วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2554

เรื่องของคำ -- จากวงวิชาการสู่โรงเรียนมัธยมและชาวบ้าน

การที่คนไทยใช้คำศัพท์ผิดในลักษณะนี้ หากดูเผินๆก็คงไม่กระไรนัก แต่หากพิจารณากันให้ดีๆแล้ว ก็น่าสงสัยว่า ทำไมผู้คนในบ้านนี้เมืองนี้ถึงได้ตามแห่กันแบบลัทธิเอาอย่างอย่างไร้เหตุผลและไร้ความรู้(จริง)เช่นนี้ ฤาเราคนไทยจะเอาเฉพาะความโก้เก๋เท่านั้นเป็นหลักในชีวิต และไม่อินังขังขอบกับองค์ความรู้ที่มีอยู่และควรมี

--ธงชัย พรรณสวัสดิ์

วันศุกร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2554

2 สัปดาห์นรก!!!

1.เสนอข้อคิดเห็นการขออนุญาตเข้ามาดำเนินการในประเทศไทยขององค์การพัฒนาเอกชนระหว่างประเทศแห่งหนึ่ง
2.สรุปและเสนอข้อคิดเห็นการประชาพิจารณ์นโยบายของรัฐบาลเกี่ยวกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
3.สรุปและเสนอข้อคิดเห็นการประชุมศูนย์อำนวยการพลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติดแห่งชาติ (รอง นรม. และ รมต.มท. เป็นประธาน ร่วมกับปลัดกระทรวงแทบทุกกระทรวง เสนาธิการเหล่าทัพ และผช.ผบ.ตร)
4.ให้ข้อคิดเห็นการดำเนินงานว่าด้วยนโยบายความมั่นคง...
5.สรุปและเสนอข้อคิดเห็นรายงานการชุมนุมและความรุนแรงทางการเมือง ช่วงเดือนมี.ค.-พ.ค.53 ของ สกว.
6.เขียนร่างยุทธศาสตร์...
7.เขียนบทวิจารณ์comparative public administration
8.เขียนบทความการบำเพ็ญตบะทางเพศ: พลังแห่งการควบคุมการหลั่งในจีนโบราณ
9.เขียนบทความรีวิวบทความเรื่อง Civic engagement, politics and policy in South Korea: Significant developments but a considerable way to go
10.เขียนบทความเรื่อง Petro Politics
11.เขียนบทความเรื่อง Post Colonialism
12.เขียนบทความเรื่อง New Public Management
13.เขียนบทความเรื่อง Thailand Public Administration
...........ข้อ 1-9 ต้องเสร็จสิ้นภายในวันที่ 30 กันยายน ที่เหลือภายใน 7 ตุลาคม ยังไม่นับของใหม่ที่จะเข้ามาเพิ่มเติมอีก

วันจันทร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2554

เรื่องราวในยามเช้าของห้วงเดือนที่ผ่านมา

ในห้วงสองสามเดือนที่ผ่านมา เป็นช่วงที่รู้สึกมีบุญมากได้รับเสด็จกลางถนนระหว่างกำลังนั่งรถออกไปทำงานตอนแปดโมงเช้า และอีกครั้งระหว่างนั่งรถกลับบ้านประมาณห้าโมงเย็น พอได้เห็นขบวนเสด็จก็รู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบรมวงศานุวงศ์ที่ทำอะไรให้ประเทศเราเยอะ ผมคิดว่าประเทศไทยนอกจากจะโชคดีที่มีในหลวงและราชินีแล้ว ยังโชคดีที่มีพระบรมวงศานุวงศ์ และผู้ทำงานสนองเบื้องยุคลบาทอีกมากมาย ที่อย่างน้อยผมก็มีโอกาสได้ใกล้ชิดเป็นประจำระหว่างเดินทางมาทำงานในยามแปดโมงเช้าและกลับบ้านในยามห้าโมงเย็น ประิเทศไทยโชคดียิ่งกว่าประเทศใดแล้ว นับเป็นโชคของพวกเราจริงๆ

ทักษิณ...ซื้ออีกแล้ว!!!!

อัพเดตรายชื่อสื่อที่ทักษิณซื้อ:::
นิตยสารกฎแห่งกรรม
นิตยสารกรรมทันตา
นิตยสารคนตาทิพย์
นิตยสารคนเห็นผี
นิตยสารคืนสยอง
นิตยสารชะตากรรม
นิตยสารชุมทางผีดุ
นิตยสารเชื่อหรือไม่
นิตยสารเซียน
นิตยสารญาณวิเศษ
นิตยสารดวงมหาโชค
นิตยสารตระกูลผี
นิตยสารต่วย’ตูน
นิตยสารบันทึกผีดุ
นิตยสารปาฏิหาริย์คูณลาภ
นิตยสารแปลก
นิตยสารแปลกทะลุโลก
นิตยสารผี๔๘
นิตยสารผีให้ลาภ
นิตยสารพุทธคุณ
นิตยสารพุทธามหาเวท
นิตยสารภูตผีวิญญาณ
นิตยสารภูตราตรี
นิตยสารมหาลาภ
นิตยสารมิติหลอน
นิตยสารแม่นาค
นิตยสารย้อนรอยกรรม
นิตยสารรวบรวมเรื่องผี
นิตยสารเรื่องของกรรม
นิตยสารเรื่องผีและวิญญาณ
นิตยสารเรื่องเร้นลับ
นิตยสารแรงบุญแรงกรรม
นิตยสารลาภเศรษฐี
นิตยสารโลกทิพย์
นิตยสารโลกลี้ลับ
นิตยสารโลกวิญญาณ
นิตยสารโลกหน้ามีจริง
นิตยสารศาสตร์เหนือโลก
นิตยสารสื่อศักดิ์สิทธิ์
นิตยสารสุสานผี
นิตยสารอัศจรรย์ทันโลก
นิตยสารอาณาจักรผี
นิตยสารอุณมิลิต
นิตยสารเฮี้ยน

วันจันทร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2554

พอเพียง?

"...บางทีก็แอบตั้งคำถามว่าถ้าคนในเมืองที่ฐานะปานกลางอยากจะมีรถหรูๆ สักคัน หรือบ้านเดี่ยวสวยๆ สักหลังเราเรียกสิ่งนี้ว่า "การยกระดับคุณภาพชีวิต" แต่เวลาเราเห็นคนชนบทอยากมีรถกระบะสักคัน หรือมือถือสักเครื่องกลับกลายเป็นว่า "ทำอะไรเกินตัวและไม่พอเพียง"...", พิเชฐ ยิ่งเกียรติคุณ http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1305982212&grpid&catid=02&subcatid=0207

มั่งคั่งบนความเขลาของคน

บุคลากรทางการแพทย์จำนวนมากนิยมหาความมั่งคั่งจากความไม่รู้ในวิทยาการและอีกมากที่นิยมขูดรีดบนความยากของคนจน ทั้งๆที่จำนวนบุคลากรกลุ่มนี้ยังเป็นที่ขาดแคลนอีกมากในสังคมไทย ครั้งหนึ่งเคยถูกเภสัชกรแขวนป้ายจ่ายยาลดน้ำมูกแล้วบอกว่าไม่ง่วง เพราะพี่จำเป็นต้องขับรถทางไกลคนเดียว ด้วยความไม่ไว้วางใจ เลยแกะกล่องเปิดฉลาก พบคำเตือนตัวโข่งเขียนว่า ระวังทานแล้วจะทำให้ง่วงนอน ลองคิดดูถ้าพี่กินวันนั้น พีี่คงตายไม่ก็พิการไปแล้ว เพราะฉะนั้นไม่เฉพาะคนรวย พวกหากินทางการแพทย์นี่แหละ ...ตัวดี

วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ร้ายสไตล์บายรุ้งรวี เรื่องหมาๆ

เรื่อง : รุ้งรวี ศิริธรรมไพบูลย์

"หมาสำหรับชนชั้นล่าง อาจจะไม่เคยได้กินเพ็ดดีกรี อาหารที่ได้ก็คือเสร็จกระดูกจากอาหารมื้อใดๆ ของครอบครัว หรือข้าวคลุกน้ำแกง ไม่ได้ห่วงว่าอาหารจะเค็มไปไหม หมาจะเป็นโรคไตไหม หรือจะมีสารอาหารที่ทำให้หมาขนหนานุ่ม อึเป็นก้อน ร่าเริงสดใส กระโดดโลดเต้น เหมือนในโฆษณาอาหารหมาหรือเปล่า อย่าว่าแต่เพ็ดดีกรีเลย แม้แต่แชมพูหมาๆ ก็คงไม่เคยสัมผัสขน เคยอาบน้ำหรือเปล่าก็ไม่รู้ ตรรกกะของการเลี้ยงหมาสำหรับชนชั้นนี้ ก็เพียงเพื่อช่วยให้ชีวิตมันรอดไปตามบุญกรรมที่มี มีอะไรก็เลี้ยงๆ มันไป ความหมายของการเป็น ‘สัตว์เลี้ยง’ ของหมาในชนชั้นนี้ จึงเป็นแค่สิ่งมีชีวิตตัวหนึ่ง ที่เราไม่ได้มีหน้าที่ต้องเลี้ยง (มันอาจจะเป็นลูกของหมาตัวแม่มัน หรือหลงมา) แค่ช่วยเหลือกันไปตามหลักมนุษยธรรม ไม่ต้องการให้มันฉลาด ไม่ต้องคอยมาดูแลทุกข์สุขของมัน (หรือหวังให้มันมาดูแลทุกข์สุขของเรา) ว่ามันจะมีใครเล่นด้วยไหม เหงาไหม ซึมไปหรือเปล่า แค่มันไม่มาขโมยไก่ ขโมยเป็ด หรือขี้ให้สกปรกที่หน้าบ้านก็บุญแล้ว ชนชั้นล่างจึงไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่า ‘รัก’ หมา หรือรักสัตว์เลี้ยงหรือเปล่า เพราะวิถีการดูแลสัตว์เลี้ยง หรือความหมาของสัตว์เลี้ยงอย่างหมาของชนชั้นล่าง มันเป็นการกระทำต่อกันอย่างไม่ค่อยมีปัจจัยเรื่องอารมณ์ (ดราม่า) มาเกี่ยวข้อง (นอกจากอารมณ์โกรธ เวลามันขโมยไก่กิน หรือขี้ใส่หน้าบ้านให้ต้องเช็ด...มึงโดนก้อนหินปาที่หัวแน่ๆ)

หมาสำหรับไฮโซ หมาก็คงไม่ต่างจากตุ๊กตาบาร์บี้ ที่ชอบเอามาแต่งตัว (ใส่เสื้อผ้า แม้กระทั่งเครื่องเพชร) เหงาก็หยิบมาเล่น ไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่จะหยิบมาเล่น มันก็คงเป็นแค่เครื่องประดับของบ้าน แต่เป็นเครื่องประดับที่ได้รับการเลี้ยงดูที่ดีหน่อย มีคนให้อาหาร (คนใช้ไง) อาบน้ำให้ (ก็คนใช้อีก) ดูแลความเป็นอยู่อย่างดี (วันไหนครึ้มอกครึ้มใจ ก็จะอาบน้ำให้เอง ให้อาหารเอง เล่นด้วย แต่งตัวให้) แต่ความหมายของหมาสำหรับชนชั้นสูง หรือไฮโซ ก็ไม่ถึงกับเป็นสัตว์เลี้ยงที่ถูกบุคคลาธิษฐาน ให้เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ ที่มนุษย์ต้องดูและเอาใจใส่ประคบประหงมยิ่งเสียกว่าลูกในไส้เสียอีก

หมาสำหรับชนชั้นกลาง น่าจะเป็นชนชั้นที่ได้รับอิทธิพลมาจากชนชั้นไฮโซอย่างสูงในการเลี้ยงเลี้ยงสุนัข ด้วยการยกฐานะความเป็นอยู่ของสุนัขให้ทัดเทียมกับความเป็นอยู่ของหมาไฮโซ (ทำไมชนชั้นกลางไม่เคยได้รับอิทธิพลจากชนชั้นล่างเลยล่ะ ทั้งๆ ที่ส่วนมากชนชั้นกลางกลุ่มใหม่ก็เกิดมาจากพ่อแม่ของชนชั้นล่างทั้งนั้น หรือนั่นคือความพยายามที่จะเขยิบฐานะทางชนชั้น เหมือนกับที่ทุกๆ ชนชั้นพยายามจะเขยิบฐานะของตนให้สูงขึ้นตามคุณค่าที่ตัวเองให้ เช่นชนชั้นไฮโซใหม่ ที่รวยแล้ว ก็อยากเป็นไฮโซแบบผู้ดี เก่าแก่ นามสกุลดัง จึงพยายามเป็นทองแผ่นเดียวกันกับพวกผู้ดีเก่า ตามคุณค่าทางสังคมบางอย่าง) เขยิบจากการให้อาหารแบบเศษอาหารคลุกข้าว มาเป็นอาหารเม็ด จากการอาบน้ำเอง มาเป็นเข้าร้าน ตัดแต่งขนทำสปา พาออกไปนอกบ้านด้วยประหนึ่งเป็นลูก เป็นคน ซื้อเสื้อผ้าให้ใส่ เปลี่ยนตามฤดูกาลเทรนด์ ถ่ายรูปลงเฟซบุ๊ก สร้างข้อความให้ประหนึ่งหมามันมีบทพูด ฯลฯ ความหมายของหมาสำหรับชนชั้นกลาง ได้เพิ่มความ ‘ดราม่า’ มากขึ้นไปกว่าชนชั้นสูง ซึ่งการเพิ่ม ‘สตอรี่’ ของหมาในชนชั้นกลางนั้น ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นการ ‘บลัฟ’ ชนชั้นสูงว่า นอกจากชั้นจะดูแลหมาได้เท่าเทียมกับชนชั้นสูงแล้ว แต่ชั้นยังดูแลด้วยตัวเอง ให้ความอบอุ่นด้วยตัวเอง คือพูดง่ายๆ คือเพิ่มคุณค่าของ ‘ตัวเอง’ ลงไปในการเลี้ยงด้วย (เหมือนเวลาที่แม่ให้นมลูกเอง จะดูดีกว่าแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยนมกระป๋อง ทั้งๆ ที่นมกระป๋องแพงนะจ๊ะ และแม้จะให้นมกระป๋องแต่กูก็ให้เองเหมือนกัน ใช้เวลาเท่ากัน ถ้ามัวแต่ให้นมแม่เอง จะเอาเวลาทีไหนไปทำมาหากินล่ะ ไม่มีงาน ไม่มีเงิน ลูกก็ไม่มีกิน ตายอีก แล้วพวกที่ไม่ให้นมแม่เองเนี่ย รักลูกน้อยกว่าเหรอ ?)

ประเด็นที่สำคัญนอกจากการบลัฟเพื่อเพิ่มคุณค่าของตัวเองกับการเป็นชนชั้นกลางแล้ว ประเด็นที่น่าสนใจมากไปกว่านั้นคือ ‘ความดราม่า’ ที่เกิดขึ้นกับการให้ความหมายแก่หมาของชนชั้นกลาง ซึ่งอาจะเรียกได้ว่าการสร้าง ‘บุคคลาธิษฐาน’ ให่แก่หมา ให้มันมีอารมณ์ มีความรู้สึกนึกคิด (มากไปกว่าที่มันควรจะมี หรือมีจริงๆ) หรือสตอรี่ เรื่องราวในชีวิต ซึ่งเรื่องอารมณ์ความดราเรื่อง : รุ้งรวี ศิริธรรมไพบูลย์ม่าที่เกิดขึ้นของชนชั้นกลางนั้นน่าจะมาจากการเสพ ‘วัฒนธรรมป๊อป’ มากกว่า และหนึ่งในหลายๆ วัฒนธรรมป๊อปที่ว่านั้น ก็คือภาพยนตร์"

http://www.prachatai.com/journal/2011/08/36639