"ชาวนาญี่ปุ่นและเกาหลีเขาไปเที่ยวทั่วโลกได้ แล้วทำไมชาวนาไทยถึงไปไม่ได้"
- สารสิน วีระผล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์
....พูดไม่ค่อยจะคิด ไม่ดูเงื่อนไข ปัจจัยอะไรเลยยย พูดเอามันอย่าางเดียว อายแทนคนซีพี
http://www.thailabour.org/autopagev4/show_page.php?topic_id=1326&auto_id=7&TopicPk
วันพุธที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2554
"นักวิชาการจุฬา"เตือนฝ่ายความมั่นคงรับมือโลกไซเบอร์
ความสะเพร่าของ บก.เนชั่น; กองบก.มีตั้งหลายคนตรวจทานข้อมูลกันยังไงถึงพลาดเรื่องแค่นี้ได้ทั้งๆที่เนชั่นพยายามโชว์ความเป็นสื่อมวลชนที่มีขั้นตอนการทำงานแบบมืออาชีพ ที่แย่คือ สำนักข่าวอื่นก็เอาไปอ้างหรือใช้ต่อโดยไม่ตรวจสอบเนื้อหาเลย ถามว่าทำไมเรื่องแค่นี้ถึงต่อว่าราวกับเป็นเรื่องใหญ่ ก็เพราะมันมีผลอย่างยิ่งต่อการอ้างอิงเนื้อหาในทางวิชาการ ต้นทางผิด ปลายทางย่อมบานปลายบิดผิดตามไปด้วย
http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=524963
http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=524963
วันพฤหัสบดีที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2554
บุกคนสำคัญ
พยายามจะสงบปากสงบคำเรื่อง "นิ้วกลม" แต่มัน F_CKจริง!!!
1.80%copy - paste
2.งานเขียนของตาเฮ้งจริงๆคือการเลือกใช้คำเชื่อม
3.ข้อมูลชั้นสาม-สี่เอามาจากวารสาร
4.วารสารก็ไปเอาข้อมูลมาจากวารสารอื่นอีกที
5.เรียบเรียงเนื้อเรื่องได้ "ลอก" - "ลวก"
6.ราคามหาโหด195฿
7.นิยมยกหางตัวเองเทียบชั้น
8.!!...เฮ้ยนี่ว่าจะสงบปากแล้วนะเนี้ย!!!
โอเคคค...ก็เข้าใจขายให้เด็กๆอ่าน แต่พี่ท่านเล่นทำงานแบบนี้แล้วขายราคามหาโหดแบบนี้ไม่อายตัวเองบ้างเลยหรืออ แล้วพี่ยังกล้ายกตัวเองอีก ในขณะที่นักเขียนคนอื่นๆเค้าเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูล ค้นคว้าถึงเอกสารต้นฉบับ แล้วเรียบเรียงออกมาเป็นรูปแบบของตัวเอง นี่พี่เล่นcopy - pasteแล้วเอามาหลอกขายเด็ก195฿ ถามจริง ไม่อายตัวเองบ้างเลยหรือ???
1.80%copy - paste
2.งานเขียนของตาเฮ้งจริงๆคือการเลือกใช้คำเชื่อม
3.ข้อมูลชั้นสาม-สี่เอามาจากวารสาร
4.วารสารก็ไปเอาข้อมูลมาจากวารสารอื่นอีกที
5.เรียบเรียงเนื้อเรื่องได้ "ลอก" - "ลวก"
6.ราคามหาโหด195฿
7.นิยมยกหางตัวเองเทียบชั้น
8.!!...เฮ้ยนี่ว่าจะสงบปากแล้วนะเนี้ย!!!
โอเคคค...ก็เข้าใจขายให้เด็กๆอ่าน แต่พี่ท่านเล่นทำงานแบบนี้แล้วขายราคามหาโหดแบบนี้ไม่อายตัวเองบ้างเลยหรืออ แล้วพี่ยังกล้ายกตัวเองอีก ในขณะที่นักเขียนคนอื่นๆเค้าเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูล ค้นคว้าถึงเอกสารต้นฉบับ แล้วเรียบเรียงออกมาเป็นรูปแบบของตัวเอง นี่พี่เล่นcopy - pasteแล้วเอามาหลอกขายเด็ก195฿ ถามจริง ไม่อายตัวเองบ้างเลยหรือ???
วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2554
PERFECT - La Ong Fong
PERFECT ทั้ง costume, scene, melody, acting, (magical) supporting actor, story, colour tone, etc.
ปล.น้องชูแดมชอบพี่แมน-จอนเลนนอนมากเลยอ่ะ กรี๊ดๆ เสื้อกางเกงรองเท้าแกสวยทุกชุดเลยอ่ะ แล้วก็แก๊ง"พวกเราาา"ก็มีcostumeที่โดนใจน้องชูแดมแทบทุกชุด ไม่บ่อยนักที่น้องชูแดมจะอยากได้เสื้อผ้า สารภาพว่า ชอบมากกกกกก ชิคกว่า้ก้อยโย่งอีกนะ ชอบsceneมันจริงๆนะ เลือกใช้earth tone ตัดกับสีสดของ actress ทำให้"ออน"โดดเด่นขึ้นมาทันที
ม่ายรุชูแดมคิดลึกไปป่าวนะ ชูแดมรู้สึกว่าMV พยายามที่จะทำให้ทั้ง3คนต่างมีโลกเป็นของตัวเอง มีลักษณะความเป้นปัจเจกในตัวเอง และความเป็นปัจเจกของแต่ละคนเมื่อมารวมตัวกันจะได้ความหลากหลายที่สวยงาม ลงตัว ดูจากการแพนกล้อง การจัดวางตำแหน่ง และการจัดลำดับ(ชุด)ภาพที่นำเสนอ เช่น จะสังเกตเห็นได้ว่า แมน กับ เอ๊ะ จะไม่ได้นั่งเล่นกีกีตาร์กับเบสด้วยกัน เช่นเดียวกับ ออน ที่มีsceneของตัวเองในอีกมุมหนึ่ง
ส่วนเทรนด์วินเทจก็เปนเรื่องปกติที่มันกลับมาตามconcept แฟชั่น=กองผ้า แต่ที่มันโดดเด่นได้แดมคิดว่ามันประกอบมาจากหลายส่วนมาก หลายวงเคยพยายามทำมาแล้วแต่ไม่สำเร็จ ไปไม่สุด อาจเพราะยึดกับฟอร์มวินเทจมากเกินไป หรืออาจฟิวชั่นจนขาดความรู้สึกร่วม หรือยึดเป็นกระแสแต่เปลือกให้พอดูชิคๆ ตัวอย่างวงที่พยายามก็เช่น
THE BOTTOM BLUES , Jetset'er , Super Baker , etc.
http://www.youtube.com/watch?v=dUFzP0zZHB0&feature=related
ปล.น้องชูแดมชอบพี่แมน-จอนเลนนอนมากเลยอ่ะ กรี๊ดๆ เสื้อกางเกงรองเท้าแกสวยทุกชุดเลยอ่ะ แล้วก็แก๊ง"พวกเราาา"ก็มีcostumeที่โดนใจน้องชูแดมแทบทุกชุด ไม่บ่อยนักที่น้องชูแดมจะอยากได้เสื้อผ้า สารภาพว่า ชอบมากกกกกก ชิคกว่า้ก้อยโย่งอีกนะ ชอบsceneมันจริงๆนะ เลือกใช้earth tone ตัดกับสีสดของ actress ทำให้"ออน"โดดเด่นขึ้นมาทันที
ม่ายรุชูแดมคิดลึกไปป่าวนะ ชูแดมรู้สึกว่าMV พยายามที่จะทำให้ทั้ง3คนต่างมีโลกเป็นของตัวเอง มีลักษณะความเป้นปัจเจกในตัวเอง และความเป็นปัจเจกของแต่ละคนเมื่อมารวมตัวกันจะได้ความหลากหลายที่สวยงาม ลงตัว ดูจากการแพนกล้อง การจัดวางตำแหน่ง และการจัดลำดับ(ชุด)ภาพที่นำเสนอ เช่น จะสังเกตเห็นได้ว่า แมน กับ เอ๊ะ จะไม่ได้นั่งเล่นกีกีตาร์กับเบสด้วยกัน เช่นเดียวกับ ออน ที่มีsceneของตัวเองในอีกมุมหนึ่ง
ส่วนเทรนด์วินเทจก็เปนเรื่องปกติที่มันกลับมาตามconcept แฟชั่น=กองผ้า แต่ที่มันโดดเด่นได้แดมคิดว่ามันประกอบมาจากหลายส่วนมาก หลายวงเคยพยายามทำมาแล้วแต่ไม่สำเร็จ ไปไม่สุด อาจเพราะยึดกับฟอร์มวินเทจมากเกินไป หรืออาจฟิวชั่นจนขาดความรู้สึกร่วม หรือยึดเป็นกระแสแต่เปลือกให้พอดูชิคๆ ตัวอย่างวงที่พยายามก็เช่น
THE BOTTOM BLUES , Jetset'er , Super Baker , etc.
http://www.youtube.com/watch?v=dUFzP0zZHB0&feature=related
"กรมศิลป์"สรุปงบสร้างพระเมรุ-บูรณะราชรถ พระยานมาศ รวม 218 ล้าน
วันที่ 02 สิงหาคม พ.ศ. 2554 เวลา 18:30:50 น.
เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กล่าวภายหลังประชุมหารือกับนายสมชาย เสียงหลาย ปลัด วธ. นางโสมสุดา ลียะวณิช อธิบดีกรมศิลปากร และนายจำลอง ธงชัย หัวหน้าฝ่ายพิธี กรมการศาสนา (ศน.) เพื่อสรุปการดำเนินการจัดงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ วธ. ว่า หน่วยงานของ วธ. ที่เกี่ยวกับงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ 2 กรม คือ กรมศิลปากร และ ศน. โดยกรมศิลปากรมีหน้าที่หลัก ได้แก่ 1.จัดสร้างพระเมรุ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุ และบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ 2.การจัดทำหนังสือจดหมายเหตุและหนังสือที่ระลึก และ 3.การบรรเลงดนตรีไทยและประโคมย่ำยาม ซึ่งต้องทำวันละ 5 รอบ โดยการประโคมย่ำยามได้ดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา
นายนิพิฏฐ์กล่าวว่า กรมศิลปากรรายงานจำนวนงบประมาณราคากลางในการก่อสร้างพระเมรุและอาคารประกอบพระเมรุ โดยจากการประเมินเบื้องต้นจะใช้งบประมาณทั้งหมด 208.8 ล้านบาท ส่วนงบประมาณสำหรับสิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุและการบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศจะใช้งบประมาณ 9.3 ล้านบาท ส่วนจดหมายเหตุและหนังสือที่ระลึกจะใช้งบประมาณ 17 ล้านบาท เท่ากับที่ดำเนินงานในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทั้งนี้ มอบหมายให้หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ไปบันทึกเหตุการณ์ไว้ตั้งแต่วันที่พระองค์สิ้นพระชนม์และบันทึกเหตุการณ์ไว้ตลอดเวลา ทั้งนี้ กรมศิลปากรรายงานว่าจะเริ่มออกแบบร่างพระเมรุให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน และใช้เวลาก่อสร้างไม่เกิน 10 เดือน อย่างไรก็ตาม ตนจะนำรายละเอียดที่หารือวันนี้รายงานให้นายกรัฐมนตรีรับทราบวันที่ 4 สิงหาคมนี้
"สิ่งผมกำชับคือการใช้งบประมาณให้มีความเหมาะสมและสมพระเกียรติ เช่น ในส่วน ศน. จะต้องมีสวดพระอภิธรรมพระศพ อย่างน้อย 8-10 เดือน ซึ่งคาดว่าต้องมีงบฯเพิ่มขึ้น ส่วนภาพรวมของการดำเนินงานทั้งหมดไม่รู้สึกเป็นห่วง อย่างกรณีการออกแบบพระเมรุของ พล.อ.ต.อาวุธ เงินชูกลิ่น อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ในฐานะสถาปนิกออกแบบพระเมรุ ก็มีประสบการณ์ในการออกแบบพระเมรุสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์มาแล้ว แต่อาจจะมีปัญหาเรื่องดินฟ้าอากาศบ้างเป็นอุปสรรคในการสร้างพระเมรุ" นายนิพิฏฐ์กล่าว
เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กล่าวภายหลังประชุมหารือกับนายสมชาย เสียงหลาย ปลัด วธ. นางโสมสุดา ลียะวณิช อธิบดีกรมศิลปากร และนายจำลอง ธงชัย หัวหน้าฝ่ายพิธี กรมการศาสนา (ศน.) เพื่อสรุปการดำเนินการจัดงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ วธ. ว่า หน่วยงานของ วธ. ที่เกี่ยวกับงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ 2 กรม คือ กรมศิลปากร และ ศน. โดยกรมศิลปากรมีหน้าที่หลัก ได้แก่ 1.จัดสร้างพระเมรุ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุ และบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ 2.การจัดทำหนังสือจดหมายเหตุและหนังสือที่ระลึก และ 3.การบรรเลงดนตรีไทยและประโคมย่ำยาม ซึ่งต้องทำวันละ 5 รอบ โดยการประโคมย่ำยามได้ดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา
นายนิพิฏฐ์กล่าวว่า กรมศิลปากรรายงานจำนวนงบประมาณราคากลางในการก่อสร้างพระเมรุและอาคารประกอบพระเมรุ โดยจากการประเมินเบื้องต้นจะใช้งบประมาณทั้งหมด 208.8 ล้านบาท ส่วนงบประมาณสำหรับสิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุและการบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศจะใช้งบประมาณ 9.3 ล้านบาท ส่วนจดหมายเหตุและหนังสือที่ระลึกจะใช้งบประมาณ 17 ล้านบาท เท่ากับที่ดำเนินงานในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทั้งนี้ มอบหมายให้หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ไปบันทึกเหตุการณ์ไว้ตั้งแต่วันที่พระองค์สิ้นพระชนม์และบันทึกเหตุการณ์ไว้ตลอดเวลา ทั้งนี้ กรมศิลปากรรายงานว่าจะเริ่มออกแบบร่างพระเมรุให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน และใช้เวลาก่อสร้างไม่เกิน 10 เดือน อย่างไรก็ตาม ตนจะนำรายละเอียดที่หารือวันนี้รายงานให้นายกรัฐมนตรีรับทราบวันที่ 4 สิงหาคมนี้
"สิ่งผมกำชับคือการใช้งบประมาณให้มีความเหมาะสมและสมพระเกียรติ เช่น ในส่วน ศน. จะต้องมีสวดพระอภิธรรมพระศพ อย่างน้อย 8-10 เดือน ซึ่งคาดว่าต้องมีงบฯเพิ่มขึ้น ส่วนภาพรวมของการดำเนินงานทั้งหมดไม่รู้สึกเป็นห่วง อย่างกรณีการออกแบบพระเมรุของ พล.อ.ต.อาวุธ เงินชูกลิ่น อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ในฐานะสถาปนิกออกแบบพระเมรุ ก็มีประสบการณ์ในการออกแบบพระเมรุสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์มาแล้ว แต่อาจจะมีปัญหาเรื่องดินฟ้าอากาศบ้างเป็นอุปสรรคในการสร้างพระเมรุ" นายนิพิฏฐ์กล่าว
เผยกรมศิลป์สรุปใช้งบสร้างพระเมรุ-บูรณราชรถ 218 ล้านบาท
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 2 สิงหาคม 2554 14:56 น.
“นิพิฏฐ์” เผยกรมศิลป์สรุปงบสร้างพระเมรุ-บูรณราชรถ พระยานมาศรวม 218.1 ล้าน เตรียมเสนอนายกฯ 4 ส.ค.นี้ แย้มห่วงสภาพดินฟ้าอากาศจะเป็นอุปสรรคก่อสร้างพระเมรุ
วันนี้ (2 ส.ค.) นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กล่าวว่า วันนี้ได้เชิญนายสมชาย เสียงหลาย ปลัด วธ. นางโสมสุดา ลียะวณิช อธิบดีกรมศิลปากร และนายจำลอง ธงชัย หัวหน้าฝ่ายพิธี กรมการศาสนา (ศน.) มาสรุปการดำเนินการจัดงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี สำหรับ วธ. จะเน้นไปที่ 2 กรม คือ กรมศิลปากร และ ศน. โดยกรมศิลปากรมีหน้าที่หลัก ได้แก่ 1.จัดสร้างพระเมรุ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุ และบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ 2.การจัดทำหนังสือจดหมายเหตุและหนังสือที่ระลึก และ 3.การบรรเลงดนตรีไทยและประโคมย่ำยาม ซึ่งต้องทำวันละ 5 รอบ โดยการประโคมย่ำยามได้ดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 28 ก.ค.ที่ผ่านมา
ในเบื้องต้นกรมศิลปากรได้ประมาณราคากลางในการก่อสร้างพระเมรุและอาคารประกอบพระเมรุ ใช้งบประมาณ 208.8 ล้านบาท โดยกรมศิลปากรจะเริ่มออกแบบร่างพระเมรุให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน และใช้เวลาก่อสร้างไม่เกิน 10 เดือน สำหรับสิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุและการบูรณะปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ ใช้งบประมาณ 9.3 ล้านบาท ส่วนจดหมายเหตุและหนังสือที่ระลึกใช้งบประมาณ 17 ล้านบาทเท่ากับที่ดำเนินงานในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กรมศิลปากรได้ให้ทางหอจดหมายเหตุแห่งชาติไปบันทึกเหตุการณ์ไว้ตั้งแต่วันที่พระองค์สิ้นพระชนม์และบันทึกเหตุการณ์ไว้ตลอดเวลา ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้จะเสนอนายกรัฐมนตรีในวันที่ 4 สิงหาคมนี้
“ที่ผมกำชับคืองบประมาณให้มีความเหมาะสม และสมพระเกียรติ ในส่วนของ ศน.จะต้องมีสวดพระอภิธรรมพระศพ อย่างน้อย 8-10 เดือน ถ้าจะต้องใช้งบเพิ่มขึ้นก็ให้บอกมา จะของบกลางจากรัฐบาลมาสนับสนุน สำหรับภาพรวมของการดำเนินงานทั้งหมด ไม่ห่วง เพราะ พล.อ.ต.อาวุธ เงินชูกลิ่น อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ในฐานะสถาปนิกออกแบบพระเมรุมีประสบการณ์ในการออกแบบพระเมรุสมเด็จพระเจ้าพี่นางฯมาแล้ว สิ่งที่เป็นห่วงเกรงว่าจะมีปัญหาเรื่องดินฟ้าอากาศอาจเป็นอุปสรรคในการสร้างพระเมรุ ส่วนสถานที่ได้ประสานขอใช้สนามหลวงกับทางกรุงเทพมหานครเรียบร้อยแล้ว” รมว.วัฒนธรรมกล่าว
http://manager.co.th/Qol/ViewNews.aspx?NewsID=9540000095636
“นิพิฏฐ์” เผยกรมศิลป์สรุปงบสร้างพระเมรุ-บูรณราชรถ พระยานมาศรวม 218.1 ล้าน เตรียมเสนอนายกฯ 4 ส.ค.นี้ แย้มห่วงสภาพดินฟ้าอากาศจะเป็นอุปสรรคก่อสร้างพระเมรุ
วันนี้ (2 ส.ค.) นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กล่าวว่า วันนี้ได้เชิญนายสมชาย เสียงหลาย ปลัด วธ. นางโสมสุดา ลียะวณิช อธิบดีกรมศิลปากร และนายจำลอง ธงชัย หัวหน้าฝ่ายพิธี กรมการศาสนา (ศน.) มาสรุปการดำเนินการจัดงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี สำหรับ วธ. จะเน้นไปที่ 2 กรม คือ กรมศิลปากร และ ศน. โดยกรมศิลปากรมีหน้าที่หลัก ได้แก่ 1.จัดสร้างพระเมรุ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุ และบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ 2.การจัดทำหนังสือจดหมายเหตุและหนังสือที่ระลึก และ 3.การบรรเลงดนตรีไทยและประโคมย่ำยาม ซึ่งต้องทำวันละ 5 รอบ โดยการประโคมย่ำยามได้ดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 28 ก.ค.ที่ผ่านมา
ในเบื้องต้นกรมศิลปากรได้ประมาณราคากลางในการก่อสร้างพระเมรุและอาคารประกอบพระเมรุ ใช้งบประมาณ 208.8 ล้านบาท โดยกรมศิลปากรจะเริ่มออกแบบร่างพระเมรุให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน และใช้เวลาก่อสร้างไม่เกิน 10 เดือน สำหรับสิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุและการบูรณะปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ ใช้งบประมาณ 9.3 ล้านบาท ส่วนจดหมายเหตุและหนังสือที่ระลึกใช้งบประมาณ 17 ล้านบาทเท่ากับที่ดำเนินงานในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กรมศิลปากรได้ให้ทางหอจดหมายเหตุแห่งชาติไปบันทึกเหตุการณ์ไว้ตั้งแต่วันที่พระองค์สิ้นพระชนม์และบันทึกเหตุการณ์ไว้ตลอดเวลา ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้จะเสนอนายกรัฐมนตรีในวันที่ 4 สิงหาคมนี้
“ที่ผมกำชับคืองบประมาณให้มีความเหมาะสม และสมพระเกียรติ ในส่วนของ ศน.จะต้องมีสวดพระอภิธรรมพระศพ อย่างน้อย 8-10 เดือน ถ้าจะต้องใช้งบเพิ่มขึ้นก็ให้บอกมา จะของบกลางจากรัฐบาลมาสนับสนุน สำหรับภาพรวมของการดำเนินงานทั้งหมด ไม่ห่วง เพราะ พล.อ.ต.อาวุธ เงินชูกลิ่น อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ในฐานะสถาปนิกออกแบบพระเมรุมีประสบการณ์ในการออกแบบพระเมรุสมเด็จพระเจ้าพี่นางฯมาแล้ว สิ่งที่เป็นห่วงเกรงว่าจะมีปัญหาเรื่องดินฟ้าอากาศอาจเป็นอุปสรรคในการสร้างพระเมรุ ส่วนสถานที่ได้ประสานขอใช้สนามหลวงกับทางกรุงเทพมหานครเรียบร้อยแล้ว” รมว.วัฒนธรรมกล่าว
http://manager.co.th/Qol/ViewNews.aspx?NewsID=9540000095636
วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
โวยขึ้นค่าแรง 300 บาท ปริญญาตรี 15,000 บาท แล้วเหลียวดูค่าตอบแทน"ซีอีโอ"รับเป็นล้าน
วันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 เวลา 15:34:16 น.
ไม่ว่าค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท/คน/ วัน และเงินเดือนผู้จบปริญญาตรี 15,000 บาท ของพรรคเพื่อไทย จะเป็นจริงวันไหน
เงินเดือนของผู้บริหาร หรือ ซีอีโอ. ก็พุ่งห่างออกไป หลายเท่าตัว นักเศรษฐศาสตร์การเมืองเคยชี้ว่า ช่องว่างของรายได้ในสังคมไทย ห่างกันถึง 14-15 เท่าตัวหรือมากกว่านั้น ?
เอาเข้าจริง ซีอีโอ ค่าตอบแทนสูงลิบ เหล่านี้เองคือ ผู้กำหนด อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท/คน/วัน หรือเงินเดือน 15,000 บาท สำหรับคนจบปริญญาตรี
ลองมาดู เงินเดือนและค่าตอบแทนของผู้บริหาร ประเทศไทยดูบ้างว่า สูงเพียงใด
จากการผลสำรวจข้อมูลจากบริษัท จดทะเบียนในกลุ่มหุ้น SET 50 ใน ปี 2547 ระบุว่า นับเฉลี่ย/คน/ปี แยกรายอุตสาหกรรมพบว่า บริษัท จดทะเบียนทั้งตลาดจ่ายเงินค่าตอบแทนผู้บริหารเฉลี่ย/คน/ปีละ 3.05 ล้านบาท เป็นค่าตอบแทนที่อยู่ในรูปของเงินเดือน, เงินโบนัส และเงินสมทบสำรองเลี้ยงชีพ
โดยกลุ่มธุรกิจธนาคารพาณิชย์ เป็นอุตสาหกรรมที่จ่ายค่าตอบแทนให้แก่ ผู้บริหารสูงสุด เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมทุกกลุ่มในตลาดหุ้น หรือคิดเป็นอัตรา ค่าจ้างเฉลี่ย/คน/ปีละ 7.68 ล้านบาท
ถัดมาเป็นกลุ่มธุรกิจในกลุ่มพาณิชย์ อาทิ ซีพี-7-11, บิ๊กซี, โฮมโปร, แม็คโคร และโรบินสัน ซึ่งถือเป็นอีกกลุ่มที่จ่ายค่าจ้างให้แก่ผู้บริหารระดับสูง เฉลี่ยคนละ 5.62 ล้านบาท
ขณะที่ส่วนของค่าตอบแทนในกลุ่มเงินทุนหลักทรัพย์ ถือเป็นกลุ่มที่มีช่วง ค่าจ้างกว้างที่สุด โดยมีค่าตอบแทนเฉลี่ยต่อคนต่ำสุดที่ 1.87 แสนบาท และสูงสุดอยู่ที่ 35.81 ล้านบาท
โดยในหมวดคลังสินค้า และไซโล มีการจ่ายค่าตอบแทนผู้บริหารโดยเฉลี่ย/คน/ปี น้อยที่สุด คือประมาณ 9.75 แสนบาท
แต่กระนั้น ถ้ามาโฟกัสเฉพาะกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ในปี 2548 ปรากฏว่า กลุ่มผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ รับค่าตอบแทนเฉลี่ยจากธนาคารพาณิชย์ทั้งหมด 14 แห่ง ประมาณคนละ 9.31 ล้านบาท/ปี เพิ่มขึ้นจากปี 2547 ที่ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ 7.68 ล้านบาท/คน/ปี
ธนาคารไทยพาณิชย์ มีค่าตอบแทนเฉลี่ยสูงสุด เพราะจ่ายผลตอบแทน ผู้บริหาร 6 ราย รวม 94.33 ล้านบาท คิดเฉลี่ยที่อัตรา 15.72 ล้านบาท/คน/ปี
ตามมาด้วย ธนาคารกสิกรไทย จ่ายค่าตอบแทนให้ผู้บริหาร 9 ราย คิดรวม 139.41 ล้านบาท คิดเฉลี่ยที่อัตรา 15.49 ล้านบาท/คน/ปี
ขณะที่ ธนาคารทิสโก้ จ่ายค่าตอบแทนให้ผู้บริหาร 11 ราย รวมทั้งสิ้น 169.67 ล้านบาท หรือเฉลี่ยประมาณ 15.42 ล้านบาท/คน/ปี
ส่วน ธนาคารกรุงไทย จ่ายค่าตอบแทนให้ผู้บริหาร 17 ราย รวมทั้งสิ้น 178.21 ล้านบาท หรือเฉลี่ยประมาณ 10.49 ล้านบาท/คน/ปี
นอกจากนั้นผลสำรวจของกองวิจัยตลาดแรงงาน กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ในปี 2552 ยังเปิดเผยถึง 8 อาชีพที่มีเงินเดือนเกิน 1 แสนบาทด้วย
โดยอาชีพที่มีรายได้เกิน 1 แสนบาท/เดือน ได้แก่ อาชีพนักบิน 2.41 แสนบาท, วิศวกรเหมืองแร่ และนักโลหะการ 2.35 แสนบาท, ผู้จัดการฝ่ายโฆษณา และประชาสัมพันธ์ 1.53 แสนบาท, กรรมการ และผู้บริหารระดับสูง 1.38 แสนบาท, ผู้พิพากษา 1.21 แสนบาท, สถาปนิก 1.17 แสนบาท, ผู้บริหารองค์การนายจ้าง-ลูกจ้าง 1.06 แสนบาท และวิศวกรเคมี 1.05 แสนบาท
ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าอาชีพผู้จัดการฝ่ายโฆษณา และประชาสัมพันธ์ กลับเป็นอาชีพที่มีรายได้สูงกว่ากรรมการ และผู้บริหารระดับสูง ทั้ง ๆ ที่ผู้จัดการฝ่ายโฆษณา และประชา สัมพันธ์มีกำลังคนประมาณ 3,700 คน ส่วนกรรมการ และผู้บริหารระดับสูงมีถึง 1.6 หมื่นคน
นอกจากนั้นผลสำรวจของกองวิจัยตลาดแรงงาน ยังแยกย่อยลงไปในรายละเอียดเกี่ยวกับรายได้ในช่วง 60,000-100,000 บาท มี 12 อาชีพ ในจำนวนนี้อาชีพผู้จัดการฝ่ายจัดหา และจำหน่ายสินค้ามีระดับรายได้สูงสุดในบรรดาอาชีพระดับผู้จัดการด้วยกัน และพบว่าอาชีพนักคณิตศาสตร์มีรายได้สูงกว่าแพทย์
โดยผู้จัดการฝ่ายจัดหา และจำหน่ายสินค้ามีรายได้ 8.5 หมื่นบาท,นักคณิตศาสตร์ 7.3 หมื่นบาท, ผู้จัดการฝ่ายผลิต และปฏิบัติการด้านการบริการทางธุรกิจ 7 หมื่นบาท, แพทย์ 6.9 หมื่นบาท, ผู้จัดการฝ่ายผลิต และปฏิบัติการด้านผลิต 6.7 หมื่นบาท, ผู้จัดการทั่วไปด้านการผลิต 6.4 หมื่นบาท
ผู้จัดการฝ่ายวิจัย และพัฒนา 6.4 หมื่นบาท, ผู้จัดการทั่วไปด้านการเกษตร 6.3 หมื่นบาท, ผู้จัดการทั่วไปด้านการก่อสร้าง 6.2 หมื่นบาท และข้าราชการอาวุโส 6.2 หมื่นบาท
ถามว่าตัวเลขเหล่านี้ส่งผลอย่างไร ต่อการบริหารประเทศของกระทรวงแรงงาน กระทรวงการคลัง หรือรัฐบาลใหม่ ?
คำตอบคืออาจไม่ส่งผลเท่าใดนัก
แต่ผลสำรวจตรงนี้ อาจเป็นคำถามที่ต้องการคำตอบที่ทำให้ทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้อง คงต้องไปคิดว่า การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท/คน/วัน และการให้เงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท ในสภาพค่าครองชีพปัจจุบัน
ไม่ได้มากหรือน้อยเกินไปเลย
ตรงข้ามอาจดูน้อยด้วยซ้ำ และดูยิ่งน้อยเข้าไปใหญ่เมื่อเทียบกับเงินเดือนของซีอีโอ และอีกหลายอาชีพท็อปฮิตที่ต่างรับเงินเดือนกันอู้ฟู่
แต่สำหรับชนชั้นแรงงาน และพนักงานใหม่ในบัญชีจ้างของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทำไมผู้ประกอบการหลายราย จึงต่างโอดครวญว่าอาจทำให้ต้นทุนประกอบการเพิ่มมากขึ้น
จนทำให้เขาอาจจะต้องเลิกจ้างแรงงานไทย โดยหันไปจ้างแรงงานนอกระบบ
ซึ่งไม่เป็นธรรมเลยจริง ๆ !
( เรื่อง ประชาชาติธุรกิจ )
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1312094289&grpid=01&catid=&subcatid=
ไม่ว่าค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท/คน/ วัน และเงินเดือนผู้จบปริญญาตรี 15,000 บาท ของพรรคเพื่อไทย จะเป็นจริงวันไหน
เงินเดือนของผู้บริหาร หรือ ซีอีโอ. ก็พุ่งห่างออกไป หลายเท่าตัว นักเศรษฐศาสตร์การเมืองเคยชี้ว่า ช่องว่างของรายได้ในสังคมไทย ห่างกันถึง 14-15 เท่าตัวหรือมากกว่านั้น ?
เอาเข้าจริง ซีอีโอ ค่าตอบแทนสูงลิบ เหล่านี้เองคือ ผู้กำหนด อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท/คน/วัน หรือเงินเดือน 15,000 บาท สำหรับคนจบปริญญาตรี
ลองมาดู เงินเดือนและค่าตอบแทนของผู้บริหาร ประเทศไทยดูบ้างว่า สูงเพียงใด
จากการผลสำรวจข้อมูลจากบริษัท จดทะเบียนในกลุ่มหุ้น SET 50 ใน ปี 2547 ระบุว่า นับเฉลี่ย/คน/ปี แยกรายอุตสาหกรรมพบว่า บริษัท จดทะเบียนทั้งตลาดจ่ายเงินค่าตอบแทนผู้บริหารเฉลี่ย/คน/ปีละ 3.05 ล้านบาท เป็นค่าตอบแทนที่อยู่ในรูปของเงินเดือน, เงินโบนัส และเงินสมทบสำรองเลี้ยงชีพ
โดยกลุ่มธุรกิจธนาคารพาณิชย์ เป็นอุตสาหกรรมที่จ่ายค่าตอบแทนให้แก่ ผู้บริหารสูงสุด เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมทุกกลุ่มในตลาดหุ้น หรือคิดเป็นอัตรา ค่าจ้างเฉลี่ย/คน/ปีละ 7.68 ล้านบาท
ถัดมาเป็นกลุ่มธุรกิจในกลุ่มพาณิชย์ อาทิ ซีพี-7-11, บิ๊กซี, โฮมโปร, แม็คโคร และโรบินสัน ซึ่งถือเป็นอีกกลุ่มที่จ่ายค่าจ้างให้แก่ผู้บริหารระดับสูง เฉลี่ยคนละ 5.62 ล้านบาท
ขณะที่ส่วนของค่าตอบแทนในกลุ่มเงินทุนหลักทรัพย์ ถือเป็นกลุ่มที่มีช่วง ค่าจ้างกว้างที่สุด โดยมีค่าตอบแทนเฉลี่ยต่อคนต่ำสุดที่ 1.87 แสนบาท และสูงสุดอยู่ที่ 35.81 ล้านบาท
โดยในหมวดคลังสินค้า และไซโล มีการจ่ายค่าตอบแทนผู้บริหารโดยเฉลี่ย/คน/ปี น้อยที่สุด คือประมาณ 9.75 แสนบาท
แต่กระนั้น ถ้ามาโฟกัสเฉพาะกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ในปี 2548 ปรากฏว่า กลุ่มผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ รับค่าตอบแทนเฉลี่ยจากธนาคารพาณิชย์ทั้งหมด 14 แห่ง ประมาณคนละ 9.31 ล้านบาท/ปี เพิ่มขึ้นจากปี 2547 ที่ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ 7.68 ล้านบาท/คน/ปี
ธนาคารไทยพาณิชย์ มีค่าตอบแทนเฉลี่ยสูงสุด เพราะจ่ายผลตอบแทน ผู้บริหาร 6 ราย รวม 94.33 ล้านบาท คิดเฉลี่ยที่อัตรา 15.72 ล้านบาท/คน/ปี
ตามมาด้วย ธนาคารกสิกรไทย จ่ายค่าตอบแทนให้ผู้บริหาร 9 ราย คิดรวม 139.41 ล้านบาท คิดเฉลี่ยที่อัตรา 15.49 ล้านบาท/คน/ปี
ขณะที่ ธนาคารทิสโก้ จ่ายค่าตอบแทนให้ผู้บริหาร 11 ราย รวมทั้งสิ้น 169.67 ล้านบาท หรือเฉลี่ยประมาณ 15.42 ล้านบาท/คน/ปี
ส่วน ธนาคารกรุงไทย จ่ายค่าตอบแทนให้ผู้บริหาร 17 ราย รวมทั้งสิ้น 178.21 ล้านบาท หรือเฉลี่ยประมาณ 10.49 ล้านบาท/คน/ปี
นอกจากนั้นผลสำรวจของกองวิจัยตลาดแรงงาน กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ในปี 2552 ยังเปิดเผยถึง 8 อาชีพที่มีเงินเดือนเกิน 1 แสนบาทด้วย
โดยอาชีพที่มีรายได้เกิน 1 แสนบาท/เดือน ได้แก่ อาชีพนักบิน 2.41 แสนบาท, วิศวกรเหมืองแร่ และนักโลหะการ 2.35 แสนบาท, ผู้จัดการฝ่ายโฆษณา และประชาสัมพันธ์ 1.53 แสนบาท, กรรมการ และผู้บริหารระดับสูง 1.38 แสนบาท, ผู้พิพากษา 1.21 แสนบาท, สถาปนิก 1.17 แสนบาท, ผู้บริหารองค์การนายจ้าง-ลูกจ้าง 1.06 แสนบาท และวิศวกรเคมี 1.05 แสนบาท
ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าอาชีพผู้จัดการฝ่ายโฆษณา และประชาสัมพันธ์ กลับเป็นอาชีพที่มีรายได้สูงกว่ากรรมการ และผู้บริหารระดับสูง ทั้ง ๆ ที่ผู้จัดการฝ่ายโฆษณา และประชา สัมพันธ์มีกำลังคนประมาณ 3,700 คน ส่วนกรรมการ และผู้บริหารระดับสูงมีถึง 1.6 หมื่นคน
นอกจากนั้นผลสำรวจของกองวิจัยตลาดแรงงาน ยังแยกย่อยลงไปในรายละเอียดเกี่ยวกับรายได้ในช่วง 60,000-100,000 บาท มี 12 อาชีพ ในจำนวนนี้อาชีพผู้จัดการฝ่ายจัดหา และจำหน่ายสินค้ามีระดับรายได้สูงสุดในบรรดาอาชีพระดับผู้จัดการด้วยกัน และพบว่าอาชีพนักคณิตศาสตร์มีรายได้สูงกว่าแพทย์
โดยผู้จัดการฝ่ายจัดหา และจำหน่ายสินค้ามีรายได้ 8.5 หมื่นบาท,นักคณิตศาสตร์ 7.3 หมื่นบาท, ผู้จัดการฝ่ายผลิต และปฏิบัติการด้านการบริการทางธุรกิจ 7 หมื่นบาท, แพทย์ 6.9 หมื่นบาท, ผู้จัดการฝ่ายผลิต และปฏิบัติการด้านผลิต 6.7 หมื่นบาท, ผู้จัดการทั่วไปด้านการผลิต 6.4 หมื่นบาท
ผู้จัดการฝ่ายวิจัย และพัฒนา 6.4 หมื่นบาท, ผู้จัดการทั่วไปด้านการเกษตร 6.3 หมื่นบาท, ผู้จัดการทั่วไปด้านการก่อสร้าง 6.2 หมื่นบาท และข้าราชการอาวุโส 6.2 หมื่นบาท
ถามว่าตัวเลขเหล่านี้ส่งผลอย่างไร ต่อการบริหารประเทศของกระทรวงแรงงาน กระทรวงการคลัง หรือรัฐบาลใหม่ ?
คำตอบคืออาจไม่ส่งผลเท่าใดนัก
แต่ผลสำรวจตรงนี้ อาจเป็นคำถามที่ต้องการคำตอบที่ทำให้ทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้อง คงต้องไปคิดว่า การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท/คน/วัน และการให้เงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท ในสภาพค่าครองชีพปัจจุบัน
ไม่ได้มากหรือน้อยเกินไปเลย
ตรงข้ามอาจดูน้อยด้วยซ้ำ และดูยิ่งน้อยเข้าไปใหญ่เมื่อเทียบกับเงินเดือนของซีอีโอ และอีกหลายอาชีพท็อปฮิตที่ต่างรับเงินเดือนกันอู้ฟู่
แต่สำหรับชนชั้นแรงงาน และพนักงานใหม่ในบัญชีจ้างของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทำไมผู้ประกอบการหลายราย จึงต่างโอดครวญว่าอาจทำให้ต้นทุนประกอบการเพิ่มมากขึ้น
จนทำให้เขาอาจจะต้องเลิกจ้างแรงงานไทย โดยหันไปจ้างแรงงานนอกระบบ
ซึ่งไม่เป็นธรรมเลยจริง ๆ !
( เรื่อง ประชาชาติธุรกิจ )
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1312094289&grpid=01&catid=&subcatid=
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
+colour.jpg)