วันเสาร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Self Expression

สังคมเป็นเหมือนองคาพยพที่มีชีวิตที่เติบโตได้ ทำความสะอาดตัวเองได้ อะไรที่สังคมไม่ต้องการจะถูกทำให้หายไปเอง ดังนั้นคุณจึงสามารถผิดพลาดและเสี่ยงได้ [2] สังคมรู้จักตัดสินใจเอาเองที่จะเลือกรับหรือไม่รับอะไรในที่สุด เขาแค่ทำหน้าที่ของนักออกแบบนำเสนอสิ่งที่คิดออกมาเท่านั้นเอง สิ่งที่แย่ที่สุดคือถ้าผู้คนไม่มีปฏิกิริยาใดๆ กับมัน ไม่มีใครพูดถึงมัน และมันก็จะตายไปจากความรับรู้ หรือไม่เคยได้เป็นส่วนหนึ่งของสังคม

สังคมที่ดีไม่ใช่ของสูงที่แปดเปื้อนไม่ได้ แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีวุฒิภาวะพอ ที่ควรได้ทดลองเลือกใช้ชีวิตตามใจปรารถนาใช่หรือไม่?

มีคำกล่าวที่ว่า ความงามเกิดจากความพอใจ นั่นหมายความว่าความงามเป็นคำตอบแบบอัตตวิสัยของใครของมันและก็เป็นสิ่งสัมพัทธ์เพราะขึ้นอยู่กับว่าความงามนั้นเป็นของใครและในเวลาใด ในหลายกรณีที่เราเฮละโลด่วนให้คำตอบสรรพสิ่งกันแบบสัมบูรณ์กับคำถามทางปรัชญาที่คำตอบเป็นสัมพัทธ์ เช่นเรื่อง ดี-สวย-สร้างสรรค์ตามการชี้นำของปราชญ์ ที่เฝ้าผลิตรสนิยมเชิงเดี่ยวต่อคำถามทางปรัชญาและสุนทรียศาสตร์วนกลับเข้าไปในระบบคุณค่า เคยสงสัยไหมว่า เหตุใดศิลปินไทยยุคหนึ่งต้องตั้งชื่อผลงานให้เกี่ยวกับพุทธๆ ธรรมๆ เข้าไว้ ทั้งๆ ที่หลายๆ ภาพไม่มีความจำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับชื่อภาพอันคับแคบแบบนั้นเลย?

Self Expression นั้นเป็นคุณสมบัติขั้นพื้นฐานของมนุษย์ที่มันเห็นได้คิดได้ จึงมีความคิดเห็นแล้วก็ปล่อยออกมา ไม่ว่ามันจะถูกแบนทับกันไปมาซ้อนกันเป็นศีลธรรมกี่ชั้นก็ตาม ผู้คนก็ยังแสดงความเห็นกันอยู่ทุกวัน แม้ว่าผู้เขียนจะไม่แปลมันออกมาเป็นภาษาไทย (เพราะนึกหาคำเหมาะสมไม่ออก) ก็ใช่ว่ามันจะเป็นคุณสมบัติเฉพาะของชาวตะวันตกแต่อย่างใด สิ่งที่ต่างคือสังคมไทยไม่ได้โตแบบผ่านการหักล้างปรัชญาอำนาจนิยมมาสู่มนุษยนิยม เรื่อยไปถึง Existentialism, Modernism, Post modernism และอีกหลาย –ism ในโลกตะวันตก ที่ผู้พลิกผันความคิดแห่งยุคสมัยหลังๆ เหล่านั้นมักจะเป็นเพียงมนุษย์นักคิดสักคน ไม่ต้องเป็นพระราชาหรือปราชญ์อาวุโสเสมอไป แต่สังคมไทยมีวิธีให้ค่าและทัศนคติต่อ Self Expression ขึ้นอยู่กับสถานะทางสังคมของผู้แสดงออกยิ่งกว่าตัว "ความคิด" กล่าวได้ว่า Self Expression แบบไทยๆ ของสามัญชน ติดกับดักเขาวงกต เช่นอาวุโสเอย ผู้ใหญ่ผู้น้อยเอย กาลเทศะ(ของฉัน)เอย ความรักเอย ม.112เอย ล่าสุดคือศีลธรรมเรต "ห" และ สสส.ที่สุขภาพไม่ค่อยดีเสียจนต้องมานั่งสวดมนต์ตอนปีใหม่เนื่องจากไม่มีเหล้ากินเอย จนคลี่คลายมาเป็น "วัฒนธรรมการกระซิบ" ที่รวมไปถึงการควบคุมทางสังคม ให้บุคคลต้องกระมิดกระเมี้ยนแอบทำกิจกรรมทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นอาชญากรรมใดๆ

แม้แต่ต่อการชุมนุมของคนเสื้อแดงจำนวนเป็นหมื่นเมื่อวันที่19 ธ.ค.ที่ผ่านมา ที่ดูเหมือนจะเป็นตลาดนัดการแสดงออกมากกว่าเพราะไม่ได้มีการปราศัยทางการเมืองใดๆ บนถนนราชประสงค์นั้นเต็มไปด้วย Self Expression ของปัจเจกหลากหลายรูปแบบและอารมณ์ กระจายออกเป็นกลุ่มๆ ใช้เรื่องราวของตัวเองเป็นแกนการแสดงออก มันเป็น Self Expression ที่แหกคอกวัฒนธรรมการกระซิบไม่น้อย เช่นกลุ่มพลงแหล่การเมืองบนรถกระบะ 3-4 กลุ่ม ที่เรียกเสียงเฮได้ดังสุด (มันคือ Street performance แบบเดียวกับที่บางคนอุตส่าห์ไปนำเข้ามาจากประเทศอื่นนั่นแหละ) พี่สาวและลูกสาวผู้เสียชีวิตออกมาขอรับบริจาคด้วยตัวเองด้วยอุปกรณ์เก้าอี้หนึ่งตัว กล่องหนึ่งใบกับรูปถ่ายพ่อของเธอ ที่เล่าว่ามาเองไม่ผ่านองค์กรช่วยเหลือใดๆ กลุ่มเทียนสีแดงที่จุดแล้วปักเป็นวงเป็นหย่อมๆ กลางถนนให้เราอ่านความหมาย มันเป็นการพูดด้วยสัญญะมากมายอัดแน่นกันอยู่บนถนน คนเหล่านี้พูดด้วยวิธีการที่ต่างกันแต่พลังของมันมาจากความคับข้องใจที่ถูกทำให้ไม่มีตัวตน จึงออกมาร่วมกันพูดในสิ่งที่แทบจะเป็นเรื่องเดียวกันหมด ว่าเขามีตัวตน ถูกทำร้ายจริง มีเรื่องจะเล่า มีความคิดที่จะพูด และออกมาแสดงตัวกันบนถนน

....ที่สำคัญคือเขาไม่ต้องการกระซิบกันอีกต่อไปแล้วและมันจะเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ เพราะสังคมเลือกปิดช่องทางทำให้เขาแทบจะเหลือทางเดียว....การแสดงตัวตนเป็นๆ กันบนถนน .... ผู้เขียนขอยอมรับแบบอายๆ ว่า มีก้อนจุกคอหอยตื้อๆ ตลอดการเดินเบียดไปตามถนน ทั้งๆ ที่ไม่ได้รู้จักใครตรงนั้นเลย เพลงก็ไม่ได้เศร้า และไม่ได้มีใครเล่าเรื่อง build อารมณ์กรอกหู แต่ก็เห็นมีหลายคนที่เดินป้ายน้ำตาไปเงียบๆ มีความรู้สึกที่เข้มข้นเหลือเชื่อในปรากฏการณ์นี้ แต่ก็ไม่มีรายงานข่าวทีวีหรือมีน้อยมากในสื่อหลัก เพราะยังติดกับดักไม่กล้าพูดออกมาดังๆ ในเรื่องที่ถูกตัดสินแล้วว่าควรเป็นเสียงกระซิบ...

http://www.prachatai3.info/journal/2010/12/32425

วันพฤหัสบดีที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2553

อุบัติเหตุทางถนน

ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนทั่วโลก 1.3 ล้านคนต่อปี ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่ทุกประเทศกำลังเผชิญร่วมกัน แต่เมื่อองค์การอนามัยโลก สำรวจ 178 ประเทศทั่วโลก กลับพบความไม่เท่าเทียมในเรื่องความปลอดภัย กว่าร้อยละ 90 ของการตายบนท้องถนน เกิดขึ้นในประเทศยากจนและมีรายได้ปานกลางส่วนใหญ่คือผู้ที่เดินทางด้วยรถจักรยานยนต์ รถโดยสารสาธารณะ คนเดินถนน และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มเด็กและเยาวชน ทั้งที่ประเทศยากจนเหล่านี้มียานพาหนะจดทะเบียนรวมกันไม่ถึงครึ่งหนึ่งของยานพาหนะของทั้งโลก

ประเทศไทยก็เช่นกัน ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ ร้อยละ 60-70 เป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 11 ของผู้บาดเจ็บอายุน้อยกว่า 15 ปีและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น อะไรคือต้นเหตุให้คนไทย โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนต้องหันมาพึ่งรถจักรยานยนต์เป็นหลัก ทั้งๆ เป็นยานพาหนะที่มีความเสี่ยงสูงกว่าประเภทอื่นๆ

ระบบขนส่งสาธารณะที่สะดวกและปลอดภัย ทั้งที่อยู่ในเมือง และระหว่างเมือง ถือเป็นหน้าที่และบทบาทสำคัญของรัฐ ในการลดช่องว่างความไม่เป็นธรรมในการเดินทาง ระหว่างคนมีฐานะ มีทางเลือกในการเดินทาง (ทั้งเครื่องบิน รถส่วนบุคคล ฯลฯ) กับคนชั้นกลางและคนจน ที่ต้องใช้รถโดยสาร รถจักรยานยนต์เป็นทางเลือกหลัก เพราะปัจจุบันรัฐมุ่งลงทุนระบบขนส่งสาธารณะให้กับเมืองหลวงเป็นหลัก ไม่ได้กระจายงบลงไปสู่ต่างจังหวัดอย่างเท่าเทียม เป็นธรรม

มีข้อมูลการเกิดอุบัติเหตุของรถโดยสารที่บ่งชี้ว่า เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ผู้ที่โดยสารรถร่วมบริการจะมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากกว่าผู้ที่โดยสารรถ บขส.ถึง 10 เท่า

วันพุธที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ข้อคิดจาก Insects โดย นิธิ

คณะกรรมการจัดเรตติ้งกำลังส่งสัญญาณแก่สังคมว่า อย่าทะลึ่งสร้างสรรค์อะไรที่กูไม่ชอบ ใช่ไหม?

คณะกรรมการให้เหตุผลในการ "แบน" หนังเรื่องนี้ว่า ขัดต่อศีลธรรมอันดี ผมจึงนึกเลยไปถึงเรื่องของ "ศีลธรรม" ซึ่งถูกใช้เป็นความชอบธรรมของอำนาจทุกชนิดในสังคมไทยอย่างหน้าด้านๆ มากขึ้นในเวลานี้


เรามักเอาสองด้านนี้มาปะปนกันอยู่เสมอ โดยลืมไปว่ารัฐและสังคมปัจจุบันเข้ามาทำหน้าที่กำกับศีลธรรมด้านที่หนึ่งแทนศาสนามากแล้ว เช่น มีตำรวจไล่จับผู้ร้ายเป็นต้น (ตำรวจโบราณคือผู้ผดุงอำนาจรัฐหรือผู้ปกครอง ตำรวจสมัยปัจจุบันคือผู้ผดุงสังคม) แต่ในรัฐและสังคมที่อ่อนแอ เมื่อกลไกของรัฐก็ตาม ระบบการกล่อมเกลาทางสังคม (socialization) ก็ตาม ทำงานอย่างห่วยแตก ก็มักจะยกเอาศีลธรรมเข้ามาพร่ำบ่นแทน (และมักไม่ได้ผลมากไปกว่าทำให้ผู้พูดกลายเป็นคนมีศีลธรรมขึ้นมา)


การที่รัฐใช้อำนาจ "แบน" หนังที่รัฐเชื่อว่า ขืนปล่อยให้ดู เราจะเสียผู้เสียคนกันไปหมด ก็เป็นส่วนหนึ่งของการกำกับควบคุมพลเมือง กูจะบังคับให้มึงมีศีลธรรมด้วยการปิดตา

อำนาจอันล้นเกินของรัฐซึ่งสังคมไทยก็มักยินดียกให้นี้ เมื่อเป็นรัฐที่อ่อนแอด้วยกลไกสับปะรังเค ย่อมไม่บังเกิดผลอะไรแน่นอนอยู่แล้ว แต่ที่เป็นอันตรายมากกว่าก็คือ ทำให้เราละเลยที่จะหันกลับไปสร้างความเข้มแข็งให้แก่กระบวนการกล่อมเกลาทางสังคม จะโดยการฟื้นฟูบทบาทหน้าที่ของสถาบันและองค์กรเดิมๆ หรือคิดสร้างองค์กรและกระบวนการใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับยุคสมัยขึ้นมาทำหน้าที่ก็ตาม ทั้งหมดนี้เราไม่ทำเลย แต่ยกอำนาจให้รัฐไปทำแบบห่วยแตกไปเรื่อยๆ

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1292835559&grpid=&catid=02&subcatid=0207

ทัศนะโชค!!!

ผมขอสนับสนุนให้ คุณโชค บูลกุล เสนอพื้นที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ฟาร์มโชคชัย เพื่อเป็นตัวอย่างแก่สังคมตามที่คุณโชคเห็นดีเห็นงานกับการก่อสร้างครับ!!!

วิธีทำงานของผู้นำ!!!

ผู้สื่อข่าว:: "สรุปแล้ว(งบฯ)ประมาณเท่าไหร่ครับ"

ประยุทธ์ อดีต หน.ผู้รับผิดชอบสถานการณ์ฉุกเฉิน[ศอฉ.]:: "ไม่รุ!!! ไม่ทราบ!!! ไปหาตัวเลขมาเอง!!!!!"

.....เออ ดีเนอะ เบิกจ่ายเบี้ยประชุมทุกรอบ ตัวเลขพื้นฐานแค่นี้ท่านไม่รู้ ไม่ทราบ แล้วท่านก็ให้ผู้สื่อข่าวไปหามาเอง ผมว่าท่านแบ่งเบี้ยเลี้ยงเบี้ยประชุมให้ผู้สื่อข่าวบ้างก็ดีนะคับ

หรือไม่ท่านก็ตั้งสื่อขึ้นมาทำหน้าที่แทนท่านก็ได้ครับ ดูพวกเขาจะสนใจใคร่รู้ข้อมูลในการทำงานมากกว่าท่าน ซึ่งรับหน้าที่และความรับผิดชอบ แต่ท่านไม่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับงบฯเลย!!!!

ปล.ผมซึ้งใจเลยคับที่ประเทศอันร่มเย็นของเราประชาชนสุขสบายทุกหย่อมหญ้า...มีผู้นำกองทัพที่ทำงานอย่างท่าน

วันอังคารที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Wish that those who follow fake sufficiency economy in the government may read this, at least this guy appears to be more sincere!

Chiang Mai, Thailand - Sorayut Chayapanyo, the 32-year-old abbot of the Doi Pha Som forest temple, has found little use for his Stanford University economics degree in the hills of Chiang Mai.

'I studied pure, hard-core, theoretical economics and now I can say it's all BS,' Sorayut said, sitting in his spartan hut on top of Pha Som hill.

'Western economics are leading us to a dead end. It was a mistake from the first equation they used - the optimization equation,' he said.'Western economics is all about people being driven by greed.'

Sorayut was ordained as a monk eight years ago in New York, after graduating from Stanford University and working in the United States for two years, including a stint at the World Bank.


http://www.monstersandcritics.com/news/asiapacific/features/article_1607259.php/Western-educated-monks-inject-new-blood-into-Thai-Buddhism-Feature

Sorayut argued that the theory makes economic sense in impoverished rural areas where access to the market economy is difficult.

Often misunderstood as being anti-capitalist and anti-Western, Sorayut argued that sufficiency economy is somewhere between the market economy and socialism, following the Buddhist precept of learning to be content.

'Sufficiency economy means trying to depend on yourself when possible,' Sorayut said. 'In the market economy money is everything, but in sufficiency economy, money is just one thing. Water, rice and trees have value too, as does love and friendship. Generosity is more important than profit.'

วันศุกร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2553

พบหนทางเยียวยา!!

กีกี้ชี้!!! "ซิ่งเอฟวันเป็นการกู้ภาพลักษณ์ให้ประเทศไทย" พระเจ้าา!!!อะไรมันจะง่ายดายปานนั้น