"หากพวกคุณมาเรียนมหาวิทยาลัย แล้วยังคิดอยู่ว่า พุทธศาสนาสอนทุกอย่างไว้หมดแล้ว ก็จงลาออกไปบวชซะ เพราะมหาวิทยาลัยเกิดขึ้นมาเพื่อเป็นปฏิปักษ์กับศาสนา เพื่อปลดปล่อยคนจากศาสนา..."
By ยุกติ มุกดาวิจิตร
...เวลา quote ประโยคต่างๆมา สิ่งหนึ่งที่มักจะเป็นปัญหาแทบทุกครั้งคือ ผู้ที่รับสารมักจะปฏิเสธหรือไม่เข้าใจหรือไม่แน่ใจในประโยค
...ผมลองคิดๆดูว่าถ้าผมไม่เคยอ่าน/เรียนเรื่องพวกนี้เลย ผมคงจินตนาการไม่ออกถึงโลกในยุคที่มหาวิทยาลัยกำเนิดขึ้นมาด้วยสาเหตุอะไร แล้วมันเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับประเทศเราอย่างไร
...สุดท้ายแล้วผมว่า quote ต่างๆดูจะเป็นมีประโยชน์ก็แต่ในการตอกย้ำหรือให้ไอเดียในกลุ่มคนเฉพาะกลุ่ม มากกว่าบุคคลทั่วไปที่ไม่เคยรับรู้เรื่องราวก่อนที่จะมาถึงประโยคที่ได้quoteไว้เลย เพราะคงมีน้อยคนจริงๆที่สงสัยแล้วตามไปค้นหาคำตอบเชิงลึกจนเข้าใจ
วันพุธที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2555
วันจันทร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2555
Thai's crisis
การพูดความจริงถูกทำให้เป็นอาชญากรรมได้อย่างง่ายดาย ประชาชนถูกคาดหวังให้เชื่อชุดข้อมูลแห่งเทพนิยายและตำนานขุนศึกต่างๆ - หรืออย่างน้อยก็ต้องแกล้งทำเป็นว่าพวกเขาเชื่อเรื่องเหล่านั้น - และปิดตาต่อปรากฎการณ์แห่งความรุนแรงที่เกิดขึ้นในประเทศ
ดังนั้นแล้ว ราวกับว่าติดอยู่อยู่ในห้วงแห่งความฝันร้ายที่ไม่อาจตื่น ประเทศไทยเดินอย่างเลื่อนลอยสู่อนาคตที่ทุกผู้คนต่างก็ประจักษ์ว่ามันคือสภาวะอันตรายยิ่ง แต่ก็รู้สึกว่าไร้ซึ่งอำนาจใดใดจะป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้น"
"Powerful forces are determined to strangle any open and honest national debate about what kind of country it should be in the 21st century. Thais are not even permitted to publicly acknowledge some of the most basic realities of their history and politics. Telling the truth has become, quite literally, a crime. People are expected to believe a set of idealized fairy tales and fables — or at least pretend that they do — and to close their eyes to the disaster unfolding in their country.
And so, as if trapped in a traumatic dream from which it is unable to awaken, Thailand wearily stumbles towards a calamity that everyone knows is coming but feels powerless to prevent. "
--Andrew MacGregor Marshall
วันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
คันคะเยอ ...ปัญญาชนเกรด A ในประเด็น AEC
Rachasit Kongnumut
คิดอยากจะบอกคนเห่อประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ไม่ว่าคุณจะไคร่จากการเรียน การส่งเสริมจากสถานศึกษา การสนับสนุนจากหน้าที่การงานของคุณ แต่ที่หลายคนอาจมองข้ามไปนั่นคือ ความไม่พร้อมทั้งหลายทั้งโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ซึ่งส่งผลให้ประชาคมอาเซียนเองอาจไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ขาดเอกภาพในความร่วมมือ ประวัติศาสตร์ที่ขัดแย้งกัน กฎหมายภายในหลายฉบับที่ไม่เอื้อต่อประชาคมเศรษฐกิจ วัฒนธรรมทางการเมืองที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนา ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่สมาชิกแห่งประชาคมยังไม่ได้พูดถึงอย่างจริงจัง แล้วทิศทางของประชาคมทางเศรษฐกิจอาเซียนจะไปในทิศทางใด
Dan Pinyoyot M
ผมกลับคิดตรงข้ามนะบูม ผมเห็นว่าทั้งหมดนี้คือสิ่งที่สมาชิกแห่งประชาคมพูดถึงอย่างจริงจังจนเกร่อ-ซ้ำ-เยอะจนเริ่มเบื่อแล้ว จะว่าไม่พูดถึงอย่างจริงจังก็คงไม่น่าจะใช่ เพราะตอนนี้มีแผนงานรองรับทั้งในระดับอาเซียน พหุ ทวิ และของแต่ละประเทศเองเรียบร้อยแล้ว เหลือแค่แปลงแผนไปสู่การปฏิบัติตามลำดับขั้นตอนและความสำคัญของแต่ละภารกิจให้ครบตามที่วางไว้ แต่ครั้นจะให้ทำทั้งหมดที่ว่าให้เห็นพร้อมกันแบบพรึ๊บหนึ่งทุกมิติในความเป็นจริงคงเป็นไปได้ยาก ก็ต้องค่อยๆปรับค่อยๆเริ่มกันไป มันก็เลยดูเหมือนไม่มีอะไรเคลื่อนไหวมั๊ง อีกอย่างรายละเอียดในเรื่องนี้มันกว้างและกระจัดกระจายจนยากที่จะมองให้เห็นได้ชัดในภาพรวมถ้าไม่ติดตามสื่อหลายๆสำนักให้ครบถ้วนและต่อเนื่องจริงๆ (ซึ่งในเรื่องนี้ก็ได้มีการบรรจุไว้ในแผนของคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติแล้วที่มีแผนที่จะจัดทำสื่อให้สังคมไทยได้เห็นความเคลื่อนไหวของอาเซียนในภาพรวม)
ถ้าจะพิจารณาตามประเด็นที่บูมยกมา ผมเห็นว่า"สมาชิกแห่งประชาคม"ไม่น่าจะตาบอดจนมองข้ามเรื่องเหล่านี้ไปนะ อย่างเรื่องเอกภาพในความร่วมมือก็เริ่มเห็นผลชัดมากขึ้น ไม่ใช่ว่าขาดเอกภาพเลยเสียทีเดียว กรณีที่เห็นได้ชัดคือเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาลาวก็ได้ประกาศระงับโครงการสร้างเขื่อนไซยะบุรีอีกรอบ อันเป็นผลมาจากการประสานร่วมมือกันระหว่างไทย กัมพูชา เวียดนาม ทั้งในระดับรัฐและระดับประชาสังคม (เป็นเรื่องใหม่มากที่ภาคประชาสังคมที่มีการจัดตั้งในระดับอาเซียนแล้วร่วมมือกันผลักดันให้การพัฒนาอาเซียนเป็นไปอย่างมีเอกภาพ แต่ก่อนได้แค่ระดับทวิภาคีเอง) หรืออย่างเรื่องประวัติศาสตร์ที่ขัดแย้ง ในส่วนของไทยก็ได้มีการนำเรื่องนี้เข้าสู่ของกระทรวงศึกษาแล้ว ในระยะถัดไปก็น่าจะเริ่มเห็นความคืบหน้าในเรื่องนี้ชัดขึ้นแต่คงต้องใช้เวลา ส่วนเรื่องกฎหมายยิ่งชัดเจนมากว่ามีการแก้หรือออกกฎระเบียบใหม่ให้เอื้อต่อการลงทุนมากขึ้น ฟิลิปินส์เพิ่งแก้กฎหมายแรงงาน พม่าออกกฎหมายพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ลาวเองก็ปรับกฎหมายให้เปิดกว้างต่อการลงทุนจากกลุ่มประเทศอาเซียนเพื่อให้หลุดออกจากโผ Least developed country ของ UN แล้วก็มีความพยายามอย่างสูงจากอาเซียน(องค์กร)ที่จะเข้าไปช่วยกลุ่ม CLMV ให้มีการปรับกฎหมายให้สอดคล้องเท่าทันกลุ่มประเทศอื่นๆมากขึ้น เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าหากจะบอกว่า"ไม่ได้พูดถึงอย่างจริงจัง"ก็คงไม่น่าจะใช่นะ เพราะพูดกันมาเยอะเหมือนจนเริ่มลงมือทำแล้วในระดับหนึ่ง.....ผมคิดว่านะ
Rachasit Kongnumut
ขอบคุณพี่แดนมาชี้แจงเพิ่มเติมนะครับ ผมเสนอประเด็นนี้โดยมุ่งถึงภาคประชาสังคม ที่กำลังเคลิบเคลิ้มกับความฝันโดยปราศจากการตระหนักรู้ ในแง่ของภาครัฐผมเองก็เข้าใจในสิ่งที่กำลังดำเนินการอยู่ แต่ทั้งนี้การดำเนินการของรัฐก็ไม่ได้ทำให้พลเมืองแห่งรัฐคิดตามไม่ วัฒนธรรมทางการเมืองของประชาชนยังคงยึดติดกับรูปแบบเดิม ที่สำคัญยังหวังพึ่งพาสิ่งใหม่จากผลที่จะเกิดขึ้นเมื่อเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ไม่กี่คนเท่านั้นที่ตระหนักในเรื่องเหล่านี้ อาจหมายถึงรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ นักวิชาการทั้งหลาย แต่การมองข้ามไปนี้ยังคงอยู่กับพลเมืองแห่งรัฐเป็นส่วนใหญ่ ผมเองมองว่าแม้รัฐจะดำเนินการเรื่องนี้แล้ว อย่างที่พี่แดนชี้แจงมา อันต้องขอขอบคุณในข้อมูลเพิ่มเติมครับ แต่ประชาชนเองยังไม่ได้ให้ความสนใจเลย พฤติกรรมทางการเมืองที่เกิดขึ้น ก็ยากที่จะทำให้นโยบายใดของรัฐประสบความสำเร็จได้ แต่นั่นก็ไม่อาจตอบได้ในเวลานี้ จึงได้กล่าวว่าทิศทางของอาเซียนจะเป็นอย่างไรต่อไป ทั้งนี้แล้วผมมองว่ายังงัยแล้วไม่เพียงแค่รัฐเท่านั้นที่จะดำเนินการให้บรรลุผลสำเร็จได้ จำเป็นต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมด้วย. --- ขอขอบคุณคำชี้แจงจากพี่แดนมากนะครับ ที่ทำให้เห็นว่ารัฐยังให้ความสำคัญกับการปรับปรุงโครงสร้างภายในอยู่ แต่ที่ผมยกมานั้นเป็นการสะท้อนให้เห็นจากคนภายนอกภาครัฐที่ยังไม่รู้ว่ารัฐทำอะไรกันไปบ้าง และพฤติกรรมทางสังคมที่เป็นอยู่เอื้อหรือไม่ต่อการพัฒนา ตลอดจนการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
Dan Pinyoyot M
ผมคิดว่าภาคประชาสังคมยิ่งตระหนักรู้นะบูม...พวกเขาไม่ได้กำลังเคลิ้มกับความฝันแต่กำลังทำจริง!!!
ก่อนอื่นต้องแยกให้ชัดก่อนระหว่าง (1)ประชาชนพลเมืองทั่วไป!!! ที่ยังไม่รู้สึกว่าตนมีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เช่นคนชั้นกลางในเมืองหรือตามหัวเมือง เค้าก็ดำรงชีวิตอยู่ต่อไปได้โดยไม่มีความจำเป็นต้องตื่นตัวเพราะมันยังไม่กระทบกับชีวิตเขาในตอนนี้...ก็เป็นเรื่องปกติ กับ (2) ภาคประชาสังคมจริงๆ!!! ที่ได้รับผลกระทบหรือเริ่มได้รับจากปัญหาข้ามพรมแดน พวกเขาตื่นตัวกันมากอย่างไม่น่าเชื่อ เขาไปไกลกว่าที่ภาครัฐคิดเสียด้วยซ้ำ
เมื่อต้นเดือนเมษาถ้าจำไม่ผิด ผมไปงานเทศกาลภาพยนต์บินข้ามลวดหนามที่เชียงใหม่ ได้พูดคุยกับคนไร้รัฐ ผู้ลี้ภัย ผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาต่างๆภายในรัฐและระหว่างรัฐ พบว่าพวกเขามีการติดต่อสัมพันธ์ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้อมูล ให้ความช่วยเหลือ ให้เงินทุนสนับสนุนกันอย่างไม่น่าเชื่อ ตัวอย่างเช่น ในขบวนการต่อต้านการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ซึ่งเป็นโครงการภายในประเทศไทยแท้ๆ ไม่ได้สร้างผลกระทบไปประเทศอื่นเลย ใครจะไปคิดว่ามันมีการติดต่อเชื่อมประสานระหว่าง"ภาคประชาสังคมของไทย - ลาว - และพม่า" ในการให้คำปรึกษาและร่วมกันขับเคลื่อนผ่านทั้งกลไกของอาเซียนและกลไกของรัฐ ...ใครจะไปนึกว่ามันมีการให้ความช่วยเหลือกันถึงระดับนี้แล้ว เพราะสื่อหลักก็ไม่นำเสนออยู่แล้ว เลยอาจทำให้คิดไปได้ว่ามันไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรเลยในภาคประชาสังคมไทย ทั้งๆที่มันไปไกลแล้ว
หรืออีกตัวอย่างคือกรณีโครงการสร้างเขื่อนบ้านกุ่ม ก็สะท้อนความตื่นตัวของภาคประชาสังคมไทยต่อประเด็นอาเซียนได้เช่นกัน ชาวบ้านในพื้นที่ซึ่งเป็นชาวบ้านธรรมดาที่อาศัยอยู่ตรงเส้นขอบของชายแดนประเทศแท้ๆ ยังสามารถจัดการประชุมภาคประชาสังคมนานาชาติที่หมู่บ้านของตนเองได้ มีทั้งไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลย์ พม่า จีน เข้ามาล้อมวงพูดคุย คิด แลกเปลี่ยนข้อมูลที่จะร่วมกันปกป้องผลกระทบจากการพัฒนาที่เกิดขึ้นในพื้นที่และในอาเซียน พวกเขาร่วมกันดำเนินการเรียกร้องผ่านกลไกของอาเซียนและของรัฐควบคู่กันไป มันไม่เหมือนสมัยปากมูลอีกต่อไปแล้วที่มานั่งกันบนสันเขื่อนอย่างโดดเดี่ยว
หรืออย่างเมื่อสองเดือนก่อนก็เพิ่งมีการประชุมอาเซียนภาคประชาชน ตัวแทนจากภาคประชาสังคมไทยก็เข้าร่วมด้วย ก็สะท้อนอย่างเด่นชัดว่าเขาตื่นตัวล้ำหน้ารัฐบาล(กัมพูชา)ที่ไม่อยากให้ตื่นตัวเสียด้วยซ้ำ จริงๆน่าจะเรียกว่าการประชุมอาเซียนภาคประชาสังคมมากว่า เพราะตัวแทนที่เข้าร่วมก็เป็นภาคประชาสังคมที่มีการจัดตั้งกันทั้งนั้น แต่ถามว่าประชาชนทั่วไปรู้ไหม ...สื่อกระแสหลักยังไม่นำเสนอเลย มีแค่ในทีวีไทยสั้นๆนิดเดียว
เพราะฉะนั้น ผมขอเห็นต่างจากบูมอีกประเด็นหนึ่งนะ(ซึ่งผมอาจจะผิดก็ได้) ผมเห็นว่า"ภาคประชาสังคม"ตระหนักรู้และตื่นตัวแล้ว แต่ประชาชนทั่วไปยังไม่ตื่น ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่ไม่น่าตระหนก และเป็นเรื่องที่เราเองก็ไม่มีสิทธิไปเรียกร้องให้เขาตื่นตัวหรือตระหนักเหมือนเรา ผมคิดว่าเราอาจบอกอาจแนะนำเขาได้แต่ไม่เราไม่มีสิทธิไปเรียกร้อง ตรงกันข้าม ผมคิดว่าสิ่งที่เราควรทำ หากพอจะทำได้ ก็คือการเตรียมข้อมูล ความรู้หรือช่องทางการสนับสนุนต่างๆให้เพรียบพร้อมหากวันหนึ่งเขา(ประชาชน)ต้องการที่จะรู้หรือตระหนักขึ้นมา เพราะการเรียกร้องต่อประชาชนในลักษณะนี้(ให้ตระหนัก)มันเหมือนการเรียกร้องให้คนเงินเดือนสามพันกว่าบาทซึ่งไม่เคยเสียภาษีมาก่อนเลยให้มาตระหนักเรื่องการเสียภาษีอ่ะ ผมว่าเกินกว่าร้อยละ90ของคนทั่วไปจะเริ่มศึกษาความรู้ที่เกี่ยวกับเรื่องการเสียภาษีก็ต่อเมื่อเขาเองต้องเสียภาษี
ส่วนเรื่อง "การดำเนินการของรัฐก็ไม่ได้ทำให้พลเมืองแห่งรัฐคิดตาม" ผมคิดว่ามันหมดสมัยแล้วนะที่รัฐจะทำให้คนคิดตามได้ ยิ่งคิดตามในเรื่องลอยๆที่ยังไม่ได้กระทบกับชีวิตเขามันเป็นไปไม่ได้หรอก รัฐจะไปบังคับให้คนคิดตามได้ไงถ้ามันไม่กระทบความเป็นอยู่ของพวกเขาจริงๆ (อย่างที่เพิ่งได้ยินได้อ่านกันไปจากอาจารย์ธเนศ) และการจะเรียกร้องให้คนทำมาหาเช้ากินค่ำที่ไม่ได้ทำเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอาเซียน เช่นขายเต้าส่วน หรือ ขายอาหารเสริม หรือเป็นเสมียน มานั่งให้ความตระหนักความใส่ใจก็ดูเหมือนจะเป็นยูโทเปียเกินไปนะผมว่า
ผมคิดว่า...วันหนึ่งถ้ามันมาใกล้ตัวเขา เขาจะตื่นตัวเอง อีกตัวอย่างหนึ่งที่เป็นรูปธรรมคือ กรณี จ.กาญจนบุรี ที่ตื่นกันทั้งเมืองแล้วตอนนี้ แล้วก็เกิดการมีส่วนร่วมอย่างมากจากภาคประชาชนและหอการค้า คนกาญฯแต่ก่อนก็เหมือนคนกรุงฯ ไม่ได้สนใจอะไรเพราะมันไม่กระทบกับเขา แต่ว่าหนึ่งที่มันกระทบ แล้วเขารู้ว่ามันมีทั้งที่จะได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ เขาก็ตื่นขึ้นมา ตื่นแบบแซงหน้าภาครัฐด้วย หอการค้าดำเนินการเองโดยไม่รอรัฐแล้ว จัดสัมมนาทางวิชาการเอง จัดเดินทางไปศึกษาดูงานเอง ถึงเวลานั้นประชาชนก็อยากรู้ข้อมูลเหมือนกัน เขา(ประชาชน)ก็เข้าร่วมอย่างคับคั่งเอง ผมจึงคิดว่าที่บูมบอกว่าการที่ "ประชาชนเองยังไม่ได้ให้ความสนใจเลย พฤติกรรมทางการเมืองที่เกิดขึ้น ก็ยากที่จะทำให้นโยบายใดของรัฐประสบความสำเร็จได้" มันจึงดูตีคลุมไป
...อ้อ!! มีนโยบายหนึ่งที่ครั้งหนึ่งประชาชนไม่ได้ให้ความสนใจแล้วรัฐดำเนินการสำเร็จเสร็จสิ้นและได้ผลกำไรแล้วก็เช่น แม่เมาะกับมาบตาพุดไง บางนโยบายหากประชาชนไม่สนใจยิ่งสำเร็จง่าย โดยเฉพาะนโยบายจาก AEC ที่บูมพูดถึง (แต่ถ้าเป็น ASCC ผมเห็นด้วยว่า"ยากที่จะทำให้นโยบายใดของรัฐประสบความสำเร็จได้"แน่)
Rachasit Kongnumut
ดีดีครับ ผมเห็นด้วยครับกับการชี้แจงที่บอกว่าภาคประชาสังคมตื่นตัวแล้ว และพี่แดนเองแยกประเด็นมาให้ผมเห็นจุดตัดอะไรบางอย่างที่ผมยังไม่ได้มอง คือ ประชาชนทั่วไป ซึ่งในส่วนของผมนั้นก็หมายถึงพลเมือง อันที่จริงคนเหล่านี้คือคนที่จะได้รับสิทธิได้เท่ากับคนอื่น ใช่ที่ว่าเราไม่ต้องไปปลุกให้เขาตื่น มันอาจไม่จำเป็นในหลายประการซึ่งวันนี้เขาอาจไม่ได้เป็นรับประโยชน์โดยตรง (เป็นการส่วนตัว เช่นการเสียภาษี) แต่ผมว่ายังคงมีประโยชน์ส่วนรวมอันเป็นประโยชน์ที่เขาจะได้รับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งนี้การที่เขาเพิกเฉยหรือสนใจกับความเป็นประชาคมอาเซียนมากแค่ไหนนั้น ย่อมเป็นเรื่องยากที่จะทำให้เขาเข้าใจได้ทั้งหมด เมื่อเป็นเช่นนี้หลายคนหรือโดยทั่วไป จึงให้ความสนใจกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเพียงมิติเดียว คือ ในทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องแรงงาน ฯลฯ สำหรับผมแล้ว การจะเป็นประชาคมเศรษฐกิจที่ดีนั้น จะต้องให้ความสำคัญกับด้านอื่นด้วย วันนี้ประชาชนทั่วไปยังไม่ให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมทางการเมืองที่ยังขัดแย้งต่อระบบบางอย่างอยู่ และเป็นสิ่งที่ผมมองว่าแค่ระเบียบราชการ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การวางแผนงานของรัฐ ตลอดจนกฎหมายทั่วไปเอง ก็ไม่อาจทำให้พลเมืองมีวัฒนธรรมทางการเมืองที่ดีได้ ต้องมาจากการกล่อมเกลาทางสังคม ซึ่งต้องอาศัยการตระหนักรู้และพัฒนาตนไปสู่พฤติกรรมทางการเมืองที่ดี และนี่จะเป็นประโยชน์ต่ออาเซียน นี่คือเหตุผลว่าทำไมผมจึงมองในมิติที่ต่างจากพี่แดน ซึ่งให้ความสำคัญกับคนมากกว่าระบบ --- ขอบคุณนะพี่แดน อยากให้ถกเถียงกันเปิดมุมมองดี 555
วันจันทร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
ชะตากรรมของเด็กไทยใน Love 18+
เพิ่งจะแน่ใจผ่านข่าวนี้ว่า Love 18+ มาจากและส่งเสริมสนับสนุนโดยมหาลัยมหาวิทยาลัยโดยตรง....
"ขณะที่อาจารย์มานา คุณธาราภรณ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า นักศึกษาใหม่ระดับปริญญาตรีและระดับปริญญาโทที่เข้าเรียนในปีการศึกษา 2555 จะได้รับนิวไอแพดทุกคนแล้ว ยังมีการประชาสัมพันธ์มหาวิทยาลัยผ่านคลิปวิดีโอมินิซีรีส์ Love 18+ ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี เห็นได้จากจำนวนยอดคลิกและการแชร์ผ่านเฟซบุ๊ก ทั้งนี้ยังได้สื่อสารกับนักเรียนผ่านการจัดโรดโชว์ตามโรงเรียนต่าง ๆ"
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1336364118&grpid=00&catid=00
...ด้วยความเคารพเลยนะ ที่จะพูดถึงต่อไปนี้เป็นเรื่องการผลิตโฆษณา ไม่ใช่เรื่องการประเมินมหาวิทยาลัย ย้ำ!! อีกครั้งว่าเป็นเรื่องแนวคิดในการทำโฆษณาหรือการสร้างจุดขาย ซึ่งอยู่ที่ผู้ผลิตโฆษณารวมถึงผู้ว่าจ้าง(มหาลัย)ว่าจะเลือกนำเสนอมุมมองใดให้สังคมได้เห็น แต่อาจด้วยประสงค์จะเจาะกลุ่มตลาดเด็กวัยรุ่นฮอร์โมนพุ่งพร่านนนนนผลงานเลยออกมาเป็นเช่นนี้
...ด้วยความเคารพอีกครั้งนะ โฆษณาทั้ง 4 ตอนนี่คิดดีแล้วใช่ไหมครับถึงกล้าเอาชื่อเสียงของมหาลัยและศิษย์เก่าที่สั่งสมมาเสี่ยงแบบนี้?? แต่ละประเด็นที่หยิบมานอกจากจะไม่พูดเรื่องเรียนแล้ว ยังไม่สร้างสรรค์และเป็นองค์ประกอบของความเสื่อมโทรมของเด็กคนหนึ่งในชีวิตวัยเรียน ทั้งนี้ เท่าที่เห็นในโฆษณาชิ้นนี้มีจุดเด่นที่ดึงดูดผู้บริโภค (ซึ่งก็คือนักเรียนมัธยมหรือนักศึกษาที่คิดจะเปลี่ยนมหาลัย) ดังนี้ :::
1.สาวสวยเอ็กซ์เซ็กส์โคตรรรรร!!!!
2.ทุกคน!ใช้อุปกรณ์บังคับประกอบการเรียนทันสมัยแต่ราคาสูงลิ่ว (หลีกเลี่ยงไม่ได้)
3.E-learning
4.ตัวเอกสนใจเข้ามาเรียนมหาลัยนี้ด้วยแรงจูงใจเรื่องผู้หญิง
5.บุคลิกตัวเอก ดิบ หื่น หยาบคาย (นัยหนึ่งโฆษณาก็พยายามสะท้อนบุคลิกเพื่อนร่วมมหาลัยหากน้องๆที่ได้ดูคิดจะเข้าไปเรียน)
6.มหาลัยนี้เล็กและอบอุ่น (เน้นเพื่อน ย้ำ เน้นเรื่องเพื่อนไว้ก่อน)
7.ห้อง lab com (มหาลัยอื่นไม่มี?)
8.ห้องสมุด เงียบ สงบ เหมาะแก่การแอบมองสาว (เรื่องหนังสือ วารสารวิชาการ หรือการสืบค้นข้อมูลคงไม่สำคัญเท่าการแอบมองสาว)
9.โรงอาหารอร่อย
10.มีลานกิจกรรม
11.มีลานซ้อมลีด
12.โอกาสถูกแสงแดดน้อย (ผู้หญิงที่ตัดสินใจลาออกจากมหาลัยเดิมเนื่องจากเวลาเปลี่ยนตึกเรียนต้องโดนแดด ...ขออนุญาตหยาบนะ เมิงไม่เคยคิดเลยหรือว่าเมิงมาเรียนเพื่ออะไร)
13.เน็ตเร็ว
14.สาวหื่น (ไม่ยากหากคิดจะซั่ม)
15.อยู่กลางเมือง
16.มีสนามกีฬาบนดาดฟ้า
17.อาจารย์ก็สวยเอ็กซ์เซ็กส์ไม่แพ้นักศึกษา
18.ทุนเรียนเยอะทั้งตรี/โท/เอก
19.ย้ำอีกครั้งเรื่องเพื่อน "ที่นี่เพื่อนก็ดี!! อุปกรณ์การเรียนก็ดี ใครมาใครก็ชอบ"
20.สนับสนุนการเป็นผู้ประกอบการ และไม่สนับสนุน/ดูแคลนการเป็นลูกจ้าง
21.สอนให้เป็นคนดีและทำตัวให้มีประโยชน์ต่อสังคม
22.การเลือกที่ดีที่สุดคือการตัดสินใจเลือกด้วยตัวเราเอง (เพราะฉะนั้นน้องๆที่กำลังดูอยู่ควรตัดสินใจเองนะ อย่าไปฟังคนอื่น อย่าไปฟังคนที่เค้าทำงานในวงการต่างๆแล้ว การเลือกด้วยตัวเราเองจากข้อมูลที่โฆษณาหนังสั้นเรื่องนี้ให้มาเป็นการเลือกที่ดีที่สุด)
23.รับประกันคุณภาพเรื่องสาวสวยเอ็กซ์เซ็กส์โคตรอีกครั้งแม้ 1 เดือนผ่าน
...จุดเด่นเหล่านี้หรือที่ผู้ผลิตโฆษณารวมถึงผู้ว่าจ้าง(มหาลัย)ใช้เป็นจุดขายในการประชาสัมพันธ์มหาลัยและใช้เป็นเงื่อนไขเพื่อให้การประชาสัมพันธ์นั้นเกิด"การประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี"ตามที่อาจารย์มานา คุณธาราภรณ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสื่อสารองค์กรได้ว่าไว้ ภาพต่างๆเหล่านี้หรือที่มหาลัยและผู้ผลิตฯต้องการจะวาดไว้ให้อยู่ในความทรงจำของนักเรียนที่กำลังจะเลือกเข้าไปใช้ชีวิตศึกษาเล่าเรียนในอีกสี่ปีข้างหน้า อยากจะถามจริงๆ???
วันพุธที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
เหตุใดนายกฯยิ่งลักษณ์ จึงเพิ่งตัดสินใจลงพื้นที่ชายแดนใต้
ตั้งแต่รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 28 ของประเทศไทย เมื่อวันที่ 8 ส.ค.2554 นายกฯใช้เวลาเกือบ 9 เดือนกว่าจะเดินทางลงพื้นที่ชายแดนใต้ ซึ่งเป็นการทอดเวลายาวนานที่สุดหากเทียบกับนายกรัฐมนตรี 4 ท่านที่ผ่านมา หลังจากไฟใต้ได้ปะทุความรุนแรงขึ้นอีกครั้งเมื่อต้นปี 2547
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รับตำแหน่งนายกฯเมื่อวันที่ 17 ธ.ค.2551 เดินทางลงพื้นที่ชายแดนใต้เมื่อวันที่ 17 ม.ค.2552 หรือหลังจากเริ่มปฏิบัติงานเพียง 1 เดือน
นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ แม้จะเป็นนายกรัฐมนตรีเพียง 75 วัน โดยรับตำแหน่งเมื่อวันที่ 18 ก.ย.2551 แต่เขาก็ลงใต้เมื่อวันที่ 28 ต.ค. หรือหลังรับตำแหน่งเพียงเดือนเศษ ทั้งๆ ที่มีสถานการณ์การชุมนุมขับไล่ของกลุ่มคนเสื้อเหลืองรุมเร้าจนเข้าทำเนียบรัฐบาลไม่ได้
นายสมัคร สุนทรเวช เข้ารับหน้าที่นายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 ม.ค.2551 และเดินทางลงใต้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 พ.ค.ปีเดียวกัน หรือกว่า 3 เดือนหลังนั่งเก้าอี้นายกฯ แม้จะทอดเวลาค่อนข้างนาน แต่ก็ยังเร็วกว่านายกฯยิ่งลักษณ์กว่าเท่าตัว
ขณะที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีหลังการรัฐประหาร เมื่อรับตำแหน่งวันที่ 1 ต.ค.2549 ก็เดินทางลงพื้นที่ชายแดนใต้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 2 พ.ย.2549 หรือราวๆ 1 เดือนเช่นกัน
เหตุใดนายกฯยิ่งลักษณ์ จึงเพิ่งตัดสินใจลงพื้นที่ชายแดนใต้
ข้อสังเกตที่อาจเป็นคำอธิบายของความสงสัยนี้มีอยู่ 2 ประการ
หนึ่ง คือภารกิจล่องใต้ของนายกฯ เกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วนภายหลังเข้าพบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ เพื่อรดน้ำขอพรปีใหม่ไทยเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 เม.ย.ที่ผ่านมา
สอง ภารกิจล่องใต้ของนายกฯ เกิดขึ้นก่อนการเดินทางเยือนประเทศไทยของเจ้าหน้าที่ระดับสูงโอไอซี เพียง 1 สัปดาห์เศษ เป็นที่ทราบกันในส่วนราชการที่เกี่ยวข้องแล้วว่า คณะเจ้าหน้าที่ระดับสูงขององค์การความร่วมมืออิสลาม หรือโอไอซี นำโดย นาย Sayed Kassem El Masry ที่ปรึกษาและผู้แทนพิเศษของเลขาธิการโอไอซี จะเดินทางเยือนประเทศไทยตามคำเชิญของกระทรวงการต่างประเทศของไทย ระหว่างวันที่ 7-12 พ.ค.นี้
ท่าทีของรัฐบาลไทยทุกสมัยชัดเจนมาตลอดว่าไม่ต้องการให้โอไอซี หรือองค์กรระดับนานาชาติองค์กรใดแทรกแซงการแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในขณะที่ขบวนการที่อ้างอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนหลายกลุ่มที่เคลื่อนไหวอยู่ในต่างประเทศก็พยายามใช้ช่องทางของโอไอซี ยกระดับสถานการณ์ที่ชายแดนใต้ของไทยให้เป็นปัญหาระดับสากล
ประเด็นที่น่าสนใจและเป็นคำถามตามมาก็คือ นายกฯจะบูรณาการอะไร และสร้างเอกภาพอย่างไร?
เพราะโดยข้อเท็จจริง ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาเป็นช่วง "สุญญากาศ" ของโครงสร้างการบังคับบัญชาเพื่อบูรณาการแก้ไขปัญหาภาคใต้ เนื่องจากโครงสร้างที่เสนอโดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ซึ่งรัฐบาลให้ความเห็นชอบในหลักการผ่านการประชุมหน่วยงานด้านความมั่นคงเมื่อวันที่ 22 ก.ย.2554 จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีผลบังคับใช้
การจัดเวิร์คชอป (ประชุมเชิงปฏิบัติการ) ที่นายกฯพูดถึงนั้น แท้ที่จริงได้จัดไปแล้ว โดยมี กอ.รมน.เป็นเจ้าภาพ เมื่อวันที่ 18-19-ต.ค.2554 กระทั่งได้โครงสร้างที่ชัดเจนออกมา และพิมพ์เป็นคำสั่งเสนอนายกรัฐมนตรี แต่ผ่านมาครึ่งปีก็ยังไม่มีการลงนาม
โครงสร้างที่ว่านั้นสรุปคร่าวๆ ก็คือ จะมีคณะกรรมการ หรือ "บอร์ด" 2 ระดับเพื่อขับเคลื่อนงานการแก้ไขปัญหาภาคใต้แบบบูรณาการ ได้แก่
1. คณะกรรมการนโยบายแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ นชต.มีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีรัฐมนตรีและหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องรวม 27 หน่วยงานร่วมเป็นกรรมการ รวมถึง ศอ.บต. รับผิดชอบงานนโยบาย
2.คณะกรรมการบูรณาการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ กบชต.เป็นหน่วยรับผิดชอบหลักเพื่อบูรณาการแก้ไขปัญหาระดับพื้นที่ มีแม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะ ผอ.รมน.ภาค 4 เป็นประธาน และมีผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส สงขลา รวมทั้งผู้แทน ศอ.บต.และผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นรองประธาน มีกรรมการคือผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจทุกจังหวัด (ทหาร) และหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง
แต่โครงสร้างนี้ไม่ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาล ด้วยเหตุผลที่รับรู้กันวงในว่าสุ่มเสี่ยงขัดต่อพระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2553 หรือ พ.ร.บ.ศอ.บต.ฉบับใหม่ ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 กำหนดให้สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นผู้รับผิดชอบจัดทำนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้เสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้ความเห็นชอบ และ ครม.ยังต้องนำเสนอต่อรัฐสภาเพื่อทราบ แล้วให้หน่วยงานของรัฐใช้เป็นกรอบแนวทางในการปฏิบัติอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องด้วย
โครงสร้างที่ กอ.รมน.จัดทำและจัดเวิร์คชอปเป็นการดำเนินการก่อนที่ สมช.จะคลอดนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ว่านี้ หลายฝ่ายจึงตีความว่าน่าจะขัดต่อกฎหมาย ทำให้โครงสร้างใหม่ชะงักงัน
ฉะนั้นหากฟังจากสุ้มเสียงของนายกรัฐมนตรี และมติ ครม.ล่าสุด ย่อมสรุปได้ว่าต้องการให้ทำเวิร์คชอปกันใหม่ เพื่อจัดโครงสร้างบูรณาการทุกหน่วยงานขึ้นใหม่ (ซึ่งนายกฯบอกว่ามี 17 กระทรวง 66 หน่วยงาน) เพื่อความเป็นเอกภาพในการบริหารจัดการ และสอดรับกับนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้
หากพลิกดูนโยบายดับไฟใต้ที่จัดทำโดย สมช. และจะใช้ต่อไปอีก 3 ปี จะพบว่าจุดเด่นที่สุดของนโยบายและเป็นเรื่องใหม่จริงๆ คือ "การเปิดพื้นที่เพื่อร่วมกันแปรเปลี่ยนแนวทางการต่อสู้ด้วยความรุนแรงมาเป็นแนวทางการต่อสู้ด้วยสันติวิธี" กับ "การสร้างสมดุลของโครงสร้างอำนาจการปกครองและการบริหารราชการระหว่างส่วนกลางกับพื้นที่ โดยการกระจายอำนาจภายใต้เจตนารณ์รัฐธรรมนูญ และยึดหลักการบริหารจัดการบนพื้นฐานของความหลากหลายในความเป็นพหุสังคม" ซึ่งเป็น 2 ข้อจาก 6 ข้อของกรอบนโยบาย
http://www.isranews.org/south-news/talk-with-director/55-2009-11-15-11-19-53/6540-2012-05-01-09-09-13.html#.T5_kBf5mV00.facebook
วันอังคารที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
คัดประเด็น เขื่อนไซยะบุรี
เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง บุกยื่นหนังสือค้านสร้างเขื่อน “ไซยะบุรี” พร้อมขู่หลังยื่นหนังสือไม่มีอะไรคืบหน้า ปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแน่
คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission หรือ MRC) ได้จัดการประชุม “แม่น้ำโขงสู่ริโอ” เรื่อง การรักษาสมดุลระความความต้องการด้านอาหาร น้ำ และพลังงาน เมื่อ 1 พ.ค.55 ณ โรงแรมโมเวนพิค รีสอร์ท แอนด์ สปา จ.ภูเก็ต
วัตถุประสงค์ เพื่อหารือแนวทางส่งเสริมให้แม่น้ำข้ามพรมแดนสามารถตอบสนองต่อความจำเป็นด้านอาหาร น้ำ และพลังงานที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งแลกเปลี่ยนบทเรียน และแสวงหาทางแก้ปัญหาธรรมาภิบาล และการใช้ทรัพยากรน้ำร่วมกัน
ในการประชุมครั้งนี้ได้มีตัวแทนจากเครือข่ายภาคประชาชน 8 จังหวัดลุ่มแม่น้ำโขง นำโดยนายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว แกนนำเครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง ประกอบด้วย จังหวัดเชียงราย เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม อำนาจเจริญ มุกดาหาร และจังหวัดอุบลราชธานี เดินทางเข้ายื่นหนังสือเรียกร้องให้ทบทวนบทบาท ของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission หรือ MRC) ต่อโครงการเขื่อนไซยะบุรี และเขื่อนบนแม่น้ำโขง รวมทั้งเพื่อคัดค้านการสร้างเขื่อนไซยะบุรีของประเทศลาว เนื่องจากมองว่า การสร้างเขื่อนไซยะบุรี ที่จะสร้างกั้นแม่น้ำโขงจะสร้างความเสียหายแก่ระบบนิเวศ และวิถีชีวิตของคนลุ่มน้ำโขงทั้ง 4 ประเทศ ซึ่งในการยื่นหนังสือในครั้งนี้ได้ส่งสำเนาหนังสือร้องเรียนถึงคณะมนตรีแม่น้ำโขง 4 ประเทศ ทั้งประเทศไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม
สำหรับประเด็นสำคัญที่มายื่นครั้งนี้คือ
1. MRC ไม่ทำหน้าที่รักษาข้อตกลงแม่น้ำโขงที่ทั้ง 4 ประเทศร่วมกันร่างขึ้นมาเมื่อปี 2538 ที่ว่าการจะกระทำการใดๆ อันเป็นผลกระทบต่อแม่น้ำโขง ต้องได้รับความเป็นชอบจากทั้ง 4 ประเทศก่อน
2. รัฐบาลลาว ที่สนับสนุนให้บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) เริ่มสร้างเขื่อนไซยะบุรีไปแล้ว อันเป็นการฝ่าฝืนมติที่ประชุมคณะมนตรีแม่น้ำโขง เมือวันที่ 8 ธันวาคม 2554 ที่บอกว่า ห้ามทำการใดๆ ในแม่น้ำโขงจนกว่าจะทำการศึกษาผลกระทบใหม่ให้แล้วเสร็จ
ดังนั้น ข้อเรียกร้องของเครือข่ายคือ
1. ให้ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) ยุติการสร้างเขื่อนไซยะบุรีโดยทันที
2. ให้ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และธนาคารกสิกรไทย จำกัด ( มหาชน) ระงับการให้เงินกู้แก่บริษัทดังกล่าว และ
3. ให้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ยกเลิกสัญญาที่ได้แอบลงนามในการซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนแห่งนี้
หากการร้องขอคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงไม่เป็นผล เพราะผู้เกี่ยวข้องเริ่มการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรีไปบางส่วนแล้ว และทางเครือข่ายมีมาตรการสุดท้ายที่สำคัญคือ จำเป็นจะต้องรวมตัวกันปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ที่จังหวัดหนองคายต่อไป ซึ่งหลังจากยื่นหนังสือแล้วจะติดตามผลอย่างต่อเนื่อง ถ้าไม่มีอะไรคืบหน้าปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแน่นอน
http://www.manager.co.th/South/ViewNews.aspx?NewsID=9550000053978
งานเสวนา "ปัญหารากเหง้าของความขัดแย้งและแนวทางสู่ความปรองดอง
งานเสวนา "ปัญหารากเหง้าของความขัดแย้งและแนวทางสู่ความปรองดอง" เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 เม.ย.ที่ผ่านมา เวลา 08.30 น.ถึง 12.30 น. ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์
คอป.พบว่าสาระสำคัญที่เป็นปัจจัยหรือรากเหง้าหรือสาเหตุแห่งความขัดแย้ง ประกอบด้วย 5 ตัวแปรสำคัญ ประกอบด้วย
1.โครงสร้างอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกัน
2.การจัดการด้านความมั่นคง
3.บริบทของสังคม วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และอัตลักษณ์
4.การบังคบใช้กฎหมาย และ
5.สื่อสารมวลชนในฐานะเครื่องมือผลิตซ้ำทางความคิด
1.โครงสร้างอานาจที่ไม่เท่าเทียมกันในสังคมไทย โดย ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ มธ.
โครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมากในรอบ 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมา จีดีพีกระจายออกไปเติบโตนอกกรุงเทพฯ โดยเฉพาะจังหวัดใหญ่ๆ ในภาคกลาง ขณะที่พลวัตของชนบทมีแรงงานย้ายถิ่นออกจากพื้นที่อย่างถาวรมากขึ้น และมีการเติบโตของธุรกิจรายย่อยในชนบท เป็นผู้ประกอบการขนาดเล็กและแรงงานอิสระ มีที่มาของรายได้จากธุรกิจนอกภาคเกษตรกรรม ทำให้เกิดผลคือ
- ประเทศไทยไม่มีชนบทแล้ว แต่กลายเป็นพื้นที่กึ่งผลิตกึ่งชนบทขยายตัวขึ้นแทน
- เกิดคนชั้นใหม่ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชนบท
- เกิดคนชั้นใหม่กับการเรียกร้องนโยบายสาธารณะ และ
- มีการเติบโตของแรงงานเสรี ลดการครอบงำจากระบบอุปถัมภ์
“ขณะที่พลวัตของภาคชนบท ปัจจุบันผลผลิตการเกษตรเท่ากับ 1 ใน 10 ของ GDP ประชากรมากกว่า 40% ยังคงอยู่ในชนบท แต่แบบแผนการผลิตทางการเกษตรได้เปลี่ยนแปลงไปมาก เกิดการสะสมทุนในชนบท นำเทคโนโลยีมาใช้ การขยายตัวของฟาร์มธุรกิจ ร้านค้ารายย่อยต่างๆ ทำให้เกิดชนชั้นใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชนบท และเรียกร้องนโยบายสาธารณะ อาจเรียกได้ว่าขณะนี้ไม่มีชนบทแล้ว เพราะเมื่อเข้าไปในหมู่บ้านต่างๆ ก็ยากที่จะนิยามว่า หมู่บ้านนี้เป็นเกษตรหรือไม่ ประกอบกับการเติบโตของแรงงานเสรี ช่วยลดการครอบงำจากระบบอุปถัมภ์ เพราะประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ไม่สามารถเกิดขี้นได้ในภาคเกษตร”
"โครงสร้างอำนาจ 3 ประเภทคือ โครงสร้างอำนาจทางด้านการเมือง อำนาจทางด้านเศรษฐกิจ และอำนาจทางอุดมการณ์ ซึ่งทั้งหมดเป็นความสัมพันธ์ทางตรงที่นำไปสู่การใช้หรือไม่ใช้อำนาจ อย่างไรก็ตามข้อสรุปพบว่า โครงสร้างอำนาจทางเศรษฐกิจมีบทบาทสูงมากต่อการเปลี่ยนแปลงความรู้สึก”
ในส่วนของการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง รัฐธรรมนูญปี 2540 ได้สร้างระบบการเมืองใหม่ ผู้นำทางการเมืองใหม่มีความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองกับประชาชนแบบทางตรง การรัฐประหารเมื่อปี 2549 ไม่สามารถทำได้ เพราะมีคนชั้นกลางระดับล่างในชนบทที่พัฒนาและมีอิสระจากกรอบความคิดความรู้สึกแบบเดิมออกมาขัดขวาง
ทางออกที่เป็นข้อเสนอก็คือ ต้องสร้างระบบการเมืองแบบประชาธิปไตยที่มีส่วนร่วมมากที่สุด
2.การปฏิรูปองค์การด้านความมั่นคง โดย สุภณิตา พวงผกา มก.
การปฏิรูปภาคความมั่นคง หรือ เอสเอสอาร์ (Security Sector Reform) เป็นกุญแจสำคัญสำหรับการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง สังคมที่แตกแยกจากสงคราม และสังคมหลังความขัดแย้ง ซึ่งประเทศไทยน่าจะเข้าข่ายใกล้เคียงกับ "สังคมหลังความขัดแย้ง" มากที่สุด
เป็นการสร้างหลักประกันทั้งทางการเมืองและความมั่นคงว่า กองกำลังภายในรัฐจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการสร้างเสถียรภาพทางการเมืองและกระบวนการประชาธิปไตย
จุดมุ่งหมายและความคาดหวังของการปฏิรูปภาคความมั่นคงก็คือ นำไปสู่การควบคุมโดยพลเรือน
คือ การปลูกฝังประชาธิปไตยให้กับทหาร โดยใช้แนวคิด "พลเมืองในเครื่องแบบ" ด้วยการปลูกฝังประชาธิปไตยในระดับบุคคลและหลีกเลี่ยงการแยกทหารออกจากสังคม บูรณาการกองทัพเข้าสู่กรอบการเมืองในระบอบประชาธิปไตย และควบคุมโดยผ่านรัฐบาลพลเรือน
3.ความรุนแรงทางการเมือง: พลวัตสังคมและวัฒนธรรมและแนวทางแก้ไข โดย สุริชัย หวันแก้ว จุฬา
สมมติฐานของมิติสังคมวัฒธรรมนี้ ได้แก่ ปมเงื่อนของความขัดแย้งทางสังคมการเมืองนั้นมีศักยภาพที่จะขยายกระจายจนกลายเป็นความรุนแรงเกินความคาดการณ์ใดๆ ความกระหายใคร่จะเอาชนะคะคานคู่ต่อสู้ฝั่งตรงกันข้ามแต่ถ่ายเดียว โดยมองข้ามประเด็นในเรื่องคุณค่าของการอยู่ร่วมกันอย่างร่มเย็นในสังคมไป ความพร่ามัวด้านค่านิยมคุณธรรมการอยู่ร่วมกันนี้ ปรากฏให้พบเห็นได้ในทุกระดับ ทั้งเศรษฐกิจการเมืองระดับประเทศ และแม้แต่วิกฤติเศรษฐกิจระดับโลกที่แพร่ระบาดมาจากการเสพติดเศรษฐกิจแบบเก็งกำไร ฉะนั้นทุกฝ่ายจะไขโจทย์ความรุนแรงทางการเมืองอันเกินความคาดหมายนี้ไม่ได้เลย หากไม่หันมาสำรวจตรวจสอบถึงมิติทางสังคม วัฒนธรรม และความขัดแย้งที่แปรเป็นความรุนแรงทางการเมืองในบริบทที่กว้างกว่าเคยเข้าใจกันมาแต่เดิม
4.กระบวนการยุติธรรมกับสถานการณ์ทางการเมืองที่มีความรุนแรง โดย ปกป้อง ศรีสนิท มธ.
สมมติฐานการวิจัย คือ กระบวนการยุติธรรมของไทยถูกตั้งข้อสังเกตว่าไม่เป็นอิสระ ถูกแทรกแซง และขาดกระบวนการตรวจสอบ การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและเสริมสร้างความปรองดองของคนในประเทศ ทั้งนี้ การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเพื่อสร้างความปรองดองของคนในชาติอาจทำได้ 2 ลักษณะ คือ
- การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมอย่างเป็นระบบ ซึ่งได้แก่กระบวนการยุติธรรมทางมหาชน และกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
- การดำเนินการกับปัญหาปัจจุบันโดยการบริหารจัดการกับกระบวนการยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน
5.ขอบเขตการใช้เสรีภาพของสื่อมวลชนในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารภายใต้บทบัญญัติของกฎหมาย โดย วนิดา แสงสารพัน ม.กรุงเทพ
สภาพปัญหาที่พบคือ ข้อมูลข่าวสารในปัจจุบันเข้าถึงง่าย รวดเร็ว และเยอะมาก มีทั้งข้อมูลที่ถูกต้องและไม่ถูกต้อง
ปัจจัยสำคัญคือ "ตัวกลาง" ที่ส่งผ่านข้อมูลข่าวสารสู่ประชาชน ปัจจุบันมีตัวกลางเกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นวิทยุชุมชน ทีวีดาวเทียม ไปจนถึงโซเชียลมีเดียทั้งหลาย
เหตุการณ์ความวุ่นวายที่ผ่านมา คือ ความรุนแรงทวีมากขึ้นส่วนหนึ่งมาจากการนำเสนอข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางหรือตัวกลางที่เรียกว่า "สื่อมวลชน" และมีลักษณะที่สื่อถูกใช้เป็นเครื่องมือของแต่ละฝ่ายด้วย
ที่มา http://www.kittipongforjustice.com/article/115-%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%9B-%E0%B8%9E%E0%B8%9A-5-%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%88%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%87%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%A2%E0%B9%89%E0%B8%87-%E0%B9%81%E0%B8%87%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81.html
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

+colour.jpg)