งานวิจัยที่ตอกย้ำ ความเชื่อมั่นและความเสื่อม ได้อย่างดีคือ ผลสำรวจความเห็นประชาชน เรื่อง "มองอดีต แลอนาคต วัดระดับความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันต่างๆ และความพึงพอใจกับบริการของรัฐ พ.ศ. 2546-2553" ของสถาบันพระปกเกล้า
ความน่าสนใจคือ เป็นการเก็บข้อมูลตั้งแต่ปี 2546 - 2553 โดยใช้กลุ่มตัวอย่างปีละประมาณ 3 หมื่นตัวอย่าง แบ่งช่วงปี 46 - 49 เป็นช่วงรัฐบาลของพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ขณะที่ปี 50 เป็นช่วงของพล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ ปี 51 รัฐบาลของนาย สมัคร สุนทรเวช และนาย สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ส่วนปี 52-53 เป็นช่วงของรัฐบาลของนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
สำหรับความเชื่อมั่นต่อตัวนายกรัฐมนตรีจะเห็นได้ว่า รัฐบาลทักษิณ ในช่วงปี 2547 ได้รับความเชื่อมั่นมากที่สุดถึงร้อยละ 92.9 ขณะที่รัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ นายกฯได้รับความเชื่อมั่นร้อยละ 45.2 และในช่วงปี 51 ช่วงรัฐบาลขอนายสมัครและนายสมชาย มีความเชื่อมั่นในตัวนายกฯต่ำที่สุด คือ ร้อยละ 37.6 ขณะที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ได้รับความเชื่อมั่นมากที่สุดในปี 53 ร้อยละ 61.6 ส่วนความเชื่อมั่นต่อสถาบันพรรคการเมือง ตกต่ำที่สุดในปี 50 โดยมีคนเชื่อมั่นเพียง ร้อยละ 26.1 และในปัจจุบันเชื่อมั่นอยู่ในร้อยละ 36.9
ความเชื่อมั่นต่อทหารจะเห็นได้ว่า ในปี 47 - 48 ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐบาลทักษิณ ทหารได้รับความเชื่อมั่นสูงสุดร้อยละ 84.8 ขณะที่ปี 50 หลังจากที่มีการทำรัฐประหารความเชื่อมั่นอยู่ที่ร้อยละ 61.8 แต่หลังจากนั้นก็มาเพิ่มขึ้นจนปี 52 ได้รับความเชื่อมั่นร้อยละ 76.3 และมาลดลงอีกครั้งในปี 53 โดยได้รับความเชื่อมั่นร้อยละ 67.8 ขณะที่ตำรวจได้รับความเชื่อมั่นมากที่สุดในปี 48 ร้อยละ 69.2 หลังจากนั้นก็ลดลงเรื่อยๆ จนกระทั่งปัจจุบันได้รับความเชื่อมั่นร้อยละ 54.9
ขณะที่ความเชื่อมั่นต่อศาล ไม่ว่าจะเป็น ศาลยุติธรรม ศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครอง จะเห็นได้ว่า ความเชื่อมั่นของทั้ง 3 ศาลก็ค่อยๆลดลงเช่นกัน โดยในช่วงปี 47 เป็นช่วงที่ทุกศาลได้รับความเชื่อมั่นสูงสุด โดยศาลยุติธรรมได้ร้อยละ 86.7 ศาลรัฐธรรมนูญ ร้อยละ 84.9 และศาลปกครองได้ร้อยละ 83.1 แต่หลังจากนั้นความน่าเชื่อมั่นก็ลดลงเรื่อยๆ โดยปัจจุบันศาลรัฐธรรมนูญได้รับความเชื่อมั่นน้อยที่สุดใน 3 ศาล คือ ร้อยละ 65.1 ขณะที่ศาลยุติธรรมความเชื่อมั่นอยู่ที่ร้อยละ 71.3 และศาลปกครองอยู่ที่ร้อยละ 67.3
ผลสำรวจ ของสถาบันพระปกเกล้า ชี้ชัดถึง ความเชื่อมั่นต่อสถาบันหลักที่ลดลงอย่างชัดเจน แต่นักวิชาการส่วนใหญ่กลับ "โนคอมเม้นต์
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1293623421&grpid=&catid=02&subcatid=0202
วันศุกร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2553
1 ใน 10 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลแห่งปี - วรเจตน์ ภาคีรัตน์
"ความมุ่งหมายของผมมีอย่างเดียวคือ ผมต้องการให้สังคมเห็นอีกมุมหนึ่งซึ่งไม่มีการพูดกัน เอาความรู้มาเถียงกัน ผมไม่อยากให้สังคมถูกพัดพาไปโดยกระแสในด้านเดียวเท่านั้นเอง และผมคิดว่าความจริงคือความจริง ความรู้คือความรู้ ไม่อยากให้ใช้ความเชื่อ ไม่อยากให้ใช้อคติ พูดก็พูดเถอะ ธรรมชาติประทานสติปัญญาให้เรา ประทานสมองให้เรา เราต้องคิด ต้องใช้มันให้มาก อคติไม่ต้องใช้มากเพราะสังคมไทยใช้มาเยอะแล้ว"
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1293623421&grpid=&catid=02&subcatid=0202
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1293623421&grpid=&catid=02&subcatid=0202
วันเสาร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2553
"เม็ดเงิน"โฆษณา
หากพิจารณาผ่าน "เม็ดเงิน" ผ่านสื่อกระแสหลัก ในช่วงมกราคม - พฤศจิกายน 2553 ที่สำรวจโดย NIELSEN พบว่า เม็ดเงินโฆษณาทั้งตลาด 9 หมื่นกว่าล้าน เป็นส่วนแบ่งของทีวี กว่า 55,435 ล้านบาทหรือ คิดเป็น 60.43 % รองลงมาคือ หนังสือพิมพ์ 13,522 ล้านบาท อันดับสามคือ วิทยุ 5,559 ล้านบาท ส่วนสื่อใหม่อย่างอินเทอร์เนต ได้ส่วนแบ่งแค่ 264 ล้านคิดเป็น 0.29 %
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1293193061&grpid=&catid=02&subcatid=0202
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1293193061&grpid=&catid=02&subcatid=0202
Prisoner of Conscience
นักโทษทางความคิดหรือ Prisoner of Conscience
คำว่านักโทษทางความคิดนั้นในคู่มือสมาชิกของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย(Amnesty International Thailand)ได้ให้ความหมายไว้ว่า คือ บุคคลที่ถูกคุมขัง หรืออาจกล่าวได้ว่าถูกกักขัง ทางร่างกายเนื่องจากความคิดเห็นทางการเมือง เพราะศาสนา หรือความเชื่ออย่างแท้จริงของเขา เพราะเผ่าพันธุ์ เพศ สีผิว ภาษา ถิ่นกำเนิดหรือสังคม สถานภาพทางเศรษฐกิจ การเกิด แนวโน้มทางเพศ หรือสถานภาพอื่นๆ ทั้งนี้ โดยที่เขาไม่ได้ใช้ความรุนแรงหรือสนับสนุนให้ใช้ความรุนแรง หรือความเกลียดชัง
ไม่มีใครรู้ถึงจำนวนที่แน่นอนของนักโทษทางความคิดที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำทั่วโลก พวกเขาถูกจับกุมโดยรัฐบาลหรือกลุ่มการเมืองติดอาวุธ บางคนเป็นผู้มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักแก่สาธารณชน หลายคนเป็นศิลปิน นักกฎหมาย นักการเมือง หรือนักต่อสู้ของสหภาพแรงงาน โดยเขาเหล่านั้นได้ท้าทายความคิดเห็นของรัฐ อย่างไรก็ตามปรากฏว่านักโทษทางความคิดส่วนใหญ่กลับเป็นชายและหญิงธรรมดาๆ แม้กระทั่งเด็กๆจากผู้คนทุกชนชั้นโดยถูกคุมขังเพียงเพราะสิ่งที่พวกเขาเป็น(เช่น เป็นเหลือง หรือเป็นแดง เป็นต้น) มากกว่ากิจกรรมทางการเมืองของพวกเขา
นักโทษทางความคิดบางคนได้กระทำการต่อต้านระบบทั้งหมดของรัฐ ในขณะที่บางคนได้ดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายของระบบการเมืองภายในประเทศ แต่พวกเขาก็ยังคงถูกจับกุมอยู่ดี ประชาชนธรรมดาอย่างเราๆท่านๆอาจกลายเป็นนักโทษทางความคิดได้ เนื่องจากเหตุผลหลายประการที่อาจถูกหยิบยกขึ้นมา ได้ ทั้งๆที่มนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะมีความเชื่อใดควรได้รับสิทธิมนุษยชนโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติเพราะเป็นหลักการพื้นฐานที่สำคัญที่สุดที่ปรากฏอยู่ในมาตรา 2 แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนที่ระบุว่า ”โดยปราศจากความแตกต่างไม่ว่าในรูปแบบใด เช่น เชื้อชาติ สีผิว เพศ ภาษา ศาสนา การเมืองหรือความคิดเห็นอื่น สัญชาติหรือกำนิดทางสังคม ทรัพย์สิน การเกิดหรือสถานภาพอื่น”
http://www.prachatai3.info/journal/2010/12/32300
คำว่านักโทษทางความคิดนั้นในคู่มือสมาชิกของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย(Amnesty International Thailand)ได้ให้ความหมายไว้ว่า คือ บุคคลที่ถูกคุมขัง หรืออาจกล่าวได้ว่าถูกกักขัง ทางร่างกายเนื่องจากความคิดเห็นทางการเมือง เพราะศาสนา หรือความเชื่ออย่างแท้จริงของเขา เพราะเผ่าพันธุ์ เพศ สีผิว ภาษา ถิ่นกำเนิดหรือสังคม สถานภาพทางเศรษฐกิจ การเกิด แนวโน้มทางเพศ หรือสถานภาพอื่นๆ ทั้งนี้ โดยที่เขาไม่ได้ใช้ความรุนแรงหรือสนับสนุนให้ใช้ความรุนแรง หรือความเกลียดชัง
ไม่มีใครรู้ถึงจำนวนที่แน่นอนของนักโทษทางความคิดที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำทั่วโลก พวกเขาถูกจับกุมโดยรัฐบาลหรือกลุ่มการเมืองติดอาวุธ บางคนเป็นผู้มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักแก่สาธารณชน หลายคนเป็นศิลปิน นักกฎหมาย นักการเมือง หรือนักต่อสู้ของสหภาพแรงงาน โดยเขาเหล่านั้นได้ท้าทายความคิดเห็นของรัฐ อย่างไรก็ตามปรากฏว่านักโทษทางความคิดส่วนใหญ่กลับเป็นชายและหญิงธรรมดาๆ แม้กระทั่งเด็กๆจากผู้คนทุกชนชั้นโดยถูกคุมขังเพียงเพราะสิ่งที่พวกเขาเป็น(เช่น เป็นเหลือง หรือเป็นแดง เป็นต้น) มากกว่ากิจกรรมทางการเมืองของพวกเขา
นักโทษทางความคิดบางคนได้กระทำการต่อต้านระบบทั้งหมดของรัฐ ในขณะที่บางคนได้ดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายของระบบการเมืองภายในประเทศ แต่พวกเขาก็ยังคงถูกจับกุมอยู่ดี ประชาชนธรรมดาอย่างเราๆท่านๆอาจกลายเป็นนักโทษทางความคิดได้ เนื่องจากเหตุผลหลายประการที่อาจถูกหยิบยกขึ้นมา ได้ ทั้งๆที่มนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะมีความเชื่อใดควรได้รับสิทธิมนุษยชนโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติเพราะเป็นหลักการพื้นฐานที่สำคัญที่สุดที่ปรากฏอยู่ในมาตรา 2 แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนที่ระบุว่า ”โดยปราศจากความแตกต่างไม่ว่าในรูปแบบใด เช่น เชื้อชาติ สีผิว เพศ ภาษา ศาสนา การเมืองหรือความคิดเห็นอื่น สัญชาติหรือกำนิดทางสังคม ทรัพย์สิน การเกิดหรือสถานภาพอื่น”
http://www.prachatai3.info/journal/2010/12/32300
เก็บความจากใบตองแห้งก่อนสิ้นปี
9 ข้อของหมอประเวศ พูดอีกก็ถูกอีก ไม่ผิดแน่นอน เพราะกว้างขวางเวิ้งว้างเป็นมหาสมุทร เต็มไปด้วยภาษาสวยๆ “สัมมาชีพ” “ปลดล็อคอำนาจ” “ดรรชนีพัฒนา” “ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง” “ศูนย์ยุติธรรมชุมชน” ฯลฯ แต่ไม่รู้จะเอาอะไรเป็นรูปธรรมจับต้องได้
หมอประเวศจะให้สื่อมวลชนของรัฐทำการสื่อสารเพื่อปฏิรูปประเทศไทย มิน่า ละครหลังข่าวเลยให้พระเอกทำการเกษตรอินทรีย์จนไปขัดผลประโยชน์กลุ่มอิทธิพลที่ทำศูนย์หัตถกรรมไทย (OTOP เป็นพวกผู้ร้ายไปซะแล้ว ละครน้ำเน่าเดี๋ยวนี้ทันยุคทันสมัยนะ พูดถึงชุมชนท้องถิ่น พอเพียง เชิดชูความเป็นไทย รักษาท้องไร่ท้องนาไว้เป็นสมบัติชาติ ฯลฯ แต่พักโฆษณาเครื่องสำอางนาทีละหลายล้าน)
ส่วนคนชั้นกลางก็ใช่ว่าสนใจแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความเสมอภาคแปลว่าคนชั้นล่างตีตัวเสมอ คนชั้นกลางเป็นผู้มีจิตใจเมตตาสัตว์ผู้ยาก สนับสนุนประชาสงเคราะห์ ประชาวิวัฒน์ บริจาคผ้าห่ม เสื้อกันหนาวผ่าน จส.100 ....แต่ถ้ามันกล้าหือ ลุกขึ้นสู้ ก็เชียร์ทหารให้ยิงหัวแม่-เลย
ท่าน(อ.เสกสรรค์)หวังว่าระบอบนี้จะยอมปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ อย่างนั้นหรือ อำนาจที่เคยอยู่ในมือชนชั้นนำที่มาจากการเลือกตั้งเปลี่ยนไปอยู่ในมือชนชั้นนำที่ไม่มาจากการเลือกตั้ง แล้วยิ่งรวมศูนย์อำนาจ ใช้อำนาจทหารอำนาจศาล กดหัวชาวบ้าน นี่หรือคือผู้ที่จะปฏิรูป
นี่คงเป็นสิ่งที่เราต่างกัน ผม(ใบตองแห้ง)ต้องการการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่ารุนแรงหรือไม่รุนแรง ถ้าทำได้ ก็ให้มันรุนแรงน้อยที่สุด แต่ถ้าสุดวิสัยจะหลีกเลี่ยง ผมก็พร้อมรับความพินาศย่อยยับ มิคสัญญีไม่มีที่สิ้นสุด หรือกระทั่งพังไปด้วยกันทั้งหมด มากกว่าการปฏิรูปดัดจริตภายใต้อภิสิทธิ์และอำมาตย์
คือถ้าพลตรีที่เป็น ผบ.พล ได้เงินเดือนเท่าผู้ว่าฯ มันก็สมควรนะครับ แต่ทุกวันนี้เราเสียข้าวสุกเลี้ยงนายพลเป็นดอกเห็ด ผู้ชำนาญการ ผู้ทรงคุณวุฒิ ประจำ บก.ทบ. ฯลฯ หิ้วกระเป๋าใบเดียวไปทำงาน มีโต๊ะนั่งมั่งไม่มีโต๊ะนั่งมั่ง มีงานทำมั่งไม่มีงานทำมั่ง ถ้าประเทศไทยลดนายพลลงเหลือเท่าที่จำเป็น อาจจะมีเงินจ้างแพทย์ไปประจำโรงพยาบาลชุมชนเพิ่มอีกนับพันคน
จาก ศอฉ.สู่ ศตส........
จากเดิมที่ ศอฉ.มีอำนาจเบ็ดเสร็จเฉพาะ กทม.และปริมณฑล ตอนนี้เราได้ ศตส.ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จตาม พ.ร.บ.ความมั่นคง ดูแลทั้งประเทศ
ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยเพราะ พ.ร.บ.ความมั่นคงที่เป็นมรดก คมช.ฟื้นอำนาจ กอ.รมน.ให้เป็นรัฐซ้อนรัฐไว้ตั้งแต่แรกแล้ว (ตั้งแต่ปณิธาน วัฒนายากร เข้าไปยกร่าง) “รัฐทหาร” ที่ซ่อนอยู่ข้างในนี้มีอำนาจสั่งการทุกหน่วยงาน เสมือนที่ทำกันอยู่ใน 3 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งมีอำนาจอนุมัติกระทั่งแผนพัฒนา การก่อสร้างโครงการต่างๆ มีกำลังพล มีงบประมาณไม่อั้น ทั้งงบลับงบเปิดเผย
ที่ผ่านมาเขายังไม่พร้อม แต่ตอนนี้ “รัฐทหาร” พร้อมแล้ว ที่จะเดินหน้า “ปฏิรูปประเทศไทย” ไปกับหมอประเวศ (ฮา) แล้วการตั้ง ศตส.ก็ไม่มีกำหนดยกเลิก มีแต่จะขยายอำนาจแผ่อำนาจให้ครอบคลุมกว้างขวางทั่วถึงทุกปริมณฑล
ถ้าจะยกเลิก ศตส.มีทางเดียวเท่านั้นคือ ยกเลิก พ.ร.บ.ความมั่นคง ซึ่งคงต้องข้ามศพสถาบัน จปร.ไปก่อน
อภิสิทธิ์จึงจะยืนหล่อบนโพเดียมได้ต่อไปในสมัยหน้า เป็นฉากหน้าที่ถูกจริตคนชั้นกลาง ขณะที่ภายในอยู่ได้ด้วยกำปั้นเหล็กของทหาร ควบกับการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือของตุลาการภิวัตน์
คนชั้นกลางพึงพอใจผลงานของทหาร โดยไม่แยแสว่าจะมีคนตายเท่าไหร่ ไม่สนใจข้อถกเถียงว่าใครเป็นคนยิง “ต้องยิงหัวมันเสียบ้างจะได้ไม่กล้าหือ” คนชั้นกลางพึงพอใจการจับกุมคุมขังคนเสื้อแดงโดยไม่ให้ประกัน และตัดสินลงโทษอย่างหนัก ไม่แยแสว่าจะเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมหรือไม่ เคารพสิทธิตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ มีมาตรฐานเดียวกันกับเสื้อเหลืองขับรถไล่ชนตำรวจหรือไม่ “มันจะได้ไม่มีใครกล้าขึ้นมาเป็นแกนนำอีก”
ใบตองแห้ง
24 ธ.ค.53
หมอประเวศจะให้สื่อมวลชนของรัฐทำการสื่อสารเพื่อปฏิรูปประเทศไทย มิน่า ละครหลังข่าวเลยให้พระเอกทำการเกษตรอินทรีย์จนไปขัดผลประโยชน์กลุ่มอิทธิพลที่ทำศูนย์หัตถกรรมไทย (OTOP เป็นพวกผู้ร้ายไปซะแล้ว ละครน้ำเน่าเดี๋ยวนี้ทันยุคทันสมัยนะ พูดถึงชุมชนท้องถิ่น พอเพียง เชิดชูความเป็นไทย รักษาท้องไร่ท้องนาไว้เป็นสมบัติชาติ ฯลฯ แต่พักโฆษณาเครื่องสำอางนาทีละหลายล้าน)
ส่วนคนชั้นกลางก็ใช่ว่าสนใจแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความเสมอภาคแปลว่าคนชั้นล่างตีตัวเสมอ คนชั้นกลางเป็นผู้มีจิตใจเมตตาสัตว์ผู้ยาก สนับสนุนประชาสงเคราะห์ ประชาวิวัฒน์ บริจาคผ้าห่ม เสื้อกันหนาวผ่าน จส.100 ....แต่ถ้ามันกล้าหือ ลุกขึ้นสู้ ก็เชียร์ทหารให้ยิงหัวแม่-เลย
ท่าน(อ.เสกสรรค์)หวังว่าระบอบนี้จะยอมปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ อย่างนั้นหรือ อำนาจที่เคยอยู่ในมือชนชั้นนำที่มาจากการเลือกตั้งเปลี่ยนไปอยู่ในมือชนชั้นนำที่ไม่มาจากการเลือกตั้ง แล้วยิ่งรวมศูนย์อำนาจ ใช้อำนาจทหารอำนาจศาล กดหัวชาวบ้าน นี่หรือคือผู้ที่จะปฏิรูป
นี่คงเป็นสิ่งที่เราต่างกัน ผม(ใบตองแห้ง)ต้องการการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่ารุนแรงหรือไม่รุนแรง ถ้าทำได้ ก็ให้มันรุนแรงน้อยที่สุด แต่ถ้าสุดวิสัยจะหลีกเลี่ยง ผมก็พร้อมรับความพินาศย่อยยับ มิคสัญญีไม่มีที่สิ้นสุด หรือกระทั่งพังไปด้วยกันทั้งหมด มากกว่าการปฏิรูปดัดจริตภายใต้อภิสิทธิ์และอำมาตย์
คือถ้าพลตรีที่เป็น ผบ.พล ได้เงินเดือนเท่าผู้ว่าฯ มันก็สมควรนะครับ แต่ทุกวันนี้เราเสียข้าวสุกเลี้ยงนายพลเป็นดอกเห็ด ผู้ชำนาญการ ผู้ทรงคุณวุฒิ ประจำ บก.ทบ. ฯลฯ หิ้วกระเป๋าใบเดียวไปทำงาน มีโต๊ะนั่งมั่งไม่มีโต๊ะนั่งมั่ง มีงานทำมั่งไม่มีงานทำมั่ง ถ้าประเทศไทยลดนายพลลงเหลือเท่าที่จำเป็น อาจจะมีเงินจ้างแพทย์ไปประจำโรงพยาบาลชุมชนเพิ่มอีกนับพันคน
จาก ศอฉ.สู่ ศตส........
จากเดิมที่ ศอฉ.มีอำนาจเบ็ดเสร็จเฉพาะ กทม.และปริมณฑล ตอนนี้เราได้ ศตส.ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จตาม พ.ร.บ.ความมั่นคง ดูแลทั้งประเทศ
ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยเพราะ พ.ร.บ.ความมั่นคงที่เป็นมรดก คมช.ฟื้นอำนาจ กอ.รมน.ให้เป็นรัฐซ้อนรัฐไว้ตั้งแต่แรกแล้ว (ตั้งแต่ปณิธาน วัฒนายากร เข้าไปยกร่าง) “รัฐทหาร” ที่ซ่อนอยู่ข้างในนี้มีอำนาจสั่งการทุกหน่วยงาน เสมือนที่ทำกันอยู่ใน 3 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งมีอำนาจอนุมัติกระทั่งแผนพัฒนา การก่อสร้างโครงการต่างๆ มีกำลังพล มีงบประมาณไม่อั้น ทั้งงบลับงบเปิดเผย
ที่ผ่านมาเขายังไม่พร้อม แต่ตอนนี้ “รัฐทหาร” พร้อมแล้ว ที่จะเดินหน้า “ปฏิรูปประเทศไทย” ไปกับหมอประเวศ (ฮา) แล้วการตั้ง ศตส.ก็ไม่มีกำหนดยกเลิก มีแต่จะขยายอำนาจแผ่อำนาจให้ครอบคลุมกว้างขวางทั่วถึงทุกปริมณฑล
ถ้าจะยกเลิก ศตส.มีทางเดียวเท่านั้นคือ ยกเลิก พ.ร.บ.ความมั่นคง ซึ่งคงต้องข้ามศพสถาบัน จปร.ไปก่อน
อภิสิทธิ์จึงจะยืนหล่อบนโพเดียมได้ต่อไปในสมัยหน้า เป็นฉากหน้าที่ถูกจริตคนชั้นกลาง ขณะที่ภายในอยู่ได้ด้วยกำปั้นเหล็กของทหาร ควบกับการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือของตุลาการภิวัตน์
คนชั้นกลางพึงพอใจผลงานของทหาร โดยไม่แยแสว่าจะมีคนตายเท่าไหร่ ไม่สนใจข้อถกเถียงว่าใครเป็นคนยิง “ต้องยิงหัวมันเสียบ้างจะได้ไม่กล้าหือ” คนชั้นกลางพึงพอใจการจับกุมคุมขังคนเสื้อแดงโดยไม่ให้ประกัน และตัดสินลงโทษอย่างหนัก ไม่แยแสว่าจะเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมหรือไม่ เคารพสิทธิตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ มีมาตรฐานเดียวกันกับเสื้อเหลืองขับรถไล่ชนตำรวจหรือไม่ “มันจะได้ไม่มีใครกล้าขึ้นมาเป็นแกนนำอีก”
ใบตองแห้ง
24 ธ.ค.53
Self Expression
สังคมเป็นเหมือนองคาพยพที่มีชีวิตที่เติบโตได้ ทำความสะอาดตัวเองได้ อะไรที่สังคมไม่ต้องการจะถูกทำให้หายไปเอง ดังนั้นคุณจึงสามารถผิดพลาดและเสี่ยงได้ [2] สังคมรู้จักตัดสินใจเอาเองที่จะเลือกรับหรือไม่รับอะไรในที่สุด เขาแค่ทำหน้าที่ของนักออกแบบนำเสนอสิ่งที่คิดออกมาเท่านั้นเอง สิ่งที่แย่ที่สุดคือถ้าผู้คนไม่มีปฏิกิริยาใดๆ กับมัน ไม่มีใครพูดถึงมัน และมันก็จะตายไปจากความรับรู้ หรือไม่เคยได้เป็นส่วนหนึ่งของสังคม
สังคมที่ดีไม่ใช่ของสูงที่แปดเปื้อนไม่ได้ แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีวุฒิภาวะพอ ที่ควรได้ทดลองเลือกใช้ชีวิตตามใจปรารถนาใช่หรือไม่?
มีคำกล่าวที่ว่า ความงามเกิดจากความพอใจ นั่นหมายความว่าความงามเป็นคำตอบแบบอัตตวิสัยของใครของมันและก็เป็นสิ่งสัมพัทธ์เพราะขึ้นอยู่กับว่าความงามนั้นเป็นของใครและในเวลาใด ในหลายกรณีที่เราเฮละโลด่วนให้คำตอบสรรพสิ่งกันแบบสัมบูรณ์กับคำถามทางปรัชญาที่คำตอบเป็นสัมพัทธ์ เช่นเรื่อง ดี-สวย-สร้างสรรค์ตามการชี้นำของปราชญ์ ที่เฝ้าผลิตรสนิยมเชิงเดี่ยวต่อคำถามทางปรัชญาและสุนทรียศาสตร์วนกลับเข้าไปในระบบคุณค่า เคยสงสัยไหมว่า เหตุใดศิลปินไทยยุคหนึ่งต้องตั้งชื่อผลงานให้เกี่ยวกับพุทธๆ ธรรมๆ เข้าไว้ ทั้งๆ ที่หลายๆ ภาพไม่มีความจำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับชื่อภาพอันคับแคบแบบนั้นเลย?
Self Expression นั้นเป็นคุณสมบัติขั้นพื้นฐานของมนุษย์ที่มันเห็นได้คิดได้ จึงมีความคิดเห็นแล้วก็ปล่อยออกมา ไม่ว่ามันจะถูกแบนทับกันไปมาซ้อนกันเป็นศีลธรรมกี่ชั้นก็ตาม ผู้คนก็ยังแสดงความเห็นกันอยู่ทุกวัน แม้ว่าผู้เขียนจะไม่แปลมันออกมาเป็นภาษาไทย (เพราะนึกหาคำเหมาะสมไม่ออก) ก็ใช่ว่ามันจะเป็นคุณสมบัติเฉพาะของชาวตะวันตกแต่อย่างใด สิ่งที่ต่างคือสังคมไทยไม่ได้โตแบบผ่านการหักล้างปรัชญาอำนาจนิยมมาสู่มนุษยนิยม เรื่อยไปถึง Existentialism, Modernism, Post modernism และอีกหลาย –ism ในโลกตะวันตก ที่ผู้พลิกผันความคิดแห่งยุคสมัยหลังๆ เหล่านั้นมักจะเป็นเพียงมนุษย์นักคิดสักคน ไม่ต้องเป็นพระราชาหรือปราชญ์อาวุโสเสมอไป แต่สังคมไทยมีวิธีให้ค่าและทัศนคติต่อ Self Expression ขึ้นอยู่กับสถานะทางสังคมของผู้แสดงออกยิ่งกว่าตัว "ความคิด" กล่าวได้ว่า Self Expression แบบไทยๆ ของสามัญชน ติดกับดักเขาวงกต เช่นอาวุโสเอย ผู้ใหญ่ผู้น้อยเอย กาลเทศะ(ของฉัน)เอย ความรักเอย ม.112เอย ล่าสุดคือศีลธรรมเรต "ห" และ สสส.ที่สุขภาพไม่ค่อยดีเสียจนต้องมานั่งสวดมนต์ตอนปีใหม่เนื่องจากไม่มีเหล้ากินเอย จนคลี่คลายมาเป็น "วัฒนธรรมการกระซิบ" ที่รวมไปถึงการควบคุมทางสังคม ให้บุคคลต้องกระมิดกระเมี้ยนแอบทำกิจกรรมทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นอาชญากรรมใดๆ
แม้แต่ต่อการชุมนุมของคนเสื้อแดงจำนวนเป็นหมื่นเมื่อวันที่19 ธ.ค.ที่ผ่านมา ที่ดูเหมือนจะเป็นตลาดนัดการแสดงออกมากกว่าเพราะไม่ได้มีการปราศัยทางการเมืองใดๆ บนถนนราชประสงค์นั้นเต็มไปด้วย Self Expression ของปัจเจกหลากหลายรูปแบบและอารมณ์ กระจายออกเป็นกลุ่มๆ ใช้เรื่องราวของตัวเองเป็นแกนการแสดงออก มันเป็น Self Expression ที่แหกคอกวัฒนธรรมการกระซิบไม่น้อย เช่นกลุ่มพลงแหล่การเมืองบนรถกระบะ 3-4 กลุ่ม ที่เรียกเสียงเฮได้ดังสุด (มันคือ Street performance แบบเดียวกับที่บางคนอุตส่าห์ไปนำเข้ามาจากประเทศอื่นนั่นแหละ) พี่สาวและลูกสาวผู้เสียชีวิตออกมาขอรับบริจาคด้วยตัวเองด้วยอุปกรณ์เก้าอี้หนึ่งตัว กล่องหนึ่งใบกับรูปถ่ายพ่อของเธอ ที่เล่าว่ามาเองไม่ผ่านองค์กรช่วยเหลือใดๆ กลุ่มเทียนสีแดงที่จุดแล้วปักเป็นวงเป็นหย่อมๆ กลางถนนให้เราอ่านความหมาย มันเป็นการพูดด้วยสัญญะมากมายอัดแน่นกันอยู่บนถนน คนเหล่านี้พูดด้วยวิธีการที่ต่างกันแต่พลังของมันมาจากความคับข้องใจที่ถูกทำให้ไม่มีตัวตน จึงออกมาร่วมกันพูดในสิ่งที่แทบจะเป็นเรื่องเดียวกันหมด ว่าเขามีตัวตน ถูกทำร้ายจริง มีเรื่องจะเล่า มีความคิดที่จะพูด และออกมาแสดงตัวกันบนถนน
....ที่สำคัญคือเขาไม่ต้องการกระซิบกันอีกต่อไปแล้วและมันจะเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ เพราะสังคมเลือกปิดช่องทางทำให้เขาแทบจะเหลือทางเดียว....การแสดงตัวตนเป็นๆ กันบนถนน .... ผู้เขียนขอยอมรับแบบอายๆ ว่า มีก้อนจุกคอหอยตื้อๆ ตลอดการเดินเบียดไปตามถนน ทั้งๆ ที่ไม่ได้รู้จักใครตรงนั้นเลย เพลงก็ไม่ได้เศร้า และไม่ได้มีใครเล่าเรื่อง build อารมณ์กรอกหู แต่ก็เห็นมีหลายคนที่เดินป้ายน้ำตาไปเงียบๆ มีความรู้สึกที่เข้มข้นเหลือเชื่อในปรากฏการณ์นี้ แต่ก็ไม่มีรายงานข่าวทีวีหรือมีน้อยมากในสื่อหลัก เพราะยังติดกับดักไม่กล้าพูดออกมาดังๆ ในเรื่องที่ถูกตัดสินแล้วว่าควรเป็นเสียงกระซิบ...
http://www.prachatai3.info/journal/2010/12/32425
สังคมที่ดีไม่ใช่ของสูงที่แปดเปื้อนไม่ได้ แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีวุฒิภาวะพอ ที่ควรได้ทดลองเลือกใช้ชีวิตตามใจปรารถนาใช่หรือไม่?
มีคำกล่าวที่ว่า ความงามเกิดจากความพอใจ นั่นหมายความว่าความงามเป็นคำตอบแบบอัตตวิสัยของใครของมันและก็เป็นสิ่งสัมพัทธ์เพราะขึ้นอยู่กับว่าความงามนั้นเป็นของใครและในเวลาใด ในหลายกรณีที่เราเฮละโลด่วนให้คำตอบสรรพสิ่งกันแบบสัมบูรณ์กับคำถามทางปรัชญาที่คำตอบเป็นสัมพัทธ์ เช่นเรื่อง ดี-สวย-สร้างสรรค์ตามการชี้นำของปราชญ์ ที่เฝ้าผลิตรสนิยมเชิงเดี่ยวต่อคำถามทางปรัชญาและสุนทรียศาสตร์วนกลับเข้าไปในระบบคุณค่า เคยสงสัยไหมว่า เหตุใดศิลปินไทยยุคหนึ่งต้องตั้งชื่อผลงานให้เกี่ยวกับพุทธๆ ธรรมๆ เข้าไว้ ทั้งๆ ที่หลายๆ ภาพไม่มีความจำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับชื่อภาพอันคับแคบแบบนั้นเลย?
Self Expression นั้นเป็นคุณสมบัติขั้นพื้นฐานของมนุษย์ที่มันเห็นได้คิดได้ จึงมีความคิดเห็นแล้วก็ปล่อยออกมา ไม่ว่ามันจะถูกแบนทับกันไปมาซ้อนกันเป็นศีลธรรมกี่ชั้นก็ตาม ผู้คนก็ยังแสดงความเห็นกันอยู่ทุกวัน แม้ว่าผู้เขียนจะไม่แปลมันออกมาเป็นภาษาไทย (เพราะนึกหาคำเหมาะสมไม่ออก) ก็ใช่ว่ามันจะเป็นคุณสมบัติเฉพาะของชาวตะวันตกแต่อย่างใด สิ่งที่ต่างคือสังคมไทยไม่ได้โตแบบผ่านการหักล้างปรัชญาอำนาจนิยมมาสู่มนุษยนิยม เรื่อยไปถึง Existentialism, Modernism, Post modernism และอีกหลาย –ism ในโลกตะวันตก ที่ผู้พลิกผันความคิดแห่งยุคสมัยหลังๆ เหล่านั้นมักจะเป็นเพียงมนุษย์นักคิดสักคน ไม่ต้องเป็นพระราชาหรือปราชญ์อาวุโสเสมอไป แต่สังคมไทยมีวิธีให้ค่าและทัศนคติต่อ Self Expression ขึ้นอยู่กับสถานะทางสังคมของผู้แสดงออกยิ่งกว่าตัว "ความคิด" กล่าวได้ว่า Self Expression แบบไทยๆ ของสามัญชน ติดกับดักเขาวงกต เช่นอาวุโสเอย ผู้ใหญ่ผู้น้อยเอย กาลเทศะ(ของฉัน)เอย ความรักเอย ม.112เอย ล่าสุดคือศีลธรรมเรต "ห" และ สสส.ที่สุขภาพไม่ค่อยดีเสียจนต้องมานั่งสวดมนต์ตอนปีใหม่เนื่องจากไม่มีเหล้ากินเอย จนคลี่คลายมาเป็น "วัฒนธรรมการกระซิบ" ที่รวมไปถึงการควบคุมทางสังคม ให้บุคคลต้องกระมิดกระเมี้ยนแอบทำกิจกรรมทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นอาชญากรรมใดๆ
แม้แต่ต่อการชุมนุมของคนเสื้อแดงจำนวนเป็นหมื่นเมื่อวันที่19 ธ.ค.ที่ผ่านมา ที่ดูเหมือนจะเป็นตลาดนัดการแสดงออกมากกว่าเพราะไม่ได้มีการปราศัยทางการเมืองใดๆ บนถนนราชประสงค์นั้นเต็มไปด้วย Self Expression ของปัจเจกหลากหลายรูปแบบและอารมณ์ กระจายออกเป็นกลุ่มๆ ใช้เรื่องราวของตัวเองเป็นแกนการแสดงออก มันเป็น Self Expression ที่แหกคอกวัฒนธรรมการกระซิบไม่น้อย เช่นกลุ่มพลงแหล่การเมืองบนรถกระบะ 3-4 กลุ่ม ที่เรียกเสียงเฮได้ดังสุด (มันคือ Street performance แบบเดียวกับที่บางคนอุตส่าห์ไปนำเข้ามาจากประเทศอื่นนั่นแหละ) พี่สาวและลูกสาวผู้เสียชีวิตออกมาขอรับบริจาคด้วยตัวเองด้วยอุปกรณ์เก้าอี้หนึ่งตัว กล่องหนึ่งใบกับรูปถ่ายพ่อของเธอ ที่เล่าว่ามาเองไม่ผ่านองค์กรช่วยเหลือใดๆ กลุ่มเทียนสีแดงที่จุดแล้วปักเป็นวงเป็นหย่อมๆ กลางถนนให้เราอ่านความหมาย มันเป็นการพูดด้วยสัญญะมากมายอัดแน่นกันอยู่บนถนน คนเหล่านี้พูดด้วยวิธีการที่ต่างกันแต่พลังของมันมาจากความคับข้องใจที่ถูกทำให้ไม่มีตัวตน จึงออกมาร่วมกันพูดในสิ่งที่แทบจะเป็นเรื่องเดียวกันหมด ว่าเขามีตัวตน ถูกทำร้ายจริง มีเรื่องจะเล่า มีความคิดที่จะพูด และออกมาแสดงตัวกันบนถนน
....ที่สำคัญคือเขาไม่ต้องการกระซิบกันอีกต่อไปแล้วและมันจะเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ เพราะสังคมเลือกปิดช่องทางทำให้เขาแทบจะเหลือทางเดียว....การแสดงตัวตนเป็นๆ กันบนถนน .... ผู้เขียนขอยอมรับแบบอายๆ ว่า มีก้อนจุกคอหอยตื้อๆ ตลอดการเดินเบียดไปตามถนน ทั้งๆ ที่ไม่ได้รู้จักใครตรงนั้นเลย เพลงก็ไม่ได้เศร้า และไม่ได้มีใครเล่าเรื่อง build อารมณ์กรอกหู แต่ก็เห็นมีหลายคนที่เดินป้ายน้ำตาไปเงียบๆ มีความรู้สึกที่เข้มข้นเหลือเชื่อในปรากฏการณ์นี้ แต่ก็ไม่มีรายงานข่าวทีวีหรือมีน้อยมากในสื่อหลัก เพราะยังติดกับดักไม่กล้าพูดออกมาดังๆ ในเรื่องที่ถูกตัดสินแล้วว่าควรเป็นเสียงกระซิบ...
http://www.prachatai3.info/journal/2010/12/32425
วันพฤหัสบดีที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2553
อุบัติเหตุทางถนน
ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนทั่วโลก 1.3 ล้านคนต่อปี ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่ทุกประเทศกำลังเผชิญร่วมกัน แต่เมื่อองค์การอนามัยโลก สำรวจ 178 ประเทศทั่วโลก กลับพบความไม่เท่าเทียมในเรื่องความปลอดภัย กว่าร้อยละ 90 ของการตายบนท้องถนน เกิดขึ้นในประเทศยากจนและมีรายได้ปานกลางส่วนใหญ่คือผู้ที่เดินทางด้วยรถจักรยานยนต์ รถโดยสารสาธารณะ คนเดินถนน และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มเด็กและเยาวชน ทั้งที่ประเทศยากจนเหล่านี้มียานพาหนะจดทะเบียนรวมกันไม่ถึงครึ่งหนึ่งของยานพาหนะของทั้งโลก
ประเทศไทยก็เช่นกัน ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ ร้อยละ 60-70 เป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 11 ของผู้บาดเจ็บอายุน้อยกว่า 15 ปีและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น อะไรคือต้นเหตุให้คนไทย โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนต้องหันมาพึ่งรถจักรยานยนต์เป็นหลัก ทั้งๆ เป็นยานพาหนะที่มีความเสี่ยงสูงกว่าประเภทอื่นๆ
ระบบขนส่งสาธารณะที่สะดวกและปลอดภัย ทั้งที่อยู่ในเมือง และระหว่างเมือง ถือเป็นหน้าที่และบทบาทสำคัญของรัฐ ในการลดช่องว่างความไม่เป็นธรรมในการเดินทาง ระหว่างคนมีฐานะ มีทางเลือกในการเดินทาง (ทั้งเครื่องบิน รถส่วนบุคคล ฯลฯ) กับคนชั้นกลางและคนจน ที่ต้องใช้รถโดยสาร รถจักรยานยนต์เป็นทางเลือกหลัก เพราะปัจจุบันรัฐมุ่งลงทุนระบบขนส่งสาธารณะให้กับเมืองหลวงเป็นหลัก ไม่ได้กระจายงบลงไปสู่ต่างจังหวัดอย่างเท่าเทียม เป็นธรรม
มีข้อมูลการเกิดอุบัติเหตุของรถโดยสารที่บ่งชี้ว่า เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ผู้ที่โดยสารรถร่วมบริการจะมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากกว่าผู้ที่โดยสารรถ บขส.ถึง 10 เท่า
ประเทศไทยก็เช่นกัน ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ ร้อยละ 60-70 เป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 11 ของผู้บาดเจ็บอายุน้อยกว่า 15 ปีและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น อะไรคือต้นเหตุให้คนไทย โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนต้องหันมาพึ่งรถจักรยานยนต์เป็นหลัก ทั้งๆ เป็นยานพาหนะที่มีความเสี่ยงสูงกว่าประเภทอื่นๆ
ระบบขนส่งสาธารณะที่สะดวกและปลอดภัย ทั้งที่อยู่ในเมือง และระหว่างเมือง ถือเป็นหน้าที่และบทบาทสำคัญของรัฐ ในการลดช่องว่างความไม่เป็นธรรมในการเดินทาง ระหว่างคนมีฐานะ มีทางเลือกในการเดินทาง (ทั้งเครื่องบิน รถส่วนบุคคล ฯลฯ) กับคนชั้นกลางและคนจน ที่ต้องใช้รถโดยสาร รถจักรยานยนต์เป็นทางเลือกหลัก เพราะปัจจุบันรัฐมุ่งลงทุนระบบขนส่งสาธารณะให้กับเมืองหลวงเป็นหลัก ไม่ได้กระจายงบลงไปสู่ต่างจังหวัดอย่างเท่าเทียม เป็นธรรม
มีข้อมูลการเกิดอุบัติเหตุของรถโดยสารที่บ่งชี้ว่า เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ผู้ที่โดยสารรถร่วมบริการจะมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากกว่าผู้ที่โดยสารรถ บขส.ถึง 10 เท่า
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
+colour.jpg)