"ทุกวันนี้ผมยังมีความสุขกับการอ่าน Philosophy and Public Affair ของสาย Analytics แล้วผมก็ว่ามันให้ความรู้ผมมาก ให้ความเข้าใจconcept, definition แต่ Philosophy and Public Affair ไม่สามารถให้ในสิ่งที่ Quentin Skinner ให้ผมได้ พูดง่ายๆ สำหรับผมเป็นคนที่เชื่อมั่นว่า ผมเป็นคนไม่เคยพอเพียง เมื่อผมเป็นคนไม่เคยพอเพียง เมื่อผมไม่เคยพอเพียง ผมถึงต้องเป็นคนที่ไขว่คว้าหาสิ่งต่างๆพวกนี้เพื่อมาตอบคำถามของผม และผมก็ไม่เคยคิดว่ามันมี Great Thinker หรือ กระจอก Thinker เพราะผมคิดว่าทั้งหมดมันสำคัญและมันผูกโยงใยกันหมด เพราะฉะนั้นถ้าคุณอ่าน Quentin Skinner คุณก็จะเห็นคนจำนวนมากที่คุณไม่เคยได้รู้จักมาในชีวิตว่าอีเปรตพวกนี้มันคือใครว๊ะ และสำหรับผม โดยส่วนตัวผมบอกแล้วนี่(ปรัชญา)คือเรื่องรสนิยม ผมสนุกตรงนั้น เพราะฉะนั้น ผมเป็นคนไม่มีประเด็นปัญหาเรื่องอรรถประโยชน์ ผมไม่คิดแบบรัฐไทย ผมก็ช่างแม่งไม่สนใจ ประโยชน์มีประโยชน์ผมไม่รู้ ผมบอกว่า สำหรับผม ผมสอนหนังสือ เรียนกับผมแม่งเหมือนกินส้มตำนะครับ ไม่มีคุณค่าทางอาหาร แต่แม่ง...มันส์ ...จบ ...พอแล้ว"
--ธเนศ วงศ์ยานนาวา
วันจันทร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2555
หนังที่เราอย๊ากกกอยากจะดู....ในปีนี้
SYRIANA
The Good Shepherd
Spies Like Us (1985)
Three Days of the Condor (1975)
The Ipcress File (1965)
North By Northwest
Safe House
The Day of the Jackal
The Debt
Aki Ra's Boys. (2007) Directors: Lynn Lee, James Leong
Golden Slumbers (2010) Director: Yoshihiro Nakamura
WISH US LUCK หนังสารคดีโดย วรรณแวว และ แวววรรณ หงษ์วิวัฒน์
The Flowers of War (2011) Director: Yimou Zhang
Eternity
'รงค์ วงษ์สวรรค์
The Red Chapel (2009)
Sona, the Other Myself (2009)
http://www.siamintelligence.com/sona-the-other-myself-review/
Take Shelter Trailer (2011)
Midnight in Paris (2011)
Never Let Me Go (2010)
Team America: World Police (2004)
Jiro Dreams of Sushi (2011)
Sound Of Noise
Ashamed (2011)
Salmon Fishing in The Yemen
Munich 2005
The Fog of War
The Russia House. Writers: John le Carré (novel)
เว็บหนัง
เว็บหนัง
รายชื่อหนังสือที่อยากซื้อสำหรับงานหนังสือปีนี้ (+ค้างของปีที่แล้ว)
1.ประวัติศาสตร์ของความเงียบ - อติภพ ภัทรเดชไพศาล - สำนักพิมพ์ระหว่างบรรทัด
2.อิสลามการเมืองในตะวันออกกลาง - จรัญ มะลูลีม - สนพ.ศยาม
3.มองพม่า: ประวัติศาสตร์สังคม อำนาจ และประชาธิปไตย - โครงการ Burma Concern - สนใจสอบถามหรือสั่งซื้อได้แล้ววันนี้ค่ะ ที่ศูนย์ RCSD 0-5394-3595 หรือ rcsd@cmu.ac.th
4.สาธารณรัฐเซ็กส์ - ศักดิ์ชัย ลัคนาวิเชียร
5.คณะเพนกวินของคุณป็อปเปอร์ - อมรินทร์บุ๊ค
6.เขมรใช้ไทยยืม. ศานติ ภักดีคำ. สนพ.อมรินทร์
http://www.flickr.com/photos/fringer/6892072174/in/set-72157629723338119
7.เราจะมีชีวิตที่ดี. ภานุมาศ ทองธนากุล. สนพ.อะบุ๊ค
http://www.flickr.com/photos/fringer/7038389811/in/set-72157629723338119
8.ความมืดกลางแสงแดด. บทสัมภาษณ์โดย วรพจน์ พันธุ์พงศ์ และธิติ มีแต้ม
http://www.flickr.com/photos/fringer/6903648950/in/set-72157629723338119
9.อาเซียนภาควัฒนธรรม ทัศนะต่อประชาคมในกระแสความขัดแย้งแลความหวัง. ฆัสรา ขมะวรรณ มุกดาวิจิตร และภิญโญ ไตรสุริยธรรมา บรรณาธิการ
http://www.flickr.com/photos/fringer/6903661538/in/set-72157629723338119
10.สวมวิญญาณนักเศรษฐศาสตร์. อรนุช อนุศักดิ์เสถียร แปล. สนพ.มติชน
11. เดียวดายใต้ฟ้าคลั่ง. แดนอรัญ แสงทอง
----------------------------------------------------------------------------
รายชื่อหนังสือจัดซื้อปีนี้ (2554) (เพิ่มเติมลำดับที่ 11 - 27)
รายชื่อหนังสือจัดซื้อสำหรับงานหนังสือปีนี้ (และเพิ่มเติมลำดับที่ 11 - 27)
1.สามัญชนเปลี่ยนโลก. สนพ.ของเรา. โดย ภัควดี
2.JUSTICE : WHAT'S THE RIGHT THING TO DO ?. Michael J. Sandel (เขียน) สฤณี (แปล) สนพ.Openworlds
3.MODERN ART : A VERY SHORT INTRODUCTION. David Cottington (เขียน) อณัญญา (แปล) สนพ.Openworlds
4.AN EDIBLE HISTORY OF HUMANITY. Tom Standage (เขียน) โตมร (แปล) สนพ.Openworlds
5.THE TIME MACHINE. สนพ.สมมติ
6.LOOKING BACKWARD. สนพ.สมมติ
7.NEVER LET ME GO. สนพ.Earnest Publishing
8.สามัคคีเพศ. รวมเรื่องสั้น สนพ.สมมติ
9.ใต้เตียงนักดนตรี. สนพ.Openbooks
10.ก็ไพร่นี่คะ 2. สนพ.อ่าน
11.ตามล่าคว้าฝันที่ เลอ กอร์ดง เบลอ สนพ.มติชน
12.เบี้ยไล่ขุน โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ สนพ.มติชน
13.ฮาวายประเทศ โดย จิรัฏฐ์ ประเสริฐทรัพย์ สนพ.SALMON BOOKS
14.พิพิธภัณฑ์แห่งฉัน โดย จักรพันธุ์ ขวัญมงคล สนพ.SALMON BOOKS
15.บันทึกการเดินทางของนายวิชัย มาตกุล สนพ.SALMON BOOKS
16.หอสมุดแห่งบาเบล โดย Jorge Luis Borges. คำนิยมโดยธเนศ วงศ์ยานนาวา สนพ.บุคไวรัส
17.กรุงเทพฯ(ไม่)มีคนเสื้อแดง โดย ปืนลั่นแสกหน้า สนพ.อ่าน
18.หนังโรคจิต โดย นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ สนพ.postbooks
19.เหมือนบอดใบ้ไพร่ฟ้ามาสุดทาง โดย อานนท์ นําภา
20.คู่มือเมฆและปรากฏการณ์บนท้องฟ้า โดย ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ สนพ.สารคดี
21.เพื่อนสามคน โดย โตมร ศุขปรีชา สนพ.Springbooks
22.ญี่ปุ่นได้อีก โดย อรรถ บุนนาค สนพ.อมรินทร์
23.ไฮปาเฌีย แห่ง อเล็กซานเดรีย สนพ.คบไฟ ลดเหลือ 50 บาท
24.อินเดีย จาริกด้านใน 1 โดย ประมวล เพ็งจันทร์ สนพ.สุขภาพใจ
25.Old Bangkok See, Eat, Do โดย ชมพูนุท ดีประวัติ สนพ.วงกลม
26.1cm โดย คิมอึนจู สนพ.วงกลม
2.อิสลามการเมืองในตะวันออกกลาง - จรัญ มะลูลีม - สนพ.ศยาม
3.มองพม่า: ประวัติศาสตร์สังคม อำนาจ และประชาธิปไตย - โครงการ Burma Concern - สนใจสอบถามหรือสั่งซื้อได้แล้ววันนี้ค่ะ ที่ศูนย์ RCSD 0-5394-3595 หรือ rcsd@cmu.ac.th
4.สาธารณรัฐเซ็กส์ - ศักดิ์ชัย ลัคนาวิเชียร
5.คณะเพนกวินของคุณป็อปเปอร์ - อมรินทร์บุ๊ค
6.เขมรใช้ไทยยืม. ศานติ ภักดีคำ. สนพ.อมรินทร์
http://www.flickr.com/photos/fringer/6892072174/in/set-72157629723338119
7.เราจะมีชีวิตที่ดี. ภานุมาศ ทองธนากุล. สนพ.อะบุ๊ค
http://www.flickr.com/photos/fringer/7038389811/in/set-72157629723338119
8.ความมืดกลางแสงแดด. บทสัมภาษณ์โดย วรพจน์ พันธุ์พงศ์ และธิติ มีแต้ม
http://www.flickr.com/photos/fringer/6903648950/in/set-72157629723338119
9.อาเซียนภาควัฒนธรรม ทัศนะต่อประชาคมในกระแสความขัดแย้งแลความหวัง. ฆัสรา ขมะวรรณ มุกดาวิจิตร และภิญโญ ไตรสุริยธรรมา บรรณาธิการ
http://www.flickr.com/photos/fringer/6903661538/in/set-72157629723338119
10.สวมวิญญาณนักเศรษฐศาสตร์. อรนุช อนุศักดิ์เสถียร แปล. สนพ.มติชน
11. เดียวดายใต้ฟ้าคลั่ง. แดนอรัญ แสงทอง
----------------------------------------------------------------------------
รายชื่อหนังสือจัดซื้อปีนี้ (2554) (เพิ่มเติมลำดับที่ 11 - 27)
รายชื่อหนังสือจัดซื้อสำหรับงานหนังสือปีนี้ (และเพิ่มเติมลำดับที่ 11 - 27)
1.สามัญชนเปลี่ยนโลก. สนพ.ของเรา. โดย ภัควดี
2.JUSTICE : WHAT'S THE RIGHT THING TO DO ?. Michael J. Sandel (เขียน) สฤณี (แปล) สนพ.Openworlds
3.MODERN ART : A VERY SHORT INTRODUCTION. David Cottington (เขียน) อณัญญา (แปล) สนพ.Openworlds
4.AN EDIBLE HISTORY OF HUMANITY. Tom Standage (เขียน) โตมร (แปล) สนพ.Openworlds
5.THE TIME MACHINE. สนพ.สมมติ
6.LOOKING BACKWARD. สนพ.สมมติ
7.NEVER LET ME GO. สนพ.Earnest Publishing
8.สามัคคีเพศ. รวมเรื่องสั้น สนพ.สมมติ
9.ใต้เตียงนักดนตรี. สนพ.Openbooks
10.ก็ไพร่นี่คะ 2. สนพ.อ่าน
11.ตามล่าคว้าฝันที่ เลอ กอร์ดง เบลอ สนพ.มติชน
12.เบี้ยไล่ขุน โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ สนพ.มติชน
13.ฮาวายประเทศ โดย จิรัฏฐ์ ประเสริฐทรัพย์ สนพ.SALMON BOOKS
14.พิพิธภัณฑ์แห่งฉัน โดย จักรพันธุ์ ขวัญมงคล สนพ.SALMON BOOKS
15.บันทึกการเดินทางของนายวิชัย มาตกุล สนพ.SALMON BOOKS
16.หอสมุดแห่งบาเบล โดย Jorge Luis Borges. คำนิยมโดยธเนศ วงศ์ยานนาวา สนพ.บุคไวรัส
17.กรุงเทพฯ(ไม่)มีคนเสื้อแดง โดย ปืนลั่นแสกหน้า สนพ.อ่าน
18.หนังโรคจิต โดย นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ สนพ.postbooks
19.เหมือนบอดใบ้ไพร่ฟ้ามาสุดทาง โดย อานนท์ นําภา
20.คู่มือเมฆและปรากฏการณ์บนท้องฟ้า โดย ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ สนพ.สารคดี
21.เพื่อนสามคน โดย โตมร ศุขปรีชา สนพ.Springbooks
22.ญี่ปุ่นได้อีก โดย อรรถ บุนนาค สนพ.อมรินทร์
23.ไฮปาเฌีย แห่ง อเล็กซานเดรีย สนพ.คบไฟ ลดเหลือ 50 บาท
24.อินเดีย จาริกด้านใน 1 โดย ประมวล เพ็งจันทร์ สนพ.สุขภาพใจ
25.Old Bangkok See, Eat, Do โดย ชมพูนุท ดีประวัติ สนพ.วงกลม
26.1cm โดย คิมอึนจู สนพ.วงกลม
วันพฤหัสบดีที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2555
วิกฤตยุบ บอ. กับ คำทักท้วงของนายขัว คนรักเพนกวิน
อยากขอให้อธิการฯเข้าไปตรวจสอบคุณภาพของสำนักบัณฑิตอาสาก่อนครับ (หรือหากท่านอธิการฯเข้าไปตรวจสอบแล้วก็ขออภัย) แล้วค่อยตัดสินใจยุบหรือไม่ยุบ โดยอาจเอางานค้นคว้าอิสระของสำนักบัณฑิตอาสาสมัครมากางกันต่อหน้าประชาคมธรรมศาสตร์เลยก็ได้ครับ ว่ามาตรฐานของบอ.อยู่ในระดับใด อยากขอให้ช่วยเทียบงานศึกษาอิสระของ บอ. กับสารนิพนธ์(โครงการปกติ)ของแต่ละคณะทางสายสังคมศาสตร์ไปเลยครับ อาทิ นิติฯ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมวิทยาฯ สังคมสงเคราะห์ ศิลปศาสตร์ ฯลฯ เพราะหากยังดีมีคุณภาพอยู่คงไม่มีเหตุผลที่ต้องยุบ เพื่อพิสูจน์ว่างานศึกษาอิสระที่ มธ. จ่ายเงินเดือนให้ บอ. แต่ละคนไว้ใช้ในช่วงไปศึกษาตามชนบทนั้น มันมีประโยชน์ต่อสังคมจริงหรือไม่ และอยากขอให้มีการเปิดเผยค่า impact factor หรือจำนวนการนำไปอ้างอิงที่ไหนก็ได้ ของงาน บอ.ว่าเป็นยังไง หรือค้างเติ่งอยู่ในชั้นวางหนังสือจนฝุ่นจับ ถ้ามันมีคนเอาไปใช้ต่อก็นับว่าเป็นประโยชน์ควรให้ บอ. อยู่ต่อ แต่ถ้ามันมีแต่งานที่ไม่เคยถูกนำไปใช้เลย แถมซ้ำซ้อนและคุณภาพต่ำกว่างานของคณะฯต่างๆ ก็ไม่รู้จะให้อยู่ไปทำไม
นอกจากนี้ บางทีตัว บอ. เองควรจะบอกให้สังคมให้ชัดเสียทีว่า ความเป็นบัณฑิตอาสามันต่างจาก อาสาสมัครอื่นตรงไหน ถ้ามันต่างกันตรงความเป็น"บัณฑิต" คำถามคือทุกวันนี้ บอ. แสดงบทบาทความเป็น"บัณฑิต"ชัดเจนพอหรือยัง หรือแสดงความเป็นผู้ใช้แรงงานอาสา(เหมือนเช่นอาสาทั่วไป)มากกว่า เพราะการเห็นความทุกข์ยากของประชาชนหรือการรู้จักชนบทสำหรับ "บัณฑิต"อาสาไม่น่าจะวัดกันที่การลงไปเดินตามท้องไร่ท้องนาหรือกินเหล้าร่วมแก้วกับชาวบ้าน แต่หากอยู่ที่ความสามารถของ"บัณฑิต"อาสาที่จะลงไปสืบค้นข้อมูล แล้วคิดวิเคราะห์ตามหลักทางวิชาการ เพื่อหาคำตอบหรือหาทางออกให้กับปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคมไทยให้กับแต่ละชุมชนหรือกับประเทศ บัณฑิตอาสารุ่นใหม่ต้องตอบสังคมให้ได้ว่าในวันนี้ได้ผลิตงานอะไรบ้างที่จะเป็นเหมือนแสงสว่างส่องทางออกให้กับความมืดมิดของปัญหาทั้งในเมือง(ชุมชนแออัด)และชนบท โดยต้องไม่ลืมว่า บัณฑิตอาสามาแล้วก็ไปแต่ปัญหาเชิงโครงสร้างยังคงอยู่
ปล. ขอคารวะ บอ. รุ่นเก่าผู้สร้างเกียรติประวัติ ซึ่งหลายท่านที่ผมได้มีโอกาสพบเจอยังคงกระจายตัวอยู่ในทุกพื้นที่เพื่องานให้สังคมอย่างต่อเนื่องทั้งในระดับย่อยและระดับชาติด้วยบทบาท"บัณฑิต"อาสาอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม ก่อนที่รุ่นพี่ๆจะร้องขอไม่ให้ยุบด้วยเหตุผลทางประวัติศาสตร์ต่างๆนาๆ ผมอยากจะขอร้องให้รุ่นพี่ๆลงไปดูภารกิจหลักของพวกเขา...บัณฑิตอาสารุ่นใหม่ นั่นคือคุณภาพทางวิชาการของงานศึกษาของ บอ. รุ่นใหม่ก่อนเป็นเบื้องต้น แล้วลงไปดูบทบาทของพวกเขาที่มีต่อสังคม ซึ่งแน่นอนว่ารุ่นใหม่ๆอาจยังไม่เห็นชัดนัก แต่คงพอจะเห็นเค้าลางถ้ามันมี และฯลฯ แล้วค่อยอ้างเหตุผลทางประวัติศาสตร์
และอยากเป็นกำลังใจให้ บอ. รุ่นใหม่ ที่...ต้องพิสูจน์ตัวเองให้เขาเห็นให้ได้ว่า บอ. มีคุณค่าอย่างไร ระบุตัวเองให้ชัดว่าแตกต่างจากคนอื่น-คณะอื่นอย่างไร เพราะการไปหวังพึ่งพิงแต่บุญเก่าโดยไม่สามารถบอกได้ว่าตนเองคือใคร? แตกต่างจากคนอื่นอย่างไร? พาลแต่จะทำให้บุญเก่านั้นร่วงโรยไร้ค่า และสิ้นเปลืองงบประมาณพวกค่าอยู่ค่ากินของ บอ. อันมาจากภาษีก็ตามหรือรายได้มหาวิทยาลัยก็ตามไปโดยเปล่าประโยชน์ จึงอยากเสนอให้ บอ. ต้องเร่งพิสูจน์ตนเองบนเวทีระดับชาติให้ได้ก่อน อย่างสมัชชาปฏิรูปที่จะถึงนี้ก็ได้ ประชุมวิชาการระดับชาติเวทีต่างๆก็ได้ หรือวิกฤตที่ต้องมีการอาสาก่อนก็ได้ (ทั้งนี้ ยังไม่นับคำถามของสังคมต่อบทบาท บอ. ในช่วงน้ำท่วมที่ผ่านมา ว่าองค์กรที่ก่อตั้งมายาวนานขนาดนี้ มีสมาชิกกระจายตัวอยู่ทั่วทุกพื้นที่ทั่วประเทศ มีการจัดตั้ง มีงบประมาณสนับสนุน มีบทบาทนำในอดีต ฯลฯ จะไม่สามารถมีบทบาทนำอะไรได้เลยในช่วงน้ำท่วมที่ผ่านมา) เพื่อเป็นข้อมูลและผลงานนำไปยันเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าวันนี้ บอ. ยังมีคุณค่าต่อสังคมอยู่ ที่สำคัญ การแสดงทัศนะอวดรู้ว่าตนนั้นเข้าใจชนบทหรือสังคมไทยเหนือผู้อื่นโดยไม่มีคำอธิบายหรือผลงานวิชาการเป็นที่ประจักษ์มาเปรียบเทียบ มีแต่จะทำให้คนภายนอกมองว่าทัศนะของ บอ. นั้นช่างคับแคบ ตื้นเขิน และไร้เดียงสาเสียเหลือเกิน เหมือนเด็กเตะบอล อบต. แต่ไปด่านักเตะทีมชาติว่าเตะไม่เป็นไม่รู้เรื่องการเตะเหมือนนักบอล อบต. อย่างฉันหรอก เหมือนไปเย้ยนักวิชาการว่าพวกเอ็งไม่เข้าใจชนบทเหมือนพวกฉันหรอกเพราะฉันอยู่มาแล้วแทบทั้งชีวิตฉันจึงเข้าใจมากกว่า เพราะฉะนั้นอยากให้ระวังตรงนี้ ...เป็นกำลังใจให้นะครับ
นอกจากนี้ บางทีตัว บอ. เองควรจะบอกให้สังคมให้ชัดเสียทีว่า ความเป็นบัณฑิตอาสามันต่างจาก อาสาสมัครอื่นตรงไหน ถ้ามันต่างกันตรงความเป็น"บัณฑิต" คำถามคือทุกวันนี้ บอ. แสดงบทบาทความเป็น"บัณฑิต"ชัดเจนพอหรือยัง หรือแสดงความเป็นผู้ใช้แรงงานอาสา(เหมือนเช่นอาสาทั่วไป)มากกว่า เพราะการเห็นความทุกข์ยากของประชาชนหรือการรู้จักชนบทสำหรับ "บัณฑิต"อาสาไม่น่าจะวัดกันที่การลงไปเดินตามท้องไร่ท้องนาหรือกินเหล้าร่วมแก้วกับชาวบ้าน แต่หากอยู่ที่ความสามารถของ"บัณฑิต"อาสาที่จะลงไปสืบค้นข้อมูล แล้วคิดวิเคราะห์ตามหลักทางวิชาการ เพื่อหาคำตอบหรือหาทางออกให้กับปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคมไทยให้กับแต่ละชุมชนหรือกับประเทศ บัณฑิตอาสารุ่นใหม่ต้องตอบสังคมให้ได้ว่าในวันนี้ได้ผลิตงานอะไรบ้างที่จะเป็นเหมือนแสงสว่างส่องทางออกให้กับความมืดมิดของปัญหาทั้งในเมือง(ชุมชนแออัด)และชนบท โดยต้องไม่ลืมว่า บัณฑิตอาสามาแล้วก็ไปแต่ปัญหาเชิงโครงสร้างยังคงอยู่
ปล. ขอคารวะ บอ. รุ่นเก่าผู้สร้างเกียรติประวัติ ซึ่งหลายท่านที่ผมได้มีโอกาสพบเจอยังคงกระจายตัวอยู่ในทุกพื้นที่เพื่องานให้สังคมอย่างต่อเนื่องทั้งในระดับย่อยและระดับชาติด้วยบทบาท"บัณฑิต"อาสาอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม ก่อนที่รุ่นพี่ๆจะร้องขอไม่ให้ยุบด้วยเหตุผลทางประวัติศาสตร์ต่างๆนาๆ ผมอยากจะขอร้องให้รุ่นพี่ๆลงไปดูภารกิจหลักของพวกเขา...บัณฑิตอาสารุ่นใหม่ นั่นคือคุณภาพทางวิชาการของงานศึกษาของ บอ. รุ่นใหม่ก่อนเป็นเบื้องต้น แล้วลงไปดูบทบาทของพวกเขาที่มีต่อสังคม ซึ่งแน่นอนว่ารุ่นใหม่ๆอาจยังไม่เห็นชัดนัก แต่คงพอจะเห็นเค้าลางถ้ามันมี และฯลฯ แล้วค่อยอ้างเหตุผลทางประวัติศาสตร์
และอยากเป็นกำลังใจให้ บอ. รุ่นใหม่ ที่...ต้องพิสูจน์ตัวเองให้เขาเห็นให้ได้ว่า บอ. มีคุณค่าอย่างไร ระบุตัวเองให้ชัดว่าแตกต่างจากคนอื่น-คณะอื่นอย่างไร เพราะการไปหวังพึ่งพิงแต่บุญเก่าโดยไม่สามารถบอกได้ว่าตนเองคือใคร? แตกต่างจากคนอื่นอย่างไร? พาลแต่จะทำให้บุญเก่านั้นร่วงโรยไร้ค่า และสิ้นเปลืองงบประมาณพวกค่าอยู่ค่ากินของ บอ. อันมาจากภาษีก็ตามหรือรายได้มหาวิทยาลัยก็ตามไปโดยเปล่าประโยชน์ จึงอยากเสนอให้ บอ. ต้องเร่งพิสูจน์ตนเองบนเวทีระดับชาติให้ได้ก่อน อย่างสมัชชาปฏิรูปที่จะถึงนี้ก็ได้ ประชุมวิชาการระดับชาติเวทีต่างๆก็ได้ หรือวิกฤตที่ต้องมีการอาสาก่อนก็ได้ (ทั้งนี้ ยังไม่นับคำถามของสังคมต่อบทบาท บอ. ในช่วงน้ำท่วมที่ผ่านมา ว่าองค์กรที่ก่อตั้งมายาวนานขนาดนี้ มีสมาชิกกระจายตัวอยู่ทั่วทุกพื้นที่ทั่วประเทศ มีการจัดตั้ง มีงบประมาณสนับสนุน มีบทบาทนำในอดีต ฯลฯ จะไม่สามารถมีบทบาทนำอะไรได้เลยในช่วงน้ำท่วมที่ผ่านมา) เพื่อเป็นข้อมูลและผลงานนำไปยันเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าวันนี้ บอ. ยังมีคุณค่าต่อสังคมอยู่ ที่สำคัญ การแสดงทัศนะอวดรู้ว่าตนนั้นเข้าใจชนบทหรือสังคมไทยเหนือผู้อื่นโดยไม่มีคำอธิบายหรือผลงานวิชาการเป็นที่ประจักษ์มาเปรียบเทียบ มีแต่จะทำให้คนภายนอกมองว่าทัศนะของ บอ. นั้นช่างคับแคบ ตื้นเขิน และไร้เดียงสาเสียเหลือเกิน เหมือนเด็กเตะบอล อบต. แต่ไปด่านักเตะทีมชาติว่าเตะไม่เป็นไม่รู้เรื่องการเตะเหมือนนักบอล อบต. อย่างฉันหรอก เหมือนไปเย้ยนักวิชาการว่าพวกเอ็งไม่เข้าใจชนบทเหมือนพวกฉันหรอกเพราะฉันอยู่มาแล้วแทบทั้งชีวิตฉันจึงเข้าใจมากกว่า เพราะฉะนั้นอยากให้ระวังตรงนี้ ...เป็นกำลังใจให้นะครับ
ปุจฉา ความเจริญทางพุทธศาสนา ของพูลผลและกนกกาญจน์
เจริญแล้วทางพุทธในไทยแบ่งออกเป็น 2 นิกาย(ทางกว้าง)คือ มหานิกาย นิกายธรรมยุต (เพื่อความง่ายจะไม่นับนิกายสยามวงศ์ด้วย) ซึ่งมีมรรคในแต่ละช่วงประวัติศาสตร์(ทางลึก)ที่แตกต่างกัน
ทั้งนี้ยังไม่นับพุทธปรัชญากับพุทธพิธีกรรม หรืออาจเรียกอีกอย่างแบบง่ายๆว่า พุทธปัญญาชนกับพุทธชาวบ้าน ที่เหลื่อมซ้อนกันระหว่าง 2 นิกายข้างต้น และเมื่อขยายภาพกว้างออกมาในระดับเอเชียก็แบ่งได้อีกหลายสิบนิกาย อาทิ เถรวาท มหายาน วชิรยาน ตันตระ ธิเบตตัน โอมชินริเกียว วิปัสนา เซ็น ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมีผู้นับถืออยู่ในประเทศไทย
เพราะฉะนุ้น บิ๊กไผ่มันเลยงง เพราะพุทธไม่ได้มีแบบเดียวบนโลก และในประเทศไทยก็มีหลายแบบ พุทธในญี่ปุ่นเคยวัดความเจริญที่การใช้ความรุนแรง (buddhist warfare) ขณะที่พุทธของพระเจ้าอโศก ซึ่งแพร่ขยายมาจนถึงไทยก็วัดความเจริญที่การทำสงครามศักดิ์สิทธิ์ ส่วนพุทธตันตระก็วัดความเจริญทางจิตใจจากเรื่องการร่วมเพศ
ย่อลงมาง่ายๆหน่อยก็พุทธพิธีกรรมกับพุทธวิปัสนาก็วัดความเจริญต่างกัน ฝ่ายหนึ่งว่าให้ทำบุญชำระกรรม มีหน่วยวัดกรรมจากการกระทำเป็นตัวเลขเบ็ดเสร็จ (เคยอ่านเจอที่วัดในอำเภอโขงเจียม เป็นหนังสือแจกฟรี) เมื่อทำได้ตามยอดบุญแล้วจะเจริญ อีกฝ่ายหนึ่งให้ใช้วิธีการเพ่งพินิจเพื่อให้เห็นแจ้งคือวิปัสนา (คงจะเริ่มคุ้นเคยจากการขยายตัวของสายปฏิบัตินี้ผ่านการนำเสนอจากปัญญาชน) พร้อมโจมตีว่าการเจริญได้นั้นหาใช่การหมกหมุ่นอยู่กับอถาวรวัตถุเช่นโบสถ์ เจดีย์ วิหาร ฯลฯ
ดังนั้น การให้บิ๊กไผ่มันไปดูทูไนท์โชว์ + อ่านหนังสือสวดมนต์เล่มละ10บาท จึงไม่น่าช่วยให้คำตอบของบิ๊กไผ่เกี่ยวกับความเจริญกระจ่างได้ เพราะทั้งสองสิ่งนี้ล้วนคับแคบและตื้นเขิน โดยเฉพาะเมื่อถูกนำเสนอผ่านตัวสื่อ(TV)ที่เวลาค่างวดนั้นแสนแพงและผู้ชมไม่อาจตอบโต้ถกเถียงได้ในชั่วขณะที่ข้อมูลถูกปล่อยออกมาครอบงำความคิดของผู้คน การดูทูไนท์โชว์หรือธรรมะสวัสดีจึงเป็นเสมือนการผูกขาดทางความคิดความถูกต้อง และชักจูงให้ผู้ชมที่ขาดความรู้ความเข้าใจอย่างรอบด้านให้คล้อยตามและคิดไปว่าสิ่งนี้สิ่งนั้นคือความจริงแท้เพียงหนึ่งเดียว
หากจะหามรรคที่จะทำให้บิ๊กไผ่เข้าใจ"ความเจริญ"ได้ เราเห็นว่า บิ๊กไผ่ควรที่จะถอดถอนตนเองออกจากพันธนาการทางความคิด (ideological apparatus - super structure, เผื่อไผ่ไว้ใช้ค้นต่อ) แล้วพิจารณา"ความเจริญ"อย่างวัตถุวิสัย ด้วยเหตุ ด้วยผล(ทางประวัติศาสตร์) มิใช่ความเชื่อความศรัทธาอย่างปราศจากข้อมูลมาสนับสนุนเหตุและผล ว่าแล้วบิ๊กไผ่ เจ้าก็ควรจะไปเริ่มต้นด้วยการอ่านเล่มนี้ซะ http://www.amazon.com/Buddhist-Warfare-Michael-Jerryson/dp/0195394844 อาจจะทำให้เจ้าเห็นภาพ"ความเจริญในความหมายทางพระพุทธศาสนา"เพิ่มขึ้นอีกมุมหนึ่ง แต่เล่มนี้มันคืองานวิจัยซึ่งแพงหน่อย เพราะฉะนั้นแจกฟรีคงไม่มี เจ้าคงต้องไปหามาอ่านเองแล้วกันเด้อ 55555!!!
ทั้งนี้ยังไม่นับพุทธปรัชญากับพุทธพิธีกรรม หรืออาจเรียกอีกอย่างแบบง่ายๆว่า พุทธปัญญาชนกับพุทธชาวบ้าน ที่เหลื่อมซ้อนกันระหว่าง 2 นิกายข้างต้น และเมื่อขยายภาพกว้างออกมาในระดับเอเชียก็แบ่งได้อีกหลายสิบนิกาย อาทิ เถรวาท มหายาน วชิรยาน ตันตระ ธิเบตตัน โอมชินริเกียว วิปัสนา เซ็น ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมีผู้นับถืออยู่ในประเทศไทย
เพราะฉะนุ้น บิ๊กไผ่มันเลยงง เพราะพุทธไม่ได้มีแบบเดียวบนโลก และในประเทศไทยก็มีหลายแบบ พุทธในญี่ปุ่นเคยวัดความเจริญที่การใช้ความรุนแรง (buddhist warfare) ขณะที่พุทธของพระเจ้าอโศก ซึ่งแพร่ขยายมาจนถึงไทยก็วัดความเจริญที่การทำสงครามศักดิ์สิทธิ์ ส่วนพุทธตันตระก็วัดความเจริญทางจิตใจจากเรื่องการร่วมเพศ
ย่อลงมาง่ายๆหน่อยก็พุทธพิธีกรรมกับพุทธวิปัสนาก็วัดความเจริญต่างกัน ฝ่ายหนึ่งว่าให้ทำบุญชำระกรรม มีหน่วยวัดกรรมจากการกระทำเป็นตัวเลขเบ็ดเสร็จ (เคยอ่านเจอที่วัดในอำเภอโขงเจียม เป็นหนังสือแจกฟรี) เมื่อทำได้ตามยอดบุญแล้วจะเจริญ อีกฝ่ายหนึ่งให้ใช้วิธีการเพ่งพินิจเพื่อให้เห็นแจ้งคือวิปัสนา (คงจะเริ่มคุ้นเคยจากการขยายตัวของสายปฏิบัตินี้ผ่านการนำเสนอจากปัญญาชน) พร้อมโจมตีว่าการเจริญได้นั้นหาใช่การหมกหมุ่นอยู่กับอถาวรวัตถุเช่นโบสถ์ เจดีย์ วิหาร ฯลฯ
ดังนั้น การให้บิ๊กไผ่มันไปดูทูไนท์โชว์ + อ่านหนังสือสวดมนต์เล่มละ10บาท จึงไม่น่าช่วยให้คำตอบของบิ๊กไผ่เกี่ยวกับความเจริญกระจ่างได้ เพราะทั้งสองสิ่งนี้ล้วนคับแคบและตื้นเขิน โดยเฉพาะเมื่อถูกนำเสนอผ่านตัวสื่อ(TV)ที่เวลาค่างวดนั้นแสนแพงและผู้ชมไม่อาจตอบโต้ถกเถียงได้ในชั่วขณะที่ข้อมูลถูกปล่อยออกมาครอบงำความคิดของผู้คน การดูทูไนท์โชว์หรือธรรมะสวัสดีจึงเป็นเสมือนการผูกขาดทางความคิดความถูกต้อง และชักจูงให้ผู้ชมที่ขาดความรู้ความเข้าใจอย่างรอบด้านให้คล้อยตามและคิดไปว่าสิ่งนี้สิ่งนั้นคือความจริงแท้เพียงหนึ่งเดียว
หากจะหามรรคที่จะทำให้บิ๊กไผ่เข้าใจ"ความเจริญ"ได้ เราเห็นว่า บิ๊กไผ่ควรที่จะถอดถอนตนเองออกจากพันธนาการทางความคิด (ideological apparatus - super structure, เผื่อไผ่ไว้ใช้ค้นต่อ) แล้วพิจารณา"ความเจริญ"อย่างวัตถุวิสัย ด้วยเหตุ ด้วยผล(ทางประวัติศาสตร์) มิใช่ความเชื่อความศรัทธาอย่างปราศจากข้อมูลมาสนับสนุนเหตุและผล ว่าแล้วบิ๊กไผ่ เจ้าก็ควรจะไปเริ่มต้นด้วยการอ่านเล่มนี้ซะ http://www.amazon.com/Buddhist-Warfare-Michael-Jerryson/dp/0195394844 อาจจะทำให้เจ้าเห็นภาพ"ความเจริญในความหมายทางพระพุทธศาสนา"เพิ่มขึ้นอีกมุมหนึ่ง แต่เล่มนี้มันคืองานวิจัยซึ่งแพงหน่อย เพราะฉะนั้นแจกฟรีคงไม่มี เจ้าคงต้องไปหามาอ่านเองแล้วกันเด้อ 55555!!!
แนะนำ การต่อรองเงินเดือน ให้เพื่อนใหม่
ในฐานะRecruiterเก่า ขอแนะนำว่า
1.ยังไงก็ต้องระบุเงินเดือนไม่ควรต่ำกว่า15k เนื่องจากเป็นอัตราจ้างที่ต่ำที่สุดแล้ว เพราะหน่วยงานรัฐมีชั่วโมงการทำงานน้อยกว่าเอกชน มีสวัสดิการและความมั่นคงสูงกว่าเอกชน มีจำนวนเนื้องานน้อยกว่าเอกชน เพราะฉะนั้นจะเรียกต่ำกว่า15k ไม่ได้
2.การกำหนดอัตราจ้างของบริษัทยังขึ้นอยู่กับสวัสดิการที่จะได้รับด้วย บางที่สวัสดิการดีมากแต่ตัวฐานเงินเดือนต่ำกว่าบริษัทอื่นในประเภทธุรกิจเดียวกันก็มี เพราะฉะนั้นต้องคำนึงถึงปัจจัยนี้ด้วยอย่าดูเฉพาะฐานเงินเดือนเพียงอย่างเดียว
3.การพูดคุยเรื่องเงินเดือนกับทางHRหรือRecruiterยังเป็นเรื่องสำคัญ แม้ว่าบริษัทจะมีกรอบโครงสร้างค่าจ้างที่กำหนดไว้แล้วก็ตาม แต่ไม่ได้กำหนดไว้อย่างตายตัว บริษัทส่วนใหญ่(นัยถึงบริษัทขนาดธุรกิจปานกลางถึงใหญ่) จะกำหนดโครงสร้างค่าจ้างไว้เป็นช่วงชั้น เช่น ตำแหน่งงานA. จะได้รับเงินเดือนตั้งาแต่ 15k-20k โดยพิจารณาจาก 1) ประสบการณ์การทำงานกี่ปี ถ้าหลายปีก็คูณเข้าไป ซึ่งขึ้นกับการต่อรองพูดคุย แต่หลายแห่งก็กำหนดอัตราค่าประสบการณ์ทำงานไว้ตายตัวเลยก็มีเช่นกัน 2) ทักษะความชำนาญเฉพาะด้านในตำแหน่งที่สมัคร Recruiterจะมีเกณฑ์ของเขาอยู่ 3) ทักษะด้านภาษา บางแห่งใช้ในการกำหนดเงินเดือน แต่หากเป็นบริษัทใหญ่ส่วนใหญ่จะใช้เป็นคุณสมบัติพื้นฐานในการรับเข้าตำแหน่งงานต่างๆอยู่แล้ว 4) หากได้เกียรตินิยม บางแห่งจะพิจารณาเพิ่มเงินเดือนในอีกระดับหนึ่ง เพราะฉะนั้น ถ้าใหม่ได้เกียรตินิยมแต่ดันเสนอเงินเดือนขั้นต่ำสุดไป อาจเสียประโยชน์ เพราะธุรกิจมีเป้าหมานสูงสุดในการทำกำไรนั่นคือกินส่วนต่างจากสินค้าที่ผลิตและลดต้นทุน 5) หลายบริษัทพิจารณาให้เงินเดือนจากมหาวิทยาลัยที่คุณๆจบการศึกษา โดยมีการแบ่งเป็นเกรดๆไว้อย่างชัดเจน อาทิ จบเมืองนอกU.ดังได้เรตหนึ่ง U.ไม่ค่อยดังได้อีกเรตหนึ่ง จบเมืองไทยก็ได้เรตต่างจากเมืองนอก เว้นแต่บางU.ในเมืองนอกเทียบเท่ากับมหาลัยดังในเมืองไทย และในเมืองไทยวงการHRก็มีการแบ่งเกรดอีกเป็น 4 ระดับ
4.หากอยากทราบว่าควรระบุเงินเดือนที่เท่าไหร่ในใบสมัคร แนะนำให้ไปค้นข้อมูลฐานเงินเดือนของสมาคมการจัดการงานบุคคล หรือหน่วยงานอื่นๆที่ได้ทำไว้ (มันมีหลายหน่วยงานแต่ร้างวงการไปนานแล้วเลยลืม นึกได้แค่เท่านี้แหละ) ว่าโดยเฉลี่ยในสายงานที่ใหม่จะไปสมัครนั้นให้เงินเดือนไว้ที่เท่าไหร่ อย่าเรียกซี้ซั้วที่ขั้นต่ำ เพราะแต่ละตำแหน่งงานให้เงินเดือนไม่เท่ากัน ไม่ใช่เอ๊ะอะเรียกหมื่นห้า...ไม่ได้ ส่วนใหญ่ตำแหน่งงานที่เกี่ยวกับคอมฯจะได้สูงกว่าสายงานทั่วไปทั้งในภาครัฐและเอกชน และอย่างที่ทราบแต่ละบริษัทก็ให้ต่างกันตามขนาดและสวัสดิการ เพราะฉะนั้น ทำการบ้านด้วยการค้นข้อมูลด้วย
5.เช่นเดียวกับที่เพื่อนใหม่แนะนำ ยังไงก็ควรเรียกเผื่อ แต่จะเรียกเผื่อยังไงให้พองาม ก็ควรจะไปดูข้อมูลที่แนะนำ เพื่อRecruiterหรือLine managerจะได้ใช้วิจารณญาณในการพิจารณาเงินเดือนให้เราด้วยจากความสามารถที่เรานำเสนอเขาด้วย
6.ในระบบทุนที่ไม่ใช่สายงานครีเอทีฟ อย่าอาร์ตติสท์เป็นพอ ต้องเคี่ยวเข้าไว้ ทำให้เขารู้สึกว่าเราอยากเรียนรู้ พร้อมที่จะเรียนรู้และพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา โดยที่ต้องไม่ลืมว่า บริษัทไม่ใช่โรงเรียนมาสอนให้คนทำงานเพราะเขาไม่ได้มีหน้าที่มาสอน แต่คุณมีหน้าที่ไปทำงานให้เขา อ้อ นอกจากแสดงความสามารถว่าตนทำงานได้แล้ว อย่าลืมแสดงความมั่นใจด้วยว่า คุณจะไม่ชิ่งหนีเขาไปบริษัทอื่นได้ง่าย
7.โชคดีนะจ๊ะ
1.ยังไงก็ต้องระบุเงินเดือนไม่ควรต่ำกว่า15k เนื่องจากเป็นอัตราจ้างที่ต่ำที่สุดแล้ว เพราะหน่วยงานรัฐมีชั่วโมงการทำงานน้อยกว่าเอกชน มีสวัสดิการและความมั่นคงสูงกว่าเอกชน มีจำนวนเนื้องานน้อยกว่าเอกชน เพราะฉะนั้นจะเรียกต่ำกว่า15k ไม่ได้
2.การกำหนดอัตราจ้างของบริษัทยังขึ้นอยู่กับสวัสดิการที่จะได้รับด้วย บางที่สวัสดิการดีมากแต่ตัวฐานเงินเดือนต่ำกว่าบริษัทอื่นในประเภทธุรกิจเดียวกันก็มี เพราะฉะนั้นต้องคำนึงถึงปัจจัยนี้ด้วยอย่าดูเฉพาะฐานเงินเดือนเพียงอย่างเดียว
3.การพูดคุยเรื่องเงินเดือนกับทางHRหรือRecruiterยังเป็นเรื่องสำคัญ แม้ว่าบริษัทจะมีกรอบโครงสร้างค่าจ้างที่กำหนดไว้แล้วก็ตาม แต่ไม่ได้กำหนดไว้อย่างตายตัว บริษัทส่วนใหญ่(นัยถึงบริษัทขนาดธุรกิจปานกลางถึงใหญ่) จะกำหนดโครงสร้างค่าจ้างไว้เป็นช่วงชั้น เช่น ตำแหน่งงานA. จะได้รับเงินเดือนตั้งาแต่ 15k-20k โดยพิจารณาจาก 1) ประสบการณ์การทำงานกี่ปี ถ้าหลายปีก็คูณเข้าไป ซึ่งขึ้นกับการต่อรองพูดคุย แต่หลายแห่งก็กำหนดอัตราค่าประสบการณ์ทำงานไว้ตายตัวเลยก็มีเช่นกัน 2) ทักษะความชำนาญเฉพาะด้านในตำแหน่งที่สมัคร Recruiterจะมีเกณฑ์ของเขาอยู่ 3) ทักษะด้านภาษา บางแห่งใช้ในการกำหนดเงินเดือน แต่หากเป็นบริษัทใหญ่ส่วนใหญ่จะใช้เป็นคุณสมบัติพื้นฐานในการรับเข้าตำแหน่งงานต่างๆอยู่แล้ว 4) หากได้เกียรตินิยม บางแห่งจะพิจารณาเพิ่มเงินเดือนในอีกระดับหนึ่ง เพราะฉะนั้น ถ้าใหม่ได้เกียรตินิยมแต่ดันเสนอเงินเดือนขั้นต่ำสุดไป อาจเสียประโยชน์ เพราะธุรกิจมีเป้าหมานสูงสุดในการทำกำไรนั่นคือกินส่วนต่างจากสินค้าที่ผลิตและลดต้นทุน 5) หลายบริษัทพิจารณาให้เงินเดือนจากมหาวิทยาลัยที่คุณๆจบการศึกษา โดยมีการแบ่งเป็นเกรดๆไว้อย่างชัดเจน อาทิ จบเมืองนอกU.ดังได้เรตหนึ่ง U.ไม่ค่อยดังได้อีกเรตหนึ่ง จบเมืองไทยก็ได้เรตต่างจากเมืองนอก เว้นแต่บางU.ในเมืองนอกเทียบเท่ากับมหาลัยดังในเมืองไทย และในเมืองไทยวงการHRก็มีการแบ่งเกรดอีกเป็น 4 ระดับ
4.หากอยากทราบว่าควรระบุเงินเดือนที่เท่าไหร่ในใบสมัคร แนะนำให้ไปค้นข้อมูลฐานเงินเดือนของสมาคมการจัดการงานบุคคล หรือหน่วยงานอื่นๆที่ได้ทำไว้ (มันมีหลายหน่วยงานแต่ร้างวงการไปนานแล้วเลยลืม นึกได้แค่เท่านี้แหละ) ว่าโดยเฉลี่ยในสายงานที่ใหม่จะไปสมัครนั้นให้เงินเดือนไว้ที่เท่าไหร่ อย่าเรียกซี้ซั้วที่ขั้นต่ำ เพราะแต่ละตำแหน่งงานให้เงินเดือนไม่เท่ากัน ไม่ใช่เอ๊ะอะเรียกหมื่นห้า...ไม่ได้ ส่วนใหญ่ตำแหน่งงานที่เกี่ยวกับคอมฯจะได้สูงกว่าสายงานทั่วไปทั้งในภาครัฐและเอกชน และอย่างที่ทราบแต่ละบริษัทก็ให้ต่างกันตามขนาดและสวัสดิการ เพราะฉะนั้น ทำการบ้านด้วยการค้นข้อมูลด้วย
5.เช่นเดียวกับที่เพื่อนใหม่แนะนำ ยังไงก็ควรเรียกเผื่อ แต่จะเรียกเผื่อยังไงให้พองาม ก็ควรจะไปดูข้อมูลที่แนะนำ เพื่อRecruiterหรือLine managerจะได้ใช้วิจารณญาณในการพิจารณาเงินเดือนให้เราด้วยจากความสามารถที่เรานำเสนอเขาด้วย
6.ในระบบทุนที่ไม่ใช่สายงานครีเอทีฟ อย่าอาร์ตติสท์เป็นพอ ต้องเคี่ยวเข้าไว้ ทำให้เขารู้สึกว่าเราอยากเรียนรู้ พร้อมที่จะเรียนรู้และพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา โดยที่ต้องไม่ลืมว่า บริษัทไม่ใช่โรงเรียนมาสอนให้คนทำงานเพราะเขาไม่ได้มีหน้าที่มาสอน แต่คุณมีหน้าที่ไปทำงานให้เขา อ้อ นอกจากแสดงความสามารถว่าตนทำงานได้แล้ว อย่าลืมแสดงความมั่นใจด้วยว่า คุณจะไม่ชิ่งหนีเขาไปบริษัทอื่นได้ง่าย
7.โชคดีนะจ๊ะ
วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

+colour.jpg)