วันพฤหัสบดีที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2554

Amazing Thailand

ไม่น่าเชื่อเนอะว่ามันจะเกิดในประเทศนี้ในทศวรรษนี้
1.ไม่น่าเชื่อทศวรรษนี้แม่งยังคุยกันเรื่องใช้ปืนยึดอำนาจรัฐ
2.ไม่น่าเชื่อทศวรรษนี้แม่งยังมานั่งทะเลาะกันเรื่องดินแดน-ชาติพันธุ์
3.ไม่น่าเชื่อทศวรรษนี้แม่งยังต้องระแวงว่าสุดท้ายแล้วกูจะถูกปกครองด้วยระบอบอะไร เท่าที่เห็นนิทานเรื่องนี้ดูจะอีกยาวอย่างที่ต๋อว่าจริง
ที่น่ากลัวคือ...ดูเหมือนคนจำนวนไม่น้อยจะ(แกล้ง)ไม่รู้ตัวว่ามีอำนาจทางการเมืองชนิดหนึ่งกำลังใช้พวกเขาให้ร่วมกัน "วางระเบิดเวลาลูกใหญ่แก่ประเทศไทยในอนาคต ...เพื่อแลกกับผลทางการเมืองระยะสั้นในปัจจุบัน*"
(*ธงชัย วินิจจะกุล)

ครั้งแรกของจุดร่วมที่แท้จริง

อาจกล่าวได้ว่าในเดือนนี้เป็นครั้งแรกในรอบ5ปีหลังรัฐประหาร ที่ทั้งสองฝ่าย[พธม.(เหลือง)และ นปช.(แดง)]ดูเริ่มจะมีจุดร่วมเดียวกันบ้างคือ "ไม่เอารัฐบาลอภิสิทธิ์" !!!!

นี่ซิ...คือจุดร่วมของทั้งสองฝ่ายจริง เพราะที่ผ่านมาหลายคนรวมถึงอ.เกษียร อาจคิดว่ามีบางสิ่งบางสถาบันเป็นจุดร่วมของคนทั้งชาติและทั้งสองฝ่าย แต่เปล่าเลย ทั้งงานศพน้องโบว์ หรือผ้าพันคอ และฯลฯ มันชัดอยู่แล้วว่าจุดร่วมที่หลายคนว่านั้น เอาเข้าจริงมันไม่มีหรอก/แล้ว โดยเฉพาะสำหรับผู้ชุมนุมฝ่ายนปช.

...ในแง่หนึ่งการปะทะกันของสองฝ่ายเบาบางลงแน่นอน แต่ใครจะรู้ว่าแนวรบด้านอื่นจะปะทุขึ้นมาเมื่อไหร่???

ลองคิดเล่นๆ เป็นไปได้ไหมหากวาทกรรม "สามัคคี" ที่กรอกหูเช้ายันค่ำจากภาครัฐและโดยเฉพาะกอ.รมน.เพื่อกดปราบลดการชุมนุม อาจย้อนกลับมาเป็นพลังสามัคคีของภาคประชาชน/ทั้งสองฝ่าย(ชั่วคราว) เพื่อโค่นล้มรัฐบาลพี่มากแทน

นั่นก็คือการfusion of power ระหว่างพลังบนท้องถนนทั้งก่อนและหลังรัฐประหาร[คือนายทุนทั้งเก่าใหม่+ชนชั้นกลางในเมือง+เพิ่มแรงงานนอกระบบและเกษตรกร]

เว้นก็แต่พี่มากแกชิ่งยุบสภาก่อน ซึ่งทุกคนก็คงคิดเช่นกันว่าไพ่น่าจะออกแนวนั้นอยู่แล้ว

รอดูเพียงแค่ ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ที่28-30 มกราฯนี้ ว่าไพ่พันธมิตรจะออกอะไร ท่าเทหมดน่าตักแล้ว (ซึ่งครั้งนี้ก็น่าจะหมดหน้าตักจริง หลังเตะถ่วงมาจากรอบการชุมนุมที่รัฐสภาเมื่อปีที่แล้ว) ยังแต้มไม่ขึ้น ขาดพลังผู้ร่วมชุมนุม ดูท่างานนี้คงต้องม้วนเสื่อกลับไปตั้งหลักใหม่หาแนวร่วมอีกรอบหนึ่ง ไม่เช่นนั้นก็ใช้ไม้เด็ดสวมผ้าพันคอสีฟ้าเข้าสู้รัฐบาลเทพไม่ประทานแล้วแทน!!!!

วันพุธที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2554

กวีตีนแดง: เพียงเฒ่านี้

กี่ยุคสมัยย่ำเวียนวนเข้าปล้นทรัพย์
คนคิดต่างถูกจับไปยิงเป้า
ต้องตอบสนองความใคร่ใต้ร่มเงา
อำนาจอันมัวเมาเพียงเฒ่านี้

แล้วร่างอำนาจนอกระบบขึ้นกลบเกลื่อน
ล้วนข้อมูลบิดเบือนขึ้นป้ายสี
การเติบโตของประชาธิปไตยมันไม่ดี
กระทบกระเทือนความมั่งมีอันยาวนาน

http://www.prachatai3.info/journal/2011/01/32810

วันจันทร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2554

ถามเกษียร กลับ

แล้วเราจะตอบคำถามคนอีก10กว่าล้านคนเรื่อง ผ้าพันคอ หนังสือตอบCNN รวมถึงเรื่องงานศพอย่างไร และจะทำอย่างไรให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องข้างต้นนี้วางตำแหน่งและวางความสัมพันธ์ของตัวเองลงในที่ที่มันจะเอื้อให้เกิดการสร้างสรรค์กันด้วยเหตุผล?? ตรงนี้น่าจะเป็นเงื่อนไขที่ต้องปลดและตอบให้ได้ก่อน?[มั๊ง]

...ถ้ายังจำได้ครั้งหนึ่งอ.เกษียรเคยบอกว่าอย่าดึงสถาบันหลักของชาติมาเป็นเครื่องมือทำลายคู่ขัดแย้งในทางการเมือง(มองว่าสถาบันหลักอยู่เหนือปัญหาทางการเมือง) + ครั้งนี้อ.ประจักษ์ เสนอทางออกให้มีการอภิปรายในพื้นที่สาธารณะ ว่าเราจะวางตำแหน่งและวางความสัมพันธ์ของศูนย์อำนาจนอกการเลือกตั้งอย่างไร(มองว่าสถาบันหลักเข้ามาอยู่ในปัญหาทางการเมืองแล้ว)

คำถามคือ
1.ในมุมของอ.เกษียร(เหนือการเมือง) จะตอบเรื่องผ้าพันคอ หนังสือตอบCNN รวมถึงเรื่องงานศพอย่างไร เพราะมันเป็นเงื่อนสำคัญที่ทำให้การจุดร่วมของทั้งสองฝ่ายมันไม่มี มันจึงไม่มีการยอมกัน

2.ในข้อเสนอของอ.ประจักษ์, มันจะเกิดได้อย่างไรถ้าสถาบันหลัก(ศูนย์อำนาจนอกการเลือกตั้ง) ยังไม่วางตำแหน่งและวางความสัมพันธ์ของตัวเองลงในที่ที่มันจะเอื้อให้เกิดการสร้างสรรค์กันด้วยเหตุผลก่อน! ก็คือวางตัวเองให้เหนือการเมืองจริง?? (อย่างน้อยไม่ให้เห็นผ่านสื่อก็ยังดี) คำถามนี้น่าจะต้องตอบและแก้ให้เกิดผลก่อนที่ไปพูดถึงเรื่องการวางความสัมพันธ์อื่นๆ เช่นสถาบันองคมนตรี กองทัพ ตุลาการ พรรคการเมือง รัฐสภา และขบวนการมวลชน (พูดง่ายๆก็คือจะให้หางขยับได้อย่างไรถ้าหัวไม่กระดิก)

อ่านแล้วตกใจ!!! หาไม่ใช่ก็ใกล้เคียงแล้วเรา

รับมือกับอาการช็อก
อาการงันหรือช็อก แสดงว่า เลือดไหลเวียนในร่างกายและไปหล่อเลี้ยงอวัยวะสำคัญไม่เพียงพอ เช่น สมอง หัวใจ ทำให้ได้รับออกซิเจนน้อย
ในคนที่มีอาการช็อกรุนแรง คนเจ็บจะมีอาการก้าวร้าว อ้าปากพะงาบหายใจ แล้วมีอาการครึ่งหลับครึ่งตื่น และหมดสติ
ในที่สุดหัวใจจะหยุดเต้น ตัวเย็น ซีด ถ้าช็อกรุนแรงริมฝีปากจะเขียว ผิวดูเป็นสีเทาหรือตัวเขียว อาจมีเหงื่อไหลโทรม
ต้นเหตุของอาการช็อก มีเช่น
0 แผลไฟไหม้ : ถ้าถูกไฟลวกอย่างรุนแรงอาจช็อกได้ เพราะของเหลวในร่างกายได้ระเหยออกทางบาดแผล
0 หัวใจผิดปกติ : การเป็นโรคหัวใจเรื้อรัง เช่น หัวใจล้มเหลว ทำให้เกิดอาการช็อกได้
0 สูญเสียเลือด : หากเสียเลือดมากเนื่องจากบาดแผล คนเราจะช็อกได้เช่นกัน
0 สูญเสียของเหลว : เราอาจช็อกถ้าสูญเสียเหงื่อมากเกินไป อาเจียนอย่างรุนแรง หรือท้องร่วง
0 ได้รับสารพิษ : สารพิษหลายชนิดทำให้เลือดไม่ไหลเวียน ซึ่งทำให้ช็อก
ระหว่างคอยรถพยาบาล...
0 ดูแลให้ตัวเองอยู่ในท่วงท่าที่สบายเท่าที่ทำได้ นั่งในท่าตัวอักษรดับเบิลยู ในภาษาอังกฤษคือ เอนหลัง 70 องศา ชันเข่าขึ้น เอาหลังพิงพนักเตียงหรือกำแพงโดยมีหมอนหนุน หัวใจจะสูบฉีดโลหิตได้ดีขึ้นในท่านี้
0 ถ้ารู้สึกปวดหรือมีอาการปวดเค้น กินยาบรรเทาปวดไปพลางก่อน.

http://thaipost.net/x-cite/110111/32635

แท้แล้วผมก็แอบกลัวการแต่งงาน

เรียกได้ว่าเป็น Bangkok Middle Class Romantic Love "Story", Thailand Dream,และ ความฝันแห่งประเทศสารขันฑ์ ที่ส่งผลให้จิตชนชั้นกลางเคลิบเคลิ้มไปกับความฟุ้งฝันขณะเดียวกันก็สั่นสะเทือนให้รู้สึกถึงความกระหายและความขาดพร่องบางสิ่งบางอย่างในชีวิตตน

วันศุกร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2553

มองอดีต แลอนาคต วัดระดับความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันต่างๆ และความพึงพอใจกับบริการของรัฐ พ.ศ. 2546-2553

งานวิจัยที่ตอกย้ำ ความเชื่อมั่นและความเสื่อม ได้อย่างดีคือ ผลสำรวจความเห็นประชาชน เรื่อง "มองอดีต แลอนาคต วัดระดับความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันต่างๆ และความพึงพอใจกับบริการของรัฐ พ.ศ. 2546-2553" ของสถาบันพระปกเกล้า

ความน่าสนใจคือ เป็นการเก็บข้อมูลตั้งแต่ปี 2546 - 2553 โดยใช้กลุ่มตัวอย่างปีละประมาณ 3 หมื่นตัวอย่าง แบ่งช่วงปี 46 - 49 เป็นช่วงรัฐบาลของพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ขณะที่ปี 50 เป็นช่วงของพล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ ปี 51 รัฐบาลของนาย สมัคร สุนทรเวช และนาย สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ส่วนปี 52-53 เป็นช่วงของรัฐบาลของนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

สำหรับความเชื่อมั่นต่อตัวนายกรัฐมนตรีจะเห็นได้ว่า รัฐบาลทักษิณ ในช่วงปี 2547 ได้รับความเชื่อมั่นมากที่สุดถึงร้อยละ 92.9 ขณะที่รัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ นายกฯได้รับความเชื่อมั่นร้อยละ 45.2 และในช่วงปี 51 ช่วงรัฐบาลขอนายสมัครและนายสมชาย มีความเชื่อมั่นในตัวนายกฯต่ำที่สุด คือ ร้อยละ 37.6 ขณะที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ได้รับความเชื่อมั่นมากที่สุดในปี 53 ร้อยละ 61.6 ส่วนความเชื่อมั่นต่อสถาบันพรรคการเมือง ตกต่ำที่สุดในปี 50 โดยมีคนเชื่อมั่นเพียง ร้อยละ 26.1 และในปัจจุบันเชื่อมั่นอยู่ในร้อยละ 36.9

ความเชื่อมั่นต่อทหารจะเห็นได้ว่า ในปี 47 - 48 ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐบาลทักษิณ ทหารได้รับความเชื่อมั่นสูงสุดร้อยละ 84.8 ขณะที่ปี 50 หลังจากที่มีการทำรัฐประหารความเชื่อมั่นอยู่ที่ร้อยละ 61.8 แต่หลังจากนั้นก็มาเพิ่มขึ้นจนปี 52 ได้รับความเชื่อมั่นร้อยละ 76.3 และมาลดลงอีกครั้งในปี 53 โดยได้รับความเชื่อมั่นร้อยละ 67.8 ขณะที่ตำรวจได้รับความเชื่อมั่นมากที่สุดในปี 48 ร้อยละ 69.2 หลังจากนั้นก็ลดลงเรื่อยๆ จนกระทั่งปัจจุบันได้รับความเชื่อมั่นร้อยละ 54.9

ขณะที่ความเชื่อมั่นต่อศาล ไม่ว่าจะเป็น ศาลยุติธรรม ศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครอง จะเห็นได้ว่า ความเชื่อมั่นของทั้ง 3 ศาลก็ค่อยๆลดลงเช่นกัน โดยในช่วงปี 47 เป็นช่วงที่ทุกศาลได้รับความเชื่อมั่นสูงสุด โดยศาลยุติธรรมได้ร้อยละ 86.7 ศาลรัฐธรรมนูญ ร้อยละ 84.9 และศาลปกครองได้ร้อยละ 83.1 แต่หลังจากนั้นความน่าเชื่อมั่นก็ลดลงเรื่อยๆ โดยปัจจุบันศาลรัฐธรรมนูญได้รับความเชื่อมั่นน้อยที่สุดใน 3 ศาล คือ ร้อยละ 65.1 ขณะที่ศาลยุติธรรมความเชื่อมั่นอยู่ที่ร้อยละ 71.3 และศาลปกครองอยู่ที่ร้อยละ 67.3

ผลสำรวจ ของสถาบันพระปกเกล้า ชี้ชัดถึง ความเชื่อมั่นต่อสถาบันหลักที่ลดลงอย่างชัดเจน แต่นักวิชาการส่วนใหญ่กลับ "โนคอมเม้นต์


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1293623421&grpid=&catid=02&subcatid=0202