วันพฤหัสบดีที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2555

ปุจฉา ความเจริญทางพุทธศาสนา ของพูลผลและกนกกาญจน์

เจริญแล้วทางพุทธในไทยแบ่งออกเป็น 2 นิกาย(ทางกว้าง)คือ มหานิกาย นิกายธรรมยุต (เพื่อความง่ายจะไม่นับนิกายสยามวงศ์ด้วย) ซึ่งมีมรรคในแต่ละช่วงประวัติศาสตร์(ทางลึก)ที่แตกต่างกัน

ทั้งนี้ยังไม่นับพุทธปรัชญากับพุทธพิธีกรรม หรืออาจเรียกอีกอย่างแบบง่ายๆว่า พุทธปัญญาชนกับพุทธชาวบ้าน ที่เหลื่อมซ้อนกันระหว่าง 2 นิกายข้างต้น และเมื่อขยายภาพกว้างออกมาในระดับเอเชียก็แบ่งได้อีกหลายสิบนิกาย อาทิ เถรวาท มหายาน วชิรยาน ตันตระ ธิเบตตัน โอมชินริเกียว วิปัสนา เซ็น ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมีผู้นับถืออยู่ในประเทศไทย

เพราะฉะนุ้น บิ๊กไผ่มันเลยงง เพราะพุทธไม่ได้มีแบบเดียวบนโลก และในประเทศไทยก็มีหลายแบบ พุทธในญี่ปุ่นเคยวัดความเจริญที่การใช้ความรุนแรง (buddhist warfare) ขณะที่พุทธของพระเจ้าอโศก ซึ่งแพร่ขยายมาจนถึงไทยก็วัดความเจริญที่การทำสงครามศักดิ์สิทธิ์ ส่วนพุทธตันตระก็วัดความเจริญทางจิตใจจากเรื่องการร่วมเพศ

ย่อลงมาง่ายๆหน่อยก็พุทธพิธีกรรมกับพุทธวิปัสนาก็วัดความเจริญต่างกัน ฝ่ายหนึ่งว่าให้ทำบุญชำระกรรม มีหน่วยวัดกรรมจากการกระทำเป็นตัวเลขเบ็ดเสร็จ (เคยอ่านเจอที่วัดในอำเภอโขงเจียม เป็นหนังสือแจกฟรี) เมื่อทำได้ตามยอดบุญแล้วจะเจริญ อีกฝ่ายหนึ่งให้ใช้วิธีการเพ่งพินิจเพื่อให้เห็นแจ้งคือวิปัสนา (คงจะเริ่มคุ้นเคยจากการขยายตัวของสายปฏิบัตินี้ผ่านการนำเสนอจากปัญญาชน) พร้อมโจมตีว่าการเจริญได้นั้นหาใช่การหมกหมุ่นอยู่กับอถาวรวัตถุเช่นโบสถ์ เจดีย์ วิหาร ฯลฯ

ดังนั้น การให้บิ๊กไผ่มันไปดูทูไนท์โชว์ + อ่านหนังสือสวดมนต์เล่มละ10บาท จึงไม่น่าช่วยให้คำตอบของบิ๊กไผ่เกี่ยวกับความเจริญกระจ่างได้ เพราะทั้งสองสิ่งนี้ล้วนคับแคบและตื้นเขิน โดยเฉพาะเมื่อถูกนำเสนอผ่านตัวสื่อ(TV)ที่เวลาค่างวดนั้นแสนแพงและผู้ชมไม่อาจตอบโต้ถกเถียงได้ในชั่วขณะที่ข้อมูลถูกปล่อยออกมาครอบงำความคิดของผู้คน การดูทูไนท์โชว์หรือธรรมะสวัสดีจึงเป็นเสมือนการผูกขาดทางความคิดความถูกต้อง และชักจูงให้ผู้ชมที่ขาดความรู้ความเข้าใจอย่างรอบด้านให้คล้อยตามและคิดไปว่าสิ่งนี้สิ่งนั้นคือความจริงแท้เพียงหนึ่งเดียว

หากจะหามรรคที่จะทำให้บิ๊กไผ่เข้าใจ"ความเจริญ"ได้ เราเห็นว่า บิ๊กไผ่ควรที่จะถอดถอนตนเองออกจากพันธนาการทางความคิด (ideological apparatus - super structure, เผื่อไผ่ไว้ใช้ค้นต่อ) แล้วพิจารณา"ความเจริญ"อย่างวัตถุวิสัย ด้วยเหตุ ด้วยผล(ทางประวัติศาสตร์) มิใช่ความเชื่อความศรัทธาอย่างปราศจากข้อมูลมาสนับสนุนเหตุและผล ว่าแล้วบิ๊กไผ่ เจ้าก็ควรจะไปเริ่มต้นด้วยการอ่านเล่มนี้ซะ http://www.amazon.com/Buddhist-Warfare-Michael-Jerryson/dp/0195394844 อาจจะทำให้เจ้าเห็นภาพ"ความเจริญในความหมายทางพระพุทธศาสนา"เพิ่มขึ้นอีกมุมหนึ่ง แต่เล่มนี้มันคืองานวิจัยซึ่งแพงหน่อย เพราะฉะนั้นแจกฟรีคงไม่มี เจ้าคงต้องไปหามาอ่านเองแล้วกันเด้อ 55555!!!

แนะนำ การต่อรองเงินเดือน ให้เพื่อนใหม่

ในฐานะRecruiterเก่า ขอแนะนำว่า
1.ยังไงก็ต้องระบุเงินเดือนไม่ควรต่ำกว่า15k เนื่องจากเป็นอัตราจ้างที่ต่ำที่สุดแล้ว เพราะหน่วยงานรัฐมีชั่วโมงการทำงานน้อยกว่าเอกชน มีสวัสดิการและความมั่นคงสูงกว่าเอกชน มีจำนวนเนื้องานน้อยกว่าเอกชน เพราะฉะนั้นจะเรียกต่ำกว่า15k ไม่ได้

2.การกำหนดอัตราจ้างของบริษัทยังขึ้นอยู่กับสวัสดิการที่จะได้รับด้วย บางที่สวัสดิการดีมากแต่ตัวฐานเงินเดือนต่ำกว่าบริษัทอื่นในประเภทธุรกิจเดียวกันก็มี เพราะฉะนั้นต้องคำนึงถึงปัจจัยนี้ด้วยอย่าดูเฉพาะฐานเงินเดือนเพียงอย่างเดียว

3.การพูดคุยเรื่องเงินเดือนกับทางHRหรือRecruiterยังเป็นเรื่องสำคัญ แม้ว่าบริษัทจะมีกรอบโครงสร้างค่าจ้างที่กำหนดไว้แล้วก็ตาม แต่ไม่ได้กำหนดไว้อย่างตายตัว บริษัทส่วนใหญ่(นัยถึงบริษัทขนาดธุรกิจปานกลางถึงใหญ่) จะกำหนดโครงสร้างค่าจ้างไว้เป็นช่วงชั้น เช่น ตำแหน่งงานA. จะได้รับเงินเดือนตั้งาแต่ 15k-20k โดยพิจารณาจาก 1) ประสบการณ์การทำงานกี่ปี ถ้าหลายปีก็คูณเข้าไป ซึ่งขึ้นกับการต่อรองพูดคุย แต่หลายแห่งก็กำหนดอัตราค่าประสบการณ์ทำงานไว้ตายตัวเลยก็มีเช่นกัน 2) ทักษะความชำนาญเฉพาะด้านในตำแหน่งที่สมัคร Recruiterจะมีเกณฑ์ของเขาอยู่ 3) ทักษะด้านภาษา บางแห่งใช้ในการกำหนดเงินเดือน แต่หากเป็นบริษัทใหญ่ส่วนใหญ่จะใช้เป็นคุณสมบัติพื้นฐานในการรับเข้าตำแหน่งงานต่างๆอยู่แล้ว 4) หากได้เกียรตินิยม บางแห่งจะพิจารณาเพิ่มเงินเดือนในอีกระดับหนึ่ง เพราะฉะนั้น ถ้าใหม่ได้เกียรตินิยมแต่ดันเสนอเงินเดือนขั้นต่ำสุดไป อาจเสียประโยชน์ เพราะธุรกิจมีเป้าหมานสูงสุดในการทำกำไรนั่นคือกินส่วนต่างจากสินค้าที่ผลิตและลดต้นทุน 5) หลายบริษัทพิจารณาให้เงินเดือนจากมหาวิทยาลัยที่คุณๆจบการศึกษา โดยมีการแบ่งเป็นเกรดๆไว้อย่างชัดเจน อาทิ จบเมืองนอกU.ดังได้เรตหนึ่ง U.ไม่ค่อยดังได้อีกเรตหนึ่ง จบเมืองไทยก็ได้เรตต่างจากเมืองนอก เว้นแต่บางU.ในเมืองนอกเทียบเท่ากับมหาลัยดังในเมืองไทย และในเมืองไทยวงการHRก็มีการแบ่งเกรดอีกเป็น 4 ระดับ

4.หากอยากทราบว่าควรระบุเงินเดือนที่เท่าไหร่ในใบสมัคร แนะนำให้ไปค้นข้อมูลฐานเงินเดือนของสมาคมการจัดการงานบุคคล หรือหน่วยงานอื่นๆที่ได้ทำไว้ (มันมีหลายหน่วยงานแต่ร้างวงการไปนานแล้วเลยลืม นึกได้แค่เท่านี้แหละ) ว่าโดยเฉลี่ยในสายงานที่ใหม่จะไปสมัครนั้นให้เงินเดือนไว้ที่เท่าไหร่ อย่าเรียกซี้ซั้วที่ขั้นต่ำ เพราะแต่ละตำแหน่งงานให้เงินเดือนไม่เท่ากัน ไม่ใช่เอ๊ะอะเรียกหมื่นห้า...ไม่ได้ ส่วนใหญ่ตำแหน่งงานที่เกี่ยวกับคอมฯจะได้สูงกว่าสายงานทั่วไปทั้งในภาครัฐและเอกชน และอย่างที่ทราบแต่ละบริษัทก็ให้ต่างกันตามขนาดและสวัสดิการ เพราะฉะนั้น ทำการบ้านด้วยการค้นข้อมูลด้วย


5.เช่นเดียวกับที่เพื่อนใหม่แนะนำ ยังไงก็ควรเรียกเผื่อ แต่จะเรียกเผื่อยังไงให้พองาม ก็ควรจะไปดูข้อมูลที่แนะนำ เพื่อRecruiterหรือLine managerจะได้ใช้วิจารณญาณในการพิจารณาเงินเดือนให้เราด้วยจากความสามารถที่เรานำเสนอเขาด้วย

6.ในระบบทุนที่ไม่ใช่สายงานครีเอทีฟ อย่าอาร์ตติสท์เป็นพอ ต้องเคี่ยวเข้าไว้ ทำให้เขารู้สึกว่าเราอยากเรียนรู้ พร้อมที่จะเรียนรู้และพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา โดยที่ต้องไม่ลืมว่า บริษัทไม่ใช่โรงเรียนมาสอนให้คนทำงานเพราะเขาไม่ได้มีหน้าที่มาสอน แต่คุณมีหน้าที่ไปทำงานให้เขา อ้อ นอกจากแสดงความสามารถว่าตนทำงานได้แล้ว อย่าลืมแสดงความมั่นใจด้วยว่า คุณจะไม่ชิ่งหนีเขาไปบริษัทอื่นได้ง่าย

7.โชคดีนะจ๊ะ

วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

วันศุกร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2555

Lions for Lambs อีกครั้ง

Study Questions

  • Lions for Lambs presents us with four distinct, current archetypes: a hawkish conservative, an antiwar liberal, an idealistic intellectual and a disaffected, “slacker” youth. How true to type was each character? Did any one of them surprise you?
  • Who did you identify with most in the film? Who was the most unlike you?
  • Why do you think Arian and Ernest made the choice they did? Do you agree or, like Malley, do you admire their commitment while deploring their choice?
  • The film functioned as a series of debates. Who do you think best stated his or her case? How were you swayed or moved to think differently?
  • How did Arian and Ernest's real life struggle for survival serve as commentary on the “abstractions” of the debates? Are war and peace moral issues or strictly political?
  • Where would you place Jesus in these debates? We ascribe the title, "Prince of Peace" (Isa. 9:6), to Jesus. Discuss whether you think this means that Jesus would be on the side of peace.
  • The Senator believes that the question, “Do you want to win the war on terror?” is the ultimate “yes or no” question of our time. Do you agree? Are things that black and white? Why or why not?
  • What would Jesus say about commitment? (See Rev. 3:16.) Does Jesus want us to “stand for something”? To what things should we commit and put our faith in? (See 1 Timothy 4:10.)
  • Malley quotes a remark by a WWI German General: “Never have I seen such lions led by such lambs.” How do you interpret that? Is this a quote you would expect to come from Senator Irving? How does this relate to the title of the film?
  • Was this an antiwar film or not? How did you feel about the fate of Arian and Ernest? Do you believe you can support the troops, but not the war they fight? (Consider this metaphor: “We all love firemen, but hate fires.”)

ผมโกรธจนมือสั่น

ชักเริ่มหงุดหงิด สัปดาห์นี้มีแต่คนด่าเรื่องไม่ไปกินเหล้าเบียร์ด้วยเกือบสิบรายแล้ว โดนตั้งแต่ต้นสัปดาห์ยันปลายสัปดาห์ ไม่เข้าใจจาอาไรกันหนักหนา ตอนกูชวนแต่ละคนไปกินแล้วไม่ไป กูไม่เคยว่าซักคำ แล้วที่ผ่านมาใครชวนไปไหนกูก็ไปหมด พอกูไม่ไปนี่ก็ด่ากูกันจัง ถ้าสะดวกไปอ่ะไปอยู่แล้ว แต่ไม่อยากให้่ความผิดพลาดในปีที่แล้วเกิดซ้ำอีก ...เคารพการตัดสินใจกันบ้างจิ

วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ได้เวลารวมนิยามสลิ่ม

1.โลกทัศน์ของชนชั้นกลางกรุงเทพฯที่มีนิยามว่าสลิ่มประการที่สำคัญคือ พวกเขารังเกียจพวกนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย และฝากความหวังไว้กับศรัทธาบารมีของระบอบราชาธิปไตย

อ.โกร่ง พูดแล้วน้าาาาา

ในฐานะประธาน กยอ. นายวีรพงษ์ รามางกูร แถลง

"ภายใน 1 ปีจากนี้ไปต้องทำให้เกิดความมั่นใจได้ว่า ในปีหน้าหากฝนตกต้องไม่เกิดเหตุการณ์อุทกภัยเช่นนี้ขึ้นอีก ที่สำคัญ หลังจากนี้ หากทำให้บริษัทประกันภัยทั่วโลกเข้ามารับประกันโรงงานอุตสาหกรรมในเขตน้ำท่วมได้ก็ถือว่าเป็นผลสำเร็จแล้ว"

"ภารกิจต่อไป คือ การกลับมาบุกงานเรื่องความเชื่อมั่น ซ่อมสร้างสิ่งที่มีอยู่แล้วให้แข็งแรงมากขึ้น โดยจุดแรกคือ การทำให้นักท่องเที่ยวกลับมาให้ได้ดังเดิม เพราะนักท่องเที่ยวถือเป็นกระบอกเสียงสำคัญที่จะช่วยกระจายข่าวในลักษณะปากต่อปาก"