วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ร้ายสไตล์บายรุ้งรวี เรื่องหมาๆ

เรื่อง : รุ้งรวี ศิริธรรมไพบูลย์

"หมาสำหรับชนชั้นล่าง อาจจะไม่เคยได้กินเพ็ดดีกรี อาหารที่ได้ก็คือเสร็จกระดูกจากอาหารมื้อใดๆ ของครอบครัว หรือข้าวคลุกน้ำแกง ไม่ได้ห่วงว่าอาหารจะเค็มไปไหม หมาจะเป็นโรคไตไหม หรือจะมีสารอาหารที่ทำให้หมาขนหนานุ่ม อึเป็นก้อน ร่าเริงสดใส กระโดดโลดเต้น เหมือนในโฆษณาอาหารหมาหรือเปล่า อย่าว่าแต่เพ็ดดีกรีเลย แม้แต่แชมพูหมาๆ ก็คงไม่เคยสัมผัสขน เคยอาบน้ำหรือเปล่าก็ไม่รู้ ตรรกกะของการเลี้ยงหมาสำหรับชนชั้นนี้ ก็เพียงเพื่อช่วยให้ชีวิตมันรอดไปตามบุญกรรมที่มี มีอะไรก็เลี้ยงๆ มันไป ความหมายของการเป็น ‘สัตว์เลี้ยง’ ของหมาในชนชั้นนี้ จึงเป็นแค่สิ่งมีชีวิตตัวหนึ่ง ที่เราไม่ได้มีหน้าที่ต้องเลี้ยง (มันอาจจะเป็นลูกของหมาตัวแม่มัน หรือหลงมา) แค่ช่วยเหลือกันไปตามหลักมนุษยธรรม ไม่ต้องการให้มันฉลาด ไม่ต้องคอยมาดูแลทุกข์สุขของมัน (หรือหวังให้มันมาดูแลทุกข์สุขของเรา) ว่ามันจะมีใครเล่นด้วยไหม เหงาไหม ซึมไปหรือเปล่า แค่มันไม่มาขโมยไก่ ขโมยเป็ด หรือขี้ให้สกปรกที่หน้าบ้านก็บุญแล้ว ชนชั้นล่างจึงไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่า ‘รัก’ หมา หรือรักสัตว์เลี้ยงหรือเปล่า เพราะวิถีการดูแลสัตว์เลี้ยง หรือความหมาของสัตว์เลี้ยงอย่างหมาของชนชั้นล่าง มันเป็นการกระทำต่อกันอย่างไม่ค่อยมีปัจจัยเรื่องอารมณ์ (ดราม่า) มาเกี่ยวข้อง (นอกจากอารมณ์โกรธ เวลามันขโมยไก่กิน หรือขี้ใส่หน้าบ้านให้ต้องเช็ด...มึงโดนก้อนหินปาที่หัวแน่ๆ)

หมาสำหรับไฮโซ หมาก็คงไม่ต่างจากตุ๊กตาบาร์บี้ ที่ชอบเอามาแต่งตัว (ใส่เสื้อผ้า แม้กระทั่งเครื่องเพชร) เหงาก็หยิบมาเล่น ไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่จะหยิบมาเล่น มันก็คงเป็นแค่เครื่องประดับของบ้าน แต่เป็นเครื่องประดับที่ได้รับการเลี้ยงดูที่ดีหน่อย มีคนให้อาหาร (คนใช้ไง) อาบน้ำให้ (ก็คนใช้อีก) ดูแลความเป็นอยู่อย่างดี (วันไหนครึ้มอกครึ้มใจ ก็จะอาบน้ำให้เอง ให้อาหารเอง เล่นด้วย แต่งตัวให้) แต่ความหมายของหมาสำหรับชนชั้นสูง หรือไฮโซ ก็ไม่ถึงกับเป็นสัตว์เลี้ยงที่ถูกบุคคลาธิษฐาน ให้เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ ที่มนุษย์ต้องดูและเอาใจใส่ประคบประหงมยิ่งเสียกว่าลูกในไส้เสียอีก

หมาสำหรับชนชั้นกลาง น่าจะเป็นชนชั้นที่ได้รับอิทธิพลมาจากชนชั้นไฮโซอย่างสูงในการเลี้ยงเลี้ยงสุนัข ด้วยการยกฐานะความเป็นอยู่ของสุนัขให้ทัดเทียมกับความเป็นอยู่ของหมาไฮโซ (ทำไมชนชั้นกลางไม่เคยได้รับอิทธิพลจากชนชั้นล่างเลยล่ะ ทั้งๆ ที่ส่วนมากชนชั้นกลางกลุ่มใหม่ก็เกิดมาจากพ่อแม่ของชนชั้นล่างทั้งนั้น หรือนั่นคือความพยายามที่จะเขยิบฐานะทางชนชั้น เหมือนกับที่ทุกๆ ชนชั้นพยายามจะเขยิบฐานะของตนให้สูงขึ้นตามคุณค่าที่ตัวเองให้ เช่นชนชั้นไฮโซใหม่ ที่รวยแล้ว ก็อยากเป็นไฮโซแบบผู้ดี เก่าแก่ นามสกุลดัง จึงพยายามเป็นทองแผ่นเดียวกันกับพวกผู้ดีเก่า ตามคุณค่าทางสังคมบางอย่าง) เขยิบจากการให้อาหารแบบเศษอาหารคลุกข้าว มาเป็นอาหารเม็ด จากการอาบน้ำเอง มาเป็นเข้าร้าน ตัดแต่งขนทำสปา พาออกไปนอกบ้านด้วยประหนึ่งเป็นลูก เป็นคน ซื้อเสื้อผ้าให้ใส่ เปลี่ยนตามฤดูกาลเทรนด์ ถ่ายรูปลงเฟซบุ๊ก สร้างข้อความให้ประหนึ่งหมามันมีบทพูด ฯลฯ ความหมายของหมาสำหรับชนชั้นกลาง ได้เพิ่มความ ‘ดราม่า’ มากขึ้นไปกว่าชนชั้นสูง ซึ่งการเพิ่ม ‘สตอรี่’ ของหมาในชนชั้นกลางนั้น ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นการ ‘บลัฟ’ ชนชั้นสูงว่า นอกจากชั้นจะดูแลหมาได้เท่าเทียมกับชนชั้นสูงแล้ว แต่ชั้นยังดูแลด้วยตัวเอง ให้ความอบอุ่นด้วยตัวเอง คือพูดง่ายๆ คือเพิ่มคุณค่าของ ‘ตัวเอง’ ลงไปในการเลี้ยงด้วย (เหมือนเวลาที่แม่ให้นมลูกเอง จะดูดีกว่าแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยนมกระป๋อง ทั้งๆ ที่นมกระป๋องแพงนะจ๊ะ และแม้จะให้นมกระป๋องแต่กูก็ให้เองเหมือนกัน ใช้เวลาเท่ากัน ถ้ามัวแต่ให้นมแม่เอง จะเอาเวลาทีไหนไปทำมาหากินล่ะ ไม่มีงาน ไม่มีเงิน ลูกก็ไม่มีกิน ตายอีก แล้วพวกที่ไม่ให้นมแม่เองเนี่ย รักลูกน้อยกว่าเหรอ ?)

ประเด็นที่สำคัญนอกจากการบลัฟเพื่อเพิ่มคุณค่าของตัวเองกับการเป็นชนชั้นกลางแล้ว ประเด็นที่น่าสนใจมากไปกว่านั้นคือ ‘ความดราม่า’ ที่เกิดขึ้นกับการให้ความหมายแก่หมาของชนชั้นกลาง ซึ่งอาจะเรียกได้ว่าการสร้าง ‘บุคคลาธิษฐาน’ ให่แก่หมา ให้มันมีอารมณ์ มีความรู้สึกนึกคิด (มากไปกว่าที่มันควรจะมี หรือมีจริงๆ) หรือสตอรี่ เรื่องราวในชีวิต ซึ่งเรื่องอารมณ์ความดราเรื่อง : รุ้งรวี ศิริธรรมไพบูลย์ม่าที่เกิดขึ้นของชนชั้นกลางนั้นน่าจะมาจากการเสพ ‘วัฒนธรรมป๊อป’ มากกว่า และหนึ่งในหลายๆ วัฒนธรรมป๊อปที่ว่านั้น ก็คือภาพยนตร์"

http://www.prachatai.com/journal/2011/08/36639

ไม่มีความคิดเห็น: