วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2555
คณะกรรมการฯลฯ
ประเทศนี้ต้องมีอีกกี่คณะกรรมการ ถึงจะมีการรับข้อเสนอไปดำเนินการ...
คณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตย (คพป.) 2537 นพ.ประเวศ วะสี เป็นประธาน
คณะกรรมการปฏิรูปการเมือง (คปก.) 2538 นายชุมพล ศิลปอาชา เป็นประธาน
คณะกรรมการอิสระ ศึกษารับฟังความเห็น และเสนอแนะการพัฒนาประชาธิปไตยและการเมืองการปกครอง 2552 นายสุจิต บุญบงการ เป็นประธาน
คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการไขรัฐธรรมนูญ 2552 นายดิเรก ถึงฝั่ง เป็นประธาน
คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) 2553 นายคณิต ณ นคร เป็นประธาน
คณะกรรมการพิจารณาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2553 นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นประธาน
คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ (คปร.) 2553 นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน
คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศ (คสป.) 2553 นพ.ประเวศ วะสี เป็นประธาน
วันพุธที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2555
คัดประเด็น ข้อสังเกต 'ร่าง พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา' (ฉบับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ)
มาตรา 38 ผู้ใดก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในศาสนธรรม เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่พระพุทธศาสนา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
เผลอๆ ถ้าใช้มาตรา 38 เพื่อ “คุ้มครองพระพุทธศาสนา” กันจริงๆ อาจต้องจับชาวพุทธกว่าครึ่งประเทศเข้าคุก เพราะมีเป็นจำนวนมากที่สอนผิดจากพระไตรปิฎก “ฆ่าเวลาบาปมากกว่าฆ่าคน” มีในพระไตรปิฎกไหม “ฆ่าคอมมิวนิสต์ได้บุญมากกว่าบาป” มีในพระไตรปิฎกไหม หรือเอาเข้าจริงๆ “เผด็จการโดยธรรม” อาจไม่มีในพระไตรปิฎกเลย
เห็นหรือไม่ว่า “เจตนาดี” ที่จะใช้กฎหมายคุ้มครองพุทธศาสนา แต่กฎหมายที่เขียนออกมาแบบนี้แหละจะกลายเป็น “อาวุธ” ที่ชาวพุทธใช้ฟาดฟันกันเองจนเลือดท่วมจอ!
มาตรานี้ย่อมกระทบต่อ “เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น” ตามที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน
เสียดายเหลือเกินครับที่พุทธศาสนาซึ่งมีพระศาสดาที่ไม่ยอมรับการมี “นักโทษทางความคิด” ให้เสรีภาพทางความคิดอย่างสูงสุด (ตามหลักกาลามสูตรเป็นต้น) ใครจะปฏิเสธไม่เชื่อพระศาสดาก็ได้ วิจารณ์ได้ ด่าได้ สอนผิดสอนถูกได้
http://www.prachatai3.info/journal/2012/04/40127
เผลอๆ ถ้าใช้มาตรา 38 เพื่อ “คุ้มครองพระพุทธศาสนา” กันจริงๆ อาจต้องจับชาวพุทธกว่าครึ่งประเทศเข้าคุก เพราะมีเป็นจำนวนมากที่สอนผิดจากพระไตรปิฎก “ฆ่าเวลาบาปมากกว่าฆ่าคน” มีในพระไตรปิฎกไหม “ฆ่าคอมมิวนิสต์ได้บุญมากกว่าบาป” มีในพระไตรปิฎกไหม หรือเอาเข้าจริงๆ “เผด็จการโดยธรรม” อาจไม่มีในพระไตรปิฎกเลย
เห็นหรือไม่ว่า “เจตนาดี” ที่จะใช้กฎหมายคุ้มครองพุทธศาสนา แต่กฎหมายที่เขียนออกมาแบบนี้แหละจะกลายเป็น “อาวุธ” ที่ชาวพุทธใช้ฟาดฟันกันเองจนเลือดท่วมจอ!
มาตรานี้ย่อมกระทบต่อ “เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น” ตามที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน
เสียดายเหลือเกินครับที่พุทธศาสนาซึ่งมีพระศาสดาที่ไม่ยอมรับการมี “นักโทษทางความคิด” ให้เสรีภาพทางความคิดอย่างสูงสุด (ตามหลักกาลามสูตรเป็นต้น) ใครจะปฏิเสธไม่เชื่อพระศาสดาก็ได้ วิจารณ์ได้ ด่าได้ สอนผิดสอนถูกได้
http://www.prachatai3.info/journal/2012/04/40127
กรณีโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ กับ วันชัย ตัน(ทางความคิด)
"ขณะที่รัฐบาลไทยเดินหน้าสร้างเขื่อน แต่รัฐบาลพม่ากลับมีความก้าวหน้ามากกว่า โดยประกาศยกเลิกโครงการสร้างเขื่อนไฟฟ้ามิตโสนบนแม่น้ำอิรวดี ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีนมูลค่าแสนล้านบาท เพราะสร้างความเสียหายให้กับพื้นที่ป่าที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก"
-- วันชัย ตัน
ผมค่อนข้างกังวลกับวิธีคิดและวิธีต่อต้านเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมในบ้านเรา โดยเฉพาะกรณีข้อความข้างต้นของคุณวันชัย ตัน ...โอเคแม้ "เป้าประสงค์" ในการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์กับโครงการต่างๆในพม่าอาจจะคนละอย่าง แต่เอาเข้าจริงมันก็อยู่ในชุดเหตุผลเดียวกันคือเพื่อ "การพัฒนา"
ขณะที่เราต้องการจะใช้ทุกอย่างใช้พลังงานทุกรูปแบบอย่างเต็มที่ แต่ทุกวันนี้ผู้คนก็ยังเดินเข้าออกเซ็นทรัล พารากอน เดอะ มอลล์ ราบ21 กันอย่างเย็นสบายใจโดยไม่นึกถึงปริมาณการใช้พลังงาน และไม่คิดที่จะเรียกร้องอย่างจริงจังให้มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องปริมาณการใช้พลังงานในพื้นที่กินไฟมหาศาลอย่างห้างที่ได้กล่าวข้างต้น ครั้นจะก่อสร้างโครงการต่างๆที่เอื้อต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจในประเทศก็มักจะถูกต่อต้านอย่างหนัก และครั้นจะให้เปลี่ยนวิถีชีวิตที่สิ้นเปลืองพลังงานสูงก็ไม่เอา (เรื่องเดินห้างเป็นตัวอย่าง) เราจึงเลือกที่จะปิดหูปิดตา ผลักภาระทางสิ่งแวดล้อมไปให้ประเทศที่กำลังเริ่มพัฒนาเป็นผู้แบกรับต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมตรงนี้แทน ทั้งท่อส่งก๊าซและน้ำมันเข้ามายังไทย เขตพัฒนาอุตสาหกรรมหนักแทนประเทศไทย โครงการสร้างเขื่อนต่างๆทั้งในพม่าและลาวที่จะส่งไฟเข้าไทย (เอาเฉพาะพม่าก็ปาไป 25 เขื่อนแล้วที่อยู่ในกระบวนการ) ไหนจะโรงงานไฟฟ้าที่เซ็นขายไฟให้ไทย เหมืองถ่านหินที่ขุดในพม่าแต่จะส่งเข้ามาในไทย และอีก ฯลฯ ที่กระทำโดยไม่มี EIA และ SIA
หากคิดจากฐานตรงนี้ด้วยก็จะเห็นได้ว่า วิธีคิดวิธีเขียนของคุณวันชัยมีปัญหา เพราะคุณวันชัยเลือกที่จะพูดความจริงเพียงด้านเดียวเพื่อใช้เป็นประเด็น เป็นเครื่องมือขับเคลื่อน เรียกร้อง ให้มีการระงับการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ แต่การใช้วิธีแบบนี้ (พูดไม่หมดแล้วยังสร้างอารมณ์เปรียบเทียบ) มันไม่ได้ช่วยให้เกิดความยั่งยืนในระดับภูมิภาคได้เลย แค่ความเข้าใจยังไม่เกิดเลยเสียด้วยซ้ำ คุณวันชัยเลือกที่จะบอกบางส่วนและไม่บอกอีกหลายส่วน ข้อดีก็คือมันช่วยให้เกิดภาพที่สามารถสร้างความรู้สึกเปรียบเทียบกับประเทศเผด็จการได้ชัดเจนดี แต่ข้อเสียก็อย่างที่ได้กล่าวไป มันคือการปิดหูปิดตาประชาชนต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเพื่อนบ้านไม่แพ้สิ่งที่รัฐบาลทำในกรณีเขื่อนแม่วงก์ นั่นก็คือการ "ไม่พูดกับประชาชนตรงๆ" ตามสำนวนที่คุณวันชัยใช้ ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่าปัญหาที่เราผลักไปประเทศเพื่อนบ้านก็ใช่ว่าจะพ้นตัว เหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบข้ามพรมแดนได้เช่นกัน
การมองปัญหาและการเขียนอธิบายให้สังคมทราบจึงควรทำให้เห็นปัญหาในภาพรวม ให้ประชาชนได้ตระหนักว่าเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างปัญหาที่เกิดขึ้น เขาก็เป็นส่วนหนึ่งของข้ออ้างทั้งหลายทั้งปวงในการที่จะสร้างเขื่อนต่างๆ เขาควรจะรู้ตัวได้แล้วและควรจะปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต เพื่อให้ชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่วางแผนก่อสร้างโครงการพ้นไปจากความเสี่ยง เพื่อให้ความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนความสมบูรณ์ของธรรมชาติยังคงอยู่ ไม่ใช่มาใช้วิธีพูดแบบเปิดอย่างปิดอย่างเพียงเพื่อปลุกระดมหรือกระพือโหมกระแสรักธรรมชาติรักโลกรักทู๊กกกโคนนน
=============================================
(ร่างที่ 1)
ผมค่อนข้างกังวลกับวิธีคิดและวิธีต่อต้านเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมในบ้านเรา โดยเฉพาะกรณีข้อความข้างต้นของคุณวันชัย ตัน ...โอเคแม้"เป้าประสงค์"ในการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์และโครงการต่างๆในพม่าอาจจะคนละอย่าง แต่เอาเข้าจริงมันก็อยู่ในชุดเหตุผลเดียวกันคือเพื่อ "การพัฒนา" ตัวอย่างเช่น ขณะที่เราต้องการจะใช้ทุกอย่างใช้พลังงานทุกรูปแบบอย่างเต็มที่ แต่ทุกวันนี้ผู้คนก็ยังเดินเข้าออกเซ็นทรัล พารากอน เดอะ มอลล์ ราบ21 กันอย่างเย็นสบายใจโดยไม่นึกถึงปริมาณการใช้พลังงาน และไม่คิดที่จะเรียกร้องอย่างจริงจังให้มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องปริมาณการใช้พลังงานในพื้นที่กินไฟมหาศาลอย่างห้างที่ได้กล่าวข้างต้น ครั้นจะก่อสร้างโครงการต่างๆที่เอื้อต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจในประเทศก็มักจะถูกต่อต้านอย่างหนัก และครั้นจะให้เปลี่ยนวิถีชีวิตที่สิ้นเปลืองพลังงานสูงก็ไม่เอา (เรื่องเดินห้างเป็นตัวอย่าง) เราจึงเลือกที่จะปิดหูปิดตา ผลักภาระทางสิ่งแวดล้อมไปให้ประเทศที่กำลังเริ่มพัฒนาเป็นผู้แบกรับภาระต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมตรงนี้แทน ทั้งท่อส่งก๊าซและน้ำมันเข้ามายังไทย เขตพัฒนาอุตสาหกรรมหนักแทนประเทศไทย โครงการสร้างเขื่อนต่างๆทั้งในพม่าและลาวที่จะส่งไฟเข้าไทย (เอาเฉพาะพม่าก็ปาไป 25 เขื่อนแล้วที่อยู่ในกระบวนการ) ไหนจะโรงงานไฟฟ้าที่เซ็นขายไฟให้ไทย เหมืองถ่านหินที่ขุดในพม่าแต่จะส่งเข้ามาในไทย และอีก ฯลฯ ที่กระทำโดยไม่มี EIA และ SIA ตรรกะของโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ก็ไม่ต่างกัน
ตรงนี้แหละที่ผมถึงย้ำว่ามันเป็นปัญหา เพราะคุณวันชัยเลือกที่จะพูดความจริงเพียงด้านเดียวเพื่อใช้เป็นประเด็น เป็นเครื่องมือขับเคลื่อน เรียกร้อง ให้มีการระงับการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ แต่การใช้วิธีแบบนี้มันไม่ได้ช่วยให้เกิดความยั่งยืนในระดับภูมิภาคได้เลย แค่ความเข้าใจยังไม่เกิดเลยเสียด้วยซ้ำ คุณวันชัยเลือกที่จะบอกบางส่วนและไม่บอกอีกหลายส่วน ข้อดีก็คือมันช่วยให้เกิดภาพที่สามารถสร้างความรู้สึกเปรียบเทียบกับประเทศเผด็จการได้ชัดเจนดี แต่ข้อเสียก็อย่างที่ได้กล่าวไป มันคือการปิดหูปิดตาประชาชนต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเพื่อนบ้านไม่แพ้สิ่งที่รัฐบาลทำในกรณีเขื่อนแม่วงก์ นั่นก็คือการ "ไม่พูดกับประชาชนตรง ๆ" ตามสำนวนที่คุณวันชัยใช้ ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่าปัญหาที่เราผลักไปประเทศเพื่อนบ้านก็ใช่ว่าจะพ้นตัว เหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบข้ามพรมแดนได้เช่นกัน การมองปัญหาและการเขียนอธิบายให้สังคมทราบจึงควรทำให้เห็นปัญหาในภาพรวม ให้ประชาชนได้ตระหนักว่าเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างปัญหาที่เกิดขึ้น เขาก็เป็นส่วนหนึ่งของข้ออ้างทั้งหลายทั้งปวงในการที่จะสร้างเขื่อนต่างๆ เขาควรจะรู้ตัวได้แล้วและควรจะปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต เพื่อให้วิถีชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่วางแผนก่อสร้างโครงการจะได้พ้นไปจากความเสี่ยง เพื่อให้ความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนความสมบูรณ์ของธรรมชาติยังคงอยู่ ไม่ใช่มาใช้วิธีพูดแบบเปิดอย่างปิดอย่างเพื่อปลุกระดมและกระพือโหมความคลั่งชาติอย่างชุ่ยๆ!!
-- วันชัย ตัน
ผมค่อนข้างกังวลกับวิธีคิดและวิธีต่อต้านเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมในบ้านเรา โดยเฉพาะกรณีข้อความข้างต้นของคุณวันชัย ตัน ...โอเคแม้ "เป้าประสงค์" ในการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์กับโครงการต่างๆในพม่าอาจจะคนละอย่าง แต่เอาเข้าจริงมันก็อยู่ในชุดเหตุผลเดียวกันคือเพื่อ "การพัฒนา"
ขณะที่เราต้องการจะใช้ทุกอย่างใช้พลังงานทุกรูปแบบอย่างเต็มที่ แต่ทุกวันนี้ผู้คนก็ยังเดินเข้าออกเซ็นทรัล พารากอน เดอะ มอลล์ ราบ21 กันอย่างเย็นสบายใจโดยไม่นึกถึงปริมาณการใช้พลังงาน และไม่คิดที่จะเรียกร้องอย่างจริงจังให้มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องปริมาณการใช้พลังงานในพื้นที่กินไฟมหาศาลอย่างห้างที่ได้กล่าวข้างต้น ครั้นจะก่อสร้างโครงการต่างๆที่เอื้อต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจในประเทศก็มักจะถูกต่อต้านอย่างหนัก และครั้นจะให้เปลี่ยนวิถีชีวิตที่สิ้นเปลืองพลังงานสูงก็ไม่เอา (เรื่องเดินห้างเป็นตัวอย่าง) เราจึงเลือกที่จะปิดหูปิดตา ผลักภาระทางสิ่งแวดล้อมไปให้ประเทศที่กำลังเริ่มพัฒนาเป็นผู้แบกรับต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมตรงนี้แทน ทั้งท่อส่งก๊าซและน้ำมันเข้ามายังไทย เขตพัฒนาอุตสาหกรรมหนักแทนประเทศไทย โครงการสร้างเขื่อนต่างๆทั้งในพม่าและลาวที่จะส่งไฟเข้าไทย (เอาเฉพาะพม่าก็ปาไป 25 เขื่อนแล้วที่อยู่ในกระบวนการ) ไหนจะโรงงานไฟฟ้าที่เซ็นขายไฟให้ไทย เหมืองถ่านหินที่ขุดในพม่าแต่จะส่งเข้ามาในไทย และอีก ฯลฯ ที่กระทำโดยไม่มี EIA และ SIA
หากคิดจากฐานตรงนี้ด้วยก็จะเห็นได้ว่า วิธีคิดวิธีเขียนของคุณวันชัยมีปัญหา เพราะคุณวันชัยเลือกที่จะพูดความจริงเพียงด้านเดียวเพื่อใช้เป็นประเด็น เป็นเครื่องมือขับเคลื่อน เรียกร้อง ให้มีการระงับการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ แต่การใช้วิธีแบบนี้ (พูดไม่หมดแล้วยังสร้างอารมณ์เปรียบเทียบ) มันไม่ได้ช่วยให้เกิดความยั่งยืนในระดับภูมิภาคได้เลย แค่ความเข้าใจยังไม่เกิดเลยเสียด้วยซ้ำ คุณวันชัยเลือกที่จะบอกบางส่วนและไม่บอกอีกหลายส่วน ข้อดีก็คือมันช่วยให้เกิดภาพที่สามารถสร้างความรู้สึกเปรียบเทียบกับประเทศเผด็จการได้ชัดเจนดี แต่ข้อเสียก็อย่างที่ได้กล่าวไป มันคือการปิดหูปิดตาประชาชนต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเพื่อนบ้านไม่แพ้สิ่งที่รัฐบาลทำในกรณีเขื่อนแม่วงก์ นั่นก็คือการ "ไม่พูดกับประชาชนตรงๆ" ตามสำนวนที่คุณวันชัยใช้ ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่าปัญหาที่เราผลักไปประเทศเพื่อนบ้านก็ใช่ว่าจะพ้นตัว เหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบข้ามพรมแดนได้เช่นกัน
การมองปัญหาและการเขียนอธิบายให้สังคมทราบจึงควรทำให้เห็นปัญหาในภาพรวม ให้ประชาชนได้ตระหนักว่าเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างปัญหาที่เกิดขึ้น เขาก็เป็นส่วนหนึ่งของข้ออ้างทั้งหลายทั้งปวงในการที่จะสร้างเขื่อนต่างๆ เขาควรจะรู้ตัวได้แล้วและควรจะปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต เพื่อให้ชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่วางแผนก่อสร้างโครงการพ้นไปจากความเสี่ยง เพื่อให้ความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนความสมบูรณ์ของธรรมชาติยังคงอยู่ ไม่ใช่มาใช้วิธีพูดแบบเปิดอย่างปิดอย่างเพียงเพื่อปลุกระดมหรือกระพือโหมกระแสรักธรรมชาติรักโลกรักทู๊กกกโคนนน
=============================================
(ร่างที่ 1)
ผมค่อนข้างกังวลกับวิธีคิดและวิธีต่อต้านเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมในบ้านเรา โดยเฉพาะกรณีข้อความข้างต้นของคุณวันชัย ตัน ...โอเคแม้"เป้าประสงค์"ในการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์และโครงการต่างๆในพม่าอาจจะคนละอย่าง แต่เอาเข้าจริงมันก็อยู่ในชุดเหตุผลเดียวกันคือเพื่อ "การพัฒนา" ตัวอย่างเช่น ขณะที่เราต้องการจะใช้ทุกอย่างใช้พลังงานทุกรูปแบบอย่างเต็มที่ แต่ทุกวันนี้ผู้คนก็ยังเดินเข้าออกเซ็นทรัล พารากอน เดอะ มอลล์ ราบ21 กันอย่างเย็นสบายใจโดยไม่นึกถึงปริมาณการใช้พลังงาน และไม่คิดที่จะเรียกร้องอย่างจริงจังให้มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องปริมาณการใช้พลังงานในพื้นที่กินไฟมหาศาลอย่างห้างที่ได้กล่าวข้างต้น ครั้นจะก่อสร้างโครงการต่างๆที่เอื้อต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจในประเทศก็มักจะถูกต่อต้านอย่างหนัก และครั้นจะให้เปลี่ยนวิถีชีวิตที่สิ้นเปลืองพลังงานสูงก็ไม่เอา (เรื่องเดินห้างเป็นตัวอย่าง) เราจึงเลือกที่จะปิดหูปิดตา ผลักภาระทางสิ่งแวดล้อมไปให้ประเทศที่กำลังเริ่มพัฒนาเป็นผู้แบกรับภาระต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมตรงนี้แทน ทั้งท่อส่งก๊าซและน้ำมันเข้ามายังไทย เขตพัฒนาอุตสาหกรรมหนักแทนประเทศไทย โครงการสร้างเขื่อนต่างๆทั้งในพม่าและลาวที่จะส่งไฟเข้าไทย (เอาเฉพาะพม่าก็ปาไป 25 เขื่อนแล้วที่อยู่ในกระบวนการ) ไหนจะโรงงานไฟฟ้าที่เซ็นขายไฟให้ไทย เหมืองถ่านหินที่ขุดในพม่าแต่จะส่งเข้ามาในไทย และอีก ฯลฯ ที่กระทำโดยไม่มี EIA และ SIA ตรรกะของโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ก็ไม่ต่างกัน
ตรงนี้แหละที่ผมถึงย้ำว่ามันเป็นปัญหา เพราะคุณวันชัยเลือกที่จะพูดความจริงเพียงด้านเดียวเพื่อใช้เป็นประเด็น เป็นเครื่องมือขับเคลื่อน เรียกร้อง ให้มีการระงับการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ แต่การใช้วิธีแบบนี้มันไม่ได้ช่วยให้เกิดความยั่งยืนในระดับภูมิภาคได้เลย แค่ความเข้าใจยังไม่เกิดเลยเสียด้วยซ้ำ คุณวันชัยเลือกที่จะบอกบางส่วนและไม่บอกอีกหลายส่วน ข้อดีก็คือมันช่วยให้เกิดภาพที่สามารถสร้างความรู้สึกเปรียบเทียบกับประเทศเผด็จการได้ชัดเจนดี แต่ข้อเสียก็อย่างที่ได้กล่าวไป มันคือการปิดหูปิดตาประชาชนต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเพื่อนบ้านไม่แพ้สิ่งที่รัฐบาลทำในกรณีเขื่อนแม่วงก์ นั่นก็คือการ "ไม่พูดกับประชาชนตรง ๆ" ตามสำนวนที่คุณวันชัยใช้ ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่าปัญหาที่เราผลักไปประเทศเพื่อนบ้านก็ใช่ว่าจะพ้นตัว เหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบข้ามพรมแดนได้เช่นกัน การมองปัญหาและการเขียนอธิบายให้สังคมทราบจึงควรทำให้เห็นปัญหาในภาพรวม ให้ประชาชนได้ตระหนักว่าเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างปัญหาที่เกิดขึ้น เขาก็เป็นส่วนหนึ่งของข้ออ้างทั้งหลายทั้งปวงในการที่จะสร้างเขื่อนต่างๆ เขาควรจะรู้ตัวได้แล้วและควรจะปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต เพื่อให้วิถีชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่วางแผนก่อสร้างโครงการจะได้พ้นไปจากความเสี่ยง เพื่อให้ความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนความสมบูรณ์ของธรรมชาติยังคงอยู่ ไม่ใช่มาใช้วิธีพูดแบบเปิดอย่างปิดอย่างเพื่อปลุกระดมและกระพือโหมความคลั่งชาติอย่างชุ่ยๆ!!
คัดประเด็น บทวิพากษ์ วิจารณ์ และข้อเสนอแนะต่อพรรคประชาธิปัตย์
รายการสรุปข้อผิดพลาดของ ปชป. (บางส่วน)
“ประชาธิปัตย์ทำหน้าที่ฝ่ายค้านได้ดีกว่าเป็นรัฐบาล และก็ทำหน้าที่ได้ดีกว่าตอนพรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้านซะอีก อย่างนี้ต้องเชียร์ให้ประชาธิปัตย์ได้เป็นฝ่ายค้านตลอดไป”
กรณีที่ ส.ส. ประชาธิปัตย์สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนออกมาสร้างกระแส หรืออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลแต่สุดท้ายก็ “หน้าแตก” “หน้าแหก” หรือไม่ก็เข้าอาการ “ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง”
1.กรณี นาย บุญยอด สุขถิ่นไทย กล่าวถึงกรณี น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในประด็นจริยธรรมทางการเมืองเรื่องที่ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ไม่จดทะเบียนสมรสกับ นายอนุสรณ์ อมรฉัตร สามีนอกสมรส หากย้อนกลับไปดูอีกด้าน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อย่าง นายชวน หลีกภัย ก็ไม่ได้จดทะเบียนกับ นางภักดิพร สุจริตกุล ภรรยานอกสมรสเช่นกัน
2.กรณี น.ส. มัลลิกา บุญมีตระกูล น.ส.รังสิมา รอดรัศมี เทพไท เสนพงศ์ ศิริโชค โสภา และ ชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต กล่าวถึงกรณีโรงแรมโฟร์ซีซั่น ว5 ชั้น7 ที่ เหล่า ส.ส. ประชาธิปัตย์ และอดีตคนเคยรักกันอย่างเครือหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ก็ช่วยกันหนุนประโคมข่าว เพื่อที่ดิสเครดิตและเผื่อฟลุ๊คคนเชื่อตามกันมาก็อาจถึงขั้นลาออก จน “สมเกียรติ อ่อนวิมล” ผู้ที่เป็นที่นับถือกันในวงการสื่อสารมวลชน ออกมาอัดประเด็นนี้เพราะทนไม่ไหวกับทิศทางของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ตกต่ำ
3.กรณีที่ น.ส. มัลลิกา บุญมีตระกูล ออกมาขู่ฟ้องขรก.การเมือง-ส.ส.ที่ไปรดน้ำดำหัวคุณทักษิณ ที่ลาว ก็มีคำถามย้อนแย้งกลับจากกรณีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เช่นกันในสมัยประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล
4.กรณี นาย อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ส.ส. เขตลาดพร้าว พรรคประชาธิปัตย์ ที่คุณแม่ นางภคินี สุวรรณภักดี เป็นผู้ต้องหา คดียักยอกเงิน 4,100ล้าน โดยนายอภิสิทธิ์ ได้ยืนอยู่ร่วมกับนางภคินี ในโอกาสที่ไปเป็นประธานงานเลี้ยงฉลองวิวาห์ของนายอรรถวิชช์แต่ก็ไม่มีการจับกุม นางภคินี แต่อย่างไร
5.กรณี น.ส. มัลลิกา บุญมีตระกูล การสร้างกระแสรายวันเรื่อง ไข่ไก่ราคาแพง ใบละ 8 บาท แต่ในวันเดียบวกันที่ตลาดรุ่งเจริญขายฟองละ 2.7 -3.4 บาท ยกเว้นไข่เยี่ยวม้า 4.5 และไข่เป็ด เค็ม 6 บาท
6.กรณี นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต แถลงข้าวแกงจาละ 60 บาท ขณะที่ราคาตลาดอยู่ที่ 25-30บาท
7.กรณีมะนาวแพงที่เอามาโจมตีรัฐบาลว่ามะนาวยิ่งลักษณ์ลูกละ 12บาท แต่ก็ถูกโต้กกลับว่า มะนาวอภิสิทธิ์ลูกละ 15 บาท
8.กรณีการปล่อยข่าวเรื่องผู้ลงทุนย้ายฐานการผลิตซึ่งจริงๆไม่ได้ย้าย แต่ทางฮอนด้าได้ไปทำฐานการผลิตเพิ่มอีกแห่งไม่ใช่การปิดโรงานจากไทยไปที่อินโดนีเซีย
9.เรื่องเสนอปิดเฟสบุ๊ค ยูทูป
http://www.siamintelligence.com/democrat-to-dismiss-old-politic/?utm_source=dlvr.it&utm_medium=facebook
******************************************
พรรคประชาธิปัตย์ต้องก้าวให้ข้าม คตส. « Siam Intelligence
มาชู สรุปง่ายๆก็คือ เรื่อง คตส. นี้เป็นกระบวนการเอาผิดกับทักษิณแบบเพี้ยนๆ เหมือนหัวเป็นมังกุ(เผด็จการจากรัฐประหาร) ท้ายเป็นมังกร(กระบวนการยุติธรรม/หลักนิติธรรม[rule of law]) มันจึงเกิดปัญหา เพราะคณะรัฐประหารสร้างสัตว์ประหลาดที่หัวกับท้ายเป็นคนละพันธุ์มาปราบทักกี้
--------------------------------------------------------
จุดที่ฝ่ายไม่เห็นด้วยกับ คดี คตส. นำมาคัดค้านก็คือ “กระบวนการ” ของ คตส. นั้นไม่ชอบธรรม นับตั้งแต่การแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร, สมาชิกของ คตส. ที่เต็มไปด้วยศัตรูของ พ.ต.ท.ทักษิณ, ข้อหาความผิดเรื่องที่ดิน ไปจนการพิจารณาคดีของตุลาการ ซึ่งเป็นเหตุผลที่มีน้ำหนัก เพราะตามหลักการด้านยุติธรรมสากล “กระบวนการ” จำเป็นต้องชอบธรรมก่อน จึงจะสามารถพิจารณาตัดสินความถูกผิดได้
http://www.siamintelligence.com/democrat-to-dismiss-aec-lawsuit/
******************************************
“ประชาธิปัตย์ทำหน้าที่ฝ่ายค้านได้ดีกว่าเป็นรัฐบาล และก็ทำหน้าที่ได้ดีกว่าตอนพรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้านซะอีก อย่างนี้ต้องเชียร์ให้ประชาธิปัตย์ได้เป็นฝ่ายค้านตลอดไป”
กรณีที่ ส.ส. ประชาธิปัตย์สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนออกมาสร้างกระแส หรืออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลแต่สุดท้ายก็ “หน้าแตก” “หน้าแหก” หรือไม่ก็เข้าอาการ “ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง”
1.กรณี นาย บุญยอด สุขถิ่นไทย กล่าวถึงกรณี น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในประด็นจริยธรรมทางการเมืองเรื่องที่ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ไม่จดทะเบียนสมรสกับ นายอนุสรณ์ อมรฉัตร สามีนอกสมรส หากย้อนกลับไปดูอีกด้าน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อย่าง นายชวน หลีกภัย ก็ไม่ได้จดทะเบียนกับ นางภักดิพร สุจริตกุล ภรรยานอกสมรสเช่นกัน
2.กรณี น.ส. มัลลิกา บุญมีตระกูล น.ส.รังสิมา รอดรัศมี เทพไท เสนพงศ์ ศิริโชค โสภา และ ชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต กล่าวถึงกรณีโรงแรมโฟร์ซีซั่น ว5 ชั้น7 ที่ เหล่า ส.ส. ประชาธิปัตย์ และอดีตคนเคยรักกันอย่างเครือหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ก็ช่วยกันหนุนประโคมข่าว เพื่อที่ดิสเครดิตและเผื่อฟลุ๊คคนเชื่อตามกันมาก็อาจถึงขั้นลาออก จน “สมเกียรติ อ่อนวิมล” ผู้ที่เป็นที่นับถือกันในวงการสื่อสารมวลชน ออกมาอัดประเด็นนี้เพราะทนไม่ไหวกับทิศทางของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ตกต่ำ
3.กรณีที่ น.ส. มัลลิกา บุญมีตระกูล ออกมาขู่ฟ้องขรก.การเมือง-ส.ส.ที่ไปรดน้ำดำหัวคุณทักษิณ ที่ลาว ก็มีคำถามย้อนแย้งกลับจากกรณีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เช่นกันในสมัยประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล
4.กรณี นาย อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ส.ส. เขตลาดพร้าว พรรคประชาธิปัตย์ ที่คุณแม่ นางภคินี สุวรรณภักดี เป็นผู้ต้องหา คดียักยอกเงิน 4,100ล้าน โดยนายอภิสิทธิ์ ได้ยืนอยู่ร่วมกับนางภคินี ในโอกาสที่ไปเป็นประธานงานเลี้ยงฉลองวิวาห์ของนายอรรถวิชช์แต่ก็ไม่มีการจับกุม นางภคินี แต่อย่างไร
5.กรณี น.ส. มัลลิกา บุญมีตระกูล การสร้างกระแสรายวันเรื่อง ไข่ไก่ราคาแพง ใบละ 8 บาท แต่ในวันเดียบวกันที่ตลาดรุ่งเจริญขายฟองละ 2.7 -3.4 บาท ยกเว้นไข่เยี่ยวม้า 4.5 และไข่เป็ด เค็ม 6 บาท
6.กรณี นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต แถลงข้าวแกงจาละ 60 บาท ขณะที่ราคาตลาดอยู่ที่ 25-30บาท
7.กรณีมะนาวแพงที่เอามาโจมตีรัฐบาลว่ามะนาวยิ่งลักษณ์ลูกละ 12บาท แต่ก็ถูกโต้กกลับว่า มะนาวอภิสิทธิ์ลูกละ 15 บาท
8.กรณีการปล่อยข่าวเรื่องผู้ลงทุนย้ายฐานการผลิตซึ่งจริงๆไม่ได้ย้าย แต่ทางฮอนด้าได้ไปทำฐานการผลิตเพิ่มอีกแห่งไม่ใช่การปิดโรงานจากไทยไปที่อินโดนีเซีย
9.เรื่องเสนอปิดเฟสบุ๊ค ยูทูป
http://www.siamintelligence.com/democrat-to-dismiss-old-politic/?utm_source=dlvr.it&utm_medium=facebook
******************************************
พรรคประชาธิปัตย์ต้องก้าวให้ข้าม คตส. « Siam Intelligence
มาชู สรุปง่ายๆก็คือ เรื่อง คตส. นี้เป็นกระบวนการเอาผิดกับทักษิณแบบเพี้ยนๆ เหมือนหัวเป็นมังกุ(เผด็จการจากรัฐประหาร) ท้ายเป็นมังกร(กระบวนการยุติธรรม/หลักนิติธรรม[rule of law]) มันจึงเกิดปัญหา เพราะคณะรัฐประหารสร้างสัตว์ประหลาดที่หัวกับท้ายเป็นคนละพันธุ์มาปราบทักกี้
--------------------------------------------------------
จุดที่ฝ่ายไม่เห็นด้วยกับ คดี คตส. นำมาคัดค้านก็คือ “กระบวนการ” ของ คตส. นั้นไม่ชอบธรรม นับตั้งแต่การแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร, สมาชิกของ คตส. ที่เต็มไปด้วยศัตรูของ พ.ต.ท.ทักษิณ, ข้อหาความผิดเรื่องที่ดิน ไปจนการพิจารณาคดีของตุลาการ ซึ่งเป็นเหตุผลที่มีน้ำหนัก เพราะตามหลักการด้านยุติธรรมสากล “กระบวนการ” จำเป็นต้องชอบธรรมก่อน จึงจะสามารถพิจารณาตัดสินความถูกผิดได้
http://www.siamintelligence.com/democrat-to-dismiss-aec-lawsuit/
******************************************
คัดประเด็น การเมืองภายในพม่าและที่เกี่ยวข้องกับทวาย
ข้อสังเกตจากการเจรจาระหว่าง ตัวแทนของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง หรือ เคเอ็นยู กับ รัฐบาลพม่า (ครั้งที่สอง)
The Economic Forces at Work Behind the Karen Ceasefire | The Irrawaddy Magazine
1.ตัวแทนฝ่ายรัฐบาลในวันนั้นมี นายอ่องมิน รัฐมนตรีกระทรวงรถไฟ ทำหน้าที่ประธานในการเจรจา มีรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน อุตสาหกรรมหนัก และกระทรวงไฟฟ้า เข้าร่วม อาจคิดไปได้ว่า รัฐบาลให้ความสนใจเรื่องเขื่อน เรื่องโครงการท่าเรือน้ำลึก มากกว่าเรื่องสันติภาพและการปรองดอง
2.รัฐบาลพม่ามอบหมายให้หน่วยงาน Myanmar Egress ซึ่งเป็นเอ็นจีโอในพื้นที่เป็นตัวกลางในการเจรจา ซึ่งตัวแทนคนสำคัญของ Myanmar Egress บางส่วนได้เดินทางไปกับนายอ่องมิน รัฐมนตรีกระทรวงรถไฟ เพื่อพบกับตัวแทนเคเอ็นยูอยู่หลายครั้ง การปรากฏตัวและการมีเสียงในการเจรจากับเคเอ็นยูในแต่ละครั้ง ทำให้ชุมชนชาวกะเหรี่ยงทั้งในและนอกประเทศรับรู้ได้ว่า ธุรกิจ คือสิ่งที่อยู่เบื้องหลังการรีบร้อนเจรจาสันติภาพของรัฐบาลพม่า
3.บทบาทของ Myanmar Egress กับเรื่องธุรกิจนั้นมีนัยซ่อนเร้น ตัวอย่างเช่น นายหง่วยโซ ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวแทนจาก Myanmar Egress ที่เข้าร่วมเจรจาหยุดยิงในครั้งล่าสุดด้วย เขาเป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทวายปริ๊นเซส ซึ่งได้ร่วมลงทุนในโครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกทวาย เบื้องหลังการเจรจาที่มีกลุ่มคนที่จะได้ผลประโยชน์ทางธุรกิจจากการหยุดยิงเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ตัวแทนจากฝ่ายเคเอ็นยูจำนวนมากต่างกำลังวิตกกังวล
อย่างไรก็ตาม ความเปราะบางและการพลิกกระดานของการหยุดยิงครั้งใหม่ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ด้วยความจริงที่ว่า สัญญาตกลงหยุดยิงกับองค์กรอิสรภาพคะฉิ่นเมื่อ 14 ที่แล้วก็ยังถูกรัฐบาลพม่าฉีกทิ้งเมื่อไม่นานมานี้
ความแตกต่างของขั้นตอนที่จะนำไปสู่การปรองดองแห่งชาติของทั้งสองฝ่ายยังคงมีอยู่ ทัศนะของเคเอ็นยูในการแก้ปัญหาความขัดแย้งในพม่าคือการหยุดยิงและการถอนกำลังทหารของฝ่ายรัฐบาลออกไปจากพื้นที่ปกครองของเคเอ็นยู การเจรจาเพื่อแก้ปัญหาทางการเมืองโดยตรงนอกสภาโดยไม่ต้องใช้ตัวแทน รวมถึงการพัฒนาที่ยั่งยืน ในขณะที่ฝ่ายรัฐบาลพม่ากำลังพยายามผลักดันแผนการโร้ดแม็บเพื่อประชาธิปไตยของตัวเองอยู่ ซึ่งเริ่มจากการหยุดยิงเป็นอันดับแรก ตามด้วยการพัฒนา โดยปราศจากการแก้ปัญหาการเมือง
http://www.irrawaddy.org/archives/2401
http://salweennews.org/home/?p=4162
**************************************
TIDES OF CHANGE ~ Dawei (Tavoy) Deep Seaport Development Project
หากข้อความนี้เป็นจริง ก็เป็นไปตามที่แดมเคยวิเคราะห์ไว้
--------------------------------
"They hired daily-wage labors to work in port construction. They gave 4,000 Kyat (about $5 USD) per day as daily wage. It's good pay. They hired local workers but only a few people, close to authorities, could get jobs in port construction. So, I could not get a job,"
http://daweiproject.blogspot.com/2012/03/tides-of-change.html
**************************************
US Eases Sanctions on Burma « VOA Breaking News
ประเด็นน่าจะอยู่ที่ทางนั้นเขาจะให้องค์การประเภทอะไรเข้า เข้าได้จำนวนเท่าไหร่ ยาวนานแค่ไหน ดำเนินการในพื้นที่ใด และเมื่อเข้าไปแล้วให้ทำอะไรได้บ้าง ??
...เพราะอย่างที่รู้กันว่าที่ผ่านมาใช่ว่าจะไม่มี NGOs เข้าไปเลย
...ดูเหมือนVOAจะพยายามเหลือเกินที่จะเขียนข่าวให้ฝั่งตนเองดูเป็นนักบุญ
http://blogs.voanews.com/breaking-news/2012/04/17/us-eases-sanctions-on-burma/
**************************************
The Economic Forces at Work Behind the Karen Ceasefire | The Irrawaddy Magazine
1.ตัวแทนฝ่ายรัฐบาลในวันนั้นมี นายอ่องมิน รัฐมนตรีกระทรวงรถไฟ ทำหน้าที่ประธานในการเจรจา มีรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน อุตสาหกรรมหนัก และกระทรวงไฟฟ้า เข้าร่วม อาจคิดไปได้ว่า รัฐบาลให้ความสนใจเรื่องเขื่อน เรื่องโครงการท่าเรือน้ำลึก มากกว่าเรื่องสันติภาพและการปรองดอง
2.รัฐบาลพม่ามอบหมายให้หน่วยงาน Myanmar Egress ซึ่งเป็นเอ็นจีโอในพื้นที่เป็นตัวกลางในการเจรจา ซึ่งตัวแทนคนสำคัญของ Myanmar Egress บางส่วนได้เดินทางไปกับนายอ่องมิน รัฐมนตรีกระทรวงรถไฟ เพื่อพบกับตัวแทนเคเอ็นยูอยู่หลายครั้ง การปรากฏตัวและการมีเสียงในการเจรจากับเคเอ็นยูในแต่ละครั้ง ทำให้ชุมชนชาวกะเหรี่ยงทั้งในและนอกประเทศรับรู้ได้ว่า ธุรกิจ คือสิ่งที่อยู่เบื้องหลังการรีบร้อนเจรจาสันติภาพของรัฐบาลพม่า
3.บทบาทของ Myanmar Egress กับเรื่องธุรกิจนั้นมีนัยซ่อนเร้น ตัวอย่างเช่น นายหง่วยโซ ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวแทนจาก Myanmar Egress ที่เข้าร่วมเจรจาหยุดยิงในครั้งล่าสุดด้วย เขาเป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทวายปริ๊นเซส ซึ่งได้ร่วมลงทุนในโครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกทวาย เบื้องหลังการเจรจาที่มีกลุ่มคนที่จะได้ผลประโยชน์ทางธุรกิจจากการหยุดยิงเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ตัวแทนจากฝ่ายเคเอ็นยูจำนวนมากต่างกำลังวิตกกังวล
อย่างไรก็ตาม ความเปราะบางและการพลิกกระดานของการหยุดยิงครั้งใหม่ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ด้วยความจริงที่ว่า สัญญาตกลงหยุดยิงกับองค์กรอิสรภาพคะฉิ่นเมื่อ 14 ที่แล้วก็ยังถูกรัฐบาลพม่าฉีกทิ้งเมื่อไม่นานมานี้
ความแตกต่างของขั้นตอนที่จะนำไปสู่การปรองดองแห่งชาติของทั้งสองฝ่ายยังคงมีอยู่ ทัศนะของเคเอ็นยูในการแก้ปัญหาความขัดแย้งในพม่าคือการหยุดยิงและการถอนกำลังทหารของฝ่ายรัฐบาลออกไปจากพื้นที่ปกครองของเคเอ็นยู การเจรจาเพื่อแก้ปัญหาทางการเมืองโดยตรงนอกสภาโดยไม่ต้องใช้ตัวแทน รวมถึงการพัฒนาที่ยั่งยืน ในขณะที่ฝ่ายรัฐบาลพม่ากำลังพยายามผลักดันแผนการโร้ดแม็บเพื่อประชาธิปไตยของตัวเองอยู่ ซึ่งเริ่มจากการหยุดยิงเป็นอันดับแรก ตามด้วยการพัฒนา โดยปราศจากการแก้ปัญหาการเมือง
http://www.irrawaddy.org/archives/2401
http://salweennews.org/home/?p=4162
**************************************
TIDES OF CHANGE ~ Dawei (Tavoy) Deep Seaport Development Project
หากข้อความนี้เป็นจริง ก็เป็นไปตามที่แดมเคยวิเคราะห์ไว้
--------------------------------
"They hired daily-wage labors to work in port construction. They gave 4,000 Kyat (about $5 USD) per day as daily wage. It's good pay. They hired local workers but only a few people, close to authorities, could get jobs in port construction. So, I could not get a job,"
http://daweiproject.blogspot.com/2012/03/tides-of-change.html
**************************************
US Eases Sanctions on Burma « VOA Breaking News
ประเด็นน่าจะอยู่ที่ทางนั้นเขาจะให้องค์การประเภทอะไรเข้า เข้าได้จำนวนเท่าไหร่ ยาวนานแค่ไหน ดำเนินการในพื้นที่ใด และเมื่อเข้าไปแล้วให้ทำอะไรได้บ้าง ??
...เพราะอย่างที่รู้กันว่าที่ผ่านมาใช่ว่าจะไม่มี NGOs เข้าไปเลย
...ดูเหมือนVOAจะพยายามเหลือเกินที่จะเขียนข่าวให้ฝั่งตนเองดูเป็นนักบุญ
http://blogs.voanews.com/breaking-news/2012/04/17/us-eases-sanctions-on-burma/
US eases sanctions for Burma nonprofit work | Asian Correspondent
http://asiancorrespondent.com/80686/us-eases-sanctions-for-burma-nonprofit-work/**************************************
คัดประเด็น วิธีปราบผีทักษิณ « Siam Intelligence
ชีวิตที่เหลือของ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงแทบไม่มีใครรู้ว่าเขากำลังทำอะไรอยู่...เมื่อไม่รู้ เมื่อไม่มีข้อมูล สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ “ความกลัว” ที่คิดไปเองจากจินตภาพ ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ กำลังมีแผนการยิ่งใหญ่ที่จะกลับมาทวงอำนาจคืน ...จึงมีแต่ความระแวงและตื่นตระหนก เพราะต้องเผชิญอยู่กับศัตรูที่มองไม่เห็น และ “คิดเอาเอง” ว่าศัตรูรายนี้น่ากลัวแค่ไหน ...เราขอเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “ผีทักษิณ”
วิธีปราบ “ผีทักษิณ” ก็เป็นเรื่องตรงไปตรงมา นั่นคือการเลิกมอง พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผีที่มองไม่เห็น ดังนั้น ไม่ว่าจะรักหรือจะเกลียดทักษิณ การไปนั่งคุยกับทักษิณ ย่อมช่วยให้เราเข้าใจตัวเขามากขึ้น และช่วยหยุดอาการ “คิดไปเอง” ของฝ่ายต่อต้านทักษิณได้ ...เราขอเสนอให้ฝ่ายต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ทุกฝักฝ่ายใช้ยุทธศาสตร์แบบเดียวกัน ลองสละความกลัวในจิตใจ เดินทางไปพบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และนั่งพูดคุยกันสักหน่อยเพื่อให้เข้าใจในตัว “ศัตรู” มากขึ้น และคลี่คลายสภาวะอันมืดบอดในสมรภูมิ นำข้อมูลมาปรับใช้กับยุทธศาสตร์การเคลื่อนไหวของฝ่ายตัวเอง
ในประวัติศาสตร์เองก็มีเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันนี้เกิดขึ้นอยู่หลายครั้ง ในยุคสงครามเย็นกำลังตึงเครียด คิสซิงเจอร์ก็สละความกลัวโลกคอมมิวนิสต์ เดินทางไปยังประเทศจีนเพื่อคุยกับเหมาเจ๋อตง เปิดทางสายสันติภาพระหว่างจีนและสหรัฐได้สำเร็จในเวลาต่อมา
http://www.siamintelligence.com/thaksin-ghost-buster/
วิธีปราบ “ผีทักษิณ” ก็เป็นเรื่องตรงไปตรงมา นั่นคือการเลิกมอง พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผีที่มองไม่เห็น ดังนั้น ไม่ว่าจะรักหรือจะเกลียดทักษิณ การไปนั่งคุยกับทักษิณ ย่อมช่วยให้เราเข้าใจตัวเขามากขึ้น และช่วยหยุดอาการ “คิดไปเอง” ของฝ่ายต่อต้านทักษิณได้ ...เราขอเสนอให้ฝ่ายต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ทุกฝักฝ่ายใช้ยุทธศาสตร์แบบเดียวกัน ลองสละความกลัวในจิตใจ เดินทางไปพบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และนั่งพูดคุยกันสักหน่อยเพื่อให้เข้าใจในตัว “ศัตรู” มากขึ้น และคลี่คลายสภาวะอันมืดบอดในสมรภูมิ นำข้อมูลมาปรับใช้กับยุทธศาสตร์การเคลื่อนไหวของฝ่ายตัวเอง
ในประวัติศาสตร์เองก็มีเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันนี้เกิดขึ้นอยู่หลายครั้ง ในยุคสงครามเย็นกำลังตึงเครียด คิสซิงเจอร์ก็สละความกลัวโลกคอมมิวนิสต์ เดินทางไปยังประเทศจีนเพื่อคุยกับเหมาเจ๋อตง เปิดทางสายสันติภาพระหว่างจีนและสหรัฐได้สำเร็จในเวลาต่อมา
http://www.siamintelligence.com/thaksin-ghost-buster/
คัดประเด็น การเคลื่อนไหวภาคประชาชนในอาเซียน ณ เวที ACSC และวิถีแบบฮุนเซ็น « Siam Intelligence
ACSC เป็นการประชุมภาคประชาชนที่จัดคู่ขนานกับการเป็นประธานอาเซียนของประเทศนั้นๆโดยจะจัดก่อนการประชุมของผู้นำอาเซียนเพื่อนำข้อเสนอของภาคประชาชนยื่นเสนอในการการประชุมของผู้นำอาเซียน ซึ่งปีนี้ (2012) กัมพูชาได้รับมอบหมายให้เป็นประธานอาเซียน
หากภาคประชาชนในอาเซียนมีการรวมกันได้อย่างต่อเนื่องจนสามาารถสร้างฐานอำนาจได้อย่างเข้มแข็งนี่จะเป็นอีกพัฒนาการหนึ่งในเวทีระหว่างประเทศก็เป็นได้ที่จะมีตัวแสดงเพิ่มมากขึ้นซึ่งก็เป็นเรื่องที่ท้าทายอำนาจรัฐอย่างมาก และในอนาคตเชื่อว่าหากอาเซียนมีการกระทำใดๆ ที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของประชาชนมากขึ้นจะทำให้เกิดการตื่นตัวของภาคประชาชนจนสร้างความเข้มแข็งได้
การเชื่อมร้อยเครือข่ายระหว่างประเทศของภาคประชาชนจะเป็นอีกเครื่องมือในการต่อรองกับอำนาจรัฐและควรจะมีองค์กรที่ชัดเจนมากขึ้นเพื่อคอยติดตามและป้องกันการแทรกแซงจากอำนาจรัฐจากประเทศใดก็ตาม
http://www.siamintelligence.com/civilian-movement-on-acsc-and-hun-sen-way/
หากภาคประชาชนในอาเซียนมีการรวมกันได้อย่างต่อเนื่องจนสามาารถสร้างฐานอำนาจได้อย่างเข้มแข็งนี่จะเป็นอีกพัฒนาการหนึ่งในเวทีระหว่างประเทศก็เป็นได้ที่จะมีตัวแสดงเพิ่มมากขึ้นซึ่งก็เป็นเรื่องที่ท้าทายอำนาจรัฐอย่างมาก และในอนาคตเชื่อว่าหากอาเซียนมีการกระทำใดๆ ที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของประชาชนมากขึ้นจะทำให้เกิดการตื่นตัวของภาคประชาชนจนสร้างความเข้มแข็งได้
การเชื่อมร้อยเครือข่ายระหว่างประเทศของภาคประชาชนจะเป็นอีกเครื่องมือในการต่อรองกับอำนาจรัฐและควรจะมีองค์กรที่ชัดเจนมากขึ้นเพื่อคอยติดตามและป้องกันการแทรกแซงจากอำนาจรัฐจากประเทศใดก็ตาม
http://www.siamintelligence.com/civilian-movement-on-acsc-and-hun-sen-way/
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
+colour.jpg)