วันอาทิตย์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2555

รายการอาหารอินเดียที่จะกินในปีนี้

Mumbai Mast Tomato Pulao

Green Chutney (Mint and Coriander)

Mother's Chicken Curry

ORANGE ICE TEA http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=mFXnCfMVw1s

Babycorn Pepper Salt

Indian Butter Chicken ( Murgh Makhani )

ปล.ย้อนกลับไปสืบค้นใน ฟหกด. ถึงแค่วันที่ ๓ ธ.ค. ๒๐๐๑ ต้องค้นหาเพิ่มเติมย้อนกลับไปอีก

วันเสาร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2555

ทัศนะว่าด้วย "เขื่อนแม่วงก์" ของ ส.ศิวรักษ์

"สหประชาชาติ กำหนดปี 1960 เป็น decade of development (ทศวรรษแห่งการพัฒนา) 10ปีนี้ ทุกอย่างจะดีหมดเลย คนรวยจะเท่าคนจน คนจนจะเท่าคนรวย สิ่งแวดล้อมจะบริบูรณ์ เหลว เลวลงไปอีก เอ้า ปี1970 เป็น second decade of development เลวลงไปอีก เพราะฉะนั้นคำว่า "พัฒนา" เขาเลิกใช้เลย เขาว่าถ้าใครใช้คำนี้ เป็นคำ dirty word เลย ถ้าใช้คำนี้ต้องล้างปาก ใช้สบู่ถูเลย เขาเลยมาเปลี่ยนใช้คำว่า "globalization" อันเดียวกันมอมเมาทั้งนั้น"

--Sulak Sivaraksa  (สัมภาษณ์ วันที่ 28 เมษายน 2012)

วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2555

เจ๊งครับ ที่คิดว่าจะเขียนได้ดี กลายเป็นเขียนได้ด้วนๆ (ทำได้ถึงแค่ 5+6)


ร่างแนวคิดที่จะเขียนตอบต่อข้อสังเกตของอ.ลิขิตว่าการเมืองไทยมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญทุก 40 ปี นั้นมีดังนี้

ทั้งหมดเป็นการวิเคราะห์ภายใต้กรอบสามประการ
(1) Socio-Economic Condition
(2) Structure & Process
(3) Democratic Political Culture

โดยมีทฤษฎีเพื่อประกอบการอธิบายทำความเข้าใจต่อข้อสมมติฐาน ดังนี้

(1) The Third Wave โดย Alvin Toffler เพื่อให้คำอธิบายถึงสภาวะสังคมไทยที่ค่อยๆเขยิบจากคลื่นที่1สู่2สู่3 โดยคงลักษณะของแต่ละคลื่นไว้ในสังคมไม่เปลี่ยนผ่านอย่างตัดขาด กล่าวโดยละเอียดคือ หลังจาก Agrarian Revolution สังคมก็เข้าสู่ลักษณะ hunter-gatherer จนมาถึงช่วงการเข้ามาของชาติตะวันตกพร้อมกับเครื่องจักรไอน้ำและเรือกลไฟทำให้สังคมสยามเริ่มปรับตัวตามสถานการณ์ในช่วง Industrial Revolution จนสังคมตะวันตกได้เข้ามาถึงยุค post-industrial society (1950) สังคมสยามยังคงอยู่ในช่วงปลุกปั่นกับการพัฒนาอุตสาหกรรมอยู่ กว่าจะเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงเป็นคลื่นที่3 ก็ล่วงประมาณ 1990 และในปัจจุบันที่ The World is flat ซึ่ง Wealth today, he argues, is created everywhere (globalisation), nowhere (cyberspace), and out there (outer space).

(2) วัฒนาธรรมการเมือง 3 แบบ อันเป็นตัวแบบบริสุทธิ์ที่ Almond & Verba ได้สร้างขึ้น แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ Parochial, Subject และ Participant ซึ่งในสภาพความเป็นจริงไม่มีสังคมใดที่จะมีวัฒนธรรมทางการเมืองเหมือนกับตัวแบบบริสุทธิ์ 100% สิ่งที่เป็นไปได้มากกว่าคือการมีวัฒนธรรมแบบผสมแบบ Parochial-Subject, Subject-Participant หรือ Parochial-Participant

(3) แนวคิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองให้เป็นสมัยใหม่ (Political Modernization) โดยยึดตามแนวคิดของ Samuel P. Huntington ใน Political Order in Changing Societies. pp.34-35 ซึ่งมีหลักเกณฑ์โดยย่อคือ จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองให้มีความแตกต่างซับซ้อนมากขึ้น (Structural Differentiation) จะต้องมีการขยายอำนาจการปกครองของรัฐบาลกลางให้ครอบคลุมไปทั่วทุกภาคส่วนในรัฐให้อยู่ภายใต้รัฐบาลเดียวกัน และจะต้องอยู่ภายใต้ระบบกฎหมายเดียวกัน (Rationalization of Authority)

(4) แนวคิดพัฒนาการทางการเมือง (Political Development) โดยยึดตามแนวคิดของ Lucian W. Pye ใน Aspects of Political Development. pp.33-45 ซึ่ง Pye ได้นำเสนอองค์ประกอบของพัฒนาการทางการเมืองไว้สามประการคือ
1.ความเท่าเทียม (equality) ทั้งในทางกฎหมาย การเมือง และการเข้าร่วมทางการเมือง
2.ความสามารถของระบบการเมือง (capacity) ในด้านการดำเนินนโยบาย (output) ของระบบทั้งในทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงการยึดหลักความเป็นเหตุเป็นผล (Rationality) และหลักของทางโลก (Secular) 3.ความชำนาญงาน (differentiation and specialization) เป็นการจัดแบ่งอำนาจหน้าที่ในการจัดการปัญหาอย่างไม่ซ้ำซ้อน และแบ่งงานกันตามความสามารถความชำนาญ
หมายเหตุ แม้ว่าแนวคิดและทฤษฎีตลอดจนวิธีการศึกษาการพัฒนาทางการเมืองจะมีความหลากหลายหรือแตกต่างกันเอง แต่ก็มีประเด็นเห็นพ้องร่วมกันอยู่อย่างหนึ่งคือ เรื่องความสามารถของระบบการเมืองในการตอบสนองต่อข้อเรียกร้องต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปโดยไม่มีความรุนแรงหรือแตกสลายของระบบ เหมือนดังเช่นที่ Pye ได้พูดถึงความสามารถของระบบ Huntington ก็พูดถึงความเป็นสถาบันของระบบ Almond ก็พูดถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองให้มีความสลับซับซ้อน

(5) จุดร่วม-ตัวแปร-เงื่อนไขการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญทุก 40 ปีที่ค้นพบจากมิติทางประวัติศาสตร์และแนวคิดทฤษฎีข้างต้นมี 5 ประการ
1. การเปลี่ยนแปลงของบริบทโลก (ปัจจัยภายนอก การเมืองโลก+เศรษฐกิจโลก)
2. การเมืองภายในประเทศ (โครงสร้างอำนาจ + class conflict โดยเฉพาะ elite กับ middle class)
3. เศรษฐกิจภายในประเทศ ที่เชื่อมโยงกับภายนอก (แรงงาน+การพัฒนา+การผลิต)
4. สังคม-วัฒนธรรม (การศึกษา+วัฒนธรรมทางการเมือง+การขัดเกลาทางสังคม)
5. เทคโนโลยีและข้อมูลข่าวสาร (สื่อที่เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยอันเป็นชนวนนำทางสำนึกและปัญญา)
6. การนำโดยปัญญาชนแห่งยุคสมัย (ทั้งจาก ปัญญาชนจารีต หรือ Traditional intellectuals กับ ปัญญาชนจัดตั้ง หรือ Organic Intellectuals ตามแนวคิดของ Gramsci)

(6) โดยให้มิติทางประวัติศาสตร์ผ่านงานชิ้นสำคัญ สี่ชิ้น (เท่าที่มีติดตัว) คือ
1. 100 ปี แห่งการปฎิรูประบบราชการ : วิวัฒนาการของอำนาจรัฐและอำนาจการเมือง (The co-evolution of state power and political power) โดย ชัยอนันต์ สมุทวณิช
2. การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 โดย นครินทร์ เมฆไตรรัตน์
3. และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏ : การเมืองวัฒนธรรมของนักศึกษาและปัญญาชนก่อน 14 ตุลาฯ โดย ประจักษ์ ก้องกีรติ
4. รัฐประหาร 19 กันยา : รัฐประหารเพื่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  โดยมี ธนาพล อิ๋วสกุล เป็นกองบรรณาธิการ เน้นบทความของ ธงชัย วินิจจะกูล พิชช์ พงษ์สวัสดิ์ และ S.E. Finer

(7) ผลที่คาดว่าจะได้เห็นคือ รากเหง้าที่มาของความขัดแย้งทางการเมือง ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ  และความล้าหลังทางวัฒนธรรม-สังคม

(8) และเมื่อสังเคราะห์จากทั้งหมดแล้วจะได้ข้อสรุป 4 ประการ ดังนี้
1. วัฒนธรรมทางการเมืองไทยที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ไม่เอื้อต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจและการเมืองตามตัวแนวทาง Political Modernization และ Political Development
2. ความขัดแย้งทางการเมืองมีรากฐานมาจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจ (economic substructure) ที่ไม่เป็นธรรมจริงๆ
3. วัฒนธรรมทางการเมืองไทย + ความขัดแย้งทางการเมือง ส่งผลให้การขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวทันต่อความเปลี่ยนแปลงของคลื่นลูกต่อไป (IT.และ The World is flat) เกิด Dilemma ตัวอย่างจากการเปิดเสรีและการเพิ่มประสิทธิภาพด้านข้อมูลข่าวสารที่ไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่ หากไม่เปิดก็กระทบเศรษฐกิจ หากเปิดก็กระทบกับความมั่นคงของระบบที่ยังไม่มั่นคง
4. อย่างไรก็ตามคาดการณ์ได้ว่าในอนาคตคงไม่ถึงขนาดเกิด Political Decay อาจเกิดเพียง Political chaos ที่ระบบไม่สามารถรองรับต่อการเปลี่ยนแปลงได้ทัน อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่สังคมไทยพยายามผลักดันให้พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ตามแนวคิดวัฒนธรรมการเมืองแบบคับแคบมาแทนที่หลักความเป็นเหตุเป็นผล (Rationality) และหลักของทางโลก (Secular) ของวัฒนธรรมใหม่ (ประชาธิปไตย)

==============================================

แผนภาพ

2398_social mobilization_2435_political consciousness_
1.parocial                        1.parocial-subject                
2.คลื่นลูกที่1                   2.คลื่นลูกที่1+2                    
3.Monarchy                     3.Absolute Monarchy           


2475_political participation_2516_political modern_
1.parocial-participant          1.subject-participant
2.คลื่นลูกที่1+2                  2.คลื่นลูกที่1+2+3
3.Representative Democ.    3.Direct Democ.


วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2555

คณะกรรมการฯลฯ


ประเทศนี้ต้องมีอีกกี่คณะกรรมการ ถึงจะมีการรับข้อเสนอไปดำเนินการ...

คณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตย (คพป.) 2537  นพ.ประเวศ วะสี เป็นประธาน

คณะกรรมการปฏิรูปการเมือง (คปก.) 2538 นายชุมพล ศิลปอาชา เป็นประธาน

คณะกรรมการอิสระ ศึกษารับฟังความเห็น และเสนอแนะการพัฒนาประชาธิปไตยและการเมืองการปกครอง 2552 นายสุจิต บุญบงการ เป็นประธาน

คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการไขรัฐธรรมนูญ 2552 นายดิเรก ถึงฝั่ง เป็นประธาน

คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) 2553 นายคณิต ณ นคร เป็นประธาน

คณะกรรมการพิจารณาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2553 นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นประธาน

คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ (คปร.) 2553 นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน

คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศ (คสป.) 2553 นพ.ประเวศ วะสี เป็นประธาน

วันพุธที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2555

คัดประเด็น ข้อสังเกต 'ร่าง พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา' (ฉบับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ)

มาตรา 38 ผู้ใดก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในศาสนธรรม เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่พระพุทธศาสนา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เผลอๆ ถ้าใช้มาตรา 38 เพื่อ “คุ้มครองพระพุทธศาสนา” กันจริงๆ อาจต้องจับชาวพุทธกว่าครึ่งประเทศเข้าคุก เพราะมีเป็นจำนวนมากที่สอนผิดจากพระไตรปิฎก “ฆ่าเวลาบาปมากกว่าฆ่าคน” มีในพระไตรปิฎกไหม “ฆ่าคอมมิวนิสต์ได้บุญมากกว่าบาป” มีในพระไตรปิฎกไหม หรือเอาเข้าจริงๆ “เผด็จการโดยธรรม” อาจไม่มีในพระไตรปิฎกเลย

เห็นหรือไม่ว่า “เจตนาดี” ที่จะใช้กฎหมายคุ้มครองพุทธศาสนา แต่กฎหมายที่เขียนออกมาแบบนี้แหละจะกลายเป็น “อาวุธ” ที่ชาวพุทธใช้ฟาดฟันกันเองจนเลือดท่วมจอ!

มาตรานี้ย่อมกระทบต่อ “เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น” ตามที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน

เสียดายเหลือเกินครับที่พุทธศาสนาซึ่งมีพระศาสดาที่ไม่ยอมรับการมี “นักโทษทางความคิด” ให้เสรีภาพทางความคิดอย่างสูงสุด (ตามหลักกาลามสูตรเป็นต้น) ใครจะปฏิเสธไม่เชื่อพระศาสดาก็ได้ วิจารณ์ได้ ด่าได้ สอนผิดสอนถูกได้

http://www.prachatai3.info/journal/2012/04/40127

กรณีโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ กับ วันชัย ตัน(ทางความคิด)

"ขณะที่รัฐบาลไทยเดินหน้าสร้างเขื่อน แต่รัฐบาลพม่ากลับมีความก้าวหน้ามากกว่า โดยประกาศยกเลิกโครงการสร้างเขื่อนไฟฟ้ามิตโสนบนแม่น้ำอิรวดี  ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีนมูลค่าแสนล้านบาท เพราะสร้างความเสียหายให้กับพื้นที่ป่าที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก"
-- วันชัย ตัน

ผมค่อนข้างกังวลกับวิธีคิดและวิธีต่อต้านเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมในบ้านเรา โดยเฉพาะกรณีข้อความข้างต้นของคุณวันชัย ตัน ...โอเคแม้ "เป้าประสงค์" ในการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์กับโครงการต่างๆในพม่าอาจจะคนละอย่าง แต่เอาเข้าจริงมันก็อยู่ในชุดเหตุผลเดียวกันคือเพื่อ "การพัฒนา"

ขณะที่เราต้องการจะใช้ทุกอย่างใช้พลังงานทุกรูปแบบอย่างเต็มที่ แต่ทุกวันนี้ผู้คนก็ยังเดินเข้าออกเซ็นทรัล พารากอน เดอะ มอลล์ ราบ21 กันอย่างเย็นสบายใจโดยไม่นึกถึงปริมาณการใช้พลังงาน และไม่คิดที่จะเรียกร้องอย่างจริงจังให้มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องปริมาณการใช้พลังงานในพื้นที่กินไฟมหาศาลอย่างห้างที่ได้กล่าวข้างต้น ครั้นจะก่อสร้างโครงการต่างๆที่เอื้อต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจในประเทศก็มักจะถูกต่อต้านอย่างหนัก และครั้นจะให้เปลี่ยนวิถีชีวิตที่สิ้นเปลืองพลังงานสูงก็ไม่เอา (เรื่องเดินห้างเป็นตัวอย่าง) เราจึงเลือกที่จะปิดหูปิดตา ผลักภาระทางสิ่งแวดล้อมไปให้ประเทศที่กำลังเริ่มพัฒนาเป็นผู้แบกรับต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมตรงนี้แทน ทั้งท่อส่งก๊าซและน้ำมันเข้ามายังไทย เขตพัฒนาอุตสาหกรรมหนักแทนประเทศไทย โครงการสร้างเขื่อนต่างๆทั้งในพม่าและลาวที่จะส่งไฟเข้าไทย (เอาเฉพาะพม่าก็ปาไป 25 เขื่อนแล้วที่อยู่ในกระบวนการ) ไหนจะโรงงานไฟฟ้าที่เซ็นขายไฟให้ไทย เหมืองถ่านหินที่ขุดในพม่าแต่จะส่งเข้ามาในไทย และอีก ฯลฯ ที่กระทำโดยไม่มี EIA และ SIA

หากคิดจากฐานตรงนี้ด้วยก็จะเห็นได้ว่า วิธีคิดวิธีเขียนของคุณวันชัยมีปัญหา เพราะคุณวันชัยเลือกที่จะพูดความจริงเพียงด้านเดียวเพื่อใช้เป็นประเด็น เป็นเครื่องมือขับเคลื่อน เรียกร้อง ให้มีการระงับการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ แต่การใช้วิธีแบบนี้ (พูดไม่หมดแล้วยังสร้างอารมณ์เปรียบเทียบ) มันไม่ได้ช่วยให้เกิดความยั่งยืนในระดับภูมิภาคได้เลย แค่ความเข้าใจยังไม่เกิดเลยเสียด้วยซ้ำ คุณวันชัยเลือกที่จะบอกบางส่วนและไม่บอกอีกหลายส่วน ข้อดีก็คือมันช่วยให้เกิดภาพที่สามารถสร้างความรู้สึกเปรียบเทียบกับประเทศเผด็จการได้ชัดเจนดี แต่ข้อเสียก็อย่างที่ได้กล่าวไป มันคือการปิดหูปิดตาประชาชนต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเพื่อนบ้านไม่แพ้สิ่งที่รัฐบาลทำในกรณีเขื่อนแม่วงก์ นั่นก็คือการ "ไม่พูดกับประชาชนตรงๆ" ตามสำนวนที่คุณวันชัยใช้ ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่าปัญหาที่เราผลักไปประเทศเพื่อนบ้านก็ใช่ว่าจะพ้นตัว เหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบข้ามพรมแดนได้เช่นกัน

การมองปัญหาและการเขียนอธิบายให้สังคมทราบจึงควรทำให้เห็นปัญหาในภาพรวม ให้ประชาชนได้ตระหนักว่าเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างปัญหาที่เกิดขึ้น เขาก็เป็นส่วนหนึ่งของข้ออ้างทั้งหลายทั้งปวงในการที่จะสร้างเขื่อนต่างๆ เขาควรจะรู้ตัวได้แล้วและควรจะปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต เพื่อให้ชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่วางแผนก่อสร้างโครงการพ้นไปจากความเสี่ยง เพื่อให้ความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนความสมบูรณ์ของธรรมชาติยังคงอยู่ ไม่ใช่มาใช้วิธีพูดแบบเปิดอย่างปิดอย่างเพียงเพื่อปลุกระดมหรือกระพือโหมกระแสรักธรรมชาติรักโลกรักทู๊กกกโคนนน

=============================================

(ร่างที่ 1)

ผมค่อนข้างกังวลกับวิธีคิดและวิธีต่อต้านเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมในบ้านเรา โดยเฉพาะกรณีข้อความข้างต้นของคุณวันชัย ตัน ...โอเคแม้"เป้าประสงค์"ในการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์และโครงการต่างๆในพม่าอาจจะคนละอย่าง แต่เอาเข้าจริงมันก็อยู่ในชุดเหตุผลเดียวกันคือเพื่อ "การพัฒนา" ตัวอย่างเช่น ขณะที่เราต้องการจะใช้ทุกอย่างใช้พลังงานทุกรูปแบบอย่างเต็มที่ แต่ทุกวันนี้ผู้คนก็ยังเดินเข้าออกเซ็นทรัล พารากอน เดอะ มอลล์ ราบ21 กันอย่างเย็นสบายใจโดยไม่นึกถึงปริมาณการใช้พลังงาน และไม่คิดที่จะเรียกร้องอย่างจริงจังให้มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องปริมาณการใช้พลังงานในพื้นที่กินไฟมหาศาลอย่างห้างที่ได้กล่าวข้างต้น ครั้นจะก่อสร้างโครงการต่างๆที่เอื้อต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจในประเทศก็มักจะถูกต่อต้านอย่างหนัก และครั้นจะให้เปลี่ยนวิถีชีวิตที่สิ้นเปลืองพลังงานสูงก็ไม่เอา (เรื่องเดินห้างเป็นตัวอย่าง) เราจึงเลือกที่จะปิดหูปิดตา ผลักภาระทางสิ่งแวดล้อมไปให้ประเทศที่กำลังเริ่มพัฒนาเป็นผู้แบกรับภาระต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมตรงนี้แทน ทั้งท่อส่งก๊าซและน้ำมันเข้ามายังไทย เขตพัฒนาอุตสาหกรรมหนักแทนประเทศไทย โครงการสร้างเขื่อนต่างๆทั้งในพม่าและลาวที่จะส่งไฟเข้าไทย (เอาเฉพาะพม่าก็ปาไป 25 เขื่อนแล้วที่อยู่ในกระบวนการ) ไหนจะโรงงานไฟฟ้าที่เซ็นขายไฟให้ไทย เหมืองถ่านหินที่ขุดในพม่าแต่จะส่งเข้ามาในไทย และอีก ฯลฯ ที่กระทำโดยไม่มี EIA และ SIA ตรรกะของโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ก็ไม่ต่างกัน

ตรงนี้แหละที่ผมถึงย้ำว่ามันเป็นปัญหา เพราะคุณวันชัยเลือกที่จะพูดความจริงเพียงด้านเดียวเพื่อใช้เป็นประเด็น เป็นเครื่องมือขับเคลื่อน เรียกร้อง ให้มีการระงับการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ แต่การใช้วิธีแบบนี้มันไม่ได้ช่วยให้เกิดความยั่งยืนในระดับภูมิภาคได้เลย แค่ความเข้าใจยังไม่เกิดเลยเสียด้วยซ้ำ คุณวันชัยเลือกที่จะบอกบางส่วนและไม่บอกอีกหลายส่วน ข้อดีก็คือมันช่วยให้เกิดภาพที่สามารถสร้างความรู้สึกเปรียบเทียบกับประเทศเผด็จการได้ชัดเจนดี แต่ข้อเสียก็อย่างที่ได้กล่าวไป มันคือการปิดหูปิดตาประชาชนต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเพื่อนบ้านไม่แพ้สิ่งที่รัฐบาลทำในกรณีเขื่อนแม่วงก์ นั่นก็คือการ "ไม่พูดกับประชาชนตรง ๆ" ตามสำนวนที่คุณวันชัยใช้ ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่าปัญหาที่เราผลักไปประเทศเพื่อนบ้านก็ใช่ว่าจะพ้นตัว เหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบข้ามพรมแดนได้เช่นกัน การมองปัญหาและการเขียนอธิบายให้สังคมทราบจึงควรทำให้เห็นปัญหาในภาพรวม ให้ประชาชนได้ตระหนักว่าเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างปัญหาที่เกิดขึ้น เขาก็เป็นส่วนหนึ่งของข้ออ้างทั้งหลายทั้งปวงในการที่จะสร้างเขื่อนต่างๆ เขาควรจะรู้ตัวได้แล้วและควรจะปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต เพื่อให้วิถีชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่วางแผนก่อสร้างโครงการจะได้พ้นไปจากความเสี่ยง เพื่อให้ความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนความสมบูรณ์ของธรรมชาติยังคงอยู่ ไม่ใช่มาใช้วิธีพูดแบบเปิดอย่างปิดอย่างเพื่อปลุกระดมและกระพือโหมความคลั่งชาติอย่างชุ่ยๆ!!

คัดประเด็น บทวิพากษ์ วิจารณ์ และข้อเสนอแนะต่อพรรคประชาธิปัตย์

รายการสรุปข้อผิดพลาดของ ปชป. (บางส่วน)
“ประชาธิปัตย์ทำหน้าที่ฝ่ายค้านได้ดีกว่าเป็นรัฐบาล และก็ทำหน้าที่ได้ดีกว่าตอนพรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้านซะอีก อย่างนี้ต้องเชียร์ให้ประชาธิปัตย์ได้เป็นฝ่ายค้านตลอดไป”

กรณีที่ ส.ส. ประชาธิปัตย์สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนออกมาสร้างกระแส หรืออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลแต่สุดท้ายก็ “หน้าแตก” “หน้าแหก” หรือไม่ก็เข้าอาการ “ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง”

1.กรณี นาย บุญยอด สุขถิ่นไทย กล่าวถึงกรณี น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในประด็นจริยธรรมทางการเมืองเรื่องที่ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ไม่จดทะเบียนสมรสกับ นายอนุสรณ์ อมรฉัตร สามีนอกสมรส หากย้อนกลับไปดูอีกด้าน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อย่าง นายชวน หลีกภัย ก็ไม่ได้จดทะเบียนกับ นางภักดิพร สุจริตกุล ภรรยานอกสมรสเช่นกัน

2.กรณี น.ส. มัลลิกา บุญมีตระกูล น.ส.รังสิมา รอดรัศมี เทพไท เสนพงศ์ ศิริโชค โสภา และ ชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต กล่าวถึงกรณีโรงแรมโฟร์ซีซั่น ว5 ชั้น7 ที่ เหล่า ส.ส. ประชาธิปัตย์ และอดีตคนเคยรักกันอย่างเครือหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ก็ช่วยกันหนุนประโคมข่าว เพื่อที่ดิสเครดิตและเผื่อฟลุ๊คคนเชื่อตามกันมาก็อาจถึงขั้นลาออก จน “สมเกียรติ อ่อนวิมล” ผู้ที่เป็นที่นับถือกันในวงการสื่อสารมวลชน ออกมาอัดประเด็นนี้เพราะทนไม่ไหวกับทิศทางของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ตกต่ำ

3.กรณีที่ น.ส. มัลลิกา บุญมีตระกูล ออกมาขู่ฟ้องขรก.การเมือง-ส.ส.ที่ไปรดน้ำดำหัวคุณทักษิณ ที่ลาว ก็มีคำถามย้อนแย้งกลับจากกรณีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เช่นกันในสมัยประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล

4.กรณี นาย อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ส.ส. เขตลาดพร้าว พรรคประชาธิปัตย์ ที่คุณแม่ นางภคินี สุวรรณภักดี เป็นผู้ต้องหา คดียักยอกเงิน 4,100ล้าน โดยนายอภิสิทธิ์ ได้ยืนอยู่ร่วมกับนางภคินี ในโอกาสที่ไปเป็นประธานงานเลี้ยงฉลองวิวาห์ของนายอรรถวิชช์แต่ก็ไม่มีการจับกุม นางภคินี แต่อย่างไร

5.กรณี น.ส. มัลลิกา บุญมีตระกูล การสร้างกระแสรายวันเรื่อง ไข่ไก่ราคาแพง ใบละ 8 บาท แต่ในวันเดียบวกันที่ตลาดรุ่งเจริญขายฟองละ 2.7 -3.4 บาท ยกเว้นไข่เยี่ยวม้า 4.5 และไข่เป็ด เค็ม 6 บาท

6.กรณี นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต แถลงข้าวแกงจาละ 60 บาท ขณะที่ราคาตลาดอยู่ที่ 25-30บาท

7.กรณีมะนาวแพงที่เอามาโจมตีรัฐบาลว่ามะนาวยิ่งลักษณ์ลูกละ 12บาท แต่ก็ถูกโต้กกลับว่า มะนาวอภิสิทธิ์ลูกละ 15 บาท

8.กรณีการปล่อยข่าวเรื่องผู้ลงทุนย้ายฐานการผลิตซึ่งจริงๆไม่ได้ย้าย แต่ทางฮอนด้าได้ไปทำฐานการผลิตเพิ่มอีกแห่งไม่ใช่การปิดโรงานจากไทยไปที่อินโดนีเซีย

9.เรื่องเสนอปิดเฟสบุ๊ค ยูทูป

http://www.siamintelligence.com/democrat-to-dismiss-old-politic/?utm_source=dlvr.it&utm_medium=facebook

******************************************

พรรคประชาธิปัตย์ต้องก้าวให้ข้าม คตส. « Siam Intelligence
มาชู สรุปง่ายๆก็คือ เรื่อง คตส. นี้เป็นกระบวนการเอาผิดกับทักษิณแบบเพี้ยนๆ เหมือนหัวเป็นมังกุ(เผด็จการจากรัฐประหาร) ท้ายเป็นมังกร(กระบวนการยุติธรรม/หลักนิติธรรม[rule of law]) มันจึงเกิดปัญหา เพราะคณะรัฐประหารสร้างสัตว์ประหลาดที่หัวกับท้ายเป็นคนละพันธุ์มาปราบทักกี้
--------------------------------------------------------
จุดที่ฝ่ายไม่เห็นด้วยกับ คดี คตส. นำมาคัดค้านก็คือ “กระบวนการ” ของ คตส. นั้นไม่ชอบธรรม นับตั้งแต่การแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร, สมาชิกของ คตส. ที่เต็มไปด้วยศัตรูของ พ.ต.ท.ทักษิณ, ข้อหาความผิดเรื่องที่ดิน ไปจนการพิจารณาคดีของตุลาการ ซึ่งเป็นเหตุผลที่มีน้ำหนัก เพราะตามหลักการด้านยุติธรรมสากล “กระบวนการ” จำเป็นต้องชอบธรรมก่อน จึงจะสามารถพิจารณาตัดสินความถูกผิดได้

http://www.siamintelligence.com/democrat-to-dismiss-aec-lawsuit/

******************************************