facto research) จากผลไปเหตุ
- การวิจัยเอกสารและการวิเคราะห์เนื้อหา (Documentary Research)
- การวิจัยกรณีศึกษา (Case Study Research) เก็บข้อมูลในกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็กหรือบุคคล แบบเจาะลึก
- การวิจัยเชิงพัฒนาการ (Developmental Research)
- การวิจัยเชิงพัฒนาระบบ (Research and Development)
- การวิจัยแนวโน้ม (Trend Research)
- การวิจัยเชิงก่อ หรือเชิงพัฒนาสร้างสรรค์ (Constructive Research) เป็นการพัฒนาทางแก้ปัญหา
- การวิจัยปรับใช้ (Adaptive Research)
- การวิจัยประเมินผล (Evaluation Research)
- การวิจัยโดยการสังเกตการณ์ หรือการวิจัยเชิงสังเกต (Observational Research)
- การวิจัยแบบตัดขวาง (Cross sectional Research) เก็บข้อมูลเพียงครั้งเดียวแล้ววิเคราะห์หาความแตกต่างหรือความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่างๆ
- การวิจัยระยะยาว (Longtitudinal Research) มีการเก็บข้อมูลมากกว่า 1 ครั้ง แล้วนำข้อมูลมาเปรียบเทียบ เป็น growth study
- การวิจัยเชิงชาติพันธุ์วรรณนา (Ethnographic Research) สังเกตพฤติกรรม วิถีชีวิต ความเชื่อ ค่านิยม ของกลุ่มคนในสังคมและวัฒนธรรมกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
- การวิจัยทางมานุษยวิทยา (Anthropological Research)
- การวิจัยภาคสนาม (Field Research)
- การวิจัยเพื่อการวางแผน (Planning Research)
- การวิจัยแบบสำมะโน (Census Research) เก็บข้อมูลจากทุกหน่วยของประชากรที่ต้องการศึกษา
- การวิจัยนโยบาย (Policy Research)
- การวิจัยเชิงจำลอง (simulation Research)
- การวิจัยเชิงอนาคต (Futures / Futuristic Research) เป็นการวิจัยเพื่อวางแผนหรือคาดคะเนอนาคต

*******************************************




วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ตกหลุมรัก Mocca


โดยไม่รู้ตัวก็ตกหลุมรัก Mocca เข้าแล้วอย่างจัง
ถ้าตะวันตกมี She & Him  เอเชียตะวันออกมี Linus' Blanket  เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็มี Mocca ที่เล่น Swing ได้จับใจไม่แพ้กัน

Artist : Mocca
Album : My Diary
Year : 2002
Genre : Jazz - Pop
Tracklist :

1. Once upon a time ( Plus secret admirer )
2.  Twist me around
3. What if
4. Me & my boyfriend
5. Telephone
6. Dream
7. When the moonlight shines
8. And rain will fall
9. Life keeps on turning
10. What if ( acoustic )
11. Me & my boyfriend ( acoustic ) Plus goodnight song


Artist : Mocca
Album : Friends
Year : 2004
Genre : Jazz - Pop
Tracklist :

1. On The Night Like This
2. I Think I'm In Love
3. My Only One
4. Friend
5. Lucky Man
6. I Would Never ( Feat. Kalor )
7. You And Me Against The World
8. Buddy Zeus
9. This Conversation ( Feat.Bob Tutup )
10. How Wonderful Life Would Be
11. Swing It Bob ( Feat.Bob Tutup )
12. It's Over Now
13. Me & My Boyfriend
14. Life Keeps On Turning
15. I Remember


Artist : Mocca
Album : Ost.Untuk Rena
Year : 2005
Genre : Jazz - Pop
Tracklist :

1. Sunday Afternoon
2. Sebelum Kau Tidur
3. Hanya Satu
4. Friend ( acoustic )
5. Happy
6. Sunday Afternoon ( Acoustic )


Artist : Mocca
Album : Colours
Year : 2007
Genre : Jazz - Pop
Tracklist :

1. Intro
2. I Love You Anyway
3. You Don't Even Know Me
4. ( I Can't Believe ) You've Cheated On Me !
5. Dear Diary
6. You
7. Do What You Wanna Do
8. Seven Days Ago
9. The Best Thing)
10. Hyper-Ballad
11. Sing
12. The Object Of My Affection
13. Let Me Go
14. Ode For The Love Ones

วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ขอบ่น เรื่องปลุกกระแสน้ำมัน

สำหรับผู้ที่นิยมต่อว่ารัฐว่า "ไม่มีหน่วยงานไหน มาอธิบาย" ความเป็นจริงแล้ว หน่วยงานรัฐชี้แจงหลายรอบแล้วคับ แต่ปัญหาคือกลุ่มการเมืองบางสี ส.ว. และนักเคลื่อนไหวต่างๆ เอาแต่ปลุกประเด็นที่ตัวเองไปเสิร์ชในอินเตอร์เน็ตมาวิจารณ์แล้วเผยแพร่ปลุกระดม พอหน่วยงานรัฐเขาไปชี้แจงในสภาฯหรือชี้แจงข้อมูลผ่านสภาาฯหรือทำหนังสือชี้แจงกลุ่มแอ๊คติวิสท์เหล่านี้กลับไม่ยอมเอามาเผยแพร่ให้ประชาชนได้ทราบ อีกอย่างคือตัวผู้รับสื่อเองก็เลือกที่จะฟังแต่อะไรที่มันเร้าใจอย่างเดียว เช่นคลิปข้างบน แต่ไม่เคยที่จะเข้าไปสืบค้นข้อเท็จจริงบ้างเลย สงสัยก็ถามซิกระทรวงซิครับ ไม่ใช่เอาแต่ฟังข้อมูลที่เค้านำเสนอด้านเดียว กฎหมายก็เปิดช่องให้ซักถามแล้วตาม พรบ.ข้อมูลข่าวสาร 

วันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2555

รำลึกชุมนุม


หลังเรียนจบผมมองชุมนุมในแง่ค่อนข้างลบ โดยเอาไปเปรียบเทียบน้ำหนักกับกิจกรรมทางวิชาการ
วันนี้กลับมาดูรูปทีละรูปแล้วฉุกคิดขึ้นมาได้ บางทีผมอาจจะคิดถึงแต่เรื่องผลประโยชน์ทางการเรียนมากเกินไป
จนลืมความสุขความทรงจำดีๆที่ได้จากชุมนุม การดูแลที่เสมอต้นเสมอปลายจากพี่เป้พี่พัต ความตื่นเต้นความสนุกจากการได้เรียนรู้อะไรใหม่เสมอจากพี่ตุน ความมุ่งมั่นของต่ายและน้องหนุ่ม ความจริงจังจากพี่เบนและน้องเปา ความไม่จริงจัง(ฮา)จากน้องตูน ความขยันซ่อมดาบของไอ่นัท ความแมนจากน้องเตยและโม สีสันแบบสาวๆจากเอิงเอยและแตงโม ความเป็นกันเองของน้องๆมัธยมจากจุฬาภรณ์ ลพบุรี

ตอนนั้นพี่เป้สวยและน่ารักมาก
ตอนนั้นตุนๆเสน่ห์เหลือร้ายแท็คติคเหลือล้น
ตอนนั้นพี่เบนจริงจังเหลือเกิน
ตอนนั้นพี่พัตฟิตแบบโหดสัดวินัยจัด
ตอนนั้นไอ่ต่ายก็อดทนรอโค้ชสุดๆ
ตอนนั้นเตยโมเป็นความหวังทั้งใจของผม
ตอนนั้นตูนรับปากว่าจะลดน้ำหนักให้ได้10โล
ตอนนั้นทุกคนอยากมีตาเหมือนน้องแชมป์
ตอนนั้นเรากินเลี้ยงกันบ่อยจัด
ตอนนั้นกล้าพูดได้เลยว่าชุมนุมนี้หรูที่สุดในมหาลัย
ตอนนั้นยิมเจ็ดแม่งชอบตุกติกเล่นการเมืองเลยต้องเล่นคืน
ตอนนั้นน้องนุ๊กแม่งหายไปจากวงโคจรเกือบปีตามรอยน้องโม
ตอนนั้นเกิดภาวะdilemmaเมื่อระหว่างผู้หญิงของนัท
ตอนนั้นน้องหนุ่มแลน้องตูนต้องแดกหญ้า
ตอนนั้นเราพยายามเหลือเกินที่จะให้เด็กใหม่อยู่เกินเทอม
ตอนนั้นเรามีทีมกายภาพบำบักประจำด้วย
ตอนนั้นเป็นครั้งแรกที่งบของฟันดาบสูงกว่าฟุตบอล
ตอนนั้นเกิดศึกชิงนาง
ตอนนั้นผมทำผิดพลาดหลายอย่างและยังไม่กล้าขอโทษ
ตอนนั้นผมกับน้องๆภูมิใจมากกับการเข้ารอบชิงเนวีของตุนๆ
ตอนนั้นก๋วยเตี๋ยวเนื้อบ้านน้องดุ๊กอร่อยที่สุด
ตอนนั้นหลังแข่งเสร็จเราจะไปโยนโบว์กัน
ตอนนั้นผมเลยออกเวรทำความสะอาดห้องชุมนุมแต่ก็ไปได้ไม่นาน
ตอนนั้นพี่เป้เป็นคนพาชุมนุมเข้าสู่วงการก๋วยเตี๋ยวลุงป้าหลังอนเตอร์ปาร์ค
ตอนนั้นเราประชุมกันที่ระเบียงห้องเปาเป็นประจำ
ตอนนั้นข้างแกงน้องแอมสองอย่างสิบแปดและพี่พัตไม่กินน้ำอัดลม
......

(เขียนไม่จบเมื่อ 22 พ.ค. 2555)
หมายเหตุ ข้อความทั้งหมดนี้อยู่ในใจ ความจริงไม่อยากเปิดเผยออกสู่สาธารณะ แต่คิดว่ายังไงก็คงไม่มีใครเข้ามาอ่านในนี้อยู่แล้ว จึงเก็บไว้ในโลกออนไลน์ประกันความทรงจำไว้ด้วยอีกทางหนึ่ง

วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ม็อบคนรวยกับม็อบคนจนในเดือนเดียวกัน


All roads lead to Government House!!
สัปดาห์ที่แล้วเกษตรกรม็อบคูโบต้าชุมนุมประท้วงเรื่องเครื่องมือทำการเกษตร
สัปดาห์นี้ม็อบพ่อค้าและนักบิดบิ๊กไบท์ชุมนุมประท้วงเรื่องเครื่องมือผ่อนคลาย(+ทำกิน)
...คนชั้นกลางในเมืองหลวงขับรถแอร์เย็นฉ่ำเวลาเจอม็อบมักกร่นด่าเป็นฝืนไฟ ตราบใดที่ตนเองยังไม่เดือดร้อนฉันนั้นไม่มีวันเข้าใจ
...มาทำไมพวกม็อบคนจน??

วันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

วิถีชีวิตหลังสละโสด( ตอนที่1 ) Pitipee Ruammake (แปะไว้อ่าน)




ปัจจุบัน หนุ่มสาวไทยหวงแหนคำว่า "โสดและอิสระ" กว่าจะยอมสละโสดเข้าพิธีวิวาห์ต้องคิดทบทวนกันหลายคราว หลายท่านอาจตั้งคำถามว่า แต่งงานแล้วชีวิตจะเป็นอย่างไร การแต่งงานทำให้ขาดความเป็นอิสระจริงหรือ ถ้าคิดว่าจะแต่งงานควรแต่งงานเข้าหรือแต่งออกดี ในขณะเดียวกัน บางท่านอาจตัดสินใจแต่งงานเพื่อค้นหาบางสิ่งที่ขาดหายไปในชีวิต ด้วยความหวังว่าการแต่งงานจะช่วยเติมเต็มชีวิตของเขา ดังนั้น ดิฉัน อาจารย์ปิติพีร์ รวมเมฆ จากภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ทำการศึกษาถึงวิถีชีวิตของหนุ่มสาวไทยที่กล้าที่จะทิ้งความโ สดและก้าวสู่อีกช่วงหนึ่งของชีวิตไปสู่ช่วง"เริ่มต้นชีวิตคู่ "

บทความนี้จะกล่าวถึงผลจากการวิจัย ที่ดิฉันได้มุ่งเน้นการศึกษาถึงแบบแผนการดำรงชีวิตของผู้บริโภค ไทยในช่วงเริ่มต้นชีวิตคู่ (Newly Married Couples) ซึ่งเป็นช่วงที่ 2 ของงานวิจัยชุดวงจรชีวิตครอบครัวไทยทั้ง 8 ช่วง ที่ดิฉันได้ทำการศึกษาร่วมกับคณะซึ่งประกอบด้วย รองศาสตราจารย์วิทวัส รุ่งเรืองผล และอาจารย์วิทยา จารุพงศ์โสภณ จากภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ก่อนที่จะเข้าสู่ผลการวิจัย จะขอกล่าวถึงวิธีการศึกษาในครั้งนี้ก่อน ในการวิจัยครั้งนี้ดิฉันได้เก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-depth Interview) ร่วมกับการให้กลุ่มตัวอย่างบันทึกกิจวัตรประจำวันเป็นเวลา 2 สัปดาห์ผ่านทางกระดานบันทึกส่วนตัว (Diary Board) โดยกลุ่มตัวอย่างสำหรับการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย สามีหรือภรรยาที่แต่งงานแล้วแต่ยังไม่มีบุตร จำนวน 24 ราย แบ่งเป็น ชาย 11 ราย หญิง 13 ราย โดยมีอายุอยู่ในช่วง 25-37 ปี และมีรายได้ต่อครอบครัวตั้งแต่10,000 บาทต่อเดือน จนถึง 500,000 บาทต่อเดือน โดยเฉลี่ยแล้วจัดได้ว่าเป็นกลุ่มที่มีฐานะระดับปานกลางถึงระดับ สูง ประกอบอาชีพหลากหลายตั้งแต่รับราชการ ลูกจ้างบริษัทเอกชน จนถึงเจ้าของกิจการ

จากการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่กระทบการดำรงชีวิตของคู่สมรสที่เพิ่งเริ่มต้นชีวิตคู่ ปัจจัยแรกคือ สถานะการพึ่งพิงครอบครัวเดิม โดยลักษณะการพึ่งพิงแบ่งได้ดังนี้



การพักอาศัยร่วมกันกับครอบครัวเดิมหรือแต่งเข้า

ครอบครัวไทยส่วนใหญ่เป็นครอบครัวขยายซึ่งเน้นการสร้างความสัมพั นธ์ที่ดีในครอบครัว ความใกล้ชิด ความอบอุ่น และความผูกพันในครอบครัวค่อนข้างสูง การแต่งงานมักจะเป็นการแต่งเข้า คือ การแต่งสามีหรือภรรยาเข้ามาอยู่ร่วมกับครอบครัวเดิม สาเหตุหลักของการแต่งเข้าประการแรก คือ หลายคู่ยังไม่พร้อมที่จะรับภาระค่าใช้จ่ายและการดูแลที่อยู่อาศ ัยเอง ยังต้องพึ่งพาครอบครัวเดิมในด้านการเงินในส่วนของค่าใช้จ่ายในบ ้าน อาทิ ค่าอาหาร ค่าเครื่องครัว ค่าไฟฟ้า ค่านํ้าประปา ค่าแรงแม่บ้านและคนสวน ประการที่สอง บางรายเป็นลูกคนเดียว หรือ พี่น้องของตนได้แต่งงานแยกออกไปอยู่กันเอง จึงเป็นหน้าที่ของตนเองที่จะต้องแต่งเข้าเพื่ออยู่เป็นเพื่อนพ่ อแม่ของตนเอง ดังที่ คุณเอ๋ กล่าวว่า "แฟนเค้าเป็นลูกคนเดียว ถ้าไม่แต่งเข้าไปอยู่บ้านเค้าก็คงรู้สึกผิดที่ต้องทิ้งให้พ่อแม ่อยู่กันเองสองคน" ประการที่สาม คู่สมรสเป็นหัวหน้าครอบครัวที่รับภาระเลี้ยงดูพ่อแม่และคนในครอ บครัวตั้งแต่ก่อนแต่งงาน เมื่อแต่งงานแล้วจึงต้องแต่งเข้าเพราะยังคงต้องรับภาระเลี้ยงดู คนในครอบครัวต่อไป

 คู่สมรสที่แต่งเข้าส่วนใหญ่รู้สึกอึดอัดโดยเฉพาะผู้หญิง

การแต่งงานเข้าไปอยู่ในบ้านของครอบครัวอีกฝ่ายหนึ่งทำให้คู่สมร สบางรายรู้สึกอึดอัดและมีความคิดที่ต้องการจะย้ายออกไปอยู่กันเ อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิง เนื่องจากผู้หญิงมักจะเป็นเพศที่มีความเกรงใจสูง มีแบบแผนการใช้ชีวิตที่ยุ่งยาก และต้องการความเป็นส่วนตัวสูงเพราะปกติมักทำกิจกรรมในบ้านค่อนข ้างมาก เช่นทำอาหาร จัดบ้าน ดังที่ คุณอร กล่าวว่า "ครอบครัวแฟนแตกต่างกับครอบครัวของตนเองเยอะมาก ทางครอบครัวเค้าจะค่อนข้างอนุรักษ์นิยม คุณแม่เป็นแม่บ้าน คุณพ่อทำงานบริษัท แต่คนในครอบครัวของตนเป็นนักธุรกิจ ทำให้มีวิถึชีวิตที่ต่างกัน ตนรู้สึกอึดอัด ความเป็นส่วนตัวจำกัดอยู่แค่ในห้องนอนของตนเองเพราะบ้านแฟนค่อน ข้างเล็ก อยากแยกออกไปอยู่เองแต่แฟนไม่ยอมเพราะเค้าติดแม่มาก" ส่วนคุณวิกกี้ กล่าวว่า "ไม่ได้รู้สึกอึดอัดมากเพราะรู้จักปรับตัว แต่ยังมีความเกรงใจทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตของคนได้อย่างเต็มที่ เช่น ตนเองเป็นคนต้องใส่เสื้อผ้าที่ต้องตากแดด แต่บ้านฝ่ายชายใช้ระบบอบผ้า ไม่มีที่ตากผ้า ทำให้ต้องนำเสื้อผ้ากลับไปซักที่บ้านของครอบครัวเราเอง"

สำหรับฝ่ายชายที่ไม่ค่อยรู้สึกอึดอัดที่ต้องแต่งงานเข้า เนื่องจากเป็นคนใช้ชีวิตที่เรียบง่าย ต้องทำงานเป็นหัวหน้าครอบครัว มักจะกลับบ้านดึกกว่าฝ่ายหญิง จึงมีเวลาใช้ชีวิตในบ้านค่อนข้างน้อย เช่น คุณกึ้ง กล่าวว่า "ไม่รู้สึกอึดอัดเลยเนื่องจากพ่อแม่แฟนดีกับตนมากๆ และรู้จักคุ้นเคยกันตั้งแต่ก่อนแต่งงานแล้ว"

สิ่งที่ผู้แต่งเข้าทำเมื่อรู้สึกอึดอัด คือ ต้องอดทนและพยายามปรับตัวให้เข้ากับคนในบ้านมากขึ้น บางรายหลีกเลี่ยงการใช้ชีวิตในบ้านโดยการไปทำกิจกรรมต่างๆนอกบ้ าน เช่น ทานอาหาร ออกกำลังกาย แล้วกลับมาบ้านเพื่อนอนเท่านั้น บางรายถึงกับวางแผนว่าจะย้ายออกไปอยู่กันเองกับสามีเมื่อมีลูก เพราะการมีลูกทำให้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการใช้ชีวิตในบ้านได้

การพึ่งพาการสนับสนุนทางการเงินจากครอบครัวเดิม

ลักษณะที่เด่นชัดของครอบครัวไทย โดยเฉพาะสำหรับคนชั้นกลางขึ้นไป พ่อแม่มักจะให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ลูกของตน ถึงแม้ว่าลูกจะมีงานทำและมีรายได้เป็นของตัวเอง หรือแต่งงานแยกออกไปสร้างครอบครัวใหม่แล้วก็ตาม ในกรณีที่แต่งเข้ามาอยู่ในบ้านก็จะได้รับการสนับสนุนทางการเงิน ในเรื่องของค่าใช้จ่ายในบ้านทั้งหมด และให้เงินแก่ลูกของตนบ้างเป็นครั้งคราวแล้วแต่โอกาส เช่น การให้เงินช่วยเป็นครั้งคราว การจ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิตแบบออมทรัพย์ให้ เป็นต้น

ส่วนคู่ที่แต่งงานและแยกออกไปอยู่กันเองตามลำพังสามีภรรยา หรือ ที่เรียกว่าแต่งออกนั้นมักจะได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากครอ บครัวทั้งสองฝ่ายเพื่อใช้ในการสร้างครอบครัวใหม่ทั้งทางตรงและท างอ้อม ได้แก่ การพักผ่อนหรือซื้อบ้านและรถยนต์ให้ และการให้เงินก้นถุงเพื่อเอาไปดูแลและจัดสรรเองสำหรับเป็นค่าใช ้จ่ายในบ้าน



ความเปลี่ยนแปลงจากวงจรชีวิตครอบครัวช่วงโสดอิสระ (Bachelor) ไปสู่ช่วงเริ่มต้นชีวิตคู่ (Newly Married Couples)

คนทั่วไปมักคิดว่าการแต่งงานเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในชีว ิตจุดหนึ่งเนื่องจากคู่สมรสต้องปรับตัวอย่างมากจากการที่ต้องมา ใช้ชีวิตร่วมกัน แต่จากการวิจัยพบว่า คู่สมรสไม่ได้รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงมากนักจากการแต่งงานและต้ องใช้ชีวิตร่วมกับคนอีกหนึ่งคน เนื่องจากได้คบหาและเริ่มปรับตัวเข้าหากันอยู่แล้วก่อนที่จะแต่ งงาน การที่ตัดสินใจแต่งงาน ส่วนหนึ่งเกิดจากการปรับตัวเข้ากันได้ ความเข้าใจ และความไว้ใจซึ่งกันและกัน กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่คบหากันนานกว่า 3 ปี บางรายนานถึง 11 ปี เช่น คุณนก กล่าวว่า "รู้สึกว่าชีวิตเปลี่ยนแปลงตอนที่เจอแฟนแล้วรู้สึกว่าใช่ ส่วนหลังจากแต่งงานรู้สึกว่าเฉยๆ ไม่ได้รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงใดๆเลย" นอกจากนี้ จากการวิจัยกลับพบว่าปัจจัยที่มีผลกระทบโดยตรงต่อการเปลี่ยนแปล งวิถีชีวิตคือ



1. การย้ายบ้านและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปหลังจากการแต่งงาน

เกิดจากการแต่งเข้าไปอยู่ในครอบครัวของอีกฝ่ายหรือการแต่งงานแย กออกไปอยู่กันสองคนตามลำพัง การย้ายบ้านเข้าไปอยู่ในบ้านคนอื่นทำให้ต้องมีการปรับตัวอย่างม ากจากการที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป การปรับตัวให้เข้ากับครอบครัวใหม่ การแต่งงานไม่ได้แค่เปิดรับใครหนึ่งคนเข้ามาในชีวิตแต่รวมถึงกา รเปิดรับครอบครัวของคู่สมรสด้วย

2. การเพิ่มขึ้นของความรับผิดชอบ ภาระค่าใช้จ่ายและการดูแลบ้าน

การแต่งออกมาอยู่กันเองตามลำพัง ส่งผลให้คู่สมรสต้องปรับตัวอย่างมากเนื่องจากต้องรับภาระค่าใช้ จ่ายในบ้านที่เพิ่มขึ้น จากเดิมที่เคยอาศัยอยู่กับครอบครัว ไม่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายใดๆ นอกจากค่าใช้จ่ายส่วนตัวของตนเอง ทำให้เริ่มมีการวางแผนการเงิน ทั้งในส่วนของการใช้จ่ายและการออม รวมถึงการให้ความสำคัญกับการทำประกันชีวิตและประกันสุขภาพดัวย (สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้จ่ายและการออมจะกล่าว ถึงในตอนต่อไป) เช่น คุณสุภาพร ที่แต่งงานแล้วย้ายออกมาอยู่คอนโดกับสามี 2 คนกล่าวว่า "จุดเปลี่ยนของชีวิตคือการแต่งงาน เพราะต้องแยกออกมาอยู่กันตามลำพังกับสามี ซึ่งต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเอง ต้องเริ่มวางแผนอนาคต การเงิน การงาน เพื่อที่จะมีรายได้พอที่จะรับผิดชอบครอบครัวของตนเองได้"

 ผู้ชายรู้สึกเปลี่ยนมากกว่าผู้หญิงหลังแต่งงาน

การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและทัศนคติของผู้ชายหลังแต่งงานมีค่อนข ้างสูง เนื่องจากความรู้สึกว่าต้องเริ่มเป็นหัวหน้าครอบครัว ถึงแม้ว่าสังคมไทยในปัจจุบันสามีและภรรยาจะช่วยกันทำงานหารายได ้ให้ครอบครัวแล้วก็ตาม เช่น คุณต้นกล่าวว่า "หลังการแต่งงานรู้สึกว่าการใช้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างเยอะ มีความรับผิดชอบสูงขึ้น ต้องเป็นหัวหน้าครอบครัว ระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น คิดก่อนซื้อทุกครั้ง" ในขณะที่คุณสมคิด กล่าวว่า "การแต่งงานทำให้รู้สึกอยากทำประกันชีวิต เพราะอุ่นใจ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นก็มีหลักประกันให้คนที่เรารับผิดชอบอยู่"

โดยเฉพาะผู้ชายที่รักอิสระ ในวัยโสดชอบสังสรรค์กับเพื่อนฝูง จะรู้สึกว่าชีวิตของตนเองขาดความเป็นอิสระ ต้องแบ่งเวลาให้ภรรยาและครอบครัวมากขึ้น เช่น คุณกึ้ง กล่าวว่า "สิ่งที่ชอบมากที่สุดจากการแต่งงานคือ มีภรรยาคอยดูแลและได้ภรรยาที่ดี แต่สิ่งที่เสียดายจากการแต่งงานคือความอิสระ" เช่นเดียวกับคุณสมศักดิ์ที่กล่าวว่า "จุดเปลี่ยนของชีวิตผมคือการแต่งงานเนื่องจากขาดอิสระ จริงๆแล้วยังไม่อยากแต่งงาน ยังอยากใช้ชีวิตอิสระให้คุ้มค่าก่อน และอยากมีความมั่นคงในหน้าที่การงานให้พร้อมกว่านี้ สาเหตุที่แต่งงานเร็วกว่าที่วางแผนไว้เพราะผู้ใหญ่อยากให้รีบแต ่ง"

นอกจากนี้ผู้ชายหลายคนเริ่มปรับตัวตั้งแต่ตอนที่เริ่มมีการวางแ ผนชีวิตคู่ เมื่อผู้ชายเริ่มมีความรู้สึกว่าต้องการที่จะแต่งงานและสร้างคร อบครัวของตัวเอง ทำให้มีทัศนะคติและค่านิยมที่เปลี่ยนไป เริ่มมีการวางแผนโดยเฉพาะด้านการงานเพื่อเตรียมความมั่นคงให้กั บครอบครัวที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ดังเช่นที่คุณประจวบ ซึ่งทำงานประจำอยู่ที่ธนาคารแห่งหนึ่ง มีตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดี มีความก้าวหน้าดี ได้กล่าวว่า "ประมาณ 2 ปีก่อนแต่งงานก็เริ่มคิดจริงจังกับแฟน รู้สึกอยากแต่งงานกับคนนี้ ทำให้มีเรื่องที่ต้องถามตัวเองว่าควรจะเป็นลูกจ้างหรือออกไปทำธ ุรกิจเองดี"

ถ้าเปรียบเทียบกับผู้หญิงแล้ว การเปลี่ยนแปลงของทัศนะคติและความคิด รวมถึงวิถีชีวิตจะไม่มากเท่ากับผู้ชาย ธรรมชาติของผู้หญิงไทยยังคงเป็นผู้ตามและให้เกียรติสามีในการเป ็นผู้นำครอบครัว เมื่อแต่งงาน ผู้หญิงจะรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยมากกว่าที่จะรู้สึกว่าขาดอิสระ ผู้หญิงหลายคนแต่งงานเพราะรู้สึกว่าต้องการคนดูแลและต้องการหลั กประกันชีวิต การแต่งงานจึงเปรียบเสมือนการช่วยเติมเต็มความรู้สึกนี้ให้แก่ผ ู้หญิง เช่น คุณจิ๋ม กล่าวไว้ว่า "ปัจจัยที่ทำให้ตัดสินใจแต่งงานคือรู้สึกว่าพ่อแม่เป็นห่วงเพรา ะเป็นลูกคนเดียว ท่านจะได้หมดห่วงถ้าลูกเป็นฝั่งเป็นฝา" อีกทั้งยังกล่าวว่า "รู้สึกว่าพอแต่งงานแล้วมีพันธะ ถ้าหย่าก็จะเกิดปัญหาต่อพ่อแม่ สังคม ทำให้เลิกยากกว่าตอนเป็นแฟนกัน"

 กรณีที่วิถีชีวิตไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากการแต่งงาน

สำหรับคู่สมรสที่แต่งสามีหรือภรรยาเข้ามาอยู่ในบ้านตนเองนั้น ไม่ทำให้รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง เนื่องจากตนเองยังคงอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดิมพร้อมกับสมาชิกในคร อบครัวเดิม จึงไม่ต้องมีการปรับตัวใดๆเลย และยังไม่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในบ้านอีกด้วย ตัวอย่างเช่นที่คุณใหม่ กล่าว "ดิฉันไม่รู้สึกเปลี่ยนแปลงอะไร ยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม ทำงานเหมือนเดิม อยู่กับพ่อแม่พี่น้องเหมือนเดิม แค่มีสามีเพิ่มเข้ามาในบ้านเท่านั้น"



ที่กล่าวไปทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนแรกของผลวิจัยนี้เท่านั้น ในตอนต่อไปจะกล่าวถึง การบริหารเวลาและการเงินของครอบครัวเพิ่งเริ่มต้นชีวิตคู่ รวมถึง การวางแผนเรื่องการมีลูกว่าส่งผลให้วิถีชีวิตของคู่สมรสพลิกผัน ไปอย่างไร ทำไมคู่สมรสบางคู่ใช้ชีวิตและจับจ่ายใช้สอยอย่างสะดวกสบาย ในขณะที่บางคู่ต้องใช้เงินอย่างกระเบียดกระเสียด ถ้าท่านสนใจอยากทราบ ต้องติดตามตอนต่อไปของ วิถีชีวิตหลังสละโสดตอน 2 คะ


จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2042   08 ก.ย.  - 10 ก.ย. 2548