วันพุธที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
เหตุใดนายกฯยิ่งลักษณ์ จึงเพิ่งตัดสินใจลงพื้นที่ชายแดนใต้
ตั้งแต่รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 28 ของประเทศไทย เมื่อวันที่ 8 ส.ค.2554 นายกฯใช้เวลาเกือบ 9 เดือนกว่าจะเดินทางลงพื้นที่ชายแดนใต้ ซึ่งเป็นการทอดเวลายาวนานที่สุดหากเทียบกับนายกรัฐมนตรี 4 ท่านที่ผ่านมา หลังจากไฟใต้ได้ปะทุความรุนแรงขึ้นอีกครั้งเมื่อต้นปี 2547
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รับตำแหน่งนายกฯเมื่อวันที่ 17 ธ.ค.2551 เดินทางลงพื้นที่ชายแดนใต้เมื่อวันที่ 17 ม.ค.2552 หรือหลังจากเริ่มปฏิบัติงานเพียง 1 เดือน
นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ แม้จะเป็นนายกรัฐมนตรีเพียง 75 วัน โดยรับตำแหน่งเมื่อวันที่ 18 ก.ย.2551 แต่เขาก็ลงใต้เมื่อวันที่ 28 ต.ค. หรือหลังรับตำแหน่งเพียงเดือนเศษ ทั้งๆ ที่มีสถานการณ์การชุมนุมขับไล่ของกลุ่มคนเสื้อเหลืองรุมเร้าจนเข้าทำเนียบรัฐบาลไม่ได้
นายสมัคร สุนทรเวช เข้ารับหน้าที่นายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 ม.ค.2551 และเดินทางลงใต้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 พ.ค.ปีเดียวกัน หรือกว่า 3 เดือนหลังนั่งเก้าอี้นายกฯ แม้จะทอดเวลาค่อนข้างนาน แต่ก็ยังเร็วกว่านายกฯยิ่งลักษณ์กว่าเท่าตัว
ขณะที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีหลังการรัฐประหาร เมื่อรับตำแหน่งวันที่ 1 ต.ค.2549 ก็เดินทางลงพื้นที่ชายแดนใต้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 2 พ.ย.2549 หรือราวๆ 1 เดือนเช่นกัน
เหตุใดนายกฯยิ่งลักษณ์ จึงเพิ่งตัดสินใจลงพื้นที่ชายแดนใต้
ข้อสังเกตที่อาจเป็นคำอธิบายของความสงสัยนี้มีอยู่ 2 ประการ
หนึ่ง คือภารกิจล่องใต้ของนายกฯ เกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วนภายหลังเข้าพบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ เพื่อรดน้ำขอพรปีใหม่ไทยเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 เม.ย.ที่ผ่านมา
สอง ภารกิจล่องใต้ของนายกฯ เกิดขึ้นก่อนการเดินทางเยือนประเทศไทยของเจ้าหน้าที่ระดับสูงโอไอซี เพียง 1 สัปดาห์เศษ เป็นที่ทราบกันในส่วนราชการที่เกี่ยวข้องแล้วว่า คณะเจ้าหน้าที่ระดับสูงขององค์การความร่วมมืออิสลาม หรือโอไอซี นำโดย นาย Sayed Kassem El Masry ที่ปรึกษาและผู้แทนพิเศษของเลขาธิการโอไอซี จะเดินทางเยือนประเทศไทยตามคำเชิญของกระทรวงการต่างประเทศของไทย ระหว่างวันที่ 7-12 พ.ค.นี้
ท่าทีของรัฐบาลไทยทุกสมัยชัดเจนมาตลอดว่าไม่ต้องการให้โอไอซี หรือองค์กรระดับนานาชาติองค์กรใดแทรกแซงการแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในขณะที่ขบวนการที่อ้างอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนหลายกลุ่มที่เคลื่อนไหวอยู่ในต่างประเทศก็พยายามใช้ช่องทางของโอไอซี ยกระดับสถานการณ์ที่ชายแดนใต้ของไทยให้เป็นปัญหาระดับสากล
ประเด็นที่น่าสนใจและเป็นคำถามตามมาก็คือ นายกฯจะบูรณาการอะไร และสร้างเอกภาพอย่างไร?
เพราะโดยข้อเท็จจริง ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาเป็นช่วง "สุญญากาศ" ของโครงสร้างการบังคับบัญชาเพื่อบูรณาการแก้ไขปัญหาภาคใต้ เนื่องจากโครงสร้างที่เสนอโดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ซึ่งรัฐบาลให้ความเห็นชอบในหลักการผ่านการประชุมหน่วยงานด้านความมั่นคงเมื่อวันที่ 22 ก.ย.2554 จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีผลบังคับใช้
การจัดเวิร์คชอป (ประชุมเชิงปฏิบัติการ) ที่นายกฯพูดถึงนั้น แท้ที่จริงได้จัดไปแล้ว โดยมี กอ.รมน.เป็นเจ้าภาพ เมื่อวันที่ 18-19-ต.ค.2554 กระทั่งได้โครงสร้างที่ชัดเจนออกมา และพิมพ์เป็นคำสั่งเสนอนายกรัฐมนตรี แต่ผ่านมาครึ่งปีก็ยังไม่มีการลงนาม
โครงสร้างที่ว่านั้นสรุปคร่าวๆ ก็คือ จะมีคณะกรรมการ หรือ "บอร์ด" 2 ระดับเพื่อขับเคลื่อนงานการแก้ไขปัญหาภาคใต้แบบบูรณาการ ได้แก่
1. คณะกรรมการนโยบายแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ นชต.มีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีรัฐมนตรีและหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องรวม 27 หน่วยงานร่วมเป็นกรรมการ รวมถึง ศอ.บต. รับผิดชอบงานนโยบาย
2.คณะกรรมการบูรณาการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ กบชต.เป็นหน่วยรับผิดชอบหลักเพื่อบูรณาการแก้ไขปัญหาระดับพื้นที่ มีแม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะ ผอ.รมน.ภาค 4 เป็นประธาน และมีผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส สงขลา รวมทั้งผู้แทน ศอ.บต.และผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นรองประธาน มีกรรมการคือผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจทุกจังหวัด (ทหาร) และหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง
แต่โครงสร้างนี้ไม่ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาล ด้วยเหตุผลที่รับรู้กันวงในว่าสุ่มเสี่ยงขัดต่อพระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2553 หรือ พ.ร.บ.ศอ.บต.ฉบับใหม่ ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 กำหนดให้สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นผู้รับผิดชอบจัดทำนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้เสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้ความเห็นชอบ และ ครม.ยังต้องนำเสนอต่อรัฐสภาเพื่อทราบ แล้วให้หน่วยงานของรัฐใช้เป็นกรอบแนวทางในการปฏิบัติอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องด้วย
โครงสร้างที่ กอ.รมน.จัดทำและจัดเวิร์คชอปเป็นการดำเนินการก่อนที่ สมช.จะคลอดนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ว่านี้ หลายฝ่ายจึงตีความว่าน่าจะขัดต่อกฎหมาย ทำให้โครงสร้างใหม่ชะงักงัน
ฉะนั้นหากฟังจากสุ้มเสียงของนายกรัฐมนตรี และมติ ครม.ล่าสุด ย่อมสรุปได้ว่าต้องการให้ทำเวิร์คชอปกันใหม่ เพื่อจัดโครงสร้างบูรณาการทุกหน่วยงานขึ้นใหม่ (ซึ่งนายกฯบอกว่ามี 17 กระทรวง 66 หน่วยงาน) เพื่อความเป็นเอกภาพในการบริหารจัดการ และสอดรับกับนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้
หากพลิกดูนโยบายดับไฟใต้ที่จัดทำโดย สมช. และจะใช้ต่อไปอีก 3 ปี จะพบว่าจุดเด่นที่สุดของนโยบายและเป็นเรื่องใหม่จริงๆ คือ "การเปิดพื้นที่เพื่อร่วมกันแปรเปลี่ยนแนวทางการต่อสู้ด้วยความรุนแรงมาเป็นแนวทางการต่อสู้ด้วยสันติวิธี" กับ "การสร้างสมดุลของโครงสร้างอำนาจการปกครองและการบริหารราชการระหว่างส่วนกลางกับพื้นที่ โดยการกระจายอำนาจภายใต้เจตนารณ์รัฐธรรมนูญ และยึดหลักการบริหารจัดการบนพื้นฐานของความหลากหลายในความเป็นพหุสังคม" ซึ่งเป็น 2 ข้อจาก 6 ข้อของกรอบนโยบาย
http://www.isranews.org/south-news/talk-with-director/55-2009-11-15-11-19-53/6540-2012-05-01-09-09-13.html#.T5_kBf5mV00.facebook
วันอังคารที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
คัดประเด็น เขื่อนไซยะบุรี
เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง บุกยื่นหนังสือค้านสร้างเขื่อน “ไซยะบุรี” พร้อมขู่หลังยื่นหนังสือไม่มีอะไรคืบหน้า ปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแน่
คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission หรือ MRC) ได้จัดการประชุม “แม่น้ำโขงสู่ริโอ” เรื่อง การรักษาสมดุลระความความต้องการด้านอาหาร น้ำ และพลังงาน เมื่อ 1 พ.ค.55 ณ โรงแรมโมเวนพิค รีสอร์ท แอนด์ สปา จ.ภูเก็ต
วัตถุประสงค์ เพื่อหารือแนวทางส่งเสริมให้แม่น้ำข้ามพรมแดนสามารถตอบสนองต่อความจำเป็นด้านอาหาร น้ำ และพลังงานที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งแลกเปลี่ยนบทเรียน และแสวงหาทางแก้ปัญหาธรรมาภิบาล และการใช้ทรัพยากรน้ำร่วมกัน
ในการประชุมครั้งนี้ได้มีตัวแทนจากเครือข่ายภาคประชาชน 8 จังหวัดลุ่มแม่น้ำโขง นำโดยนายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว แกนนำเครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง ประกอบด้วย จังหวัดเชียงราย เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม อำนาจเจริญ มุกดาหาร และจังหวัดอุบลราชธานี เดินทางเข้ายื่นหนังสือเรียกร้องให้ทบทวนบทบาท ของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission หรือ MRC) ต่อโครงการเขื่อนไซยะบุรี และเขื่อนบนแม่น้ำโขง รวมทั้งเพื่อคัดค้านการสร้างเขื่อนไซยะบุรีของประเทศลาว เนื่องจากมองว่า การสร้างเขื่อนไซยะบุรี ที่จะสร้างกั้นแม่น้ำโขงจะสร้างความเสียหายแก่ระบบนิเวศ และวิถีชีวิตของคนลุ่มน้ำโขงทั้ง 4 ประเทศ ซึ่งในการยื่นหนังสือในครั้งนี้ได้ส่งสำเนาหนังสือร้องเรียนถึงคณะมนตรีแม่น้ำโขง 4 ประเทศ ทั้งประเทศไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม
สำหรับประเด็นสำคัญที่มายื่นครั้งนี้คือ
1. MRC ไม่ทำหน้าที่รักษาข้อตกลงแม่น้ำโขงที่ทั้ง 4 ประเทศร่วมกันร่างขึ้นมาเมื่อปี 2538 ที่ว่าการจะกระทำการใดๆ อันเป็นผลกระทบต่อแม่น้ำโขง ต้องได้รับความเป็นชอบจากทั้ง 4 ประเทศก่อน
2. รัฐบาลลาว ที่สนับสนุนให้บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) เริ่มสร้างเขื่อนไซยะบุรีไปแล้ว อันเป็นการฝ่าฝืนมติที่ประชุมคณะมนตรีแม่น้ำโขง เมือวันที่ 8 ธันวาคม 2554 ที่บอกว่า ห้ามทำการใดๆ ในแม่น้ำโขงจนกว่าจะทำการศึกษาผลกระทบใหม่ให้แล้วเสร็จ
ดังนั้น ข้อเรียกร้องของเครือข่ายคือ
1. ให้ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) ยุติการสร้างเขื่อนไซยะบุรีโดยทันที
2. ให้ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และธนาคารกสิกรไทย จำกัด ( มหาชน) ระงับการให้เงินกู้แก่บริษัทดังกล่าว และ
3. ให้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ยกเลิกสัญญาที่ได้แอบลงนามในการซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนแห่งนี้
หากการร้องขอคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงไม่เป็นผล เพราะผู้เกี่ยวข้องเริ่มการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรีไปบางส่วนแล้ว และทางเครือข่ายมีมาตรการสุดท้ายที่สำคัญคือ จำเป็นจะต้องรวมตัวกันปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ที่จังหวัดหนองคายต่อไป ซึ่งหลังจากยื่นหนังสือแล้วจะติดตามผลอย่างต่อเนื่อง ถ้าไม่มีอะไรคืบหน้าปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแน่นอน
http://www.manager.co.th/South/ViewNews.aspx?NewsID=9550000053978
งานเสวนา "ปัญหารากเหง้าของความขัดแย้งและแนวทางสู่ความปรองดอง
งานเสวนา "ปัญหารากเหง้าของความขัดแย้งและแนวทางสู่ความปรองดอง" เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 เม.ย.ที่ผ่านมา เวลา 08.30 น.ถึง 12.30 น. ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์
คอป.พบว่าสาระสำคัญที่เป็นปัจจัยหรือรากเหง้าหรือสาเหตุแห่งความขัดแย้ง ประกอบด้วย 5 ตัวแปรสำคัญ ประกอบด้วย
1.โครงสร้างอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกัน
2.การจัดการด้านความมั่นคง
3.บริบทของสังคม วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และอัตลักษณ์
4.การบังคบใช้กฎหมาย และ
5.สื่อสารมวลชนในฐานะเครื่องมือผลิตซ้ำทางความคิด
1.โครงสร้างอานาจที่ไม่เท่าเทียมกันในสังคมไทย โดย ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ มธ.
โครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมากในรอบ 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมา จีดีพีกระจายออกไปเติบโตนอกกรุงเทพฯ โดยเฉพาะจังหวัดใหญ่ๆ ในภาคกลาง ขณะที่พลวัตของชนบทมีแรงงานย้ายถิ่นออกจากพื้นที่อย่างถาวรมากขึ้น และมีการเติบโตของธุรกิจรายย่อยในชนบท เป็นผู้ประกอบการขนาดเล็กและแรงงานอิสระ มีที่มาของรายได้จากธุรกิจนอกภาคเกษตรกรรม ทำให้เกิดผลคือ
- ประเทศไทยไม่มีชนบทแล้ว แต่กลายเป็นพื้นที่กึ่งผลิตกึ่งชนบทขยายตัวขึ้นแทน
- เกิดคนชั้นใหม่ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชนบท
- เกิดคนชั้นใหม่กับการเรียกร้องนโยบายสาธารณะ และ
- มีการเติบโตของแรงงานเสรี ลดการครอบงำจากระบบอุปถัมภ์
“ขณะที่พลวัตของภาคชนบท ปัจจุบันผลผลิตการเกษตรเท่ากับ 1 ใน 10 ของ GDP ประชากรมากกว่า 40% ยังคงอยู่ในชนบท แต่แบบแผนการผลิตทางการเกษตรได้เปลี่ยนแปลงไปมาก เกิดการสะสมทุนในชนบท นำเทคโนโลยีมาใช้ การขยายตัวของฟาร์มธุรกิจ ร้านค้ารายย่อยต่างๆ ทำให้เกิดชนชั้นใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชนบท และเรียกร้องนโยบายสาธารณะ อาจเรียกได้ว่าขณะนี้ไม่มีชนบทแล้ว เพราะเมื่อเข้าไปในหมู่บ้านต่างๆ ก็ยากที่จะนิยามว่า หมู่บ้านนี้เป็นเกษตรหรือไม่ ประกอบกับการเติบโตของแรงงานเสรี ช่วยลดการครอบงำจากระบบอุปถัมภ์ เพราะประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ไม่สามารถเกิดขี้นได้ในภาคเกษตร”
"โครงสร้างอำนาจ 3 ประเภทคือ โครงสร้างอำนาจทางด้านการเมือง อำนาจทางด้านเศรษฐกิจ และอำนาจทางอุดมการณ์ ซึ่งทั้งหมดเป็นความสัมพันธ์ทางตรงที่นำไปสู่การใช้หรือไม่ใช้อำนาจ อย่างไรก็ตามข้อสรุปพบว่า โครงสร้างอำนาจทางเศรษฐกิจมีบทบาทสูงมากต่อการเปลี่ยนแปลงความรู้สึก”
ในส่วนของการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง รัฐธรรมนูญปี 2540 ได้สร้างระบบการเมืองใหม่ ผู้นำทางการเมืองใหม่มีความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองกับประชาชนแบบทางตรง การรัฐประหารเมื่อปี 2549 ไม่สามารถทำได้ เพราะมีคนชั้นกลางระดับล่างในชนบทที่พัฒนาและมีอิสระจากกรอบความคิดความรู้สึกแบบเดิมออกมาขัดขวาง
ทางออกที่เป็นข้อเสนอก็คือ ต้องสร้างระบบการเมืองแบบประชาธิปไตยที่มีส่วนร่วมมากที่สุด
2.การปฏิรูปองค์การด้านความมั่นคง โดย สุภณิตา พวงผกา มก.
การปฏิรูปภาคความมั่นคง หรือ เอสเอสอาร์ (Security Sector Reform) เป็นกุญแจสำคัญสำหรับการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง สังคมที่แตกแยกจากสงคราม และสังคมหลังความขัดแย้ง ซึ่งประเทศไทยน่าจะเข้าข่ายใกล้เคียงกับ "สังคมหลังความขัดแย้ง" มากที่สุด
เป็นการสร้างหลักประกันทั้งทางการเมืองและความมั่นคงว่า กองกำลังภายในรัฐจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการสร้างเสถียรภาพทางการเมืองและกระบวนการประชาธิปไตย
จุดมุ่งหมายและความคาดหวังของการปฏิรูปภาคความมั่นคงก็คือ นำไปสู่การควบคุมโดยพลเรือน
คือ การปลูกฝังประชาธิปไตยให้กับทหาร โดยใช้แนวคิด "พลเมืองในเครื่องแบบ" ด้วยการปลูกฝังประชาธิปไตยในระดับบุคคลและหลีกเลี่ยงการแยกทหารออกจากสังคม บูรณาการกองทัพเข้าสู่กรอบการเมืองในระบอบประชาธิปไตย และควบคุมโดยผ่านรัฐบาลพลเรือน
3.ความรุนแรงทางการเมือง: พลวัตสังคมและวัฒนธรรมและแนวทางแก้ไข โดย สุริชัย หวันแก้ว จุฬา
สมมติฐานของมิติสังคมวัฒธรรมนี้ ได้แก่ ปมเงื่อนของความขัดแย้งทางสังคมการเมืองนั้นมีศักยภาพที่จะขยายกระจายจนกลายเป็นความรุนแรงเกินความคาดการณ์ใดๆ ความกระหายใคร่จะเอาชนะคะคานคู่ต่อสู้ฝั่งตรงกันข้ามแต่ถ่ายเดียว โดยมองข้ามประเด็นในเรื่องคุณค่าของการอยู่ร่วมกันอย่างร่มเย็นในสังคมไป ความพร่ามัวด้านค่านิยมคุณธรรมการอยู่ร่วมกันนี้ ปรากฏให้พบเห็นได้ในทุกระดับ ทั้งเศรษฐกิจการเมืองระดับประเทศ และแม้แต่วิกฤติเศรษฐกิจระดับโลกที่แพร่ระบาดมาจากการเสพติดเศรษฐกิจแบบเก็งกำไร ฉะนั้นทุกฝ่ายจะไขโจทย์ความรุนแรงทางการเมืองอันเกินความคาดหมายนี้ไม่ได้เลย หากไม่หันมาสำรวจตรวจสอบถึงมิติทางสังคม วัฒนธรรม และความขัดแย้งที่แปรเป็นความรุนแรงทางการเมืองในบริบทที่กว้างกว่าเคยเข้าใจกันมาแต่เดิม
4.กระบวนการยุติธรรมกับสถานการณ์ทางการเมืองที่มีความรุนแรง โดย ปกป้อง ศรีสนิท มธ.
สมมติฐานการวิจัย คือ กระบวนการยุติธรรมของไทยถูกตั้งข้อสังเกตว่าไม่เป็นอิสระ ถูกแทรกแซง และขาดกระบวนการตรวจสอบ การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและเสริมสร้างความปรองดองของคนในประเทศ ทั้งนี้ การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเพื่อสร้างความปรองดองของคนในชาติอาจทำได้ 2 ลักษณะ คือ
- การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมอย่างเป็นระบบ ซึ่งได้แก่กระบวนการยุติธรรมทางมหาชน และกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
- การดำเนินการกับปัญหาปัจจุบันโดยการบริหารจัดการกับกระบวนการยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน
5.ขอบเขตการใช้เสรีภาพของสื่อมวลชนในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารภายใต้บทบัญญัติของกฎหมาย โดย วนิดา แสงสารพัน ม.กรุงเทพ
สภาพปัญหาที่พบคือ ข้อมูลข่าวสารในปัจจุบันเข้าถึงง่าย รวดเร็ว และเยอะมาก มีทั้งข้อมูลที่ถูกต้องและไม่ถูกต้อง
ปัจจัยสำคัญคือ "ตัวกลาง" ที่ส่งผ่านข้อมูลข่าวสารสู่ประชาชน ปัจจุบันมีตัวกลางเกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นวิทยุชุมชน ทีวีดาวเทียม ไปจนถึงโซเชียลมีเดียทั้งหลาย
เหตุการณ์ความวุ่นวายที่ผ่านมา คือ ความรุนแรงทวีมากขึ้นส่วนหนึ่งมาจากการนำเสนอข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางหรือตัวกลางที่เรียกว่า "สื่อมวลชน" และมีลักษณะที่สื่อถูกใช้เป็นเครื่องมือของแต่ละฝ่ายด้วย
ที่มา http://www.kittipongforjustice.com/article/115-%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%9B-%E0%B8%9E%E0%B8%9A-5-%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%88%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%87%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%A2%E0%B9%89%E0%B8%87-%E0%B9%81%E0%B8%87%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81.html
วันจันทร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2555
โรงไฟฟ้าชีวมวล...ราวกับ EIA จะเป็นคำตอบ
...จากข่าว จี้แก้กฎหมาย-ลดปัญหา'โรงไฟฟ้าชีวมวล' ชุมชนกำหนดที่ตั้ง-1เมกกะวัตต์ทำอีไอเอ หลายจว.มั่ว-ให้ผุดกลางหมู่บ้านมลพิษอื้อ โดย วรลักษณ์ ศรีใย ศูนย์ข่าว TCIJ
...เขียนราวกับ EIA จะเป็นคำตอบ
...ก็ใช่ส่วนหนึ่ง แต่อาจไม่ใช่ทั้งหมด!!!
...สำหรับกรณีโรงไฟฟ้าชีวมวล ปัจจุบันตัวกระบวนการ EIA เองก็ยังเป็นปัญหา มีการปกปิดหรือให้ข้อมูลด้านเดียว แล้วไหนจะการข่มขู่บีบบังคับคนในพื้นที่ การจัดตั้งคู่ตรงข้ามให้เข้ามาทำการเมืองแบบปรปักษ์สร้างความแตกแยกในพื้นที่ การให้ความหวังชาวบ้านต่อการจ้างงานในชุมชนซึ่งสุดท้ายส่วนใหญ่ก็ไม่มีการจ้างงานคนในชุมชน แถมอาชีพเดิมก็ได้รับผลกระทบ การสัญญาว่าจะให้ผลประโยชน์หรือหรือเงินชดเชย หรือข้อกังขาต่อการดำเนินงานของสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดหลายจังหวัดในหลายกรณี หรือแม้กระทั่งว่าได้ทำการประเมินแล้วแต่ผลก็ไม่ออกมาตามที่ได้ประเมินไว้ก็มี เพราะฉะนั้น นอกจากการมุ่งผลักดันเรื่องจำนวนเมกกะวัตต์แล้ว ปัญหาพวกนี้ก็ควรจะนำเสนอด้วย เพราะต่อให้ลดจำนวนเมกกะวัตต์ได้จริง แต่ปัญหาที่ร่ายมายังคงอยู่ก็คงมีค่าไม่ต่างอะไรไปจากเดิม ที่สำคัญปัญหาที่ร่ายมามันไม่ใช่แค่ปัญหาเฉพาะพื้นที่แต่มันเป็นปัญหาที่หลายจังหวัดเผชิญร่วมกันด้วยหนะซิ
...ส่วนในทางนโยบาย แม้ว่าสังคมไทยจะเข้าสู่ยุคการมีส่วนร่วมของอย่างเข้มข้น (การบริหารราชการแบบมีส่วนรวม) แต่จากผลการดำเนินงานของภาครัฐในการจัดเวทีการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ผ่านมา งานวิจัยหลายชิ้นก็ชี้ให้เห็นกันอยู่ว่าไม่ได้ก่อให้เกิดประสิทธิผลในการแก้ไขปัญหาและการตัดสินใจ
...โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "การตัดสินใจ" ซึ่งถ้าสุดท้ายแล้วคนในพื้นที่บอกไม่เอาจริงๆน้ำเสียงเขาจะมีน้ำหนักซักแค่ไหน คำตอบคงไม่ได้ลอยอยู่กลางอากาศ เพียงแต่จะยอมมองให้เห็นหรือเปล่าเท่านั้นเอง!!!
http://www.tcijthai.com/TCIJ/view.php?ids=538
...เขียนราวกับ EIA จะเป็นคำตอบ
...ก็ใช่ส่วนหนึ่ง แต่อาจไม่ใช่ทั้งหมด!!!
...สำหรับกรณีโรงไฟฟ้าชีวมวล ปัจจุบันตัวกระบวนการ EIA เองก็ยังเป็นปัญหา มีการปกปิดหรือให้ข้อมูลด้านเดียว แล้วไหนจะการข่มขู่บีบบังคับคนในพื้นที่ การจัดตั้งคู่ตรงข้ามให้เข้ามาทำการเมืองแบบปรปักษ์สร้างความแตกแยกในพื้นที่ การให้ความหวังชาวบ้านต่อการจ้างงานในชุมชนซึ่งสุดท้ายส่วนใหญ่ก็ไม่มีการจ้างงานคนในชุมชน แถมอาชีพเดิมก็ได้รับผลกระทบ การสัญญาว่าจะให้ผลประโยชน์หรือหรือเงินชดเชย หรือข้อกังขาต่อการดำเนินงานของสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดหลายจังหวัดในหลายกรณี หรือแม้กระทั่งว่าได้ทำการประเมินแล้วแต่ผลก็ไม่ออกมาตามที่ได้ประเมินไว้ก็มี เพราะฉะนั้น นอกจากการมุ่งผลักดันเรื่องจำนวนเมกกะวัตต์แล้ว ปัญหาพวกนี้ก็ควรจะนำเสนอด้วย เพราะต่อให้ลดจำนวนเมกกะวัตต์ได้จริง แต่ปัญหาที่ร่ายมายังคงอยู่ก็คงมีค่าไม่ต่างอะไรไปจากเดิม ที่สำคัญปัญหาที่ร่ายมามันไม่ใช่แค่ปัญหาเฉพาะพื้นที่แต่มันเป็นปัญหาที่หลายจังหวัดเผชิญร่วมกันด้วยหนะซิ
...ส่วนในทางนโยบาย แม้ว่าสังคมไทยจะเข้าสู่ยุคการมีส่วนร่วมของอย่างเข้มข้น (การบริหารราชการแบบมีส่วนรวม) แต่จากผลการดำเนินงานของภาครัฐในการจัดเวทีการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ผ่านมา งานวิจัยหลายชิ้นก็ชี้ให้เห็นกันอยู่ว่าไม่ได้ก่อให้เกิดประสิทธิผลในการแก้ไขปัญหาและการตัดสินใจ
...โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "การตัดสินใจ" ซึ่งถ้าสุดท้ายแล้วคนในพื้นที่บอกไม่เอาจริงๆน้ำเสียงเขาจะมีน้ำหนักซักแค่ไหน คำตอบคงไม่ได้ลอยอยู่กลางอากาศ เพียงแต่จะยอมมองให้เห็นหรือเปล่าเท่านั้นเอง!!!
http://www.tcijthai.com/TCIJ/view.php?ids=538
วันอาทิตย์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2555
รายการอาหารอินเดียที่จะกินในปีนี้
Mumbai Mast Tomato Pulao
Green Chutney (Mint and Coriander)
Mother's Chicken Curry
ORANGE ICE TEA http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=mFXnCfMVw1s
Babycorn Pepper Salt
Indian Butter Chicken ( Murgh Makhani )
ปล.ย้อนกลับไปสืบค้นใน ฟหกด. ถึงแค่วันที่ ๓ ธ.ค. ๒๐๐๑ ต้องค้นหาเพิ่มเติมย้อนกลับไปอีก
วันเสาร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2555
ทัศนะว่าด้วย "เขื่อนแม่วงก์" ของ ส.ศิวรักษ์
"สหประชาชาติ กำหนดปี 1960 เป็น decade of development (ทศวรรษแห่งการพัฒนา) 10ปีนี้ ทุกอย่างจะดีหมดเลย คนรวยจะเท่าคนจน คนจนจะเท่าคนรวย สิ่งแวดล้อมจะบริบูรณ์ เหลว เลวลงไปอีก เอ้า ปี1970 เป็น second decade of development เลวลงไปอีก เพราะฉะนั้นคำว่า "พัฒนา" เขาเลิกใช้เลย เขาว่าถ้าใครใช้คำนี้ เป็นคำ dirty word เลย ถ้าใช้คำนี้ต้องล้างปาก ใช้สบู่ถูเลย เขาเลยมาเปลี่ยนใช้คำว่า "globalization" อันเดียวกันมอมเมาทั้งนั้น"
--Sulak Sivaraksa (สัมภาษณ์ วันที่ 28 เมษายน 2012)
--Sulak Sivaraksa (สัมภาษณ์ วันที่ 28 เมษายน 2012)
วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2555
เจ๊งครับ ที่คิดว่าจะเขียนได้ดี กลายเป็นเขียนได้ด้วนๆ (ทำได้ถึงแค่ 5+6)
ร่างแนวคิดที่จะเขียนตอบต่อข้อสังเกตของอ.ลิขิตว่าการเมืองไทยมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญทุก 40 ปี นั้นมีดังนี้
ทั้งหมดเป็นการวิเคราะห์ภายใต้กรอบสามประการ
(1) Socio-Economic Condition
(2) Structure & Process
(3) Democratic Political Culture
โดยมีทฤษฎีเพื่อประกอบการอธิบายทำความเข้าใจต่อข้อสมมติฐาน ดังนี้
(1) The Third Wave โดย Alvin Toffler เพื่อให้คำอธิบายถึงสภาวะสังคมไทยที่ค่อยๆเขยิบจากคลื่นที่1สู่2สู่3 โดยคงลักษณะของแต่ละคลื่นไว้ในสังคมไม่เปลี่ยนผ่านอย่างตัดขาด กล่าวโดยละเอียดคือ หลังจาก Agrarian Revolution สังคมก็เข้าสู่ลักษณะ hunter-gatherer จนมาถึงช่วงการเข้ามาของชาติตะวันตกพร้อมกับเครื่องจักรไอน้ำและเรือกลไฟทำให้สังคมสยามเริ่มปรับตัวตามสถานการณ์ในช่วง Industrial Revolution จนสังคมตะวันตกได้เข้ามาถึงยุค post-industrial society (1950) สังคมสยามยังคงอยู่ในช่วงปลุกปั่นกับการพัฒนาอุตสาหกรรมอยู่ กว่าจะเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงเป็นคลื่นที่3 ก็ล่วงประมาณ 1990 และในปัจจุบันที่ The World is flat ซึ่ง Wealth today, he argues, is created everywhere (globalisation), nowhere (cyberspace), and out there (outer space).
(2) วัฒนาธรรมการเมือง 3 แบบ อันเป็นตัวแบบบริสุทธิ์ที่ Almond & Verba ได้สร้างขึ้น แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ Parochial, Subject และ Participant ซึ่งในสภาพความเป็นจริงไม่มีสังคมใดที่จะมีวัฒนธรรมทางการเมืองเหมือนกับตัวแบบบริสุทธิ์ 100% สิ่งที่เป็นไปได้มากกว่าคือการมีวัฒนธรรมแบบผสมแบบ Parochial-Subject, Subject-Participant หรือ Parochial-Participant
(3) แนวคิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองให้เป็นสมัยใหม่ (Political Modernization) โดยยึดตามแนวคิดของ Samuel P. Huntington ใน Political Order in Changing Societies. pp.34-35 ซึ่งมีหลักเกณฑ์โดยย่อคือ จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองให้มีความแตกต่างซับซ้อนมากขึ้น (Structural Differentiation) จะต้องมีการขยายอำนาจการปกครองของรัฐบาลกลางให้ครอบคลุมไปทั่วทุกภาคส่วนในรัฐให้อยู่ภายใต้รัฐบาลเดียวกัน และจะต้องอยู่ภายใต้ระบบกฎหมายเดียวกัน (Rationalization of Authority)
(4) แนวคิดพัฒนาการทางการเมือง (Political Development) โดยยึดตามแนวคิดของ Lucian W. Pye ใน Aspects of Political Development. pp.33-45 ซึ่ง Pye ได้นำเสนอองค์ประกอบของพัฒนาการทางการเมืองไว้สามประการคือ
1.ความเท่าเทียม (equality) ทั้งในทางกฎหมาย การเมือง และการเข้าร่วมทางการเมือง
2.ความสามารถของระบบการเมือง (capacity) ในด้านการดำเนินนโยบาย (output) ของระบบทั้งในทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงการยึดหลักความเป็นเหตุเป็นผล (Rationality) และหลักของทางโลก (Secular) 3.ความชำนาญงาน (differentiation and specialization) เป็นการจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ในการจัดการปัญหาอย่างไม่ซ้ำซ้อน และแบ่งงานกันตามความสามารถความชำนาญ
หมายเหตุ แม้ว่าแนวคิดและทฤษฎีตลอดจนวิธีการศึกษาการพัฒนาทางการเมืองจะมีความหลากหลายหรือแตกต่างกันเอง แต่ก็มีประเด็นเห็นพ้องร่วมกันอยู่อย่างหนึ่งคือ เรื่องความสามารถของระบบการเมืองในการตอบสนองต่อข้อเรียกร้องต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปโดยไม่มีความรุนแรงหรือแตกสลายของระบบ เหมือนดังเช่นที่ Pye ได้พูดถึงความสามารถของระบบ Huntington ก็พูดถึงความเป็นสถาบันของระบบ Almond ก็พูดถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองให้มีความสลับซับซ้อน
(5) จุดร่วม-ตัวแปร-เงื่อนไขการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญทุก 40 ปีที่ค้นพบจากมิติทางประวัติศาสตร์และแนวคิดทฤษฎีข้างต้นมี 5 ประการ
1. การเปลี่ยนแปลงของบริบทโลก (ปัจจัยภายนอก การเมืองโลก+เศรษฐกิจโลก)
2. การเมืองภายในประเทศ (โครงสร้างอำนาจ + class conflict โดยเฉพาะ elite กับ middle class)
3. เศรษฐกิจภายในประเทศ ที่เชื่อมโยงกับภายนอก (แรงงาน+การพัฒนา+การผลิต)
4. สังคม-วัฒนธรรม (การศึกษา+วัฒนธรรมทางการเมือง+การขัดเกลาทางสังคม)
5. เทคโนโลยีและข้อมูลข่าวสาร (สื่อที่เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยอันเป็นชนวนนำทางสำนึกและปัญญา)
6. การนำโดยปัญญาชนแห่งยุคสมัย (ทั้งจาก ปัญญาชนจารีต หรือ Traditional intellectuals กับ ปัญญาชนจัดตั้ง หรือ Organic Intellectuals ตามแนวคิดของ Gramsci)
(6) โดยให้มิติทางประวัติศาสตร์ผ่านงานชิ้นสำคัญ สี่ชิ้น (เท่าที่มีติดตัว) คือ
1. 100 ปี แห่งการปฎิรูประบบราชการ : วิวัฒนาการของอำนาจรัฐและอำนาจการเมือง (The co-evolution of state power and political power) โดย ชัยอนันต์ สมุทวณิช
2. การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 โดย นครินทร์ เมฆไตรรัตน์
3. และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏ : การเมืองวัฒนธรรมของนักศึกษาและปัญญาชนก่อน 14 ตุลาฯ โดย ประจักษ์ ก้องกีรติ
4. รัฐประหาร 19 กันยา : รัฐประหารเพื่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยมี ธนาพล อิ๋วสกุล เป็นกองบรรณาธิการ เน้นบทความของ ธงชัย วินิจจะกูล พิชช์ พงษ์สวัสดิ์ และ S.E. Finer
(7) ผลที่คาดว่าจะได้เห็นคือ รากเหง้าที่มาของความขัดแย้งทางการเมือง ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และความล้าหลังทางวัฒนธรรม-สังคม
(8) และเมื่อสังเคราะห์จากทั้งหมดแล้วจะได้ข้อสรุป 4 ประการ ดังนี้
1. วัฒนธรรมทางการเมืองไทยที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ไม่เอื้อต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจและการเมืองตามตัวแนวทาง Political Modernization และ Political Development
2. ความขัดแย้งทางการเมืองมีรากฐานมาจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจ (economic substructure) ที่ไม่เป็นธรรมจริงๆ
3. วัฒนธรรมทางการเมืองไทย + ความขัดแย้งทางการเมือง ส่งผลให้การขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวทันต่อความเปลี่ยนแปลงของคลื่นลูกต่อไป (IT.และ The World is flat) เกิด Dilemma ตัวอย่างจากการเปิดเสรีและการเพิ่มประสิทธิภาพด้านข้อมูลข่าวสารที่ไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่ หากไม่เปิดก็กระทบเศรษฐกิจ หากเปิดก็กระทบกับความมั่นคงของระบบที่ยังไม่มั่นคง
4. อย่างไรก็ตามคาดการณ์ได้ว่าในอนาคตคงไม่ถึงขนาดเกิด Political Decay อาจเกิดเพียง Political chaos ที่ระบบไม่สามารถรองรับต่อการเปลี่ยนแปลงได้ทัน อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่สังคมไทยพยายามผลักดันให้พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ตามแนวคิดวัฒนธรรมการเมืองแบบคับแคบมาแทนที่หลักความเป็นเหตุเป็นผล (Rationality) และหลักของทางโลก (Secular) ของวัฒนธรรมใหม่ (ประชาธิปไตย)
==============================================
แผนภาพ
2398_social mobilization_2435_political consciousness_
1.parocial 1.parocial-subject
2.คลื่นลูกที่1 2.คลื่นลูกที่1+2
3.Monarchy 3.Absolute Monarchy
2475_political participation_2516_political modern_
1.parocial-participant 1.subject-participant
2.คลื่นลูกที่1+2 2.คลื่นลูกที่1+2+3
3.Representative Democ. 3.Direct Democ.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

+colour.jpg)